Toyota-Prius-G3

หากเราจะย้อนเวลากลับไปในช่วงเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในเวลานั้น เทคโนโลยีใหม่ที่เกิดขึ้นในโลกยานยนต์อย่าง “รถยนต์ไฮบริด (Hybrid)” ได้เป็นที่นิยมแพร่หลายไปในทั่วโลกแล้ว ซึ่งหลายต่อหลายคนเชื่อว่ารถยนต์ Hybrid นี่ล่ะที่จะค่อยๆ มา Disrupt รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปด้วยเชื้อเพลิงเพียวๆ ให้น้อยลงไปเรื่อยๆ ในอนาคต … แต่ภายหลังรถยนต์ EV หรือรถยนต์ไฟฟ้า จะเข้ามาเคียงคู่กับ รถยนต์ Hybrid ก็ตาม!

Toyota-Prius-2010

ในบ้านเราแม้ว่าจะมีการนำเข้ารถยนต์ Hybrid มาตั้งแต่ 20 ปีที่แล้วได้ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล ก็คือ Toyota (โตโยต้า) นั่นเองล่ะครับ เห็นได้จาก Toyota Prius (โตโยต้า พริอุส) ที่เป็นรถยนต์ Hybrid รุ่นแรกที่ผลิตขายในเชิงพาณิชย์คันแรกของโลก โดยนำเข้ามาเพียง 1 หรือ 2 คันเท่านั้น ยังไม่ได้ทำตลาดในบ้านเราแต่ประการใด

ถึงเวลาสุกงอมของเทคโนโลยี Toyota จึงได้เริ่มแนะนำ Toyota Camry Hybrid (AHV40) (โตโยต้า คัมรี ไฮบริด) เป็นครั้งแรกทวีปเอเชียและในไทย เมื่อ 27 กรกฎาคม 2552 จึงทำให้ตลาดรถยนต์ไฮบริด เริ่มเป็นที่พูดถึงมากขึ้นในไทย คู่แข่งหลายเจ้าเริ่มอยากทำตลาดรถยนต์ Hybrid ดูบ้าง

นั่นล่ะฮะ เลยทำให้ Toyota Prius (โตโยต้า พรีอุส) เจเนอเรชั่นที่ 3 จึงได้ถูกนำมาชิมลาง แจ้งเกิดในไทยดูบ้าง แต่ก็มาแค่รุ่นแรก และรุ่นเดียวเท่านั้น ที่ขายกันอย่างจริงจัง

หลายคนที่ชอบถามว่า Toyota Prius มือสองดีไหม MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟังครับ…

Toyota-Prius-2010

Toyota Prius ชื่อรุ่นนั้นมาจากในภาษาลาติน ซึ่งหมายถึง “ผู้ที่ไปถึงก่อนใคร”

โดย Toyota ได้เริ่มต้นศึกษาและพัฒนาระบบไฮบริด มายาวนานกว่า 30 ปี นับตั้งแต่ในปี 1965 ตั้งแต่การเริ่มต้นติดตั้งเครื่องยนต์ Gas turbine ใน Toyota Sports 800 Gas turbine-Hybrid จนกระทั่งปี 1997 Toyota Prius รุ่นแรกจึงเกิดขึ้น จากนั้นในปี 2003 Prius รุ่นที่ 2 ได้ถูกแนะนำเข้าสู่ตลาด และได้รับการตอบรับทั่วโลก

จนกระทั่งเดือนพฤษภาคม 2009 Toyota Prius เจเนอเรชั่นที่ 3 จึงได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศญี่ปุ่น แล้วก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยยอดจองในช่วง 2 เดือนแรก กว่า 100,000 คัน!

