รีวิวการขายรถที่-Carro

“เรื่องราวสุดประทับใจที่จำได้ขึ้นใจ คือ ลูกชายคนแรกเรียก ป๊ะป๋า ครั้งแรก! บนรถ”

รีวิวการขายรถที่ Carro

(1)Interview: คุณแสงดาว เจ้าของกิจการ ป.กุ้งเผาซามูไรซีฟู้ด

ช่วยเล่าเรื่องราว หรือเหตุการณ์ความประทับใจที่เกิดขึ้นบนรถ ก่อนที่จะตัดสินใจขายรถที่ Carro

“พี่เป็นคนเลี้ยงดูลูกเอง เวลาไปไหนก็ไปด้วยกัน ลุยด้วยกัน การใช้ชีวิตส่วนใหญ่จะเป็นบนรถทั้งเปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนนม เพราะการใช้ชีวิตส่วนใหญ่นอกจากบ้าน และที่ทำงานแล้ว บนรถเป็นอีกที่หนึ่งที่ได้อยู่กับลูก ทำให้ทุกความทรงจำเกี่ยวกับพัฒนาการของลูกชายคนโตได้อยู่ในรถคันนี้” คุณแสงดาวเล่าต่อว่า “แต่เหตุการณ์ที่ประทับใจสุดๆ ก็เป็นวันที่ลูกชายคนแรกเรียก ป๊ะป๋า”

 

ด้วยเหตุการณ์ประทับใจมากมาย ทำให้เราถามถึงสาเหตุของการขายรถครั้งนี้

“ตอนแรกพี่ก็ลังเลที่จะขายนะ เพราะทุกความทรงจำเกี่ยวกับพัฒนาการของลูกชายคนโตนั้นอยู่บนรถคันนี้ แต่ด้วยความจำเป็น และตอนนี้มีลูกเพิ่มมาอีกคน รถคันเดิมไม่พอสำหรับครอบครัวพี่แล้ว” และเธอยังกล่าวให้ฟังอีกว่า “วันที่รถพี่ขายได้ พี่จำได้ขึ้นใจเลยว่า ลงขายรถค่ำๆ ตอนเช้า Carro ขอนัดดูรถแล้ว พี่ยังไม่มีเวลาทำใจเลย รถก็ขายได้แล้วภายในข้ามคืน”

 

“เอี๊ยดดดด.. อีกนิดเดียว รถพี่เกือบโดนอัดก็อปปี้ 4 คันรวด!” นี้คือคำบอกเล่าเหตุการณ์ที่ไม่มีวันลืม

รีวิวการขายรถที่ Carro

(2)Interview: คุณรัชฎาพร เจ้าของกิจการร้านเครื่องเงิน

ช่วยเล่าเรื่องราว หรือเหตุการณ์ความประทับใจที่เกิดขึ้นบนรถ ก่อนที่จะตัดสินใจขายรถที่ Carro

“ตอนแรกพี่คิดว่าจะยื้อรถเอาไว้ใช้ก่อน เพราะรถคันมันเล็กดี สะดวกสบาย ไปไหนมาไหนก็หาที่จอดง่าย แต่เหตุการณ์ในวันนั้น ทำให้พี่คิดได้ว่าชีวิตไม่มีความปลอดภัยเอาเสียเลย อีกทั้งพี่ก็มีลูกด้วย 2 คน ความปลอดภัยต้องมาก่อน! จึงต้องเปลี่ยนมาใช้รถคันใหญ่แทน ในวันรุ่งขึ้นไปดูรถใหม่ และประกาศขายคันเก่าเลย”

 

ช่วยเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นอีกครั้งได้ไหมค่ะ

“พี่นอนอยู่ สามีพี่เป็นคนขับ พี่ได้ยินเสียง เปี้ยง! ด้วยความตกใจตื่นขึ้นมา ในใจคิดว่ารถพี่ต้องโดนชนแน่ๆแล้ว แต่ความมีสติของสามีพี่ เบรกทัน ไม่งั้นอัดกับรถคันหน้าเป็นคันที่ 4 แน่ๆ เพราะมันอีกนิ๊ดเดียวจริงๆ”

 

ความรู้สึกในวันเกิดเหตุ

“แค่คิดว่าถ้าในวันนั้นรถเกิดชน และมีลูกพี่ทั้ง 2 คนอยู่ในรถด้วย! พี่คงรู้สึกแย่ๆมาก พี่จึงขายรถเพื่อเปลี่ยนมาใช้รถคันใหญ่ที่มีระบบความปลอดภัยมากขึ้น”

 

ประสบการณ์ตรงที่ความสนุกมาพร้อมกับความเสี่ยง “เมื่อก่อนผมเหยียบ 200 กว่า แต่ตอนนี้เหลือความเร็วตามกฎหมาย”

รีวิวการขายรถที่ Carro

(3)Interview: คุณบอล Online Manager ร้าน LSW Gold

ช่วยเล่าเรื่องราวที่ไม่เคยลืม หรือเหตุการณ์ความประทับใจอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับรถ ก่อนที่จะตัดสินใจขายรถที่ Carro

“ผมขับรถตั้งแต่ได้ใบขับขี่ตอนอายุ 18 รถส่วนใหญ่ที่ใช้มีสมรรถนะแรง เลยขับรถเร็วเป็นเรื่องปกติ อีกอย่างผมชอบ Feeling ตอนใช้ความเร็ว ตอนเร่งออกตัวรถ

 

จุดที่ทำให้พลิกพลัน?

“พออายุย่าง 30 รวมไปถึงผมเห็นภาพจากข่าว และด้วยภาระงาน หน้าที่ มีแฟน ต่อไปอนาคตอาจจะอยากมีลูก ผมเลยคิดได้ว่ามันไม่คุ้มกับความสนุกเพียงแค่ไม่กี่เสี้ยววินาที” และคุณบอลกล่าวต่ออีกว่า “สมมุติว่าถ้าผมดันขับไปชนคนอื่นเข้าล่ะ แล้วถ้าเขาต้องกลับบ้านไปหาลูกเมีย หรือเขาต้องรีบไปไหน ทำให้คิดได้ว่ามันไม่ใช่แค่ตัวเราที่เดือดร้อน อาจทำให้เพื่อนร่วมทางเดือดร้อนไปด้วย”

 

สุดท้ายพูดถึงบริการการขายที่คาร์โร

“ก่อนหน้านี้ลงขายที่อื่น ผ่านมาเป็นเดือนก็ขายไม่ออก พอมาลงขายที่คาร์โร วันเดียวขายออก เร็วแบบไม่ทันตั้งตัว รถผมยังไม่ทันได้ล้างเลย”

 

