Help-You-Choose-Secondhand-Cars

รถมือสองคันแรกของคุณ รุ่นไหนดี?? ให้  CARRO ช่วยคิด!!

จะซื้อรถมือสองคันแรก เอารุ่นไหนดี? ในยุคเศรษฐกิจไม่ดี แล้วเงินที่มีจะพอมั้ย? หลายคนอาจจะคิดไม่ตก ให้ CARRO ช่วยคิดดีกว่า!

หลักการเลือกซื้อรถมือสองคันแรกแบบ CARRO นั้นไม่ยุ่งยากอะไรเลย แค่ก่อนจะซื้อรถมือสอง ให้คุณถามตัวเองก่อนว่าซื้อรถคันนี้ไปเพื่ออะไร? ตัวคุณเองมีไลฟ์สไตล์แบบไหน? รวมถึงรถคันที่สนใจนั้นมีราคามือหนึ่งเท่าไหร่ โฉมอะไร อายุการใช้งาน และสภาพเป็นอย่างไร? และข้อสุดท้าย งบประมาณที่คุณตั้งไว้คือเท่าไหร่?

ยิ่งในตลาดรถมือสองปัจจุบัน มีรถให้เลือกมากมาย สำหรับการเลือกซื้อรถมือสอง CARRO ขอแบ่งไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่รถออกเป็น 5 สาย ดังนี้ …

Nissan-Almera-มือสอง

1. สายเน้นคุ้ม มองหารถที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

หากมองในแง่ซื้อแล้วคุ้ม ใช้ไปยาวๆ และใช้ได้หลายโอกาส รถซีดาน (รถเก๋ง 4 ประตู) น่าจะเป็นคำตอบที่ใช่ที่สุด และเมื่อพิจารณาจากความนิยมของคนส่วนใหญ่ ยอดขายรถซีดานของค่ายรถต่างๆ ในไทยก็ยังคงสูง ด้วยเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะรถซีดานโดยมากมีรูปร่างสมส่วนปราดเปรียว เหมาะกับชีวิตคนเมืองซึ่งต้องเผชิญภาวะรถติด และต้องซอกแซกตามซอกซอยแคบ

อีกทั้งข้อดีข้อสำคัญของรถซีดานทั่วๆ ไปก็คือ เสียภาษีน้อย เพราะมักเป็นรถที่มีเครื่องยนต์ขนาดเล็ก (ในกรณีนี้คือรถตลาดทั่วไป ไม่รวมถึงรถสมรรถนะสูงนะ) ไม่กินน้ำมัน หรือปล่อยมลพิษมากนัก

Honda-City-มือสอง

รถซีดานนั้นมีหลาย Segment ซึ่ง Segment ใหญ่ๆ ราคาก็ขยับขึ้นตามไปด้วย สำหรับสายเน้นคุ้ม เน้นใช้ขับขี่ประจำวันโดยไม่ได้ใช้งานฮาร์ดคอร์มาก CARRO ขอแนะนำรถในกลุ่ม Eco-Car, Sub-Compact Car, Compact Car เพราะรถกลุ่มนี้เป็นรถไซส์กำลังเหมาะสำหรับการขับขี่ในระยะไม่ไกลมาก ราคาไม่สูงเกินเอื้อม ทำให้ไม่สร้างภาระทางการเงินที่หนักเกินไป และถ้าบำรุงรักษาตามระยะ คุณจะสามารถใช้งานได้คุ้มค่าแน่นอน

ตัวอย่างรุ่นรถในกลุ่มนี้

Eco-Car : Nissan Almera / Suzuki Ciaz / Toyota Yaris ATIV / Mitsubishi Attrage

Sub-Compact Car : Toyota Vios / Mazda2 / Honda City

Compact Car : Honda Civic / Toyota Altis / Mitsubishi Lancer / Nissan Sylphy ฯลฯ

Isuzu-MU-X-มือสอง

2. สายรักครอบครัว ชอบรถไซส์ใหญ่ ขับเที่ยวก็ได้ ขับไปทำงานก็โก้!

สำหรับคนที่กำลังมองหารถครอบครัว หรือรถไซส์ใหญ่ที่ขับขี่ทางไกลได้อย่างไม่เป็นปัญหา รถ PPV (รถอเนกประสงค์พื้นฐานกระบะ) น่าจะเป็นคำตอบที่ใช่ของคุณ! เพราะมีความอึด ถึก ทน และแรงเยอะแบบกระบะ แต่ขณะเดียวกันก็มีพื้นที่ห้องโดยสารกว้างขวาง จุผู้โดยสารได้มาก และมีพื้นที่จุสัมภาระอย่างเหลือเฟือ!

รถ PPV เป็นรถที่เหมาะสำหรับการใช้ไปยาวๆ เช่นกัน เพราะ PPV หลายรุ่นในปัจจุบันก็ดีไซน์ออกมาอย่างโฉบเฉี่ยว เรียกว่าคนโสดขับขี่ได้โดยไม่เขิน คนมีครอบครัวก็ใช้แล้วคุ้มสุดๆ!

ตัวอย่างรุ่นรถในกลุ่มนี้

Toyota Fortuner / Mitsubishi Pajero Sport / Ford Everest / Isuzu MU-7 / Isuzu MU-X

Honda-CR-V-มือสอง

3. สายรักกิจกรรม รักการช็อป ชอบขับขี่ในเมืองใหญ่

สำหรับคนแอคทิวิตี้เยอะจัด หรือขาช็อปที่กลัวว่ารถซีดานจะมีที่จุของไม่พอ รถอเนกประสงค์ และอีโคคาร์ประเภท Hatchback น่าจะเป็นคำตอบที่ใช่ของคุณ เพราะเป็นรถที่ออกแบบมาให้สามารถใช้พื้นที่ห้องโดยสารได้คุ้มค่าที่สุด สามารถจุของได้มาก (บางรุ่นสามารถพับเก็บเบาะหลังเพื่อเพิ่มพื้นที่จุสัมภาระได้) หากคุณเน้นขับขี่ในเมืองใหญ่ อีโคคาร์ก็เพียงพอแล้วสำหรับความต้องการ แต่หากคุณเป็นสายกิจกรรม ต้องการบรรทุกสัมภาระมาก และออกท่องเที่ยวบ่อยๆ CARRO ขอแนะนำรถ Crossover SUV ตามด้านล่างเลย!

ตัวอย่างรุ่นรถในกลุ่มนี้

Sub-Compact Crossover SUV : Toyota C-HR / Honda HR-V / Nissan Juke / Mazda CX-3 / MG GS ฯลฯ

Compact Crossover SUV : Mazda CX-30 / Subaru XV / Honda CR-V / Nissan X-Trail / MG HS ฯลฯ

Hyundai-H-1-มือสอง

4. สายครอบครัวใหญ่ เพื่อนเยอะ รวมก๊วนถึงไหนถึงกัน!

ถ้าเน้นจุคนล่ะก็ ไม่มีอะไรจะตอบโจทย์ได้ดีกว่ารถตู้อีกแล้ว! รถตู้ที่เป็นที่นิยมกันในปัจจุบันก็มีหลายต่อหลายรุ่น เช่น Toyota Hiace, Toyota Commuter เป็นต้น หากมองหารถที่หรูหราขึ้นมาหน่อย รถแบบ MPV หรือ Minivan ก็ตอบโจทย์ได้ตรงเผงเลย! และรถรุ่นที่ขายดีมากๆ ในตลาดมือสองก็คือ Hyundai H-1, Toyota Alphard และ Toyota Vellfire นั่นเอง! รับรองว่า 3 รุ่นนี้หาซื้อได้ง่ายและมีหมุนเวียนในตลาดมือสองให้เลือกซื้อตามต้องการแน่นอน

ตัวอย่างรุ่นรถในกลุ่มนี้

รถ MPV ขนาดเล็ก – กลาง : Toyota Wish / Toyota Noah / Toyota Voxy / Toyota Estima / Nissan Serena / Honda Odyssey / Mitsubishi Delica D:5 ฯลฯ

รถ MPV ขนาดใหญ่ :  Hyundai H-1 – Grand Starex / Toyota Vellfire / Toyota Alphard / Nissan Elgrand / Volkswagen Caravelle – Multivan ฯลฯ

Isuzu-D-Max-มือสอง

5. สายเน้นประกอบอาชีพ พร้อมขับขี่ทุกสภาพถนน แถมบรรทุกสัมภาระได้มาก

เน้นประกอบอาชีพ และถึกทนทาน ต้องเลือกกระบะเลย! ปัญหาจุกจิกน้อย บรรทุกสินค้าได้ แถมบางรุ่นก็จัดออพชั่น ข้างในมาน้องๆ รถซีดานเลยทีเดียว หากใครยังติดภาพว่ารถกระบะนั่งไม่สบายอยู่ ขอให้คิดดูใหม่!

เป็นที่รู้กันว่า รถกระบะมีรุ่นย่อยให้เลือกตามขนาดเครื่องยนต์ (เริ่มต้นที่ 1.9 ลิตร ของ Isuzu D-Max) และความสะดวกสบาย (อีกนับหนึ่งคือจำนวนตอน/จำนวนประตู) นั่นเอง รุ่นพื้นฐานมักจะเป็นรุ่นตอนเดียว ไม่มีแค็บ เหมาะสำหรับการใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง ไม่เหมาะจะขับขีในชีวิตประจำวันมากนัก แต่ถ้าเน้นความสะดวกสบาย บรรทุกของก็ได้ ขับประจำวันก็ชิล CARRO แนะนำแบบกระบะ 2 ตอน 4 ประตูเลย! แล้วคุณจะพบว่าห้องโดยสารของปิคอัพบางรุ่นนั้น สบายกว่าขับรถเก๋งบาง Segment เสียอีก!

ตัวอย่างรุ่นรถในกลุ่มนี้

Isuzu D-Max / Toyota Hilux Vigo – Revo / Nissan Navara / Mitsubishi Triton / Ford Ranger ฯลฯ

แต่ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่ากับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

เจาะลึก-NewYaris

เจาะลึก! Toyota Yaris Hatchback ใหม่ มีเพิ่มอะไรให้บ้าง ในแต่ละรุ่นย่อย?

Toyota-Yaris-Head

หลังจากที่ Toyota ได้เปิดตัว Yaris Hatchback Minorchange (ยาริส แฮทช์แบ็ค ไมเนอร์เชนจ์) ไปแล้วเมื่อวานที่ผ่านมา เชื่อได้ว่าแฟนๆ โตโยต้า ที่กำลังสนใจและอยากซื้อรถใหม่ หรือกำลังต้องการศึกษาข้อมูลของ Yaris Hatchback ในตอนนี้ คงอยากรู้เป็นแน่แท้ว่า มีอะไรจัดมาให้ หรือเพิ่มขึ้นมาในแต่ละรุ่นย่อยบ้าง?

ทาง CARRO ขอรวบรวมข้อมูลอุปกรณ์มาตรฐานของ Yaris ทุกรุ่นย่อย มาให้ทุกท่านได้พิจารณากันครับ

Toyota Yaris Hatchback มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่นย่อย ได้แกรุ่น J ECO, J, E และ G มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร รหัส 3NR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 86 แรงม้า 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.0 กก.-ม. (108 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i

มิติตัวรถยาว 4,145 มม. กว้าง 1,730 มม. สูง 1,475 มม. (รุ่น G 1,500 มม.) ระยะฐานล้อ 2,550 มม.