สร้างยอดขายทั่วโลกมากกว่า 2,500,000 คัน (ยอดขายสะสมตั้งแต่ปี 1997 ถึง มกราคม 2012)

Toyota เลยมั่นใจว่า ลูกค้าชาวไทย ก็คงรอคอยการมาของ Prius เช่นกัน … ต่อมา Toyota Prius รุ่นนี้ได้ถูกผลิตขึ้นที่โรงงาน Toyota Gateway ใน จ.ฉะเชิงเทรา เป็นประเทศที่ 3 ในโลก ต่อจากญี่ปุ่น และ USA ก่อนจะเปิดตัวในไทยเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2553 และเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 16 พฤศจิกายน 2553

Toyota-Prius-2010

Toyota Prius มาพร้อมสโลแกน “No One Else” ด้วยตัวรถแบบสปอร์ตทรงลิ่ม ดูลู่ลม ชุดไฟต่ำ ไฟหน้า ไฟท้าย และไฟเบรก เป็นแบบ LED ฝากระโปรงหน้า-หลัง ผลิตจากอะลูมิเนียม ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน ลดลงจาก 0.26 เป็น 0.25 เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า และยังออกแบบให้การจัดระเบียบอากาศที่ไหลผ่านใต้ท้องรถไหลลื่นขึ้น พร้อมล้ออัลลอย 15 นิ้ว น้ำหนักเบา ออกแบบโดยคำนึงถึงการหมุนวนของอากาศบริเวณซุ้มล้อ

Toyota-Prius-2010

Mr.Akihiko Otsuka (อากิฮิโกะ โอทซูกะ) หัวหน้าวิศวกรผู้พัฒนา Toyota Prius รุ่นนี้กล่าวว่า “ต้องการให้ Prius เป็นรถยนต์ไฮบริดที่มีสมรรถนะดีที่สุดในโลก ให้ความสนุกในการขับขี่ มีรูปลักษณ์โดดเด่น แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ Prius นั้นคือ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประหยัดน้ำมัน”

มิติตัวรถยาว 4,460 มม. เท่ารุ่นก่อนหน้า กว้าง 1,745 มม. ความสูง 1,490 มม. เพิ่มขึ้น 3.9 นิ้ว จากรุ่นก่อนหน้า ระยะฐานล้อ 2,700 มม.

Toyota-Prius-2010

ห้องโดยสารภายใน ชูจุดเด่นด้วย ระบบ Head Up Display ที่สามารถแสดงผลมาตรวัดความเร็ว รถบนกระจกบังลมด้านหน้า การแสดงปุ่มควบคุมพวงมาลัยบนจอมาตรวัดความเร็ว มีระบบแสดงข้อมูลการขับขี่แบบออพติตรอน (Advanced Multi-Information Display หรือ MID) แบ่งการแสดงผลออกเป็น 3 โหมด ได้แก่

  • การทำงานของระบบไฮบริด (Energy Monitor)
  • แสดงผลการขับขี่แบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Hybrid System Indicator)
  • แสดงผลอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง (Consumption Record)

Toyota-Prius-2010

เบาะคู่หน้าจะมีระบบอุ่นเบาะ (เฉพาะรุ่น Top) ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ (Smart Entry) และ ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ (Push Start) มีพื้นที่บรรทุกสัมภาระทางด้านท้ายจุได้ถึง 445 ลิตร เทียบง่ายๆ ก็ใส่ถุงกอล์ฟได้ 3 ใบ นั่นเอง

Toyota-Prius-2010

Toyota Prius เป็นรถแบบ Full Hybrid สามารถขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ล้วนๆ หรือมอเตอร์ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว หรือทำงานร่วมกันก็ได้ เครื่องยนต์มีขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FXE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i แบบ Atkinson Cycle

พร้อมระบบควบคุมการหมุนเวียนไอเสีย EGR (Exhaust Gas Recirculation) นำความร้อนที่ปล่อยออกมาจากเครื่องยนต์กลับมาใช้ใหม่ โดยเฉพาะเมื่อสตาร์ทขณะเครื่องยนต์เย็น หรือใช้เป็นฮีตเตอร์ในห้องโดยสารด้วย พร้อมใช้ปั้มน้ำไฟฟ้าที่ช่วยลดการใช้สายพานหน้าเครื่อง