CarroxGobear-May

เมื่อเพื่อนๆซื้อรถมาแล้ว สิ่งจำเป็นที่เพื่อนๆต้องทำเลยก็คือการหาอู่ซ่อมรถที่ไว้วางใจได้ ซึ่งจะเป็นผู้คอยดูแลรถยนต์ของเพื่อนๆ ทั้งการดูแลรถยนต์ ตรวจเช็กรถยนต์ประจําปี และการซ่อมแซมในรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ

หลายๆคนน่าจะเคยสงสัย และไม่แน่ใจว่าควรจะเลือกส่งรถซ่อมกับอู่ทั่วไปแถวบ้าน หรือส่งรถเข้าศูนย์บริการซ่อมดี พี่มีแนะนำเลยว่า ให้ดูจุดประสงค์การซ่อมรถ งบประมาณของเพื่อนๆ แล้วเลือกว่าแบบไหนจะเหมาะกว่ากัน เพราะอู่ซ่อมรถทั่วไปกับศูนย์ซ่อมรถก็มีข้อดีที่แตกต่างกันไป ไปดูกันเลยครับ ว่าแบบไหนถึงจะเหมาะกับรถยนต์ของคุณ

ศูนย์ซ่อมรถ เลือกแบบไหนดี

ข้อดีของศูนย์ซ่อมรถ

 

  1. ไม่ละเมิดเงื่อนไขการรับประกันแน่นอน

 

ถ้าหากเพื่อนๆซื้อรถยี่ห้อนั้นๆมา แล้วนำไปเข้าศูนย์ซ่อมรถของรถยี่ห้อนั้นๆ ก็แทบไม่ต้องคิดมากเรื่องการรับประกันเป็นโมฆะเลยครับ เพราะแน่นอนว่า ศูนย์ซ่อมรถจะทำการซ่อมรถได้มาตรฐานแบรนด์ แล้วถ้าหากเกิดอะไรขึ้นมา ศูนย์จำหน่ายรถก็ไม่สามารถอ้างได้ว่าเป็นเพราะเพื่อนๆเอารถไปซ่อมที่อู่ซ่อมรถอื่นนั่นเอง

 

  1. เข้าใจเทคโนโลยี ใหม่ๆของรถ

โดยในปัจจุบัน รถยี่ห้อต่างๆล้วนแข่งกันออกเทคโนโลยีล้ำใส่เข้ามาในรถไปเรื่อยๆ ทำให้ถ้าหากรถของเพื่อนๆเป็นรถรุ่นใหม่ๆ การหาอู่ซ่อมรถที่เป็นศูนย์ซ่อมของแบรนด์เองก็จะอุ่นใจได้มากกว่า เพราะศูนย์ซ่อมเหล่านี้จะรู้ไส้รู้พุงถึงระบบรถยนต์แบรนด์ของตัวเองเป็นอย่างดี ถ้าหากเพื่อนๆนำรถยนต์รุ่นใหม่ๆไปซ่อมที่อู่ทั่วไป ช่างก็อาจจะไม่ได้มีความรู้หรืออัพเดตเพียงพอ ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ๆเหล่านี้ครับ

 

  1. ขายต่อได้ราคาดี

นั่นเป็นเพราะเวลาเพื่อนๆจะขายต่อรถยนต์ จะต้องมีการเช็กประวัติการดูแลรถยนต์อย่างละเอียดและดูว่าเพื่อนๆนำรถไปซ่อมที่ไหนบ้าง หากรถเพื่อนๆมีประวัติว่าซ่อมที่ศูนย์ซ่อมของแบรนด์มาตลอด ก็ถือว่าเป็นประวัติที่ดีและเชื่อใจได้ ทำให้ราคาขายรถยนต์มือสองสูงขึ้นไปอีกครับ

 

  1. ราคาคุ้มค่าคุณภาพ

หลายๆคนอาจเข้าใจผิดว่า การนำรถส่งเข้าศูนย์ซ่อมจะต้องมีราคาแพงกว่าอู่ซ่อมรถทั่วไปแน่นอน เพราะดูมีความโปรมากกว่า ราคาที่สูงกว่านิดหน่อยนี้ทำให้เพื่อนๆได้คุณภาพการบริการที่ได้มาตรฐาน อาจจะดีกว่าการนำไปซ่อมที่อู่ทั่วไปแล้วรถเสียบ่อยๆจนต้องกลับมาซ่อมใหม่เรื่อยๆ นะครับ

ศูนย์ซ่อมรถ เลือกแบบไหนดี

ข้อดีของอู่ซ่อมรถ

  1. ค่าแรงถูกกว่า

นี่คือข้อได้เปรียบสำคัญของการนำรถเข้าอู่ซ่อมรถทั่วไปเลยนะครับ ด้วยความที่ค่าแรงถูกกว่าทำให้เพื่อนๆเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า แต่เพื่อนๆก็จะต้องคอยดูให้ดีว่าทางอู่ใช้อะไหล่ น้ำมัน และไส้กรองของแท้ โดยยอมจ่ายราคาเต็มสำหรับสิ่งของเหล่านี้ แล้วได้ประโยชน์สำหรับค่าแรงที่ถูกลงจะดีกว่านั่นเองครับ การใช้บริการอู่ซ่อมรถทั่วไปจึงเหมาะกับงานดูแลรถยนต์ที่ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก อู่ที่ไหนก็สามารถทำได้

 

  1. การรับประกันไม่เป็นโมฆะเสมอไป

มักมีหลายๆคนที่กลัวว่าการนำรถเข้าอู่ซ่อมรถทั่วไปแทนการเข้าศูนย์ซ่อมจะทำให้การรับประกันเป็นโมฆะทันที แต่นั่นไม่ใช่เรื่องจริงครับ ถ้าหากเพื่อนๆ เพียงแค่ให้อู่เหล่านี้ช่วยเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องหรือไส้กรอง อันเป็นงานเล็กๆน้อยๆ ก็จะไม่มีผลกระทบต่อการรับประกันรถยนต์แต่ละอย่างใดครับ

 

  1. มีอู่ซ่อมรถเฉพาะด้าน

นี่ก็เป็นอีกข้อดีที่ศูนย์ซ่อมรถอาจจะทำไม่ได้ เพราะศูนย์ซ่อมรถโดยทั่วไปจะมีมาตรฐานในการซ่อมที่เป็นแบบแผนเดียวกันหมด หากเพื่อนๆต้องการซ่อมรถ ที่ต้องใช้ความเชี่ยววชาญเฉพาะด้าน ในบางครั้งศูนย์ซ่อมรถก็อาจจะทำไม่ได้ แต่อู่บางแห่งอาจมีการบอกกันปากต่อปากว่าที่นี่เชี่ยววชาญด้านนี้เป็นพิเศษ สามารถเลือกใช้อู่เหล่านี้ได้เช่นกันครับ

 

ดังนั้นแล้ว ก่อนที่เพื่อนๆจะเลือกอู่ซ่อมรถ ก็ให้ดูว่าจุดประสงค์การซ่อม คุณภาพ และงบประมาณแบบไหนถึงจะเหมาะกับรถยนต์ของเพื่อนๆนั่นเองครับ หากเพื่อนๆเลือกอู่ซ่อมรถได้แล้วแต่ยังไม่รู้ว่าจะเลือกประกันรถยนต์ของอะไรดี ก็เข้ามาที่เว็บไซต์โกแบร์เพื่อเลือกประกันรถยนต์ออนไลน์ได้เลยนะครับ

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

ก่อนฤดูฝน คุณตรวจเช็คสภาพยางรถยนต์กันแล้วหรือยัง?