Toyota-Yaris-Safety

และสีใหม่! Citrus Mica Metallic (มาแทนสี Frozen Blue Metallic)

รุ่น J ECO ราคา 479,000 บาท

Toyota-Yaris-J-Eco-Grade

Toyota-Yaris-J-Eco-Grade-Interiorอุปกรณ์มาตรฐานรุ่น J ECO

– ล้อกระทะเหล็กแบบ 14 นิ้ว
– ไฟหน้าแบบมัลติรีเฟลกเตอร์ ฮาโลเจน
– ไฟท้ายแบบ LED Light Guiding
– เสาอากาศแบบสั้น
– ที่ปัดน้ำฝนแบบธรรมดา
– กระจกมองข้างสีดำ
– มือจับประตูสีดำ
– พวงมาลัยแบบยูรีเทน ปรับสูง-ต่ำ ได้
– เบาะนั่งหุ้มวัสดุผ้า
– กระจกไฟฟ้าคู่หน้า (ด้านหลังแบบมือหมุน)
– เบาะนั่งด้านหลังพับได้
– ไฟอ่านแผนที่
– Eco Meter
– กุญแจรีโมท
– ลำโพง 2 ตำแหน่ง (ไม่มีเครื่องเสียง)
– กระจกมองข้างแบบธรรมดา
– ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (คู่หน้า / ด้านข้าง / ม่านนิรภัยด้านข้าง และ หัวเข่าฝั่งคนขับ)
– ระบบเบรก ABS/EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
– ระบบควบคุมการทรงตัว VSC
– ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC
– ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC

รุ่น J ราคา 529,000 บาท

Toyota-Yaris-J-Grade

Toyota-Yaris-J-Grade-Interior

อุปกรณ์มาตรฐาน (ที่เพิ่มมาจากรุ่น J ECO)

– ล้อกระทะเหล็กแบบ 15 นิ้ว พร้อมฝาครอบล้อ
– กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ
– มือจับประตูสีเดียวกับตัวรถ
– กระจกไฟฟ้า 4 บาน
– เบาะคนขับปรับสูง-ต่ำได้
– กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า
– เครื่องเสียง AM/ FM / CD / MP3 / WMA พร้อม USB / AUX

รุ่น E ราคา 559,000 บาท
Toyota-Yaris-E-Grade

Toyota-Yaris-E-Grade-Interior

อุปกรณ์มาตรฐาน (ที่เพิ่มมาจากรุ่น J)

– ล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว
– แผ่นกันความร้อนใต้ฝากระโปรง
– ที่ปัดน้ำฝนหน่วงเวลาและปรับตั้งเวลาได้
– กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว
– กระจกบังลมหน้า Acoustic Glass
– กระจกแต่งหน้าบริเวณที่บังแดดคู่หน้า
– เบาะหลังปรับพับแยก 60:40
– แผงปิดห้องสัมภาระท้ายรถ
– มาตรวัดเรืองแสง
– จอแสดงข้อมูลการขับขี่ (MID)
– ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ
– Bluetooth
– ลำโพง 4 ตำแหน่ง
– สวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย
– กระจกมองข้างปรับ-พับไฟฟ้า
– สัญญาณกะระยะท้าย
– กุญแจ Immobilizer
– สัญญาณกันขโมย TDS

รุ่น G ราคา 609,000 บาท

Toyota-Yaris-G-Grade

Toyota-Yaris-G-Grade-Interior

อุปกรณ์มาตรฐาน (ที่เพิ่มมาจากรุ่น E)

– ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ พร้อม LED Light Guiding
– ไฟหน้าเปิด-ปิด อัตโนมัติ พร้อมระบบ Follow-Me-Home
– ไฟส่องสว่างแบบ LED Daytime Running Lights
– ไฟตัดหมอกหน้า
– กระจังหน้าตกแต่งด้วยโครเมียม ด้านล่างสีดำเงา
– เสาอากาศแบบครีบฉลาม
– มือจับประตูโครเมียม
– พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง ตกแต่งด้วยแถบเมทัลลิก
– ระบบ Smart Entry และ Push Start

หากคุณกำลังตัดสินใจซื้อรถรุ่นนี้อยู่ ขอให้คำนึงว่า เรามีความต้องการใช้งานแบบไหน งบประมาณมีอยู่เท่าไหร่ เพราะออพชั่นบางอย่าง ก็อาจไม่ได้จำเป็นใช้งานเสมอไป ลองตัดสินใจหรือพิจารณาเลือกซื้อดู …

แต่ถ้าติดเรื่องงบประมาณ แนะนำให้ลองดู Yaris Hatchback มือสองสภาพดีๆ สักคัน หรืออยากได้ Yaris Hatchback รุ่นท็อปสุด ในราคาที่ถูกกว่ารถป้ายแดง ก็ลองเข้าไปเลือกค้นหาได้ที่ https://th.carro.co/ ครับผม!

Toyota-Hilux-In-Japan

Toyota Hilux ได้โอกาส กลับไปขายญี่ปุ่นอีกครั้ง หลังจากหยุดขายไป 13 ปี

Toyota-Hilux

Toyota-Hilux

Toyota Japan ในที่สุด ก็ตัดสินใจนำเข้า “Toyota Hilux Revo” ที่ผลิตในประเทศไทย นำกลับไปขายยังในบ้านเกิดของ “Hilux” อีกครั้ง หลังจากที่ได้รับเสียงตอบรับจากแฟนๆ รถปิคอัพในญี่ปุ่นอย่างมากมาย หลังจากที่ทาง Toyota เลิกผลิตขาย Hilux ในญี่ปุ่นไปนานถึง 13 ปี (ตั้งแต่ปี 2004)

Toyota Hilux ถือกำเนิดขึ้นในญี่ปุ่นเมื่อปี 1968 และผลิตออกมาจำหน่ายมากถึง 8 เจเนอเรชั่น และมีฐานการผลิต ส่งออกไปจำหน่ายมากถึง 180 ประเทศทั่วโลก กวาดยอดขายตลอด 49 ปี มากถึง 17.3 ล้านคัน (ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2017)

Toyota-Hilux

เมื่อมาถึงยุคที่รถกระบะเสื่อมความนิยมในญี่ปุ่น ประกอบกับกฎหมายที่เข้มงวดในการครอบครองรถยนต์ส่วนตัว ทำให้ Toyota ตัดสินใจเลิกขาย Hilux โดยเว้นวรรคไป 1 เจเนอเรชั่น ก่อนตัดสินใจนำเข้ามาขายอีกครั้ง โดยนำเข้าจากประเทศไทย (ผลิตที่โรงงานโตโยต้าบ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา)

Toyota-Hilux

Masahiko Maeda หัวหน้าฝ่ายพัฒนาวิศวกรรมของโตโยต้า เผยว่า Toyota Hilux เลิกขายในญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2004 แต่ยังคงมีผู้ครอบครองรถอยู่ราว 9,000 คน และมีคนจำนวนมากเรียกร้องให้นำรุ่นใหม่กลับมาขายอีกครั้ง (Reintroduction) โดยรถจะจัดอยู่ในประเภท Class 1 ที่เจ้าของต้องนำรถยนต์ต้องตรวจสภาพเป็นประจำทุกปี และจ่ายค่าทางด่วนสูงกว่ารถยนต์ปกติ

Toyota-Hilux

พร้อมสนุกได้ทุกกิจกรรม

Toyota-Hilux

Toyota-Hilux

Toyota-Hilux

Toyota Hilux ที่ขายในญี่ปุ่น มาพร้อม Concept “Tough yet Emotional” โดยใช้รถสีน้ำเงิน Nebula Blue Metallic เป็นสีโปรโมทเหมือนเวอร์ชั่นไทย ที่เปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2015 องค์ประกอบโดยรวมนั้นเหมือนเวอร์ชั่นไทยทุกประการ แต่เพิ่มระบบความปลอดภัย อาทิเช่น ระบบเตือนก่อนการชนพร้อมตรวจจับคนเดินถนน (Pre-crash Safety with Pedestrian Detection), ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (Lane Departure Alert) และ ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง เป็นต้น

Toyota-Hilux

Toyota Hilux มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส 2GD-FTV ขนาด 2.4 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า (PS) ที่ 3,400 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 40.8 กก.-ม. (400 นิวตันเมตร) ที่ 1,600-2,000 รอบ/นาที ให้อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง (ตามโหมด JC08) เพียงแค่ 11.8 กม./ลิตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Super ECT ขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ Part-Time

Carlineup_Hilux_Exterior Carlineup_Hilux_Exterior

มิติตัวรถ กว้าง 5,335 มม. กว้าง 1,855 มม. สูง 1,800 มม. ระยะฐานล้อ 3,085 มม. กระบะหลังกว้าง 1,520 มม. และกระบะท้ายรับน้ำหนักได้สูงสุด 500 กิโลกรัม

Toyota-Hilux-X Toyota-Hilux-X

Toyota-Hilux-X

Toyota-Hilux-X

Toyota Hilux “X” รุ่นพื้นฐาน เน้นลุยๆ

Toyota Hilux ที่ขายในญี่ปุ่นมีให้เลือก 2 แบบ นั่นคือรุ่น X ในราคา 3,267,000 เยน (ประมาณ 9.8 แสนบาท)

Toyota-Hilux

และรุ่น Z ในราคา 3,742,200 เยน (ประมาณ 1.13 ล้านบาท) และมีสีให้เลือกทั้งหมด 5 สี โดยตั้งเป้ายอดขายไว้ 2,000 คัน/ปี

Toyota-Hilux-Utility-Package

Toyota-Hilux-Wild-Package

Toyota-Hilux-TRD-Package

ในส่วนของชุดแต่ง มีให้เลือกทั้งในรูปแบบ Utility Package, Wild Package และ TRD

Toyota-Hilux-Pickup

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก https://newsroom.toyota.co.jp/

10-Japanese-Name-Cars-Long-Time

ในตลาดมีรถยนต์อยู่มากมายหลายรุ่น บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ต่างก็ระดมสมองกันคิดชื่อรุ่นรถใหม่ๆ ที่กำลังจะลงขายสู่ตลาดนั้นๆ โดยมากแล้ว มีความหมายมาจากภาษาลาตินบ้าง ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศสบ้าง หรือภาษาญี่ปุ่น (แต่ออกเสียงเป็นสำเนียงภาษาอังกฤษ) หรือเป็นการนำคำย่อของคำหลายๆ คำ มารวมกันก็มี

Toyota-LandCruiser-Head

บางรุ่น อาจใช้ชื่อเดียวกันทั่วโลก แต่บางรุ่น ก็เป็นชื่อใช้เฉพาะแค่ในประเทศนั้น หรือในย่านภูมิภาคนั้นเท่านั้น แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนโฉมตัวรถมาหลายครั้ง ในรอบหลายสิบปี โดยที่ชื่อรุ่นเดิม ก็ยังคงขายได้อยู่ …

ในวาระปี 2020 นี้ MR.CARRO ขอนำเสนอ 10 ชื่อรุ่นของรถญี่ปุ่น ที่ผลิตขายกันมานานแสนนานครับ

Toyota-Land-Cruiser-200

1. Toyota Land Cruiser : 1951 – ปัจจุบัน

Toyota Land Cruiser (โตโยต้า แลนด์ ครุยเซอร์) ถือเป็นชื่อรุ่นรถของ Toyota ที่มีอายุยาวนานที่สุดในตลาดและในบรรดารถญี่ปุ่นทั้งหมด โดนชื่อรุ่นนั้นมีความหมายตรงตัวจากภาษาอังกฤษ นั่นคือ “รถลาดตระเวนภาคพื้น” หรือ “นักเดินทางภาคพื้นดิน” เป็นรถที่ถือกำเนิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด เพื่อใช้ในกิจการทหาร และใช้ในหน่วยงานรัฐต่างๆ เพื่อฟื้นฟูประเทศจากภายหลังสงคราม ก่อนจะผลิตขายแบบเชิงพาณิชย์