Toyota-Prius-2010

ให้แรงม้าสูงสุด 99 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า แบบมอเตอร์ซิงโครนัสแม่เหล็กถาวร มีขนาดเล็กลง แต่ให้ความเร็วรอบมากขึ้น ให้กำลังกำลังสูงสุด 60 กิโลวัตต์ (82 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 207 นิวตัน-เมตร เมื่อรวมกำลังกับเครื่องยนต์แล้ว ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า

ทำงานผสานกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ตอบสนองการเร่ง โดยการเสริมพลังไฟฟ้าให้กับมอเตอร์ขับเคลื่อน, หน่วยควบคุมไฟฟ้า (Power Control Unit) ควบคุมไฟฟ้ากระแสตรงจากแบตเตอรี่ ไฟฟ้ากระแสสลับจากมอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ให้ทำงานได้อย่างเหมาะสม พร้อมช่วยขยายกำลังไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ได้สูงถึง 650 โวลต์ และแบตเตอรี่ไฮบริด Ni-MH (Nickel–Metal Hydride) น้ำหนักเบา

ระบบส่งกำลังแบบเกียร์ไฟฟ้าอัตโนมัติ (Electronic Gear Shift) พร้อมระบบคันเกียร์กลับคืนสู่ตำแหน่งกลางอัตโนมัติทุกครั้ง และเกียร์ทดกำลัง (Reduction Gear) เพื่อเพิ่มแรงบิดให้มอเตอร์ไฟฟ้า

โดยจุดเด่นๆ ของ Prius รุ่นนี้ มีอะไรบ้าง เรามาดูกัน

  • ระบบ Hybrid Synergy Drive System ของ Prius ได้รับการปรับปรุงใหม่มากกว่า 90% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
  • ระบบส่งกำลังการออกแบบขึ้นใหม่ ให้น้ำหนักเบาลง ลดการสูญเสียแรงบิดมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า
  • ระบบแปลงกระแสไฟฟ้าจากกระแสตรงเป็นกระแสสลับ (Inverter) เพิ่มระบบระบายความร้อนแบบตรง ช่วยลดขนาดและน้ำหนักของระบบระบายความร้อน
  • ชุดส่งกำลัง มอเตอร์ และตัวแปลงไฟฟ้า ออกแบบรวมเป็นชิ้นเดียวกัน ลดขนาดและน้ำหนักลงได้ 20%

Toyota-Prius-2010

รูปแบบการขับขี่ 3 รูปแบบ

  • PWR Mode เรียกกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์อย่างเต็มที่ เพื่อใช้เร่งแซง หรือต้องการกำลังด่วนๆ
  • ECO Mode โหมดประหยัดน้ำมัน เลือกใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์อย่างเหมาะสม
  • EV Mode ใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียว ให้การขับขี่ที่เงียบสนิท เหมาะสำหรับขับรถช่วงความเร็วต่ำ

ส่วนรายละเอียดบนหน้าจอ Monitor สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 อยู่ทางด้านซ้ายมือ จะเป็นการแสดงสัญลักษณ์ที่เหมือนกับรถยนต์ทั่วๆ ไป
กลุ่มที่ 2 อยู่ตรงกลางของมาตรวัด เป็นการแสดงผลการทำงาน และการขับขี่รถยนต์ไฮบริด (Advance Multi-Display Zone) ซึ่งจะมีรายละเอียดต่างๆ ได้แก่

  • แสดงการทำงานหรือสถานะการทำงานของระบบไฮบริด (Energy Monitor)
  • แสดงผลการขับขี่แบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Hybrid System Indicator)
  • แสดงผลอัตราการสิ้นเปลือง 1 นาที / 5 นาที (1 Min/ 5 Min Consumption Record)
  • แสดงผลอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ของการขับขี่ที่กำหนดไว้พร้อมแสดงผลที่ดีที่สุด (Past Trip Fuel Consumption Record)

กลุ่มที่ 3 อยู่ทางด้านขวามือของมาตรวัด เป็นการแสดงข้อมูลการขับขี่ทั่วไป และข้อมูลการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ เพียงสัมผัสเบาๆ เท่านั้น ที่สวิทซ์ที่พวงมาลัย