ใกล้เข้าฤดูฝนแล้ว บางพื้นที่มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นถนนมีความลื้น ลำบากต่อการกับขี่รถด้วยความเร็ว ดังนั้นสิ่งที่ควรเตรียมพร้อมต้อนรับหน้าฝน คือ การตรวจเช็คสภาพยางรถยนต์ ตั้งแต่อายุยาง ดอกยาง ลมยาง เพราะหากยังฝืนขับรถบนถนนที่ลื่นหรือเปียกฝน อาจจะเสี่ยงเกิดอันตรายกับรถยนต์และตัวของคุณเอง วันนี้ Carro จะพาไปเช็คสภาพยางรถยนต์ ก่อนขับลุยหน้าฝน กันนะคะ

พอเข้าหน้าฝน อย่างแรกที่น่าห่วงก็คือ การขับขี่รถยนต์บนห้องถนน มักจะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ ต่อผู้ใช้รถใช้ถนน และยิ่งเมื่อฝนตกแล้วการมองเห็นของผู้ขับขี่จะลดลง จะเพิ่มความยากให้กับการขับขี่ มองไม่เห็น หลุม บ่อ และแอ่งน้ำ

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

ตรวจเช็คลมยาง

ควรเช็คสภาพลมยาง เดือนละ 1 ครั้ง และในช่วงหน้าฝนหรือก่อนออกเดินทางไปที่ไกลๆ ที่ต้องลุยถนนเปียก ดังนั้นควรเติมลมยางเผื่อไว้อีกประมาณ 1-2 ปอนด์ เพื่อให้ยางแข็งและรีดน้ำได้ดี แต่อย่าลืมเช็คลมขณะที่ยางเย็น

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

เปลี่ยนยางรถยนต์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งล้อหน้าจะเกิดการสึกผิดปกติของดอกยางง่ายที่สุด ดังนั้น เพื่อให้ยางมีอายุการใช้งานได้นาน ควรสลับตำแหน่งยาง อยู่เสมอควรสลับตำแหน่งทุก 10,000 กม

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

ตรวจสอบสภาพของดอกยาง

ควรสังเกตความลึกของดอกยางรถยนต์ ไม่ควรต่ำกว่า 3 มิลลิเมตร ซึ่งความลึกของดอกยางใหม่จะมีความลึกประมาณ 8 – 9 มิลลิเมตร หรือไม่อาจใช้ไม้ขีดไฟทิ่มลงไปในร่อง ยางรถยนต์ ถ้าคุณเห็นหัวไม้ขีดสีแดง ก็หมายความว่าดอกยางเหลือน้อยเกินไปที่จะใช้งานต่อไป

4 วิธีเช็กสภาพยางรถยนต์

อายุของยางรถยนต์

โดยทั่วไปรถยนต์จะถึงเวลาเปลี่ยนยางใหม่เมื่อยางถูกใช้งานไปแล้ว 5 ปี ประมาณ 50,000 – 80,000 กิโลเมตรขึ้นไป ยางควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างน้อยปีละครั้ง แต่ถ้ารถไม่ค่อยได้ใช้งานหรือวิ่งระยะไกล ดอกยางยังแน่นและไม่มีการสึกหรอ ก็สามารถใช้ยางต่อไปได้ บางคันสามารถใช้งานได้ถึง 10 ปี

วิธีขับรถลุยฝน ให้ปลอดภัย ห่างไกลอุบัติเหตุ

  1. ควรขับรถด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
  2. เปิดที่ปัดน้ำฝน โดยปรับระดับความเร็วให้เหมาะสมกับความแรงและปริมาณฝนที่ตกลงมา
  3. เว้นระยะห่างจากรถคันด้านหน้าประมาณ 10-15 เมตร
  4. เปิดไฟต่ำตลอดทางการขับรถ
  5. หลีกเลี่ยงการขับรถลุยแอ่งน้ำ
  6. ไม่ควร’ เปิดไฟฉุกเฉิน แต่ควรเปิดไฟตัดหมอกหน้า-หลัง

สุดท้ายนี้ หากเช็คลมยางละสภาพรถยนต์เรียบร้อยแล้ว อย่าประมาทในการขับขี่รถยนต์ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน และหากต้องการขายรถยนต์ใหม่ป้ายแดง สามารถเช็คโปรโมชั่นของแต่ละค่ายได้ที่ siamcardeal.com เราพร้อมให้คำแนะนำ และให้โปรโมชั่นที่ดีที่สุดกับคุณ

รถยนต์แบบไหนที่ควรทำประกันชั้น 3

ทุกวันนี้อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยเฉพาะอุบัติเหตุที่เกิดบนท้องถนน หากคุณขับรถประมาท ขาดสติในการขับรถละก็ อุบัติเหตุทางรถก็สามารถเกิดขึ้นกับคุณได้เลยค่ะ ดังนั้นการทำประกันรถยนต์จึงเป็นเหมือนหลักประกันป้องกันความปลอดภัยให้กับคุณ แต่ทุกวันนี้เศรษฐกิจมันไม่ดีจะเอาเงินไปลงกับประกันรถยนต์คงไม่ไหว ดังนั้นบริษัทประกันจึงมีประกันชั้น 3 ที่เบี้ยประกันราคาถูกที่สุด เพื่อตอบโจทย์คนที่อยากมีประกันรถและอยากได้ประกันรถที่ราคาถูกนั่นเอง

ว่าแต่รถยนต์แบบไหนควรทำประกันชั้น 3 ล่ะ เรามาดูกันดีกว่าว่ารถยนต์แบบไหนควรซื้อประกันรถชั้น 3