จากความคิดรถยนต์เพื่อการทหารใช้ ในปี 1950 ก้าวสู่รถของจริงในปี 1951 มีชื่อว่า “Toyota BJ” จนมาใช้ชื่อ “Land Cruiser” เมื่อปี 1954 ตามความเห็นของ Hanji Umehara และถูกส่งเข้าไปขายในสหรัฐอเมริกาครั้งแรกในปี 1957 และถือเป็นชื่อรุ่นรถยนต์ที่ใช้ในการทำตลาดต่อเนื่องนานที่สุดของ Toyota และสร้างชื่อเสียงให้กับโตโยต้ามานาน โดยอยู่ในตลาดมานานถึง 69 ปี

Toyota-ToyoAce

2. Toyota ToyoAce : 1954 – ปัจจุบัน

Toyota ToyoAce (โตโยต้า โตโยเอช) ถือเป็นรถบรรทุกรุ่นเก่าแก่ที่สุดของโตโยต้า และเก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของรถ Toyota ทุกรุ่น รวมถึงเป็นรถบรรทุกรุ่นแรก ที่บริษัท โตโยต้า มอเตอร์เซลส์ จำกัด (โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ในปัจจุบัน) นำเข้ามาขายในไทย

ToyoAce ออกจำหน่ายตั้งแต่เดือนกันยายน 1954 ในชื่อ “Toyopet Light Truck SKB” โดยคำว่า “ToyoAce” มาจากการประกวดในปี 1956 และเปลี่ยนชื่อรุ่นเป็น “ToyoAce” (ความหมายประมาณว่า “รถบรรทุกคันเก่ง ของโตโยต้า”) ในเดือนกรกฎาคม 1956 ผลิตออกจำหน่ายมาแล้วมากถึง 8 เจเนอเรชั่น

โดยในปัจจุบัน มีให้เลือกทั้งแบบ 4 ล้อ และ 6 ล้อ (1 ตัน และ 2 ตัน) และรุ่นแวน, รุ่น 2 ประตู, รุ่น 4 ประตู, รุ่น Hybrid รวมถึงเป็นคู่แฝดกับ Daihatsu Delta (เลิกผลิตไปแล้ว) และ Hino Dutro อีกด้วย ใช้ชื่อนี้อยู่ในตลาดมานานถึง 66 ปี

Toyota-Crown

3. Toyota Crown : 1955 – ปัจจุบัน

Toyota Crown (โตโยต้า คราวน์) ชื่อรุ่นมาจากภาษาอังกฤษที่แปลว่า “มงกุฏ” ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นรถยนต์ขนาดกลาง ในรุ่นแรกเปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม 1955 และถูกส่งเข้าไปขายในสหรัฐอเมริกาครั้งแรกในปี 1957 พอตั้งแต่รุ่นที่ 2 มา จึงขยับตัวขึ้นมาเป็นรถขนาดใหญ่ และแตกไลน์ออกมาอีกหลายรุ่นย่อย อาทิ Crown Comfort, Crown Royal Series, Crown Hybrid, Crown Athlete หรือ Crown Majesta เป็นต้น

แต่ต่อมา Crown ก็ปรับภาพลักษณ์ตัวเอง ฉีกความอนุรักษ์นิยมทิ้งหมด นับตั้งแต่เจนเนอเรชั่นที่ 15 ในรูปแบบรถสปอร์ตหรู บนโครงสร้าง Toyota New Global Architecture (TNGA) ในตอนนี้

ซึ่งในอดีต Toyota Crown ในไทยก็มีทั้งประกอบขายและนำเข้ามาจำหน่าย แม้ว่าในปัจจุบัน จะไม่ได้นำเข้ามาขายแล้ว (โดยมีรถยนต์ในแบรนด์ Lexus ส่งออกไปทั่วโลกทำตลาดแทน) Toyota Crown จึงมีขายแค่ในญี่ปุ่น กับแถบเอเชียบางประเทศเท่านั้น โดยใช้ชื่อนี้อยู่ในตลาดมานานถึง 65 ปี

Nissan-Skyline

4. Nissan Skyline : 1957 – ปัจจุบัน

Nissan Skyline (นิสสัน สกายไลน์) เป็นที่รู้จักกันดีสำหรับ “เส้นขอบฟ้า” อันโด่งดังจากค่ายนิสสัน เดิมนั้นคือ “Prince Skyline” ถือกำเนิดโดยบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ยี่ห้อ “Prince” (ภายหลังในปี 1966 ถูกควบรวมกิจการกับ นิสสัน มอเตอร์) เป็นรถยนต์นั่งขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่

ช่วงหนึ่ง (ตั้งแต่รุ่น S50 มาถึงจนถึง R34) เริ่มใส่เครื่องยนต์พลังแรงจนเป็นที่ชื่นชอบหรือเหล่านักซิ่งมากๆ และรุ่นแรงพิเศษในรหัส “GT-R” ก่อนจะปรับรูปแบบไปเป็นรถหรูขนาดกลาง พร้อมพ่วงแบรนด์ “Infiniti” (อินฟินิตี้) เพื่อขายในต่างประเทศ ตั้งแต่โฉมรหัส V35 เป็นต้นมา โดยนิสสัน ใช้ชื่อนี้อยู่ในตลาดมานานถึง 63 ปี

Toyota-Dyna

5. Toyota Dyna : 1959 – ปัจจุบัน

Toyota Dyna (โตโยต้า ไดน่า) ถือเป็นรถบรรทุกรุ่นเก่าแก่ที่สุดของโตโยต้า รองลงมาจาก ToyoAce เริ่มแรกใช้ชื่อ “Toyopet Route Truck” มาตั้งแต่ปี 1956 ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น Dyna ในปี 1959 ซึ่งคำว่า “Dyna” เป็นคำย่อจากคำเต็ม “Dynamic” ที่แปลว่า พลวัต, เคลื่อนที่ หรือ มีพลัง ผลิตออกจำหน่ายมาแล้วมากถึง 8 เจเนอเรชั่น มีรูปแบบตัวรถที่เหมือนกันกับ ToyoAce เพียงแต่ใช้ชื่อให้แตกต่าง หรือจำหน่ายกันคนละเครือข่ายจำหน่าย

โดยในปัจจุบัน มีให้เลือกทั้งแบบ 4 ล้อ และ 6 ล้อ (1 ตัน และ 2 ตัน) และรุ่นแวน, รุ่น 2 ประตู, รุ่น 4 ประตู, รุ่น Hybrid รวมถึงเป็นคู่แฝดกับ Daihatsu Delta (เลิกผลิตไปแล้ว) และ Hino Dutro อีกด้วย ใช้ชื่อนี้อยู่ในตลาดมานานถึง 61 ปี

Daihatsu-Hijet

6. Daihatsu Hijet : 1960 – ปัจจุบัน

Daihatsu Hijet (ไดฮัทสุ ไฮเจ็ท) รถบรรทุกขนาดเล็กแบบ K-Car ที่เก่าแก่ที่สุดในตลาดญี่ปุ่น ผลงานจาก ไดฮัทสุ สำหรับการตั้งชื่อ “Hijet” นั้น ใช้หลักการตั้งชื่อรถแบบเดียวกับของโตโยต้า ที่มี “-Jet” ต่อท้ายนั่นเอง ผลิตขายออกมากันจนถึง 10 เจเนอเรชั่น (ซึ่งแตกไลน์ออกไปเป็น Hijet Truck สำหรับรุ่นกระบะขนของ และ Hijet Cargo สำหรับรุ่นรถตู้ขนของ) ในบ้านเรามีพบเห็นได้มากมาย ไม่ว่าจะทั้งรถกระป๊อที่รับ-ส่ง คน ตามซอยหรือถนนต่างๆ รวมไปถึงรถจดประกอบ ที่นำเข้ามาภายหลัง

ซึ่งเป็นรถอีกรุ่นหนึ่งของ Daihatsu ที่ประสบความสำเร็จและรู้จักไปทั่วโลก โดยในญี่ปุ่นนั้นใช้เครื่องยนต์ขนาด 660 ซีซี ตามกฎของรถ K-Car แต่ถ้าหากเป็นรุ่นที่ส่งออกไปต่างประเทศ ในอดีตมักใช้เครื่องยนต์ขนาด 850 ซีซี หรือ 1,000 ซีซี ตามลำดับ ไดฮัทสุ ใช้ชื่อรุ่นนี้อยู่ในตลาดมานานถึง 60 ปี

Suzuki-Carry-JDM

7. Suzuki Carry : 1961 – ปัจจุบัน

Suzuki Carry (ซูซูกิ แคร์รี่) รถบรรทุกขนาดเล็กแบบ K-Car ที่เก่าแก่เป็นอันดับที่ 2 ในตลาดญี่ปุ่น ผลิตขายออกมากันจนถึง 11 เจเนอเรชั่น ตั้งแต่ในชื่อ “Suzulight” ในบ้านเรามีพบเห็นได้มากมายเช่นกัน ไม่ว่าจะทั้งรถกระป๊อที่รับ-ส่ง คน ตามซอยหรือถนนต่างๆ รวมไปถึงรถจดประกอบ ที่นำเข้ามาภายหลัง ซึ่งต่างไปจาก Suzuki Carry ที่ผลิตขายในบ้านเรามาหลายปีแล้ว ที่เป็นรถขนาดใหญ่กว่า (เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร) แต่ชื่อเดียวกัน และตอนนี้กำลังรุกตลาดรถฟู้ดทรัคอยู่ในขณะนี้

ซูซูกิ แครรี่ ปัจจุบันมีเพียงเวอร์ชั่นกระบะบรรทุกอย่างเดียว ในส่วนของรุ่นแวนขนของ ได้แยกออกไปชื่อรุ่นว่า Every แทน โดยซูซูกิ ใช้ชื่อรุ่นนี้อยู่ในตลาดมานานถึง 59 ปี

Mazda-Familia-Van

8. Mazda Familia : 1963 – ปัจจุบัน

Mazda Familia (มาสด้า แฟมิเลีย) รถเก๋งรุ่นแรกของมาสด้า เปิดตัวรุ่นแรกเมื่อเดือน ตุลาคม 1963 ชื่อรุ่นมาจากคำว่า “Family” (หรือ “Familia” ในภาษาสเปน) แปลว่า “ครอบครัว” (ในส่วนของเวอร์ชั่นส่งออก เริ่มใช้ชื่อว่า “Mazda 323” ตั้งแต่ในรุ่นที่ 3) สมัยก่อน บริษัท กมลสุโกศล จำกัด (ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์มาสด้า ประเทศไทย ในอดีต) มีทั้งนำเข้าและประกอบรถรถรุ่นนี้ขาย ที่โด่งดังสุดเห็นทีจะหนีไม่พ้น “มาสด้า แฟมิเลีย กระบะ” ที่ขายกันมาอย่างยาวนานถึง 20 กว่าปีได้

ผลิตขายมาแล้วถึง 8 เจเนอเรชั่น จนในที่สุด มาสด้า ก็เปลี่ยนชื่อรุ่นจาก Mazda Familia ไปเป็น Mazda Axela (หรือ Mazda3 ในเวอร์ชั่นตลาดโลก) ในปี 2004

แต่ทว่า … รถรุ่นนี้ มาสด้ายังมีใช้ชื่อ “Familia” ขายอยู่ครับ (หลายท่านอย่าเพิ่งคิดว่า ชื่อรุ่นนี้ มาสด้าไม่มีผลิตขายแล้ว) โดยเหลือแค่เพียง “Familia Van” เวอร์ชั่นรถแวนสำหรับใช้เชิงพาณิชย์ จำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น (โดยตัวรถนั้น แชร์ร่วมกันระหว่าง Toyota Succeed/Probox) โดยชื่อนี้ใช้ในตลาดมานานถึง 57 ปี