มีให้เลือกด้วยกัน 5 สี ได้แก่ สีขาว White Pearl (เฉพาะรุ่น Top Grade), สีฟ้า Light Blue Mica Metallic, สีเงิน Silver Metallic, สีดำ Black Mica และ สีแดง Blackish Red Mica

Toyota Prius โฉมแรก มีให้เลือกด้วยกัน 2 รุ่นย่อย ได้แก่รุ่น Standard Grade ราคา 1,190,000 บาท และรุ่น Top Grade ราคา 1,260,000 บาท

Toyota-Prius-TRD-Sportivo-2011

ในเดือนมีนาคม 2554 Toyota เปิดตัว Toyota Prius TRD Sportivo ที่มาใน Concept “Get Noticed” ด้วยตัวรถแบบสปอร์ต มีสเกิร์ตหน้า-หลัง ล้อแม็กขนาด 16 นิ้ว ลายแบบ 10 ก้าน ส่วนในห้องโดยสารมีชุดพรมปูพื้นจาก TRD Sportivo เป็นต้น ในราคา 1,280,000 บาท

Toyota-Prius-2012

และแล้ว Toyota Prius ก็ถึงเวลาปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในเดือนมีนาคม 2555 ด้วยหน้าตาที่ดูสดใหม่ยิ่งขึ้น กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้า…แบบ LED (เฉพาะรุ่น Top Option และรุ่น Top) พร้อมระบบควบคุมการเปิด-ปิด อัตโนมัติ ระบบปรับสูง-ต่ำอัตโนมัติ พร้อมหัวฉีดล้างทำความสะอาดโคมไฟหน้า กระจกมองข้างปรับและพับเก็บด้วยไฟฟ้า ระบบ Head-Up Display เพิ่มในส่วนของการแสดงระบบนำทางเข้ามาด้วย (เฉพาะรุ่น Top Option)  และล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้ว โดยโฉมนี้ ได้ตัดระบบอุ่นเบาะนั่งคู่หน้าออกแล้ว

Toyota-Prius-2012

และเทคโนโลยีล้ำๆ ที่ไม่ได้ใส่มาให้ตั้งแต่โฉมแรก อย่าง …

ระบบระบายอากาศอัตโนมัติด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Ventilation System) (เฉพาะรุ่น Top Option) แผงโซลาร์บนหลังคารถ จะเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อใช้ในการทำงานของพัดลมระบายความร้อนออกจากห้องโดยสาร ตอนรถจอดกลางแดด เพื่อลดอุณหภูมิห้องโดยสาร ช่วยลดการทำงานของแอร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่โตโยต้า นำมาใช้กับรถยนต์

ระบบปรับอากาศ เปิด-ปิดด้วยกุญแจรีโมท (Remote Air-Conditioning System) (เฉพาะรุ่น Top Option) สามารถสั่งเปิดแอร์จากภายนอกห้องโดยสารก่อนขึ้นรถ ช่วยให้ในรถเย็นสบาย แถมไม่สิ้นเปลืองน้ำมัน เพราะใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ไฮบริด

Toyota-Prius-2012

ห้องโดยสารภายในใช้โทนสีดำ เบาะคนขับแบบไฟฟ้า ปรับระดับได้ 8 ทิศทาง มีช่องต่อ USB/AUX (เฉพาะรุ่น Top Option และรุ่น Top) และระบบนำทาง พร้อมDVD หน้าจอแบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว 1CD/MP3, WMA ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์ไร้สาย (Bluetooth) พร้อมลำโพง 8 จุดและเพาเวอร์แอมป์จาก JBL (เฉพาะรุ่น Top Option)

มีให้เลือก 5 สี ได้แก่ 5 สี ให้เลือกสรร White Pearl Crystal (เฉพาะรุ่น Top Option และรุ่น Top), True Blue Metallic, Silver Metallic, Attitude Black Mica และ Red Mica Metallic