6 ลักษณะรถยนต์ที่เหมาะกับประกันชั้น 3

รถยนต์ที่ไม่ค่อยใช้งาน ควรทำประกันรถประเภทไหน

  1. ถยนต์ที่ไม่ค่อยได้ใช้งาน

หากคุณมีรถยนต์อยู่ในบ้าน แต่ไม่ค่อยได้ใช้งาน มักจะจอดทิ้งไว้อยู่ที่บ้าน นานๆทีจะเอารถคันนี้ออกมาใช้ บอกเลยว่ารถยนต์คันนี้ควรทำประกันรถยนต์ชั้น 3 ด้วยเหตุผลที่ว่า รถยนต์คันนี้นานๆทีจะใช้งาน ไม่ค่อยได้ขับรถไปไหน แต่ใช่ว่ารถที่ไม่ใช้งานจะไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นเลย ดังนั้นเราควรทำประกันรถยนต์เอาไว้ เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยให้กับรถยนต์ของคุณ และคู่กรณีของคุณ

  1. รถเก่า

รถเก่าที่ว่า ส่วนใหญ่แล้วจะต้องมีอายุการใช้งานไม่เกิน 7 ปี ซึ่งอายุการใช้งานของรถยนต์ขนาดนี้ ประกันรถยนต์ชั้น 1 ไม่รับคุ้มครองแน่นอนค่ะ เพราะระบุไว้ในเงื่อนไขของประกันรถยนต์ชั้น 1 ไว้ชัดเจน ว่าไม่รับรถยนต์ที่มีอายุเกิน 7 ปีขึ้นไป ดังนั้นหากคุณมีรถยนต์ที่อายุการใช้งานมากกว่า 7 ปีขึ้นไป แนะนำให้ทำประกันรถยนต์ชั้น 3 เลยค่ะ

ซึ่งถ้าพูดตามหลักความเป็นจริงแล้ว ส่วนใหญ่คนที่มีรถเก่าก็มักไม่ค่อยได้ใช้ จะจอดทิ้งไว้อยู่ที่บ้าน โอกาสที่จะเฉี่ยวชนก็น้อย เกิดอุบัติเหตุก็น้อย ดังนั้นประกันที่เหมาะกับรถเก่าก็คือ ประกันรถยนต์ชั้น 3 นั่นเอง

  1. คนที่ขับรถเชี่ยวชาญ

หากคุณมั่นใจในทักษะการขับรถของตัวเองอยู่ในระดับหนึ่งแล้ว ผ่านการขับรถมานานหลายปี เรียกว่าเชี่ยวชาญเลยก็ว่าได้ ไม่เฉี่ยว ไม่ชน เกิดอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์น้อยมาก แต่อย่างที่บอกไปข้างต้นค่ะ ว่าอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเราต้องทำประกันรถยนต์เพื่อความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่งประกันรถยนต์ที่เหมาะกับผู้ที่ขับรถอย่างเชี่ยวชาญ ก็คือ ประกันรถยนต์ชั้น 3

สภาพแวดล้อมบ้านก็มีส่วนในการเลือกทำประกันรถ

  1. สภาพแวดล้อมของบ้าน

สภาพแวดล้อมของบ้านก็มีส่วนให้เราเลือกทำประกันรถยนต์เช่นกัน หลายคนคงไม่เข้าใจใช่ไหมคะว่าทำไมสภาพแวดล้อมบ้านเกี่ยวอะไรกับการเลือกซื้อประกันรถยนต์ บอกเลยว่าเกี่ยวเต็มๆ หากสภาพแวดล้อมบ้านของคุณเป็นพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัย เสี่ยงเกิดอัคคีภัย เสี่ยงต่อภัยธรรมชาติต่างๆ คุณควรทำประกันรถยนต์ที่ให้ความคุ้มครองแบบจัดเต็ม

แต่ถ้าบ้านของคุณไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยธรรมชาติ แนะนำให้ทำประกันรถยนต์ชั้น 3 ก็พอค่ะ เพราะประกันชั้น 3 ไม่ได้คุ้มครองในส่วนของความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องทำประกันรถยนต์ที่ให้ความคุ้มครองในส่วนของภัยธรรมชาติ เพื่อเป็นการประหยัดในส่วนของเบี้ยประกันรถนั่นเอง

  1. ทำธุรกิจ หรือมีญาติพี่น้อง คนรู้จักเปิดอู่ซ่อมรถ

ในส่วนนี้ถือเป็นสิทธิพิเศษก็ว่าได้ค่ะ หากคุณหรือญาติพี่น้องทำธุรกิจอู่ซ่อมรถละก็ ค่าซ่อมรถของคุณอาจจะได้รับสิทธิพิเศษมากกว่าคนอื่น หากคุณได้รับสิทธิพิเศษเหล่านี้ละก็ เรื่องค่าใช้จ่าย ค่าซ่อมแซมก็หายไปได้หน่อยนึง

ซึ่งถ้าคุณมีตัวเลือกแบบนี้ เราไม่จำเป็นต้องซื้อประกันรถยนต์ที่เบี้ยราคาสูงๆ หรือประกันรถยนต์ที่ให้ความคุ้มครองแบบเต็มความคุ้มครองเลยค่ะ คุณเลือกประกันรถยนต์แค่ชั้น 3 ก็เพียงพอต่อการซื้อประกันรถยนต์

  1. งบสำหรับประกันไม่สูงมาก

หากคุณมีปัญหาเรื่องสภาพทางการเงิน ไม่อยากเอารายได้ของคุณไปจบอยู่ที่เบี้ยประกันรถยนต์ราคาสูงๆ แต่ถ้าไม่ทำประกันรถยนต์ก็ไม่ได้ ดังนั้นเราควรเลือกซื้อประกันรถยนต์ที่เบี้ยประกันราคาเป็นกันเอง แถมยังให้ความคุ้มครองอย่างคุ้มค่า เช่นประกันรถยนต์ชั้น 3 นั่นเอง แม้ความคุ้มครองอาจไม่จัดเต็มเหมือนประกันรถยนต์ประเภทอื่นๆ แต่ในเมื่อเรามีข้อจำกัดเรื่องงบ ประกันชั้น 3 จึงเป็นตัวช่วยคนสำคัญที่จะดูแลความปลอดภัยนั่นเอง

หากคุณต้องการทำประกันรถยนต์แต่มีข้อจำกัดหลายๆ อย่างตามที่ทางเราได้กล่าวไปข้างต้น เราแนะนำให้คุณทำประกันชั้น 3 เลยค่ะ หากคุณสนใจทำประกันรถยนต์ชั้น 3 ก็สามารถเข้ามาดูได้ที่ rabbit finance เรามีบริการเปรียบเทียบประกันรถยนต์ให้คุณเลือกประกันรถยนต์ตามที่คุณต้องการเลยค่ะ สนใจคลิกเข้ามาเลย!