Mazda-Bongo-Van

9. Mazda Bongo : 1966 – ปัจจุบัน

Mazda Bongo (มาสด้า บองโก้) ถือเป็นรถตู้ของมาสด้า ที่ใชชื่อนี้ในตลาดมายาวนานที่สุด นับตั้งแต่เปิดตัวในเดือน พฤษภาคม 1966 รวมถึงสมัยที่บริษัท กมลสุโกศล จำกัด (ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์มาสด้า ประเทศไทย ในอดีต) เคยสั่งรถตู้รุ่นนี้เข้ามาขายด้วย

ผลิตขายมาแล้วถึง 4 เจเนอเรชั่น โดยที่แต่ละเจเนอเรชั่นนั้น ก็มีอายุในตลาดยาวนานไม่ใช่ย่อย โดย Bongo ปัจจุบันเป็นชื่อที่ใช้แค่ในญี่ปุ่น และขายแค่ในญี่ปุ่นเท่านั้น (รุ่นส่งออกในอดีต ใช้ชื่อว่า “E-Series”) โดยชื่อนี้ใช้มานานถึง 54 ปี

Toyota-Corolla-Altis-Hybrid

10. Toyota Corolla : 1966 – ปัจจุบัน

Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) รุ่นที่ขายดีที่สุดของโตโยต้า นับตั้งแต่เปิดตัวรุ่นแรกในเดือนตุลาคม 1966 คำว่า “Corolla” แปลว่า กลีบดอกไม้ เป็นรถโตโยต้ารุ่นที่ประสบความสำเร็จทั้งด้านการขายและเป็นที่นิยมไปทั่วโลก

ในบ้านเรานำเข้ามาขายกันตั้งแต่รุ่นแรก และภายหลังจึงประกอบขายในประเทศจวบจนปัจจุบัน ในชื่อ Toyota Corolla Altis (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) ที่ปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเฉพาะแท็กซี่ และความทนทาน อึด ซ่อมง่าย ราคาขายต่อดีกว่ารถรุ่นอื่น ใช้ชื่อนี้อยู่ในตลาดมานานถึง 54 ปี

2 อันนี้แถมให้ …

Toyota-Hiace

11. Toyota Hiace : 1967 – ปัจจุบัน

Toyota Hiace (โตโยต้า ไฮเอช) รถตู้ที่ได้ชื่อว่า ขายดีที่สุดของโตโยต้า ในยุคแรกๆ ที่ออกมา ใช้ชื่อว่า “Hi-Ace” (สังเกตนะครับว่า สมัยก่อนยังมีขีดตรงกลางอยู่) เปิดตัวกันครั้งแรกในเดือนตุลาคม 1967 ผลิตและจำหน่ายส่งออกไปทั่วโลก พร้อมขายลิขสิทธิ์ในบริษัทรถในประเทศจีนไปผลิตด้วย และแตกไลน์ออกไปเป็นอีกหลายรุ่น ตั้งแต่ในอดีต (อาทิเช่น Commuter, Vertury หรือ RegiusAce เป็นต้น)

มีให้เลือกทั้งแบบรถตู้ทึบขนของ รถตู้นั่ง รถตู้นั่งแบบหรู หรือรถเพื่อการใช้งานเฉพาะ เช่น รถพยาบาล รถตำรวจ เป็นต้น (อ่อ ยุคแรกมีแบบกระบะบรรทุกด้วยครับ) ผลิตขายมาแล้วถึง 5 เจเนอเรชั่น โดยที่แต่ละเจเนอเรชั่นนั้น ก็มีอายุในตลาดยาวนานไม่ใช่ย่อย โดยชื่อนี้ใช้มานานถึง 53 ปี

Toyota-Century

12. Toyota Century : 1967 – ปัจจุบัน

Toyota Century (โตโยต้า เซ็นจูรี่) ถือเป็นรถเรือธงของโตโยต้า นับตั้งแต่ปี 1967 – ปัจจุบัน ที่สุดของความหรูหราในแบบฉบับญี่ปุ่น และถือเป็นสัญลักษณ์ของรถสุดหรูของญี่ปุ่นอีกหนึ่งรุ่น ชื่อรุ่นมาจากภาษาอังกฤษ ที่แปลว่า “ศตวรรษ” (100 ปี ของ Sakichi Toyoda ผู้ก่อตั้งบริษัท Toyota) และประกอบรถรุ่นนี้ด้วยมือ

ออกจำหน่ายครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน 1967 ใช้เครื่องยนต์ V8 ขนาด 3.0 ลิตร พร้อมกับปรับโฉมเล็กน้อยอีกหลายครั้ง และเปลี่ยนเครื่องยนต์ V8 เป็นขนาด 3.4 ลิตร และ 4.0 ลิตร กระทั่งในเดือนเมษายน 1997 จึงออกเจเนอเรชั่นที่ 2 มา อัดเทคโนโลยีอันทันสมัยอย่างเต็มที่ พร้อมใช้เครื่องยนต์ V12 ขนาด 5.0 ลิตร และคงหน้าตาโบราณไว้เช่นเดิม

และในปัจจุบัน เจเนอเรชั่นที่ 3 ที่มีความหรูหราใหญ่โตมากกว่าเดิม พร้อมใช้เครื่องยนต์ V8 แบบ Hybrid ขนาด 5.0 ลิตร 381 แรงม้า โดยชื่อนี้ใช้มานานถึง 53 ปี

และถ้าหากคุณคิดอยากจะขายรถด่วนๆ อย่าลืมเอารถมาขายกับ CARRO สิ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(สงวนลิขสิทธิ์)

รถพระที่นั่งของในหลวงรัชกาลที่9

รถยนต์ยี่ห้อใดบ้าง ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงเลือกใช้เดินทาง

     คนรุ่นใหม่อาจไม่เคยเฝ้ารับเสด็จ จึงอาจไม่เคยเห็นรถยนต์ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทำให้ภาพเหล่านี้หาดูยากขึ้นทุกวัน คาร์โร จึงขอนำเสนอยี่ห้อรถยนต์พระที่นั่งของในหลวงรัชกาลที่ ๙ พร้อมกับเรื่องราวของการใช้งาน จำนวน ๖ คัน เพื่อให้คนรุ่นใหม่ หรือเด็กๆ รุ่นต่อไป ได้ศึกษากัน


 

รถพระที่นั่งของในหลวง

1. Mercedes Maybach 62

มายบัคองค์นี้ ทรงใช้เป็นรถยนต์พระที่นั่งสำหรับงานพิธีต่างๆ ที่เป็นทางการ โดยรถพระที่นั่งคันนี้มาแทนที่ ร.ย.ล. ๑ คันก่อน (ภาพล่าง) คือ Rolls – Royce Phantom VI ซึ่งทรงใช้งานอย่างยาวนานร่วม ๓๐ ปี

รถพระที่นั่งของในหลวง

ภาพนี้คือ Phantom VI ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นรถยนต์พระที่นั่งเป็นครั้งสุดท้ายในปี พ.ศ. ๒๕๔๗


 

รถพระที่นั่งของในหลวง

2. Cadillac DTS

เป็นรถที่ทรงใช้ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ ตัวรถผ่านการดัดแปลงให้เป็นรถเปิดประทุนเพื่อความสะดวกในการประกอบพิธี ดังที่เห็นได้จากในภาพ


 

รถพระที่นั่งของในหลวง

3. Mercedes Benz S600L (W220)

เป็นรถเบนซ์เอสคลาสสีครีม หมายเลขทะเบียน ร.ย.ล.๙๐๑ พระองค์ทรงใช้ในราชการเป็นประจำ แต่ในปัจจุบัน
ใช้ในงานเฉพาะกิจส่วนพระองค์ หรือไม่ได้มีการออกงานใหญ่ๆ

นอกจากรถพระที่นั่งซึ่งใช้ในกิจการของพระราชวังดังที่ได้ยกมา ๓ องค์เบื้องต้นแล้ว ยังมีรถอีก ๒ องค์ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงจัดซื้อด้วยทรัพย์ส่วนพระองค์ ดังนี้


 

รถพระที่นั่งของในหลวง

4. Toyota Soluna

เป็นรถที่ทรงขับด้วยพระองค์เอง และทรงใช้ทรัพย์ส่วนของพระองค์ในการจัดซื้อ ทำให้ป้ายทะเบียนอยู่ในหมวด ด

รถพระที่นั่งคันนี้มีที่มาที่ไป คือเป็นรถที่ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ให้บริษัทโตโยต้าเป็นจำนวนเงิน ๖๐๐,๐๐๐ บาท แต่ทางโตโยต้าขอปฏิเสธ ไม่รับพระราชทานเงินนั้น พระองค์จึงทรงบริจาคเงินส่วนนี้ให้ตั้งโรงสีขาวเพื่อช่วยเหลือชาวนา ซึ่งได้กลายมาเป็นบริษัทข้าวรัชมงคลในปัจจุบัน


 

5. Volkswagen Transporter

รถยนต์พระที่นั่งองค์นี้มีนามเรียกขานว่า “เจมส์ บอนด์” เป็นรถตู้สีเทาอมฟ้าปี ๒๕๔๑ ที่มีความสมถะ และเรียบง่าย

ส่วนเหตุผลที่มีการเลือกรถพระที่นั่งคันนี้มาใช้ในพิธีอัญเชิญพระบรมศพ ได้มีผู้ให้คำตอบไว้ว่า คือเป็นรถที่พระองค์ทรงโปรด ด้านในรถจะเรียบง่ายมาก แทบไม่มีอะไรเลย นอกจากวิทยุเดิมๆ ที่ติดมากับรถ แล้วก็จะมีโต๊ะเล็กๆไว้ทรงงาน สภาพของรถจะมีนายช่างประจำตัว คอยซ่อมแซมให้ตลอด


 

รถพระที่นั่งของในหลวง

6. Mercedes Benz 300SL Gullwing 1955 

รถยนต์องค์นี้เข้าประจำการเพื่อเป็นพระราชพาหนะในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๘

เป็นรถยนต์ที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม น้อมเกล้าฯ ถวายในหลวงรัชกาลที่ ๙ ในสมัยนั้น แล้วได้มีการเปลี่ยนทะเบียนจาก ๑ด๐๐๑๐ ไปเป็น ๑ด๑๑๑๐ ในภายหลัง

ซึ่งรถยนต์องค์นี้ได้มีการเปิดให้นิตรสารทั้งใน และต่างประเทศมีโอกาสได้เก็บภาพ รวมถึงทำประวัติไว้อย่างงดงาม รถยนต์องค์นี้ถือว่าเป็นซูเปอร์คาร์ในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้ เป็นรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพที่สูง และมีเพียง ๘ คันในประเทศไทย

ส่วนรถยนต์องค์นี้ถือว่าเป็นองค์ที่สภาพสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทย และยังคงเป็นรถที่สมบูรณ์มากที่สุดในโลกเช่นเดียวกัน ได้ใช้งานไปเพียง ๒,๐๒๑ กิโลเมตร ด้วยอายุถึง ๕๗ ปี ท่านทรงรัก และดูแลรถยนต์องค์นี้อย่างดี


 

 

ข้อมูลจากผู้ใช้เฟซบุ๊ก : นุสรา ชั้นบุญ

 

 

 

Promotion-YarisAtiv

ติดตามโปรโมชั่นรถใหม่ ประจำเดือนกันยายน 2560 กับ CARRO Blog ได้ที่นี่

หลังจากผ่านงานของ BIG Motor Sale 2017 เมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา มีรถยนต์เปิดตัวใหม่ในงานหลายรุ่น อาทิเช่น Toyota Yaris Ativ ที่เปิดตัวครั้งแรกของโลก รวมไปถึง Chevrolet Trailblazer Z71 รุ่นท็อปใหม่ล่าสุด อีกทั้งยังมี Range Rover Velar ที่เอาใจเศรษฐีผู้ชอบรถ SUV สุดหรูราคาย่อมเยาว์จากอังกฤษ เป็นต้น

สำหรับในเดือนกันยายน เตรียมพบกับ Toyota Yaris Hatchback โฉมไมเนอร์เชนจ์ ในวันที่ 14 กันยายน

สำหรับโปรโมชั่นรถใหม่ ประจำเดือนกันยายน 2560 เชิญชมได้ด้านล่างครับ.