และ 3 รุ่นย่อยให้เลือก ได้แก่ 1.8 Standard ราคา 1,199,000 บาท, 1.8 Top Option ราคา 1,369,000 บาท และ 1.8 Top ราคา 1,299,000 บาท

Toyota-Prius-TRD-Sportivo-2012

ในเดือนตุลาคม 2555 Toyota ได้เปิดตัว Toyota Prius TRD Sportivo มากับชุดแต่งสปอร์ตยกคัน มีสเกิร์ตหน้า – หลังใหม่ ล้ออัลลอยลายใหม่แบบ Smoke Chrome ขนาด 16นิ้ว พร้อมยางขนาด 205/55/R16 และสัญลักษณ์ TRD Sportivo

ภายในตกแต่งใหม่สไตล์สปอร์ต เบาะหนังสีดำ พรมปูพื้นลายพิเศษพร้อมสัญลักษณ์ TRD Sportivo ระบบบันเทิงชุดใหม่ จอทัชสกรีน เล่น DVD/CD/MP3/WMA พร้อมช่อง USB เชื่อมต่อ Smart Phone และรองรับบริการพิเศษจาก Toyota Smart G-BOOK ได้

สีภายนอกมีให้เลือก 3 สี ดำ Attitude Black Mica, แดง Red Mica Metallic และ ขาว White Pearl Crystal ในราคา 1,269,000 บาท

ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2556 Toyota จึงได้เพิ่ม Toyota Prius TRD Sportivo รุ่น Top อย่าง Top Option ออกมาจำหน่ายด้วย

ความพิเศษของ Prius โฉมนี้ คือมีเป็นแท็กซี่ในบ้านเราด้วย! ซึ่งทาง All Thai Taxi (ออลไทยแท็กซี่) ของนครชัยแอร์ ได้ตัดสินใจนำ Prius ล็อตท้ายๆ มาเป็นรถแท็กซี่กว่า 500 คัน ซึ่งเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนพฤษภาคม 2558 แต่ทำได้ไม่กี่ปีก็ขาดทุน จนต้องขายรถออกไป

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Prius นับได้ว่าเป็นรถมือสองที่มีผู้เล่นเฉพาะกลุ่ม ตัวรถสวยไม่เหมือนใคร ถ้าคุณเช็คราคารถมือสองบ่อยๆ ก็จะพบว่า Toyota Prius รุ่นนี้ราคามือสองไม่แพงเลย จากราคาล้านกว่าบาทเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ตอนนี้ราคาเหลือเพียง 2-3 แสนบาท

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

สมรรถนะถือว่าดีในระกับหนึ่ง การออกตัว เข้าโค้งได้ทันใจ เวลาขับเร็วๆ อาจมีอาการโยนที่ด้านท้ายหน่อย เวลาขับ ภายในรถได้ยินเสียงเครื่องยนต์เบามากๆ

การซื้อมาใช้งานต้องดูในเรื่องของแบตเตอรี่เป็นหลักก่อน มี Code ขึ้น ให้เปลี่ยนหรือยัง เจ้าของเดิมได้เปลี่ยนมาใหม่หรือยัง ประกันใกล้หมดหรือยัง หรือว่าใกล้จะหมดสภาพแล้ว เพราะว่าอาจต้องเตรียมค่าใช้จ่ายก้อนโตไว้สำหรับเปลี่ยนแบตเตอรี่ชุดใหม่ด้วย โอกาสที่ต้องจะเปลี่ยนแบตเตอรี่ช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กัปัจจับหลายๆ อย่าง เช่น การใช้งาน การขับขี่

และอะไหล่อีกหลายอย่าง เช่น ตัวถัง ชุดไฟต่างๆ มอเตอร์ไฟฟ้า คอมเพรสเซอร์แอร์ หรือ Inverter ชาร์จไฟ ราคาค่อนข้างแพง การขับรถต้องขับอย่างระมัดระวัง (ทำประกันชั้น 1 ไว้เถอะ อุ่นใจ) และรักษารถให้ดี ซึ่งรถรุ่นนี้ ได้ชื่อว่าประหยัดน้ำมันมากอีกรุ่น