ฟิล์มติดรถยนต์

การนำรถไปติดฟิล์มติดรถยนต์ หลายๆคนก็อาจจะไม่ค่อยแน่ใจว่าควรเลือกฟิล์มติดรถยนต์แบบไหนเพราะมีให้เลือกหลากหลายแบบมาก ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลือกฟิล์มติดรถยนต์ ค่อนข้างเป็นตัวเลือกที่แล้วแต่ความชอบของบุคคลมากๆ เพื่อนๆก็จะต้องดูด้วยว่าฟิล์มแต่ละแบบมีคุณภาพคงทนมากน้อยแค่ไหน

ในวันนี้ พี่หมีจึงนำเอาประเภทของฟิล์มติดรถยนต์ยนต์ทั้ง 4 ประเภทมาฝากกัน เพื่อดูว่าในแต่ละแบบมีคุณสมบัติอะไรและมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร เป็นตัวช่วยเพื่อนๆสามารถเลือกฟิล์มติดกระจกที่เหมาะกับรถ และ lifestyle ของเพื่อนๆได้จริงๆครับ ไปดูกันเลย

 

  1. ฟิล์มติดรถยนต์ธรรมดา (Dyed Car Tint)

 

ฟิล์มกรองแสงประเภทนี้ถือว่าเป็นฟิล์มที่มีราคาถูกที่สุด และมีคุณภาพเบสิคที่สุด โดยจะมีการแทรกชั้นเคลือบสีไว้ที่ระหว่างชั้นกาวใสและชั้นนอกกันรอยขีดข่วน เพื่อนๆสามารถเลือกระดับการปกป้องรังสียูวีได้ตั้งแต่ 5%-50% ครับ

ทำให้ข้อดีของฟิล์มติดรถยนต์ประเภทนี้ก็คือ มีราคาน่าคบ สามารถกันแสงยูวีได้ในระดับที่ถือว่าโอเค มีสีเข้มเมื่อมองจากภายนอก แต่อย่างไรก็ดี ฟิล์มประเภทนี้อาจจะหลุดลอกได้ตามกาลเวลา หรือมีฟองอากาศแทรกตัวเข้าไปด้านในทำให้กระจกรถยนต์ดูไม่สวย และด้วยคุณสมบัติที่จะดูดซับความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้เพียงส่วนหนึ่ง ก็ยังดูดซับความร้อนได้ไม่มีประสิทธิภาพหากอยู่ในอากาศเมืองไทยครับ

 

  1. ฟิล์มปรอท (Metallic Car Tint)

ฟิล์มติดรถยนต์ประเภทนี้ จะแทรกแผ่นฟิล์มเคลือบไอโลหะไว้ที่ตรงกลาง ซึ่งจะมีความสามารถในการกันแสง uv และสะท้อนความร้อนออกไป โดยเมื่อติดฟิล์มลงบนรถยนต์แล้ว ฟิล์มกรองแสงแบบนี้จะมีหน้าตาคล้ายกระจกเงาที่คนข้างนอกจะมองเข้าไปในตัวรถไม่ได้เลยในเวลากลางวัน แต่กลางคืนจะสามารถมองเข้าไปได้

ฟิล์มชนิดนี้ สามารถกันแสงได้มากตั้งแต่ 60%-90% และกันความร้อนได้ตั้งแต่ 35%-90%

ข้อเสียของฟิล์มติดรถยนต์ประเภทนี้ก็คือ ลักษณะเงาวับด้านนอกอาจจะไม่ได้เข้ากับรสนิยมของคนทุกคน รวมถึงแผ่นฟิล์มเคลือบโลหะอาจจะเข้ามารบกวนสัญญาณโทรศัพท์มือถือ  GPS หรือสัญญาณวิทยุได้ครับ นอกจากนี้ก็จะมีราคาที่แพงกว่าฟิล์มกรองแสงธรรมดาแน่นอน

 

  1. ฟิล์มคาร์บอน (Carbon Car Tint)

ฟิล์มติดรถยนต์แบบคาร์บอนจะไม่ได้มีชั้นฟิล์มโลหะแทรกอยู่ ทำให้ไม่มีปัญหากับเรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือหรือระบบ GPS โดยฟิล์มคาร์บอนจะมีลักษณะมืดและมีเนื้อด้าน เมื่อนำไปติดบนรถยนต์ทำให้ดูมีรสนิยม โดยฟิล์มคาร์บอนสามารถกันแสงอินฟราเรดได้ถึง 40% ทำให้ปกป้องรถจากความร้อนที่ผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง และสามารถกันรังสี UVA และ UVB ได้มากถึง 99% แม้ข้อดีเยอะแยะขนาดนี้ แต่แน่นอนว่า ฟิล์มกรองแสงคาร์บอนย่อมมาพร้อมกับราคาที่สูงมากนั่นเองครับ

 

  1. ฟิล์มเซรามิค (Ceramic Car Tint)

ฟิล์มติดรถยนต์แบบเซรามิคจะเป็นการแทรกฟิล์มบางๆด้วยวัสดุเซรามิกเข้าไป ทำให้สามารถกันการแผ่รังสี UV ได้มากถึง 50%-70% กันความร้อนได้ 70% และกันแสงอินฟราเรดได้มากถึง 97%

ฟิล์มกรองแสงชนิดนี้ จะไม่สะท้อนเป็นกระจกเงา สีไม่ซีด ไม่กันสัญญาณโทรศัพท์และบล็อกรังสี UV ลดแสงสะท้อนได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ดีฟิล์มชนิดนี้ก็มีราคาแพงมากๆเช่นกันครับ

โดยในประเทศไทย มีกฎหมายข้อบังคับเรื่องการติดฟิล์มกรองแสงออกมาว่า เพื่อนๆจะสามารถติดฟิล์ม ติดรถยนต์ที่กระจกหน้าและหลังที่ความเข้มไม่เกิน 40% ส่วนกระจกข้างจะติดฟิล์มที่ความเข้มได้ไม่เกิน 60% เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่นั้นเองครับ ทำให้ไม่ว่าเพื่อนๆจะเลือกสิ่งใด ก็ขอให้เน้นเรื่องความปลอดภัยไว้ก่อนด้วยนะครับ และถ้าจะให้ชัวร์ ให้เพื่อนๆทำประกันรถยนต์ติดไว้ จะได้อุ่นใจได้ตลอดเวลานั่นเอง โดยเพื่อนๆสามารถเข้ามาเช็คว่าประกันรถยนต์ชั้นไหนเหมาะกับตัวคุณได้ที่เว็บไซต์โกแบร์เลยนะครับ

6-Danger-Items-Not-Keep-In-Car

หลายคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจอดรถทิ้งไว้กลางแดดเป็นประจำ เพราะแค่หาที่จอดรถก็จะยากแสนยากแล้ว ซึ่งปกติแล้วการจอดรถไว้กลางแดดโดยปิดกระจกทุกบาน ความร้อนภายในรถจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หากจอดรถกลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัดทะลุ 37°C อุณหภูมิภายในรถอาจสูงถึง 60°C เลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นระดับความร้อนแม้แต่คนยังไม่สามารถทนได้