Toyota

Toyota-Hilux-Revo-Promotion-8-2017

เครื่องยนต์ GD จาก ไฮลักซ์ รีโว่ ยิ่งใช้…ยิ่งใช่

1. กรณีดาวน์ 5% คำนวณจากรุ่น สแตนดาร์ด แค็บ 2.4J ราคา 552,000 บาท
– มีรถยนต์โตโยต้าหรือรถยนต์ยี่ห้ออื่น กรณีเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์ สำเนาทะเบียนรถต้องตรงกับผู้เช่าซื้อ หากยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระ ต้องผ่อนชำระแล้ว 3 ปี ขึ้นไป
– ประวัติผ่อนชำระดี
– ยกเว้นรุ่นไฮลักซ์ รีโว่ ดับเบิ้ลแค็บขับเคลื่อน 4 ล้อ
– ไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน
2. ผ่อนสบายเริ่มต้น 3,999 บาท คำนวนจากโปรแกรม Sabuy:D รุ่น สแตนดาร์ด แค็บ 2.4J ราคา 552,000 บาท ดาวน์ 159,970 บาท (ดาวน์ 28.98%) ผ่อน 60 เดือน ดอกเบี้ย (3.30%) ผ่อน 3,999 บาท งวดที่ 1-59 และ 220,800 บาท งวดที่ 60
3. ประกันภัยชั้น 1 Exclusive Toyota Care 1 ปี โดยทุนประกันภัยไม่เกิน 80% ของมูลค่ารถ (ขึ้นอยู่กับรุ่นรถภายใต้เงื่อนไขของแคมเปญ) รวมบริการช่วยเหลือรถเสียฉุกเฉิน 24 ชม. ไม่รวม พ.ร.บ. บุคคลที่ 3
4. ต้องแจ้งผ่าน บจก. โตโยต้า อินชัวรันซ์โบรกเกอร์เท่านั้น
5. สำหรับผู้ซื้อ ที่ผ่านการอนุมัติตามมาตรฐานเงื่อนไข บ.โตโยต้า ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด
6. สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 1-30 กันยายน 2560 และไม่สามารถเปลี่ยนหรือทอนเป็นเงินสดได้
7. เงื่อนไขนี้เฉพาะผู้แทนจำหน่ายฯ ที่เข้าร่วมโครงการ
8. ยกเว้นรถรับจ้าง รถเช่า รถที่ซื้อขายภายใต้เงื่อนไขพิเศษอื่นๆ และรถขาย Fleet

Nissan

Nissan-Promotion-9-2017

จะกี่ฝนก็แฮปปี้เพราะโปรดีจากนิสสัน ข้อเสนอพิเศษ

ฟรี ประกันภัย 1 (3)

Note

ผ่อนสบาย 4,150 บาท (1)
ราคาเริ่มต้น 568,000 บาท (6)

Almera

ดาวน์ต่ำ 19,999 บาท (4)
ราคาเริ่มต้น 445,000 บาท (8)

X-Trail

ดอกเบี้ย 0% 48 เดือน (2)
ราคาเริ่มต้น 1,239,000 บาท (7)

Navara (Single Cab / King Cab)

ข้อเสนอมูลค่ารวม 80,000 บาท (5)

Navara (Sportech / BE)

ดอกเบี้ย 0% (2)
เพิ่มมูลค่ารถเก่า 10,000 บาท (10)

Sylphy (E85 Icon)

ดอกเบี้ย 0% 1 (2)

Teana

ดอกเบี้ย 0% 1 (2)

March (20 กม./ลิตร)

ดาวน์ต่ำ 4,999 บาท (4)
ราคาเริ่มต้น 400,000 บาท (9)

(1) สำหรับลูกค้าที่ซื้อรถผ่านโปรแกรม “Nissan Easy Pay” ผ่อนเริ่มต้นเพียง 4,150 บาท/เดือน (สำหรับงวดที่ 1-60) เงินดาวน์ 30% คำนวณจากรุ่น 1.2V CVT ราคา 568,000 บาท
(2) ดอกเบี้ย 0% March ดาวน์ 15% ผ่อน 48 เดือน, Teana, Navara D/Cab Sportech, Navara Black Edition ดาวน์ 25% ผ่อน 48 เดือน, Sylphy, X-Trail และ Almera ดาวน์ 30% ผ่อน 48 เดือน (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ)
(3) ฟรีประกันภัยชั้น 1 Nissan Premium Protection 1 ปี ไม่รวม พ.ร.บ. ทุนประกันภัย 80% ของมูลค่ารถ (เบี้ยประกันภัยเริ่มต้นที่ 15,577 บาท) ขึ้นกับรุ่นรถภายใต้เงื่อนไขของแคมเปญ ยกเว้น Teana
(4) ไม่สามารถใช้ร่วมกับข้อเสนอ “ดอกเบี้ย 0%” March ดาวน์ต่ำสุด 4,999 บาท (คำนวณจากส่วนลดเงินดาวน์ 35,001 บาท ที่ดาวน์ 10% รุ่น 1.2 S MT ราคา 400,000 บาท) Almera ดาวน์ต่ำสุด 19,999 บาท (คำนวณจากส่วนลดเงินดาวน์ 33,701 บาท ที่ดาวน์ 10% รุ่น 1.2E Sportech ราคา 537,000 บาท) เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ
(5) เฉพาะรุ่น KC Sportech
(6) รุ่น 1.2V CVT
(7) รุ่น 2.0S
(8) รุ่น 1.2S MT
(9) รุ่น 1.2S MT
(10) เพิ่มมูลค่ารถเก่าเมื่อแลกซื้อรถใหม่ (Trade-in Bonus) 10,000 บาท

– เงื่อนไขพิเศษนี้สำหรับลูกค้าที่เช่าซื้อกับ บ. นิสสัน ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จก.
– สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถภายในวันที่ 1-30 กันยายน 2560

Nissan-X-Trail-Promotion-8-2017

นิสสัน ชวนคุณไปล่าแสงใต้ที่นิวซีแลนด์ กับแคมเปญ “Start the Journey of Life with Nissan X-Trail” เพียงลงทะเบียนทดลองขับและออกรถนิสสันเอ็กซ์เทรล ก็ได้ลุ้นเดินทางไปล่าแสงใต้ที่ประเทศนิวซีแลนด์ทันที พิเศษ! สำหรับลูกค้าที่ทดลองขับและออกรถนิสสันเอ็กซ์เทรล รับทันทีสิทธิพิเศษมูลค่า 5,000 บาท พร้อมรับข้อเสนอพิเศษดอกเบี้ย 0% ถึง 30 กันยายนนี้เท่านั้น!

Nissan-Navara-Promotion-9-2017

นาวารา 190 แรงม้าให้โชค มูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท

รายละเอียดข้อเสนอ นาวารา 190 แรงม้าให้โชค จำนวน 191 รางวัล มูลค่ารวมทั้งสิ้น 5,045,500 บาท

– ลุ้นรับสร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 190 รางวัล
– ลุ้นรับกระบะ นาวารา Sportech ฟรี 1 คัน
– มูลค่ารวมกว่า 5 ล้านบาท
– ข้อเสนอพิเศษสูงสุด 80,000 บาท
– ฟรี ประกันภัยชั้น 1
– อุปกรณ์ตกแต่งราคาพิเศษ รุ่น ดับเบิ้ลแค็บ แพ็คเกจสุดคุ้ม 5,320.-(4) และ คิงแค็บ แพ็คเกจสุดคุ้ม 5,040.-

ระยะเวลา 1-30 กันยายน 2560

Honda

Honda-Promotion-9-2017

ให้คุณพาแม่เที่ยวได้ทุกที่ แฮปปี้กว่าที่เคย เพราะออกรถ Honda รุ่นใดก็ได้วันนี้ รับฟรี! บัตรน้ำมัน 4,000 บาท (ได้รับทันทีหรือไม่เกิน 60 วันหลังจากรับรถยนต์ ใช้เฉพาะปั้มน้ำมัน ปตท. เท่านั้น) พร้อมข้อเสนออื่นๆมากมาย พิเศษ! เมื่อทดลองขับรถยนต์ฮอนด้า รับฟรีหมอนรองคอ 2 in 1 ถึง 30 ก.ย. 2560

Honda-Promotion-9-2017

จองรถยนต์ฮอนด้ารุ่นใดก็ได้ ด้วยบัตรเครดิตที่รวมรายการ 5,000 บาท รับบัตรของขวัญฮอนด้า มูลค่า 1,000 บาท
พิเศษ สำหรับรถยนต์ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่, ฮอนด้า แอคคอร์ด และฮอนด้า แอคคอร์ด ไฮบริด รับบัตรของขวัญฮอนด้า มูลค่า 3,000 บาท

เมื่อรับรถยนต์ วันนี้ – 30 กันยายน นี้ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

Mazda

Mazda-Promotion-9-2017

Mazda Skyactiv Day วันพิเศษแห่งปี เพื่อยนตรกรรมสกายแอคทีฟ

จองรถมาสด้าทุกรุ่น รับ Active Camera มูลค่า 3,900 บาท*
พิเศษ! ดอกเบี้ยต่ำสุด 0% พร้อมรับ Mazda Care และ Mazda Premium Insurance

9-17 กันยายน นี้ เท่านั้น ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

*ของมีจำนวนจำกัด
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

Mitsubishi

Mitsubishi-Mirage-Attrage-Promotion-9-2017

ข้อเสนอสุดพิเศษ สำหรับมิตซูบิชิ มิราจ

ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 3 ปี พร้อมกล้อง Action Camera รวมมูลค่าสูงสุด 51,000 บาท*
ฟรี รับประกันคุณภาพรถยนต์ (Diamond Warranty) นาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน)**
ฟรี ค่าแรงเช็คระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน)**
ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง นาน 3 ปี*
1 – 30 ก.ย. 2560

เงื่อนไข:

*สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถยนต์มิตซูบิชิ แอททราจ และมิตซูบิชิมิราจทุกรุ่น ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 กันยายน 2560 รับฟรีเบี้ยประกันภัยชั้นหนึ่งไดมอนด์ โพรเทคชั่น พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลานาน 3 ปี มูลค่าสูงสุด 48,669 บาท สำหรับมิตซูบิชิแอททราจ และมูลค่าสูงสุด 47,238 บาท สำหรับมิตซูบิชิมิราจ ตามเงื่อนไขการรับประกันภัยและทุนประกันภัยที่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กำหนด และ รับฟรีกล้อง Action Camera ระบบ 4K มูลค่า 3,990 บาท โดยเงื่อนไขการรับประกันกล้องดังกล่าวเป็นไปตามที่ บริษัท แบรนด์ ไอเดนติตี้ แอนด์ อินโนเวชั่น จำกัด กำหนด อนึ่ง ลูกค้าควรศึกษาวิธีการใช้งาน และข้อควรระวัง ที่ระบุไว้ในคู่มือการใช้งานกล้อง

**การรับประกันคุณภาพรถยนต์ (Diamond Warranty) 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน) ระยะเวลาการรับประกันของชิ้นส่วนและอุปกรณ์แต่ละชนิดอาจแตกต่างกันตามที่ระบุไว้ในสมุดรับบริการและคู่มือการใช้รถ และรายการฟรีค่าแรงเช็คระยะนาน 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่ระยะใดจะถึงก่อน) มูลค่า 7,650 บาท อัตราค่าแรงที่นำมาคำนวณอ้างอิงจากอัตราค่าแรงกลาง บริการฟรีเฉพาะค่าแรงเช็คระยะตามที่กำหนดไว้ในบัตรตรวจเช็คระยะฟรีในสมุดรับบริการและคู่มือการใช้รถ ซึ่งรถยนต์ของลูกค้าจะได้รับการตรวจสอบและบำรุงรักษาตามรายการที่ระบุไว้ โดยลูกค้าสามารถเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาตรฐานของผู้จำหน่ายมิตซูบิชิที่ได้รับการแต่งตั้งเท่านั้น