ส่วนการใช้งาน รุ่นนี้ปลดเกียร์ว่างเวลาจอดไม่ได้ นั่นหมายถึงไปจอดขนานขวางรถคันอื่นไม่ได้

รุ่นนี้ ยอยพวงมาลัย มักจะมีปัญหาเสียงดังกันหลายคันด้วยครับ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ อู่นอกส่วนใหญ่มักไม่รับซ่อม เพราะเทคโนโลยีค่อนข้างยุ่งยาก ต้องหาอู่ที่เป็นอู่เฉพาะทาง (สอบถามได้ในกลุ่ม Prius Racing Thailand Only) ส่วนใหญ่มักต้องเข้าศูนย์กัน อะไหล่หลายอย่างต้องเบิกศูนย์เปลี่ยนของใหม่คุ้มกว่า เพราะของเก่าถ้าเอามาเปลี่ยน บางทีไมคุ้ม การดูแลรักษาก็เหมือนรถปกติทั่วไป เช็คตามระยะ เปลี่ยนถ่ายของเหลวต่างๆ

ราคาอะไหล่คร่าวๆ จากศูนย์บริการ

– แบตเตอรี่ไฮบริด รับประกัน 10 ปี ตัวใหญ่ ราคา 68,000 บาทไม่รวมภาษี (ราคาปรับลดลงตามนโยบายรัฐบาล ลดภาษีนำเข้า จากราคาในปี 2555 อยู่ที่แสนกว่าบาท)
– แบตสตาร์ท ตัวเล็ก 7,000 บาท ไม่รวมภาษี
– Inverter ราคา 81,400 บาท (ศูนย์รับประกัน 15 ปี)
– มอเตอร์คอพวงมาลัย 30,300 บาท
– กล่อง ECU ราคา 33,250 บาท
– คอมเพรสเซอร์แอร์ 45,000 บาท
– ปั๊มเบรกไฟฟ้า 63,500 บาท
-หัวเทียนอิริเดียม หัวละ 720 บาท
– คอมเพรสเซอร์แอร์ 50,000 บาท ถ้าทำอู่นอก ไม่เกิน 30,000 บาท
– ชุดไฟหน้า LED คู่ละ 44,000 บาท
– ไฟหน้าหลังอะไหล่เซียงกง ชุดไฟ LED ข้างละ 6,000 บาท
– กันชนหน้า ราคา 5,000 บาท ไม่รวมทำสี
– ค่าปั๊มน้ำสำหรับตัวฉีดน้ำล้างไฟหน้า 5,000 บาท
– ชุดแต่งกันชนหลัง 3,000 บาท ไม่รวมทำสี

เก็บเงินไว้ดูแลปีละ 20,000 – 200,000 บาท ก็เพียงพอ เผื่อเงินมากไว้หน่อยเมื่อต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ หรือ Inverter

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 270,000 – 400,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็คราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

5-Secondhand-Hybrid-Cars-Price-Not-Over-500000-Baht

รถ Hybrid (รถไฮบริด) จัดเป็นรถยนต์ที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมานี้ โดยจะสังเกตได้จากยอดขายที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก อีกทั้งการพัฒนาของแบตเตอรี่ ที่สามารถเก็บพลังงาน และให้ระยะทางการวิ่งได้มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ทำได้ดีมากขึ้นไปด้วย

แต่ถ้าหากเป็นรถไฮบริดมือสองนั้น อาจจะไม่เป็นที่นิยมมากนักในบ้านเรา เนื่องจากหลายคนเกรงเรื่องค่าบำรุงรักษา อะไหล่ เรื่องค่าแบตเตอรี่ที่ต้องเปลี่ยน ซึ่งอาจจะมีราคาสูงมากๆ บางรุ่นถึงเกือบ 2 ส่วน 4 ของราคาตัวรถมือสองทีเดียว รถไฮบริดราคามือสองจึงตกมาก …