ยิ่งช่วงนี้มีข่าวบ่อย ไม่ว่าจะเป็นการเก็บโทรศัพท์มือถือ สเปรย์น้ำหอม หรือ Power Bank ไว้ในรถ แล้วจอดรถทิ้งไว้กลางแดดจัดๆ จนเกิดเรื่องระเบิดขึ้นมาบ้าง ไฟไหม้หน้ารถบ้าง ก็ตามที …

ดังนั้น สิ่งของอันตราย หากจัดเก็บไม่ถูกวิธี เมื่อได้รับความร้อนอาจทำให้เกิดระเบิด หรือเพลิงไหม้ ก่อให้เกิดอันตรายได้ เพื่อความปลอดภัย คาร์โร จึงรวบรวม 6 สิ่งที่ไม่ควรเก็บไว้ในรถขณะจอดกลางแดด เพื่อป้องกันไม่ให้รถเกิดความเสียหาย ซึ่งมีอะไรบ้าง? ไปดูกันเลย

1. ไฟแช็ก

ไฟแช็ค

หากวางไว้บนคอนโซลรถและถูกแสงแดดที่มีความร้อนสูงกระทบเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการระเบิด ซึ่งจะส่งผลให้กระจกรถยนต์แตกร้าว หรืออาจเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ได้

 

2. กระป๋องสเปรย์

สีสเปรย์

เมื่อถูกความร้อนจะทำให้วัตถุ สารเคมี และแก๊สในกระป๋องขยายตัว จึงเกิดประกายไฟหรือระเบิดได้

 

3. แบตเตอรี่สำรอง

Powerbank

สารลิเธียมในแบตเตอรี่สำรองเป็นโลหะที่ไวต่อปฏิกิริยาทางเคมี เมื่อได้รับความร้อน อาจทำให้เกิดการลัดวงจร ส่งผลให้เกิดการระเบิดได้

4. โทรศัพท์มือถือ

iPhone

ความร้อนทำให้วงจรภายในโทรศัพท์ได้รับความเสียหาย และแบตเตอรี่โทรศัพท์เกิดการระเบิด โดยเฉพาะหากเปิดใช้งาน จะทำให้ความร้อนสูงขึ้น จึงเสี่ยงต่อการระเบิดได้

5. น้ำแข็งแห้ง

น้ำแข็งแห้ง

เมื่อน้ำแข็งแห้งระเบิดจะกลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องโดยสารหมดสติ เพื่อความปลอดภัย ควรเก็บไว้ในภาชนะที่มีช่องระบายอากาศ แยกจากห้องโดยสาร หากเก็บในห้องโดยสาร ควรเปิดกระจกรถ เพื่อระบายอากาศออกสู่ภายนอก

6. แผ่นยางกันลื่น

แผ่นยางกันลื่น-มือถือ

แผ่นยางกันลื่นสำหรับวางโทรศัพท์ ที่มักวางไว้เหนือแผงคอนโซล แม้ว่าจะไม่เกิดการระเบิดเหมือนข้ออื่นๆที่ผ่านมา แต่อาจละลายติดไปกับคอนโซลได้ หากได้รับความร้อนเป็นเวลานาน

เชื่อว่าหลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าสิ่งของเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดความเสียหายได้ และนอกจากจะทำให้สิ่งของเสียหายแล้ว ยังทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องโดยสารเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายอีกด้วย

คล็ดลับ ดูแลรถยนต์ ช่วงหน้าร้อน

รถยนต์นี่ถือเป็นยานพาหนะที่สำคัญในชีวิตประจำวันมากๆกับทุกคน แต่ถึงอย่างนั้นแม้รถยนต์ของเราถูกออกแบบมาให้ทนทานมากแค่ไหน แต่รถยนต์อาจมีการเสื่อมสภาพและพังได้ตามเวลา อีกทั้งตอนนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่หน้าร้อนอย่างเต็มที่ จึงส่งผลเสียต่อตัวรถยนต์หลายๆคัน ดังนั้นเราทุกคนต้องดูแลรถยนต์ให้มากกว่าเดิม วันนี้มีทริคดูแลรถยนต์ช่วงหน้าร้อน มีวิธีไหนบ้างจะแนะนำให้ครับ

 

1.ตรวจระบบปรับอากาศในเครื่องยนต์

ระบบปรับอากาศในรถนั้นจำเป็นมากในช่วงหน้าร้อนนี้ ดังนั้นเราต้องเช็คระบบปรับอากาศ และระดับของน้ำยาแอร์ซึ่งหากน้ำยาแอร์เหลือน้อย อาจส่งผลกับระบบทำความเย็นในเย็นรถยนต์ของเราได้

 

2.ตรวจสอบลมยางรถยนต์

สภาพอากาศร้อน มักส่งต่อสภาพของยางรถยนต์ของเราเป็นอย่างยิ่ง เพราะความดันภายในยางจะมีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้พื้นสัมผัสระหว่างล้อรถและพื้นถนนมีน้อยลง เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้มากยิ่งขึ้น เราจึงควรเช็คสภาพยางรถยนต์อย่างน้อยๆเดือนละครั้ง

3.แบตเตอรี่รถยนต์

อุณหภูมิที่สูงมากในช่วงหน้าร้อนนั้น มักจะส่งผลต่อระบบไฟฟ้าทั้งหมดรวมถึงแบตเตอรี่รถยนต์ ดังนั้นจึงหมั่นตรวจสอบระบบทั้งหมดเดือนละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสายไฟและขั้วต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ รวมถึงระดับของน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ควรเติมให้เต็มอยู่ตลอด

 

4.ระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์

ระบบหล่อเย็นของรถยนต์ควรตรวจเช็คให้สามารถทำงานได้อย่างปกติ และควรหมั่นตรวจสภาพของหม้อน้ำและระบบต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีรอยขาดหรือชำรุดเสียหาย เครื่องยนต์ทำงานจะเกิดความร้อนจากการเสียดสีและการจุดระเบิด นอกจากน้ำมันเครื่องที่ใช้สำหรับหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ ระบบหล่อเย็นก็ถือเป็นตัวช่วยระบายความร้อนชั้นดีได้อีกด้วย

 

5.ขอบยางประตูและที่ปัดน้ำฝน

ยิ่งโดนความร้อน ความเหนียวและความยืดหยุ่นในยางจะยิ่งลดลงเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้ที่ปัดน้ำฝนฟืดหากฝืนใช้ไปนานๆกระจกอาจเป็นรอยได้ และหากเป็นขอบยางประตูจะทำให้ปิดประตูไม่ค่อยสนิท ดังนั้นควรตรวจและเช็คสภาพสิ่งของที่เป็นประเภทยางให้ดี

 

6.ขอบยางประตูและที่ปัดน้ำฝน

ยิ่งโดนความร้อน ความเหนียวและความยืดหยุ่นในยางจะยิ่งลดลงเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้ที่ปัดน้ำฝนฟืดหากฝืนใช้ไปนานๆกระจกอาจเป็นรอยได้ และหากเป็นขอบยางประตูจะทำให้ปิดประตูไม่ค่อยสนิท ดังนั้นควรตรวจและเช็คสภาพสิ่งของที่เป็นประเภทยางให้ดี

 

7.น้ำมันเครื่อง

อากาศร้อนทำให้เครื่องยนต์ต้องทำงานหนักขึ้น การเลือกน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมจะช่วยบรรเทาภาระของเครื่องยนต์ที่อาจเกิดขึ้นได้มากทีเดียว อีกทั้งควรมีการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยรักษาสภาพของเครื่องยนต์ให้ใช้งานนานขึ้น

 

ที่สำคัญคือควรหลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดด และควรหาทางระบายความร้อน เช่น การเปิดฝากระโปรงรถเพื่อระบายอากาศ และ เช็คขั้วแบตเตอรี่เสมอไม่ให้แน่นจนเกินไป ยิ่งหน้าร้อนยิ่งควรดูแลรักษารถยนต์ให้ดี อย่าปล่อยให้อากาศร้อนมาเป็นตัวทำร้ายรถยนต์ของคุณ หากต้องการโปรโมชั่นรถถยนต์ใหม่ป้ายแดง นึกถึง SIAMCARDEAL.COM

Frank-ใช้รถยกขนย้ายรถยนต์มีข้อดียังไงนะ

หากคุณจำเป็นต้องใช้บริการ ‘รถยก’ หรือ ‘รถสไลด์’ เพื่อนำรถยนต์ของคุณเข้าอู่ หรือเข้าศูนย์ เพื่อซ่อมแซมรถยนต์จะมีข้อดีอะไรบ้าง ? เพราะเหตุใดถึงมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง อยากรู้อ่านกันโล้ด!

ข้อดีการใช้รถยกขนย้ายรถ มีดังนี้

  1. รถยก/รถสไลด์ เหมาะสำหรับรถยนต์ใหม่ รถซุปเปอร์คาร์ และรถโหลดต่ำซึ่งจะช่วยดูแลช่วงล่างของรถยนต์ได้เป็นอย่างดี  
  2. การใช้รถยกจะมีความปลอดภัยกับตัวรถยนต์ดีเยี่ยม มีระบบล็อคแน่นหนา ปลอดภัยในระหว่างการขนย้ายแน่นอน ไม่ทำให้ช่วงล่างของรถยนต์เสียหายด้วยล่ะ
  3. การใช้รถยกนั้น เหมาะสำหรับบริการรถยนต์เสียหายหนัก และมีความจำเป็นต้องยกไปซ่อมอู่ซ่อมในระยะทางไกล ๆ ตั้งแต่ 20 กิโลเมตรขึ้นไป

สำหรับวิธีการขนย้ายโดยรถยก

จะเริ่มจากการยกรถยนต์ที่เสียหายขึ้นบนรถบรรทุกขนาดใหญ่ ขึ้นไปวางทั้งคัน เหมือนเราจอดทิ้งไว้บนถาดสไลด์ ช่วยให้ช่วงล่างของรถยนต์ไม่สึกหรอ พร้อมกับยกรถทั้งคันไปยังจุดหมายปลายทาง

เพื่อให้รถยนต์ปลอดภัยสูงสุดการดูแลรถยนต์เกียร์ธรรมดาควรปลดเบรคมือ ใส่เกียร์ว่าง ส่วนรถยนต์เกียร์อัตโนมัติ จะต้องให้ทำการปลดเบรคมือออกก่อน เลื่อนเกียร์ไปที่เกียร์ว่าง พร้อมกับดับเครื่องยนต์ก่อนขนย้าย เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อย

 

ขอบคุณข้อมูลจาก frank.co.th

carro แชร์บุญปันตุ๊กตาให้น้อง
💦 สงกรานต์นี้ร่วมด้วยกันช่วยกัน เพียงแค่คุณ Share ลิงค์นี้> https://bit.ly/2U3XhFL น้องๆจะได้ตุ๊กตากระต่ายสุดน่ารัก
💞 1 แชร์ของคุณ เท่ากับ 1 ตัว ที่ Carro จะนำไปแจกให้กับ สำนักงานมูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์
🔫 ใครแชร์แล้ว อย่าลืม! แท็กเพื่อนในคอมเมนต์ให้มาช่วยแชร์กันเยอะๆด้วยนะคะ
ระยะเวลาตั้งแต่ 10-19 เมษายน 2562
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
☎️ 02-508-8425
Facebook : Carro Thailand
[email protected] : @carrothailand
#CarroTH #CarroBlog #คาร์โร
#คิดจะขายรถต้องขายที่คาร์โร #ขายด่วนภายใน1วัน #ปิดการขายรับเงินสดทันที #ราคาดีไม่กดราคา
CarroxGobear อ่านหนังสือในรถอย่างไร ให้ไม่เมารถ

สวัสดีค่ะเพื่อนๆ เชื่อว่าหลายคนที่กำลังอ่านบทความอยู่ ณ ตอนนี้ คงรู้สึกเสียดายเวลาไปนั่งรถเที่ยวกับคนอื่นแล้วต้องนั่งเบื่ออยู่ในรถ เพราะไม่สามารถจะอ่านหนังสือในรถได้เลยเนื่องจากเป็นคนเมารถง่าย

หรือถ้าเพื่อนๆเป็นหนอนหนังสือตัวยงอยู่แล้ว ก็คงเสียดายเสียดายเวลาที่อยู่บนรถเอาอย่างมากเลยใช่ไหมล่ะค่ะ แทนที่จะได้อ่านหนังสือดีๆ หรือแม้แต่นักเรียนนักศึกษาที่กำลังต้องเข้าสอบ ก็อดใช้เวลาตรงนี้ไปให้คุ้มค่าเพราะกลัวว่าจะเมารถ

เพื่อนๆทราบไหมค่ะว่า ปัญหาการอ่านหนังสือในรถที่ทำให้เพื่อนๆเมารถนั้น เกิดจากการที่การทำงานของประสาทรับรู้การมองเห็นและสมองไม่ไปในทางเดียวกัน เพราะดวงตาของเพื่อนๆจะส่งสัญญาณบอกสมองเสมอว่าเพื่อนๆไม่ได้เคลื่อนไหว ซึ่งขัดแย้งกับสภาพความเป็นจริงที่ประสาทสัมผัสส่วนอื่นๆ ทั้งหูชั้นใน กล้ามเนื้อ และข้อต่อ ล้วนบอกว่าเพื่อนๆกำลังเคลื่อนไหวอยู่บนรถ ทำให้สมองเกิดอาการสับสนและคลื่นไส้จนเกิดเป็นอาการเมารถขึ้น

แต่ถ้าหากเพื่อนๆยังคงอยากอ่านหนังสือในรถ วันนี้เราได้พี่หมีจาก GoBear มาบอก 7 วิธีดีๆกันไม่ให้เพื่อนๆเมารถมาฝากกันค่ะ ไปดูกันเลย

 

1) อย่าจมกับหนังสือนานๆ

ถ้าหากเพื่อนๆอยากอ่านหนังสือในรถได้ ก็อย่าพยายามพุ่งสายตาหรือใช้สายตามากเกินไปเป็นระยะเวลานาน แต่ให้เพื่อนๆลองละสายตา จากหนังสือออกมาดูวิวข้างนอกบ้างทุกๆ 10-30 วินาที แล้วให้มองโฟกัสไปที่วัตถุนิ่งๆชิ้นใดชิ้นหนึ่งบนถนน จะช่วยปรับลักษณะการมองเห็นให้เข้ากับสิ่งที่ร่างกายรู้สึกได้

โดยเพื่อนๆสามารถถือหนังสือให้สูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับสายตา ก็จะช่วยลดอาการเมารถได้เช่นกัน หรือถ้าหากเริ่มรู้สึกเมารถระหว่างอ่านหนังสือในรถ ก็ให้จ้องมองออกไปนอกหน้าต่างหลายๆนาทีเลย หรือจะหลับตาลงแล้วเอามือปิดตาเอาไว้ก็ช่วยได้เช่นกันค่ะ

 

2) ลดความรู้สึกสั่นสะเทือนลง

หากเพื่อนๆอยากอ่านหนังสือในรถได้ ก็ให้ลองหาวิธีที่จะทำให้ร่างกายของเพื่อนๆรู้สึกไม่สั่นสะเทือนมาก เช่น การนั่งที่เบาะหน้าที่จะสั่นน้อยกว่าการนั่งที่เบาะหลัง เป็นการป้องกันอาการเมารถได้ดี การพิงศีรษะไปที่พนักของเบาะ เพื่อให้ศีรษะไม่เคลื่อนไหวมากนัก หรือการละสายตาไม่อ่านหนังสือเมื่อเพื่อนๆกำลังลงจากทางด่วนหรือจากสะพานที่รถเคลื่อนเร็วแบบวูบ

 

3) เปิดหน้าต่าง

หากเพื่อนๆอยากจะอ่านหนังสือในรถโดยไม่เมารถ ให้ลองเปิดหน้าต่างที่จะช่วยนำเอาอากาศบริสุทธิ์ข้างนอกเข้ามาถ่ายเทและทำให้เพื่อนๆสดชื่นขึ้น แต่เพื่อนๆก็ต้องถือหนังสือดีๆหน่อยนะคะ ไม่งั้นหน้าที่อ่านอยู่ก็อาจจะปลิวไปหมดได้

CarroxGobear อ่านหนังสือในรถอย่างไร ให้ไม่เมารถ

4) ทานอาหารเพียงเบาๆก่อนขึ้นรถ

ถ้าเพื่อนๆอยากอ่านหนังสือในรถได้แบบไม่มีปัญหา ก็พยายามอย่าทานอะไรหนักๆก่อนขึ้นรถ โดยเฉพาะอาหารมัน อาหารเผ็ด หรือแอลกอฮอล์ เพราะการที่เพื่อนๆรู้สึกอิ่มมากจะยิ่งทำให้รู้สึกคลื่นไส้และอยากอาเจียนได้มากกว่าปกติ นอกจากนี้ หากเพื่อนๆไม่ยอมทานอะไรเลยก็ไม่ควรเช่นกันนะคะ ทำให้เมาได้เช่นกัน จึงควรทานแต่พอดีให้ไม่อิ่มจนเกินไป

 

5) ทานของขบเคี้ยว

เพื่อนๆสามารถทานของขบเคี้ยวที่ช่วยลดอาการเมารถระหว่างอ่านหนังสือในรถได้ เช่น แครกเกอร์แบบแห้ง ที่จะช่วยดูดซับกรดในกระเพาะบางส่วน ลูกอมแบบแข็งโดยเฉพาะลูกอมมินต์ และเครื่องดื่มประเภทคาร์บอเนตที่จะทำให้กระเพาะรู้สึกดีขึ้น และมีเกลือแร่ช่วยให้รู้สึกมึนงงน้อยลง

 

6) อยู่ให้ไกลบุหรี่

เพราะรถที่มีกลิ่นบุหรี่หรือหากมีผู้โดยสารสูบบุหรี่บนรถ กลิ่นนั้นๆจะยิ่งทำให้เพื่อนๆเมารถระหว่างอ่านหนังสือในรถ เพราะเมื่อเพื่อนๆเกิดอาการเมาขึ้นมา จะยิ่ง sensitive กับกลิ่นต่างๆมากขึ้นและยิ่งทำให้เพื่อนๆรู้สึกแย่เข้าไปใหญ่นั่นเองค่ะ นอกจากบุหรี่แล้ว กลิ่นเหล่านี้ยังรวมไปถึงน้ำหอมปรับอากาศในรถด้วยนะคะ

CarroxGobear อ่านหนังสือในรถอย่างไร ให้ไม่เมารถ

7) ทานขิง

เป็นอีกวิธีธรรมชาติหนึ่งที่พี่หมีอยากให้ลอง นั่นก็คือการใช้สมุนไพรธรรมชาติในการรักษาอาการเมารถ นั่นคือขิง ที่มีฤทธิ์ช่วยขับลมและทำให้กระเพาะอาหารทำงานได้เป็นปกติ แม้จะยังไม่มีผลการวิจัยใดออกมาพิสูจน์ได้ว่าขิงจะช่วยลดอาการได้ แต่ก็คุ้มที่จะลองอยู่นะคะ โดยเพื่อนๆสามารถดื่มน้ำขิง, เต้าฮวย ขนมคุกกี้ขิง หรือของขบเคี้ยวที่มีขิงเป็นส่วนประกอบค่ะ

 

หวังว่าเคล็ดลับที่พี่หมีเอามาฝากจะช่วยให้เพื่อนๆลดอาการเมารถระหว่างอ่านหนังสือในรถกันได้บ้างนะคะ และนอกจากการดูแลตัวเองให้ปลอดภัยระหว่างขับขี่แล้ว ก็อย่าลืมดูแลรถยนต์ของเพื่อนๆด้วยการทำประกันรถยนต์ติดเอาไว้ด้วยนะคะ โดยเพื่อนๆสามารถเข้ามาเปรียบเทียบราคาประกันรถยนต์ได้ที่ GoBear.com/th เลยนะคะ