Mitsubishi-Promotion-9-10-2017

เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความพึงพอใจของลูกค้าของ มิตซูบิชิ เจ้าของรถยนต์ มิตซูบิชิ1 สามารถนำรถยนต์เข้ารับบริการที่ศูนย์บริการมาตรฐานของ มิตซูบิชิ มากกว่า 200 แห่งทั่วประเทศ เช็ครถยนต์ฟรี 21 รายการ พร้อมรับส่วนลดพิเศษ 10%1 สำหรับค่าอะไหล่ที่ร่วมรายการ รวมไปถึงเบรก โช๊คอัพ และเคมีภัณฑ์ เมื่อลูกค้านำรถยนต์เข้ารับบริการเช็คระยะ1 ทั้งนี้ ลูกค้าที่เข้ารับบริการตั้งแต่ 3,000 บาทขึ้นไป รับของที่ระลึกฟรีเป็น ไฟฉายฉุกเฉินอเนกประสงค์ มูลค่า 400 บาท โดยข้อเสนอพิเศษทั้งหมด มีผลตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2560

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมอบแคมเปญพิเศษให้กับลูกค้าใหม่ของ มิตซูบิชิ ฟรีกล้องแอคชั่น คาเมร่า พร้อม แพคเกจ 35531 ประกอบไปด้วย ประกันภัยชั้น 1 ฟรี 3 ปี และฟรีการรับประกันคุณภาพรถยนต์นาน 5 ปี2 พร้อมฟรีค่าแรงการเช็คระยะนาน 5 ปี2 ทั้งยังมีบริการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลานาน 3 ปี สำหรับผู้ซื้อรถยนต์ มิตซูบิชิ รุ่นใหม่ ทุกรุ่นทั้ง ปาเจโร สปอร์ต, ไทรทัน, แอททราจ และ มิราจ

1 เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด
2 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน

Isuzu

Isuzu-D-Max-Promotion-9-2017

อีซูซุดีแมคซ์ บลูเพาเวอร์ ซื้อง่าย… ทุกข้อเสนอ

(1) กรณีดาวน์ 5% / คำนวณจากรุ่นสเปซแค็บ เอส 1,900 ซีซี เกียร์ธรรมดา สีธรรมดา (2) ผ่อนเพียง 4,990 บาทต่อเดือน โดยคำนวณค่างวดต่อเดือนจากงวดที่ 1-59 สำหรับกรณีดาวน์ 28% ผ่อน 60 เดือน / อ้างอิงอัตราดอกเบี้ย ณ เดือน กันยายน 2560 / คำนวณจากรุ่นสเปซแค็บ เอส 1,900 ซีซี เกียร์ธรรมดา สีธรรมดา (3) ช่วยผ่อนในงวดแรก 5,000 บาท เงื่อนไขเป็นไปตามที่สถาบันการเงิน ที่ร่วมรายการกับบริษัทฯ กำหนด / รายการส่งเสริมการขายนี้ไม่รวมถึงรถรับจ้าง รถเช่า รถที่ซื้อภายใต้เงื่อนไขพิเศษอื่นๆ และรถที่ขายฟลีท / บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า / เฉพาะผู้จำหน่ายอีซูซุที่ร่วมโครงการ / ของแถมไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

Isuzu-D-Max-Promotion-9-2017

ลุยเหนือชั้น เต็มพลังออฟโรด ตั้งแต่ 1-30 ก.ย. 2560

(*) เงื่อนไขเป็นไปตามที่สถาบันการเงิน (บริษัท ตรีเพชรอีซูซุลิสซิ่ง จำกัด) ที่ร่วมรายการกับบริษัทฯ กำหนด / รายการส่งเสริมการขายนี้ไม่รวมถึงรถรับจ้าง รถเช่า รถที่ซื้อภายใต้เงื่อนไขพิเศษอื่นๆ และรถที่ขายฟลีท / บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า / สำหรับผู้ที่ซื้อรถปิกอัพอีซูซุ ดีแมคซ์ รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ทุกรุ่น /อ้างอิงอัตราดอกเบี้ย ณ เดือนกันยายน 2560 / เฉพาะผู้จำหน่ายอีซูซุที่ร่วมโครงการ / ของแถมไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

Isuzu-MU-X-Promotion-9-2017

เอกสิทธิ์พิเศษ เมื่อซื้อ ใหม่! อีซูซุมิว-เอ็กซ์ บลูเพาเวอร์ เงื่อนไขไฟแนนซ์สุดพิเศษดอกเบี้ยเพียง… 1.30% และเงื่อนไขพิเศษอื่นๆ วันนี้ – 31 ต.ค. 2560

*อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 1.30% เมื่อซื้อรถ ใหม่! อีซูซุมิว-เอ็กซ์ บลูเพาเวอร์ เงื่อนไขไฟแนนซ์เป็นไปตามที่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุลิสซิ่ง จำกัด กำหนดอ้างอิงดอกเบี้ยเดือน กันยายน-ตุลาคม 2560

Suzuki

Suzuki-Promotion-9-2017

โปรโมชั่นสุดเร้าใจกับ Suzuki Hot Deal ลดร้อนแรง แซงทุกดีล พิเศษเฉพาะลูกค้าที่ทำการจองและรับรถยนต์ซูซูกิทุกรุ่น ระหว่างวันที่ 1 กันยายน – 31 ตุลาคม 2560 นี้ รับบัตรเติมน้ำมัน 5,000 บาท ฟรี

MG

MG-Promotion-9-2017

MG Mega Bonus โปรโมชั่นสุดคุ้มค่าที่ทำให้คุณเป็นเจ้าของรถ MG ได้ง่ายขึ้น พบกับข้อเสนอสุดพิเศษ รถยนต์ MG ทุกรุ่น ที่โชว์รูม MG พร้อมกันทั่วประเทศ วันนี้ – 30 ก.ย. 2560

Chevrolet

Chevrolet-Promotion-9-2017

เชฟโรเลต… ฝนนี้มีเซอร์ไพรส์ ดอกเบี้ย 0.99% พิเศษ ฟรีประกันชั้น 1 ทุกรุ่น อย่าพลาด ข้อเสนอเฉพาะคุณ ที่โชว์รูมเชฟโรเลต ทั่วประเทศ 1-30 ก.ย. 2560

Ford

Ford-Ranger-Promotion-8-2017

สุดคุ้ม! Ford Ranger Wildtrak ดาวน์เพียง 89,999 บาท หรือผ่อนเพียง 8,999 บาท/เดือน เริ่มผ่อนปีหน้า พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง คุ้มได้อีก! จองรถฟอร์ดทุกรุ่นลุ้นส่วนลด 500,000 บาท วันนี้-17 ก.ย. ที่โชว์รูมฟอร์ดทั่วประเทศ

BMW

BMW-5-Series-Promotion-8-2017

The All-New BMW 5 Series มาพร้อมโหมดการขับขี่แบบ Adaptive และเทคโนโลยี Gesture Control ราคารวมแพคเกจ BSI STANDARD* เริ่มต้น 3.439 ล้านบาท

Toyota Yaris Hatchback โฉมไมเนอร์เชนจ์ เตรียมเปิดตัว 14 กันยายนนี้

หลังจากที่ Toyota เปิดตัว Toyota Yaris Ativ (โตโยต้า ยาริส เอทีฟ) ใหม่ ไปเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา ล่าสุด โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย เตรียมแถลงข่าวเปิดตัว Toyota Yaris Hatchback (โตโยต้า ยาริส แฮทช์แบค) ตามมาในเดือนนี้ทันที

พร้อมเผยคลิป VDO Treser เพื่อกระตุ้นตลาดรถอีโคคาร์ให้คึกคักมากขึ้น และเตรียมตัวรับมือกับยี่ห้อคู่แข่ง ที่จะเปิดตัวรถรุ่นใหม่เช่นกันในปลายปีนี้

Toyota-Yaris-Hatchback-Thai

Toyota-Yaris-Hatchback-Thai

Toyota Yaris Hatchback เวอร์ชั่นไทย ชุดไฟท้ายแตกต่างไปจากเวอร์ชั่นจีน

Toyota-Yaris-L

Toyota-Yaris-L

Toyota Yaris L เวอร์ชั่นจีน

Yaris Hatchback ไมเนอร์เชนจ์ มีการปรับปรุงดีไซน์ภายนอกที่ดูใกล้เคียงกับ Yaris ATIV ขณะที่ช่วงท้ายของตัวรถออกแบบประตูคู่หลังใหม่ พร้อมไฟท้ายใหม่แบบ 2 ก้อน มาพร้อมระบบความปลอดภัยมาตรฐานทุกรุ่นย่อย เช่น ระบบ VSC, TRC, ถุงลมนิรภัยรอบคัน รวมไปถึงระบบเบรก ABS และ EBD เป็นต้น

Toyota-Vios-FS

Toyota Vios FS เวอร์ชั่นจีน อีกแบบหนึ่งของ Vios 5 ประตู

สำหรับ Toyota Yaris Hatchback ไมเนอร์เชนจ์ คาดว่าใช้เครื่องยนต์เบนซิน 1.2 ลิตร รหัส 3NR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 86 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.0 กก.-ม. (108 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i ทุกรุ่นย่อยเช่นเดิม

Toyota-Yaris-L

รายละเอียดเพิ่มเติมและราคาจำหน่าย Toyota Yaris Hatchback โฉมไมเนอร์เชนจ์ … ติดตามเพิ่มเติมได้ในวันที่ 14 กันยายนนี้

Toyota-Corolla-Hatchback

Toyota Corolla Hatchback โฉมใหม่ วางแผนเปิดตัวในปี 2019 นี้

          หากจะกล่าวถึง Toyota Corolla Hatchback (หรือ Toyota Auris ในตลาดยุโรป) ที่ในบ้านเราไม่มีโอกาสได้ผลิตและนำเข้ามาขายเลย ในโฉมปัจจุบันที่ออกมาตั้งแต่ปี 2012 เริ่มเข้าสู่ปลายอายุตลาดแล้ว

Toyota-Corolla-Hatchback-CG

ทาง Toyota จึงต้องพัฒนาและส่งรุ่นใหม่ขึ้นมาแทนที่ ซึ่งต้องออกแบบให้ดูสปอร์ต และเส้นสายเฉียบคมมากขึ้น ให้เป็นแนวเดียวกับรถโตโยต้ารุ่นอื่นๆ ล่าสุด ทาง Spyder7 ได้ทำภาพ CG ขึ้นมาให้ดู (โดยดัดแปลงรูปภาพจากรถ Hatchback ของเยอรมนียี่ห้อ “A” รุ่นหนึ่ง) ล้อกับตัวภาพรถสปายช็อตของ Corolla 4 ประตู ที่เห็นกันตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

New-Toyota-Corolla-2018 New-Toyota-Corolla-2018

Toyota Corolla 4 ประตู ใหม่ ที่ทดสอบในยุโรปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา (ภาพจาก Response.jp)

สำหรับ Toyota Corolla Hatchback จะใช้ Platform TAGA C (Toyota’s New Global Architecture) เช่นเดียวกับ Toyota C-HR และ Toyota Prius โดยใช้ร่วมกันทั้งกับ Corolla เวอร์ชั่น 4 ประตู รวมถึง Corolla เวอร์ชั่นแวกอน

8NR-FTS

ในส่วนของเครื่องยนต์ Toyota ยังคงมีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และ ดีเซล ให้เลือกตามความต้องการของแต่ละภูมิภาค รวมถึงเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ ยกชุดจากรุ่น C-HR ขนาด 1.2 ลิตร รหัส 8NR-FTS ให้แรงม้าสูงสุดถึง 115 แรงม้า ที่ 5,200-5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 185 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500-4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT และยังมีเครื่องยนต์เบนซิน Hybrid ให้เลือก

ที่น่า Surprise เพราะอาจจะมีรุ่นเครื่องยนต์ Hybrid พลังแรงขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Turbo VVT-iW รหัส 8AR-FTS บล็อคเดียวกับที่นิยมใช้ใน Lexus หลายรุ่น มาให้เลือก โดยแรงม้าสูงสุดอาจจะมากถึง 260 แรงม้าเลยทีเดียว พร้อมทั้งราคาขายก็อาจจะสูงถึง 3.5-3.7 ล้านเยนเลยทีเดียว

Corolla Group

Toyota Corolla Hatchback รุ่นที่ขายอยู่ในปัจจุบัน

โดย Toyota Corolla Hatchback ใหม่ จากแหล่งข่าวแจ้งว่าวางแผนเปิดตัวในปี 2019 นี้ หลังจากที่รุ่น 4 ประตู เปิดตัวออกก่อนในปี 2018

ขอขอบคุณข้อมูลจาก https://response.jp

ราคาตก-กดราคา

นี้คือความจริง! ของราคารถมือสอง

ทุกครั้งที่มีคนพูดถึงการกดราคารถยนต์มือสอง เต็นท์รถมักจะกลุ่มแรกๆ ที่ถูกโจมตี ทั้งที่ความจริงแล้ว สาเหตุที่ทำให้รถมือสองบางคันขายได้ราคาไม่ดีนั้น ไม่ได้เป็นเพราะเต็นท์รถกดราคากับคนขาย อย่างที่หลายคนชอบกล่าวหาแต่อย่างใด

ความเป็นจริงอาจจะแสลงใจเจ้าของรถมือสองที่นำรถมาประกาศขายอยู่บ้าง แต่ต้องยอมรับว่ารถมือสองหลายรุ่นนั้นราคาตกรวดเร็วมากโดยไม่ได้มีใครไปกดราคาเพื่อหาผลประโยชน์ใดๆ

คำว่า “ราคาตก” ในที่นี้ต่างกับคำว่า “กดราคา” เพราะการกดราคาก็เท่ากับว่า รถมือสองคันที่ขายมีมูลค่าจริงสูงกว่า แต่ถูกซื้อด้วยราคาที่ต่ำกว่าจริง แต่ราคาตก แปลว่า มูลค่าของรถมือสองนั้นลดลงด้วยปัจจัยหลายประการ และมีกลไกการตลาดมาเกี่ยวข้องด้วย

สำหรับเหตุผลทำให้รถมือสองบางคันราคาตกนั้น Carro ได้เคยวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถยนต์มือสองได้ราคาไม่ดีเท่าที่ควรไว้ 10 ประการ ซึ่งในบทความนี้จะขอยกมาอธิบายเป็นข้อๆ ดังนี้ค่ะ

  1. ความนิยมต่อแบรนด์

ตอนซื้อรถมือหนึ่ง คนซื้อมักคิดว่าชอบแบรนด์ไหน รุ่นอะไรก็ซื้อคันนั้น แต่เมื่อนำมาขายต่อเป็นรถยนต์มือสองแล้ว ความนิยมที่ผู้คนมีต่อแบรนด์นั้นๆ จะส่งผลโดยตรงต่อราคาที่ขายได้ จะเห็นได้ว่ารถตลาดอย่าง Honda , Toyota รถมักจะขายต่อได้ไว และราคาไม่ตกมากนัก แต่หากเป็นยี่ห้อที่คนไทยไม่คุ้นหู (แม้จะดังระดับโลกก็ตาม) การขายต่อก็จะยากกว่าเดิม และราคาก็จะตกลงมากด้วย

ตัวอย่าง หากคุณซื้อรถ Honda City และ MG6 พร้อมกันในวันนี้ อีก 1 ปีข้างหน้า Honda City อาจจะราคาตกลงไป 30% แต่ MG6 อาจจะราคาตกลงไป 50% หรือมากกว่านั้น!

สาเหตุก็เป็นเพราะคนไทยรู้จัก Honda ดีมาก ต่างกับ MG ซึ่งเป็นแบรนด์ที่ยังไม่ติดหูคนไทยมากนัก มีการสำรวจความคิดเห็นโดย Carro ที่พบว่า คนไทยมักจะรู้สึกดีกับรถตลาดมากกว่า ไม่ใช่เพราะความชื่นชอบในตัวแบรนด์เท่านั้น แต่รวมถึงเรื่องความสะดวกในการซ่อมบำรุง เช่น มีศูนย์เยอะ เข้าถึงง่าย หาอะไหล่ได้ง่าย เป็นต้น ซึ่งรถตลาดมักจะตอบโจทย์ในข้อนี้ได้ดีกว่า

 

  1. อายุของรถ

ปกติแล้วรถยิ่งใหม่ก็ยิ่งมีโอกาสจะขายได้ไว และในทางกลับกัน รถยิ่งมีอายุการใช้งานมากก็ยิ่งส่งต่อยาก เพราะผู้ซื้อมีความกังวลว่ารถอาจชำรุดหรือมีอุปกรณ์สึกหรอ ทำให้ต้องรับภาระในการซ่อมบำรุงต่อไป

อีกเหตุผลหนึ่งคือ การซื้อรถยนต์ที่มีอายุมากมักจะขอจัดไฟแนนซ์ได้ยาก เพราะรถที่สถาบันการเงินจะอนุมัติวงเงินกู้ให้นั้นจะต้องเป็นรถที่มีอายุไม่เกิน 10 ปี

ฉะนั้นกลุ่มผู้ซื้อก็จะยิ่งแคบลงอีก คือต้องเป็นกลุ่มที่ไม่มีปัญหากับการซ่อมบำรุงในอนาคต ขณะเดียวกันก็ต้องไม่มีปัญหากับการวางเงินดาวน์สูงๆ หรือสามารถซื้อสดได้ เป็นเหตุให้ราคารถที่อายุการใช้งานมากตกลงนั่นเอง

 

  1. สภาพรถ

รถยิ่งสภาพดียิ่งขายได้ไว! แต่หากรถผ่านอุบัติเหตุหนักมาก่อน หรือมีการชำรุดที่โครงสร้างสำคัญ รถจะขายออกได้ยากมาก และทำให้ราคาดิ่งลงมากด้วยเช่นกัน เนื่องจากสภาพรถมีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่ คนส่วนใหญ่ยินดีจะซื้อรถที่มีอายุการใช้งานมาก ดีกว่าซื้อรถที่ถอยป้ายแดงออกมาจากศูนย์ไม่ได้นาน แต่เพิ่งไปชนหนักมา

 

  1. เคยเกิดอุบัติเหตุ หรือ มีประวัติความเป็นมาที่ชวนให้ไม่สบายใจ

อีกสิ่งหนึ่งที่คนไทยมักกังวลคือ “สิ่งลี้ลับ” ฉะนั้น รถคันไหนมีประวัติความเป็นมาชวนให้กังวล (เช่น เจ้าของรถคนก่อนเสียชีวิตในรถ เคยชนคน ฯลฯ) ผู้ซื้อก็จะหลีกเลี่ยงไว้ก่อน ทำให้รถคันนั้นราคาตก

ราคาตก กดราคา

  1. ไมล์

แม้ว่าจะเป็นที่กังขาว่าไมล์สามารถเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน เพราะไมล์รถสามารถกรอได้ แต่ไมล์ก็มักจะถูกนำมาพิจารณาเป็นอันดับต้นๆ ในการเลือกซื้อรถยนต์มือสองเสมอ เพราะเป็นจุดที่จะบอกว่ารถคันดังกล่าวผ่านการใช้งานมามากหรือน้อย และรถมีแนวโน้มที่จะเสื่อมสภาพมากน้อยแค่ไหน

ตัวอย่าง รถ Toyota Altis ของนาย A อายุการใช้งาน 1 ปี วิ่งมาแล้ว 80,000 กม. กับรถ Toyota Altis ของนาย B อายุการใช้งาน 3 ปี วิ่งมาแล้ว 40,000 กม. ในสายตาของคนที่สนใจซื้อ Toyota Altis มือสอง รถของนาย B จะน่าสนใจมากกว่าและได้ราคาดีกว่า เพราะรถที่ใช้งานมาน้อยก็จะเยินน้อย ในขณะที่รถของนาย A แม้จะเป็นรถใหม่แต่เจ้าของรถใช้งานอย่างสมบุกสมบันมาก รถก็จะเยินมากกว่า และราคาตกมาก

 

  1. รุ่นย่อย

รุ่นย่อยของรถก็มีผลต่อความสูง – ต่ำของราคาที่ขายได้เช่นกัน ปกติแล้วรถรุ่นท็อปจะขายได้ราคาดีกว่ารถรุ่นพื้นฐาน (รุ่นที่ราคาถูกที่สุด) เพราะรุ่นท็อปจะมาพร้อมกับออฟชั่นต่างๆ ที่ครบครัน รวมถึงมาพร้อมกับข้าวของที่ได้รับการลดแลกแจกแถมมาจากเซลส์ที่ศูนย์ตอนออกป้ายแดงอีกด้วย

ส่วนรถรุ่นพื้นฐานนั้น ในเมื่อซื้อป้ายแดงมาราคาถูกกว่า ขายต่อมือสองก็ย่อมขายได้ในราคาต่ำกว่าอยู่แล้ว อีกทั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ ก็มีให้ไม่มากนัก

ผู้ซื้อรถยนต์มือสองจำนวนมากจึงสนใจรุ่นท็อปมากกว่า เป็นเหตุให้รถรุ่นพื้นฐานไม่ว่าของแบรนด์ใดก็ตามมักจะมีราคาตกลง เมื่อเอาไปเทียบกับรถรุ่นที่สูงขึ้นมา ปีเดียวกัน สภาพใกล้เคียงกัน ก็จะเห็นความแตกต่างได้ชัด

 

  1. รถแต่ง / รถซิ่ง

ปกติแล้วรถมือสองที่ขายได้ราคาดีคือรถที่คงสภาพไว้ใกล้เคียงวันที่ถอยป้ายแดงออกมาจากศูนย์มากที่สุด แม้ว่าคุณจะเอารถไปแต่งมาอย่างสวยงาม หมดเงินค่าแต่งรถไปเป็นหลักล้าน แต่มูลค่ารถเมื่อนำไปขายต่อก็จะไม่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด (ในบางกรณีควรเปลี่ยนกลับเป็นแบบเดิมก่อนขายต่อด้วยซ้ำ)

ส่วนรถซิ่งนั้น หากเป็นรถที่ได้รับความนิยมในกลุ่มนักซิ่งอย่างจริงจัง (เช่น รถ Mitsubishi Evolution เป็นต้น) ราคาก็จะไม่ตก และจะยิ่งพุ่งสูงขึ้นไปอีกในประเภทที่เลิกผลิตแล้วหรือหาได้ยาก แต่หากเป็นรถตลาดอย่าง Toyota Vios Honda Civic ฯลฯ ที่ผ่านการแต่งซิ่งมา ราคาจะดิ่งลงเหวและขายต่อยากอย่างแน่นอน เพราะรถซิ่งต่างๆ มักถูกรีดเค้นสมรรถนะเครื่องยนต์อย่างหนัก รวมถึงมีการเปลี่ยนนั่นเติมนี่อยู่บ่อยๆ

 

  1. รถติดแก๊ส

รถที่ติดแก๊สนั้น แม้จะเป็นรุ่นเดียวกัน ปีเดียวกัน ไมล์ไม่ต่างกัน แต่ราคาจะต่ำกว่ารถที่ไม่ติดแก๊สอย่างแน่นอน เพราะคนส่วนใหญ่มักกังวลว่าการติดแก๊สจะส่งผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์ อีกทั้งยังส่งผลด้านความรู้สึกอีกด้วย เพราะคนซื้อมักคิดว่ารถที่ติดแก๊สมา คือรถที่เจ้าของใช้งานมาเยอะ จึงรู้สึกกังวลว่าสภาพรถอาจแย่กว่ารถที่ไม่ติดแก๊ส

 

  1. สี

ปกติแล้วสีรถยอดนิยมของคนไทยคือ สีดำ สีขาว สีบรอนซ์ สีเทา ด้วยความเป็นสียอดนิยม รถที่มีสีเหล่านี้ก็จะขายต่อง่าย ได้ราคาดี ขณะเดียวกัน รถที่สีไม่ค่อยได้รับความนิยมจากคนส่วนใหญ่ เช่น สีแดง สีเหลือง จึงมักจะขายต่อได้ในราคาที่ต่ำกว่า

 

  1. Book service

คือ สมุดพกที่ศูนย์มอบให้เจ้าของรถตั้งแต่วันที่ซื้อ (หรือวันที่เข้าศูนย์ครั้งแรก) นั่นเอง ใน Book Service จะมีข้อมูลการใช้รถ ข้อมูลการซ่อมบำรุง ซึ่งจะบ่งบอกถึงสภาพรถ และความทะนุถนอมของเจ้าของรถ เช่น มีการนำรถเข้าศูนย์ตามระยะหรือไม่ เคยประสบอุบัติเหตุแล้วส่งเข้าศูนย์มากี่ครั้ง เป็นต้น

รถที่มีบุ๊กเซอร์วิส และมีประวัติการซ่อมบำรุงดีมาตลอดจึงมักจะขายได้ราคาดี ในขณะเดียวกัน หากไม่มีบุ๊กเซอร์วิส หรือข้อมูลในบุ๊กบอกความไม่เอาใจใส่ ไม่เข้าศูนย์ตามระยะ ราคาที่ขายได้ก็จะลดลง

ในการซื้อ – ขายรถยนต์มือสองนั้น ทางที่ดีควรจะตกลงขายในราคาที่ผู้ซื้อและผู้ขายรู้สึกพึงพอใจกันทั้งสองฝ่าย แต่ก็มีโอกาสที่รถยนต์มือสองดีๆ อาจจะขายได้ราคาต่ำกว่าที่ควร เพราะผู้ซื้อรู้สึกว่าราคาที่ผู้ขายตั้งไว้ไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ผู้ซื้อจะได้รับจึงขอต่อรองราคาลงมา (แต่ก็มีผู้ซื้อประเภทที่ไม่ว่ายังไงก็ขอต่อไว้ก่อนเช่นกัน) ซึ่งในกรณีนี้ ผู้ขายจะตัดสินใจไม่ขายก็ได้ หากรู้สึกว่าราคาที่ได้ไม่ยุติธรรมกับตนเอง

อย่างไรก็ตาม มีผู้ขายบางคนที่มีความต้องการใช้เงินอย่างเร่งด่วนจึงยอมขายรถแม้จะได้ราคาต่ำ แต่กรณีแบบนี้เรียกว่า “กดราคา” (แถมคนขายยอมให้กดด้วย) ไม่ใช่ “ราคาตก”

ราคาตก กดราคา

หลายคนอาจจะกังวลว่า แล้วจะขายรถมือสองอย่างไรให้ราคาไม่ตก และไม่ถูกกดราคา ? ในส่วนนี้เว็บไซต์ Carro ของเรามีบริการขายรถแบบด่วนอย่าง Carro Express ที่สามารถขายออกได้จริง รวดเร็ว ภายใน 1 วันเท่านั้น ซึ่งมีไม่กี่เจ้าที่หลังจากปิดการขายได้รับเงินสดทันที แต่หากคุณกำลังกังวลว่าขายด่วนอาจโดนกดราคา ทาง Carro ขอยืนยันว่าคุณจะได้ราคาดีไม่ถูกกดราคาอย่างแน่นอน

5-Secondhand-Cars-Not-Over-300000-Baht

5 รถมือสองราคาไม่เกิน 300,000 บาท ที่น่าเล่น

เมื่อคุณคิดจะตัดสินใจซื้อรถมือสองสักคันหนึ่ง ในวงเงิน 300,000 บาท ซึ่งก็มีตัวเลือกอยู่มากมายหลายรุ่น ทั้งรถแบรนด์ญี่ปุ่น รถยุโรป ให้เลือกมากมาย เป็นธรรมดาที่ผู้บริโภคจะหาคำตอบที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ทั้งจำนวนเงินในกระเป๋า ความคุ้มค่าต่อราคา และความชอบส่วนตัว

ราคาขายต่อในแต่ละรุ่นก็ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าความนิยม กระแสของคนเล่นรถรุ่นนั้น ศูนย์บริการของรถรุ่นนั้นๆ หรือปัญหายอดฮิตของรถรุ่นนั้น ว่าชอบเสียจุดไหนบ้าง รวมไปถึงความยากง่ายในการหาอะไหล่ เป็นต้น

Carro ขอแนะนำรถยนต์มือสอง 5 รุ่น ในราคาไม่เกิน 300,000 บาท ที่น่าซื้อมาใช้ ให้ทุกท่านได้พิจารณากันครับ

1.Toyota Corolla Altis

Toyota-Corolla-Altis

สำหรับ Toyota Corolla Altis (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) ในโฉม “หน้าแบน” นี้ เป็นถือเป็นรถที่ได้รับความนิยมมากมายจากแท็กซี่ หรือมวลชน เพราะขึ้นชื่อถึงเรื่องความทนทาน อะไหล่หาง่าย ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้ เช่นเคย โดยย้อนกลับไปวันที่ 29 มกราคม 2551 เป็นวันที่เปิดตัว Corolla Altis รุ่นนี้ ภายใต้แนวคิด “Be Your Own Star” ที่พัฒนาใหม่หมดอย่างเป็นทางการ ห้องโดยสารกว้างขวาง หรูหรา ทันสมัย สะดวกสบายยิ่งกว่า พร้อมใช้พรีเซนเตอร์คนดังอย่าง “ออรัลโด บลูม”

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3ZZ-FE 109 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE 132 แรงม้า และขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE 145 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 รวมไปถึงมีรุ่นใช้ก๊าซธรรมชาติ CNG ให้เลือก

พอไมเนอร์เชนจ์ ปี 2553 เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 1ZR-FE 109 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FBE 139 แรงม้า และขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE 145 แรงม้า มีให้เลือกเกียร์ธรรมดา 6 สปีด, เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i 7 สปีด รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ส่วนรุ่นใช้ก๊าซธรรมชาติ CNG ยังใช้เครื่องเดิม รหัส 3ZZ-FE

อีกทั้งยังมีรุ่นพิเศษต่างๆ ออกมาสร้างสีสันในตลาดตามมาตลอดของอายุรถรุ่นนี้ ที่ขายมาจนถึงต้นปี 2557 … ขณะนี้มีราคาจำหน่ายในตลาดรถมือสอง อยู่ประมาณ 150,000 – 430,000 บาท

2.Toyota Wish

Toyota-Wish

Toyota Wish (โตโยต้า วิช) นี่ก็ถือว่าเป็นรถที่น่าใช้อีกรุ่น เหมาะสำหรับคนมีครอบครัวแล้ว เพราะมีเบาะนั่งถึง 6-7 ที่นั่ง เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2546 รูปทรงดูทันสมัย สไตล์สปอร์ตหรู มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 1AZ-FE 150 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT + Sport Sequential

มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2548 แต่เนื่องจากกลุ่มตลาดที่ซ้ำซ้อนกับ Toyota Innova และยอดขายที่ตกมาก Wish จึงขายในไทยแค่โฉมนี้โฉมเดียวเท่านั้น …

โดย Wish ในตลาดรถมือสอง อยู่ที่ประมาณ 260,000 – 550,000 บาท

3. Honda Civic (FD)

Honda-Civic-FD

Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) โฉม “FD” เจเนอเรชั่นที่ 8 เป็นรุ่นที่เรียกได้ว่า แต่งซิ่งแต่งสวยได้เลย เพราะรูปทรงช่างสวยและทันสมัยไม่เคยเปลี่ยน เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มใหม่ ระบบกันสะเทือนใหม่ เครื่องยนต์และระบบเกียร์พัฒนาใหม่ และห้องโดยสารกว้างขึ้น และระบบความปลอดภัยระดับแนวหน้า

มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ 1.8 ลิตร i-VTEC 140 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร i-VTEC 155 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 5 สปีด

ขณะนี้มีราคาจำหน่ายในตลาดรถมือสอง (โฉมแรก ก่อนรุ่นไมเนอร์เชนจ์) อยู่ประมาณ 250,000 – 390,000 บาท

4. Ford Focus

Ford-Focus

สำหรับคนที่ชื่นชอบรถแนวยุโรป สำหรับ Ford Focus (ฟอร์ด โฟกัส) ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2548 สำหรับแบบ 4 ประตูซีดาน และ 5 ประตูแฮทช์แบค ในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ยนตรกรรมระดับยุโรป ซึ่งตอนนั้นฟอร์ดคุยว่าออกแบบพัฒนาทางด้านวิศวกรรมจากเยอรมันเลยทีเดียว

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร Duratec 125 แรงม้า และขนาด 2.0 ลิตร Duratec 145 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบ Sequential Sports Shift (SSS) รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 และในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ยังรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นรายแรกในไทยอีกด้วย

Ford Focus มีราคาจำหน่ายในตลาดรถมือสอง อยู่ประมาณ 140,000 – 300,000 บาท

5. BMW Series 3 (E46)

BMW-Series-3

อันนี้เหมาะสำหรับคนชื่นชอบรถเยอรมนีโดยเฉพาะ สำหรับ BMW Series 3 (E46) (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3) โฉม “ไฟตก” (ปี 2000-2003) และ “ไฟยก” (ปี 2003-2007) เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2543 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปลายปี 2545 แม้ว่าจะเป็นรถสิบกว่าปี ไปจนเกือบๆ 20 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงความน่าใช้ เอาไว้อยู่อย่างเต็มเปี่ยม เป็นรถที่สวย ช่วงล่างดี ตัวถังเบา ปลอดภัย จะหรูก็ได้ สปอร์ตก็ลงตัว

ในไทย E46 มีให้เลือกหลายหลายมากจริงๆ ตั้งแต่แบบ 4 ประตูซีดาน, 2 ประตูคูเป้ รวมไปถึงรุ่นเปิดประทุน (จำได้ว่า รุ่นแวกอน ในบ้านเราก็มี) รวมไปถึงรุ่นพลังแรงอย่าง M3 ก็มี แต่คงไม่มีในราคาไม่เกินสามแสนแน่ๆ โดยราคานี้ จะมีเฉพาะรุ่น 318i, 318iA SE, 323i, 323iA SE, 325i หรือ 330i มากกว่าครับ

เครื่องยนต์มีให้เลือกทั้งรหัส M43 4 สูบ 8 วาล์ว, N42 4สูบ 16 วาล์ว (จะมีในรุ่นไฟยก), N46 4สูบ 16 วาล์ว (มาในโฉมไมเนอร์เชนจ์) , M52TU 6 สูบ และ M54 6 สูบ

โดย BMW Series 3 (E46) ในตลาดรถมือสอง อยู่ที่ประมาณ 210,000 – 500,000 บาท

Carro หวังว่า รถ 5 รุ่นที่เรานำเสนอ คงจะถูกใจท่านไม่มากก็น้อยครับ …