แต่ถ้ามองในมุมผม คุณใช้งานรถต่อวันเยอะหรือเปล่าล่ะ? ถ้าใช้รถเยอะ รถ Hybrid ก็น่าจะเป็นทางออก ที่ช่วยให้คุณประหยัดเงินเติมน้ำมันได้มากขึ้น ในยุคน้ำมันเริ่มแพงขึ้นเรื่อยๆ

Mr.Carro ขอพาคุณไปชม 5 รถไฮบริดมือสอง ที่น่าสนใจจากตลาดรถยนต์มือสอง ในราคาไม่ถึง 5 แสนบาท ด้วยกัน 5 รุ่นครับ …

1. Toyota Prius

Toyota-Prius

Toyota Prius (โตโยต้า พรีอุส) จัดเป็นรถยนต์ไฮบริดรุ่นแรกของโลก ที่ทาง Toyota ผลิตออกมาจำหน่ายอย่างเป็นทางการในปี 1997 ก่อนจะเปิดตัวจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2553 ในรูปแบบเจเนอเรชั่นที่ 3

โดดเด่นด้วยรูปทรงแอโรไดนามิค ไฟหน้า-ไฟท้ายแบบ LED พร้อมภายในแบบล้ำยุค มีระบบ Head-up Display บนกระจกหน้า ยิ่งรุ่นไมเนอร์เชนจ์ มีออพชั่นหลังคาแก้ว ระบบระบายอากาศอัตโนมัติ ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ และระบบปรับอากาศ เปิด – ปิดด้วยกุญแจรีโมท อีกด้วย

มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ Atkinson Cycle รหัส 2ZR-FXE ขนาด 1.8 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 99 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 142 นิวตัน-เมตร (14.5 กก.-ม.) พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 60 กิโลวัตต์ (82 แรงม้า) แรงดันไฟฟ้าสูงสุด 650 โวลต์ ส่งกำลังผ่านเกียร์ไฟฟ้าอัตโนมัติ โหมดการขับขี่แบ่งเป็น PWR Mode, ECO Mode และ EV Mode

โดย Toyota Prius ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาอยู่ที่ประมาณ 290,000 – 550,000 บาท

2. Toyota Camry Hybrid

Toyota-Camry-Hybrid

Toyota Camry Hybrid (โตโยต้า คัมรี่ ไฮบริด) โอกาสทองของคนที่อยากได้รถไฮบริดหรูๆ ในราคาไม่ถึงห้าแสนบาทมาแล้วครับ! สำหรับ Camry Hybrid รุ่นแรกในตลาด ตอนนั้นเปิดตัวเมื่อ 27 กรกฎาคม 2552 ตัวรถตกแต่งอย่างหรูหรา พร้อมโลโก้ Toyota สีฟ้า เอกลักษณ์เฉพาะรุ่นไฮบริด ภายในมีอุปกรณ์เด่นๆ อย่าง ระบบนำทางในรถยนต์ In-Car Navigator และเบาะนั่ง Seat Ventilator เป็นต้น

มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ Atkinson Cycle รหัส 2AZ-FXE ขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 187 นิวตัน-เมตร (19.1 กก.-ม.) พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 105 กิโลวัตต์ (143 แรงม้า) แรงดันไฟฟ้าสูงสุด 650 โวลต์ ส่งกำลังผ่านเกียร์ ECVT

โดย Toyota Camry Hybrid ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาอยู่ที่ประมาณ 360,000 – 500,000 บาท

3. Toyota Alphard Hybrid

Toyota-Alphard-Hybrid

Toyota Alphard Hybrid (โตโยต้า อัลฟาร์ด ไฮบริด) หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่า เฮ้ย! Alphard Hybrid มีราคาต่ำกว่า 5 แสน ด้วยหรือเนี่ย! ก็ต้องบอกเลยว่า “มีครับ” แต่เป็น Alphard Hybrid เจเนอเรชั่นแรกนะครับ ซึ่งรถอาจจะปีลึกหน่อย และเป็นรถที่นำเข้ามาจากผู้จำหน่ายอิสระเท่านั้น ซึ่งรถรุ่นนี้ เปิดตัวครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม 2546 ที่ประเทศญี่ปุ่น

มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส 2AZ-FXE ขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 131 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 190 นิวตัน-เมตร (19.4 กก.-ม.) พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ขนาดกำลัง 13 และ 18 กิโลวัตต์ ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ E-Four

โดย Toyota Alphard Hybrid ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 499,000 บาท

4. Honda Jazz Hybrid

Honda-Jazz-Hybrid

Honda Jazz Hybrid (ฮอนด้า แจ๊ซ ไฮบริด) เป็นครั้งแรกของรถในประเภท Sub-Compact ที่มีรถ Hybrid ขายเป็นครั้งแรกในไทย และก็ยังเป็น Honda Jazz รุ่นแรกและรุ่นเดียวในไทย ที่ขายในรูปแบบรถไฮบริด เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2555

ออกแบบโดยใช้แนวคิดเรียบ และล้ำสมัย (Advance & Clean) กับชุดหน่วยควบคุมอัจฉริยะ IPU ขนาดกะทัดรัด และน้ำหนักเบา ถูกจัดวางไว้บริเวณพื้นห้องเก็บสัมภาระด้านหลังของตัวรถ พร้อมขยายประกันแบตเตอรี่ เป็น 10 ปี*

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 88 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 121 นิวตัน-เมตร (12.3 กก.-ม.) พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริดแบบ IMA ให้กำลัง 10 กิโลวัตต์ (14 แรงม้า) ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้ถึง 21.3 กม./ลิตร (หรือ 4.7 ลิตร/100 กม.)

โดย Honda Jazz Hybrid ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาอยู่ที่ประมาณ 340,000 – 440,000 บาท

5. Honda Civic Hybrid

Honda-Civic-Hybrid

Honda Civic Hybrid (ฮอนด้า ซีวิค ไฮบริด) นับเป็นครั้งแรกของไทยอีกเช่นกัน สำหรับ Civic Hybrid รุ่นประกอบในไทยเป็นครั้งแรก เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2556 พร้อมเปลี่ยนมาใช้แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน และขยายประกันแบตเตอรี่ เป็น 10 ปี*

สำหรับเทคโนโลยีอัจฉริยะใน Civic Hybrid เด่นๆ เลย อาทิเช่น ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์, Smart Key System, จอแสดงข้อมูลอัจฉริยะ หรือ i-MID: Intelligent Multi-Information Display พร้อมระบบ Idling Stop รวมไปถึงระบบ Eco Assist สำหรับช่วยเหลือในการขับขี่แบบประหยัด

มาพร้อมเครื่องยนต์ Parallel Hybrid ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 91 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 132 นิวตัน-เมตร (13.46 กก.-ม.) พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าไฮบริดแบบ IMA ให้กำลัง 17 กิโลวัตต์ (23 แรงม้า) ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT

โดย Honda Civic Hybrid ในตลาดรถมือสอง (ปี 2562) ราคาอยู่ที่ประมาณ 420,000 – 500,000 บาท

เอาเป็นว่า ถูกใจคันไหน ชอบคันไหน ไปเลือกดูรถตัวจริง ทดลองขับ แล้วค่อยตัดสินใจซื้อกันได้เลยครับ … ที่แน่ๆ อย่าลืมหาเงินสำรองไว้รอเปลี่ยนแบตเตอรี่ กับ Inverter ด้วยนะครับผม!

*การขยายเวลารับประกันแบตเตอรี่ของ Honda Jazz Hybrid และ Civic Hybrid จาก 5 ปี เป็น 10 ปี แบบไม่จำกัดระยะทาง มีผลสำหรับลูกค้าที่ซื้อหรือสั่งจอง Honda Hybrid ก่อนวันที่ 31 ธันวาคม 2556 รวมทั้งยังครอบคลุมถึงลูกค้าที่ได้ซื้อไปก่อนหน้านี้ด้วย ทั้งนี้เงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน