Carro-OIC-Force-Insurance

ลดปัญหาบริษัทประกัน “มั่วนิ่ม” ไม่จ่ายค่าขาดประโยชน์ ระหว่างซ่อมรถ คปภ. สั่งทุกบริษัทต้องจ่าย วันละ 500 – 1,000 บาท เริ่มต้นปี 2562

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ คปภ. ได้ข้อสรุปการปรับปรุงความคุ้มครองของค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ให้แก่เจ้าของรถยนต์ที่ทำประกันและอยู่ระหว่างนำไปเคลมซ่อมแล้ว

Repair-Car

โดยจะจ่ายเงินเป็น 3 กลุ่ม ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น จากก่อนหน้านี้ที่ยังมีความคลุมเครือทำให้เกิดปัญหาร้องเรียนเข้ามา ประกอบด้วย

กลุ่มแรก รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง กำหนดอัตราไม่น้อยกว่าวันละ 500 บาท
กลุ่มที่ 2 รถยนต์รับจ้างสาธารณะขนาดไม่เกิน 7 ที่นั่ง กำหนดอัตราไม่น้อยกว่าวันละ 700 บาท
และกลุ่มที่ 3 รถยนต์ขนาดเกินกว่า 7 ที่นั่งกำหนดอัตราไม่น้อยกว่าวันละ 1,000 บาท

“ที่ผ่านมาปัญหาเรื่องร้องเรียนกรณีการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ มียอดร้องเรียนมากเป็นอันดับ 1 เรื่องส่วนใหญ่ที่ได้รับเรื่องร้องเรียนคือบริษัทประกันไม่ยอมจ่ายค่าขาดประโยชน์ เพราะประชาชนไม่มีความรู้ หรือมีการจ่ายในอัตราที่ต่ำ เพราะก่อนหน้านี้ระเบียบได้กำหนดให้จ่ายตามฐานานุรูปขนาดของเครื่องยนต์ และความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทประกัน ดังนั้นจึงต้องปรับหลักเกณฑ์ใหม่ให้ชัดเจน โดยมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาหารือเรื่องนี้ร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยโดยเฉพาะจนสามารถหาข้อสรุปได้แล้ว”

Repair-Car

อีกทั้ง คปภ. อยู่ระหว่างยกร่างคำสั่งนายทะเบียนเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ และจะบังคับใช้ได้ในต้นปีหน้า และเมื่อมีคำสั่งนายทะเบียนออกมาแล้ว บริษัทจะต้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกำหนดอัตราค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถในเงื่อนไขกรมธรรม์ประกันภัยและจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

“หากฝ่าฝืนมีความผิดฐานขัดคำสั่งนายทะเบียน ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัย อาจถือได้ว่าบริษัทจงใจฝ่าฝืนข้อตกลงแห่งสัญญาประกันภัย หรือข้อกำหนดหรือกฎเกณฑ์ใดๆ ที่มีความชัดเจนให้บริษัทมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ผู้รับประโยชน์ หรือบุคคลผู้มีสิทธิ์เรียกร้องหรือได้รับความคุ้มครองตามสัญญาประกันภัย อันอาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานประวิงการจ่ายค่าสินไหมทดแทน ซึ่งมีบทลงโทษในอัตราที่สูง ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และถ้าเป็นกรณีการกระทำผิดต่อเนื่องให้ปรับอีกไม่เกินวันละ 2 หมื่นบาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก กรุงเทพธุรกิจ

เหตุผลที่รถทุกคันต้องต่อ พ.ร.บ. รถยนต์

ทำไมต้องทำ พ.ร.บ.รถ?

แน่นอนว่าการขับขี่รถยนต์บนท้องถนน เราไม่มีทางรู้เลยว่าเหตุร้ายจะเกิดขึ้นกับเราเมื่อไหร่ ดังนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่ารถใหม่หรือรถยนต์มือสอง และรถคันไหน ๆ ก็ต้องมี พ.ร.บ. ติดรถทุกคัน

ซึ่งมีชื่อเต็ม ๆ ว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ” (Compulsory Third Party Insurance) เพราะเป็นประกันรถยนต์ภาคบังคับที่กฎหมายจราจรบัญญัติให้ทุกคันต้องทำเพื่อให้ต่อภาษีรถยนต์ประจำปีหรือที่รู้จักกันดีในชื่อว่าป้ายวงกลมนั้นแหละ ว่าแต่ะ พ.ร.บ. ยังมีข้อดีอะไรบ้างนั้น ? เราจะเล่าให้ฟัง

  1. พ.ร.บ. รถยนต์ มีไว้ต่อภาษีประจำปี หรือป้ายวงกลม

ไหน ๆ เราก็ต้องจ่ายเงินทุกปี ๆ ก็ต้องรู้ประโยชน์ของ พ.ร.บ. รถยนต์กันบ้างล่ะ ต้องยอมรับว่าคำว่า พ.ร.บ. รถจะเป็นคำคุ้นชินกันเป็นอย่างดี แต่ถ้าระบุความหมายจริง ๆ โดยอ้างอิงข้อมูลจากพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถปี 2535 ระบุว่า “รถทุกชนิดต้องทำ พ.ร.บ. ก่อนจึงจะต่อทะเบียนรถได้”

แม้ว่าการต่อ พ.ร.บ. จะเป็นเรื่องง่ายที่ทำได้เอง แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจ เพราะอาจจะลืมวันขาดต่อได้เช่นกัน แนะนำจดรายละเอียดไว้ให้ดี เพราะหากรถยนต์คันไหนขาดต่อ หรือไม่มี พ.ร.บ. มีความผิดตามกฎหมายจราจรอาจมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท

 

  1. ช่วยค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นกรณีเกิดอุบัติเหตุ

เพราะอุบัติเหตุเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดฝันและไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น สิ่งที่คุณต้องรู้เลย คือการต่อพ.ร.บ. เป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานหากเกิดอุบัติเหตุ คือ ดูแลความเสียหายต่อชีวิต ซึ่งจะช่วยดูแลคุณเบื้องต้นหากเกิดการบาดเจ็บ เช่น ค่ายา, ค่าบริการทางการแพทย์, ค่าห้องพัก, ค่าพาหนะนำผู้บาดเจ็บไปสถานพยาบาล และค่าอุปกรณ์รักษา สามารถเบิกค่ารักษาได้ตามจริง (สำรองจ่ายก่อน) แต่ไม่เกินคนละ 30,000 บาท โดยต้องเตรียมเอกสารไปที่บริษัทกลางประกันภัย ดังนี้

  • ใบแจ้งความบันทึกประจำวัน
  • ใบรับรองแพทย์/ใบเสร็จรักษาพยาบาล
  • สำเนาบัตรประชาชนของผู้ประสบอุบัติเหตุ

หลังจากติดต่อยื่นเอกสารกับบริษัทกลางประกันภัยแล้ว คุณจะได้รับเงินชดเชยตามสิทธิภายใน 7 วันทำการ จ่ายเป็นเงินสด หรือโอนจ่ายเงินเข้าบัญชีธนาคาร ฯลฯ และต้องแจ้งใช้สิทธิภายใน 180 วันหลังจากเกิดเหตุครับ

 

  1. จ่ายค่าเสียหายเบื้องต้นกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวร

หากประสบอุบัติเหตุถึงขั้นเสียชีวิต พ.ร.บ.จะช่วยจ่ายค่าเยียวยากรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวรโดยจะได้รับเงินคนละ 35,000 บาท ในกรณีรักษาตัวในโรงพยาบาล แล้วเสียชีวิตลงในภายหลังก็จะได้รับค่าชดเชยรวมกัน [30,000 บาท (ข้อ2) +35,000 บาท (ข้อ 3)] คนละไม่เกิน 65,000 บาทซึ่งต้องนำใบมรณะบัตร และหลักฐานอื่น ๆ มายื่นด้วย หากผู้ใดยื่นคำขอรับค่าเสียหายอันเป็นเท็จ จะมีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  

 

  1. จ่ายสินไหมทดแทน เมื่อพิสูจน์ได้ว่า “ผู้เคลมเป็นฝ่ายถูก”

กรณีที่คุณเป็นฝ่ายถูกหลังจากการพิสูจน์หลักฐานแล้ว พบว่า คุณเป็นฝ่ายถูกต้องไม่ได้ทำผิดกฎหมาย จะได้รับค่าสินไหมทดแทน หรือค่าทำขวัญ ได้แก่

  • รักษาพยาบาลจากอาการบาดเจ็บ 80,000 บาทต่อคน
  • กรณีเสียชีวิตหรือพิการจากอุบัติเหตุดังกล่าว พิจารณาตามเกณฑ์ จะได้รับค่าสินไหมทดแทน 200,000 – 300,000 บาทต่อคน
  • รับค่าชดเชยหากเป็นผู้ป่วยใน 200 บาทต่อวัน แต่ไม่เกิน 20 วัน (รวมไม่เกิน 4,000 บาท)
  • วงเงินคุ้มครองรวมกันสูงสุดไม่เกิน 304,000 บาท
  • วงเงินคุ้มครองรถยนต์ไม่เกิน 7 ที่นั่ง 5 ล้านบาท/ครั้ง
  • วงเงินคุ้มครองรถยนต์เกิน 7 ที่นั่ง 10 ล้านบาท/ครั้ง

อย่างไรก็ดี พ.ร.บ. จะให้ความคุ้มครองเฉพาะตัวบุคคลเท่านั้น และใช้เวลาเบิกจ่ายประมาณ 7 วัน มิได้คุ้มครองความเสียหายส่วนทรัพย์สินหรือส่วนรถยนต์แต่อย่างใด

หลังจากอ่านบทความนี้ เราหวังว่าคุณคงได้คำตอบของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องทำ พ.ร.บ.รถกันแล้วนะครับ”และสนใจต่อ พ.ร.บ. รถยนต์ออนไลน์ง่าย ๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส ต่อกับ frank.co.th ได้เลย รับเอกสารทันทีภายใน 3 นาที ไม่ต้องรอให้ยุ่งยาก ไม่ต้องออกบ้านให้เสียเวลา พร้อมยื่นจดภาษีประจำปีได้เล้ย!!

 

ข้อมูลจาก frank.co.th

จัดของในรถ

ไม่อยากให้รถสุดรักของคุณรก!
ควรเก็บและจัดระเบียบด้วยวิธีตามนี้

คนที่ขับรถหลายคนคงลืมดูแลรถของตัวเองไป ขึ้นรถปุ๊บก็โยนๆ และขับออกไปเลย พอว่างๆ หันมามองหลังรถเราถึงกับผง่ะ นี่รถหรือห้องเก็บของ ในหัวข้อนี้ Carro ได้ผู้ช่วยจาก rabbit finance จะมาช่วยบอกวิธีจัดของสำหรับคนรักรถกันค่ะ

จัดของในรถ

Credit: Orca

1. ตะกร้าเอกสาร

สำหรับคนที่ต้องพกเอกสารภายในรถ ตระกร้าเอกสารเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มากค่ะ และยิ่งไม่ใช่ตะกร้าเดียวต้องแบ่งเป็นชั้นๆ เพื่อแยกประเภทเอกสารด้วยจะทำให้หาเอกสารได้สะดวกมากขึ้นค่ะ

 

2. การแบ่งของใส่กล่อง

สำหรับคนที่มีของในรถเยอะๆ เราขอแนะนำให้คุณหากล่องมาใส่สัมภาระค่ะ คุณอาจไปตามร้าน Daiso แล้วใบซื้อกล่องเล็กๆ หลายใบ และกล่องใหญ่ 1 ใบ เพื่อใส่สัมภาระ โดยแรกเริ่มคุณก็ใส่ของชิ้นเล็กลงในกล่องใบเล็กก่อน จากนั้นก็เอากล่องเล็กๆ หลายใบมาใส่ในกล่องใหญ่อีกทีหนึ่งค่ะ

 

3. ที่ใส่ขยะ

สำหรับคนที่ชอบกินอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มบนรถ เป็นเรื่องจำเป็นมากที่คุณต้องมีถังขยะเอาไว้ ไม่อย่างนั้นเมื่อคุณมีอะไรก็โยนไว้หลังรถละก็ รถของคุณก็ไม่ต่างอะไรจากรถขยะนั่นแหละค่ะ

 

จัดของในรถ

4. เสบียงในรถ

ถ้าใครที่ขับรถในกรุงเทพ รถติดไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นกิจวัตร เรื่องความหิว ถึงเวลาคุณก็ต้องหิว แต่รถยังติดอยู่ เราจึงควรมีอาหารติดรถไว้ด้วย อาจเป็นแซนวิช หรือเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยให้หายหิวได้  แต่ไม่ควรเป็นของที่มีกลิ่นแรง หรือของที่ถ้าหกเลอะเทอะจะทำความสะอาดยากค่ะ หรือถ้านำของมีกลิ่นขึ้นรถ สามารถอ่านวิธีการกำจักกลิ่นแบบธรรมชาติได้ที่นี้ คลิก

 

5. อุปกรณ์ทำความสะอาด

นอกจากจมีที่เก็บของ มีที่เก็บเอกสาร มีที่ทิ้งขยะแล้ว เราต้องมีอุปกรณ์ทำความสะอาด สำหรับเก็บกวาดสิ่งสิ่งปรกในรถด้วยค่ะ อาจจะเป็นเครื่องดูดฝุ่นขนาดเล็ก หรือผ้าเปียกฆ่าเชื้อโรคสำหรับเช็ดอาหารที่หก และน้ำยาทำความสะอาดเบาะหนังถ้ามีก็ดีค่ะ

 

6. เก็บของให้ดีๆ

ซึ่งถ้าคุณทำตามนี้ เชื่อเลยว่ารถของคุณจะสะอาดแน่นอน วิธีเหล่านี้ไม่ใช่วิธีที่ยาก แต่คุณต้องเริ่มทำทันที และคุณต้องเก็บของในกล่อง ใส่เอกสารในตะแกรงภายในรถให้เป็นนิสัย ถึงแม้คุณจะซื้อกล่องซื้อตะแกรงมาแล้ว แต่ถ้าคุณยังมีอะไรโยนไปหลังรถอยู่ คุณก็จะได้ผลลัพธ์แบบเดิมค่ะ

 

สุดท้าย ถ้าใครที่สนใจอยากซื้อประกันภัยรถยนต์ก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดที่ rabbit finance ได้ค่ะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก tqm.co.th

ขายรถ, ประกันภัย

Carro และ frank.co.th
ขอมอบสิทธิพิเศษให้สำหรับคุณลูกค้าคนพิเศษ

กรุงเทพฯ: (31 กรกฎาคม 2561) frank.co.th สานต่อบริการให้ครบเครื่องมากยิ่งขึ้น คุณฮัรเปรม ดูวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท แฟรงค์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด หรือเว็บไซต์  www.frank.co.th ผู้ให้บริการประกันออนไลน์แนวหน้าของประเทศไทย ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ประกันรถยนต์, ประกันเดินทาง, ประกันอุบัติเหตุ และมีบริการรับต่อ พ.ร.บ.รถยนต์ และ พ.ร.บ.จักรยานยนต์ออนไลน์

จับมือกับ คุณมานิต โกการ์ เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาร์โร (ประเทศไทย) จำกัด หรือเว็บไซต์ th.carro.co ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสำหรับการซื้อ-ขายรถยนต์มือสองผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ที่มีคุณภาพสูง โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ ต้องการเปลี่ยนให้การซื้อ-ขายรถเป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับทุกคน จึงคิดค้นบริการขายด่วนอย่าง Carro express ที่ให้บริการสำหรับผู้ขายรถให้ได้รับความสะดวกสบายอย่างที่สุด รวมทั้งรวดเร็ว ทันใจ และพร้อมให้บริการโดยลูกค้าไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมใดๆ ทั้งสิ้น

ส่งต่อสิทธิพิเศษเพื่อลูกค้าคนพิเศษ โดยเฉพาะมีสิทธิพิเศษดังนี้ : ลูกค้า Frank ลงทะเบียนขายรถผ่าน QR Code ปิดการขายกับ Carro ได้รับเงิน 1,000 บาท ทันที!

ส่วนลูกค้า Carro รับส่วนลด 15% เมื่อซื้อประกันภัยทุกประเภท กับ frank ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม 2561 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Penguin Privilege (www.frank.co.th/penguin-privilege)

 

ขายรถ, ประกันภัย

 

เกี่ยวกับ: บริษัท แฟรงค์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (frank.co.th)

frank.co.th เป็นผู้นำแพลตฟอร์มให้บริการประกันออนไลน์ในเประเทศไทย ที่เน้นด้านการให้บริการลูกค้าเป็นอันดับหนึ่ง และยังมี ประกันออนไลน์ที่หลากหลายให้บริการ ได้แก่ ประกันรถยนต์ พ.ร.บ.รถยนต์, พ.ร.บ.รถจักรยานยนต์, ประกันการเดินทาง และประกันอุบัติเหตุ รวมถึงสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า Frank อย่าง Penguin Privileges ซึ่งมีสิทธิพิเศษส่วนลดและโปรโมชั่นมากมาย

ซื้อประกันภัยออนไลน์

ต่อประกันรถยนต์ออนไลน์ดีจริงหรือ ต้องพิจารณาปัจจัยใดบ้าง ?

ยุคออนไลน์ที่โซเชียลและอินเทอร์เน็ตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ผู้ขับขี่รถยนต์คงมีคำถามว่าเลือกต่อประกันรถยนต์ที่ไหนดี เพราะมีบริษัทฯ ประกันรถยนต์ออนไลน์หลายแบรนด์ให้เลือกมากมายเต็มไปหมด จนเลือกไม่ถูก แบบนี้จะต้องพิจารณาซื้อประกันรถยนต์จากอะไร

อย่าเพิ่งกังวลไปเพราะเรารวบรวมเทคนิคเลือกประกันรถยนต์ออนไลน์มาให้ชาว Carro แล้ว

 

1. พิจารณาจากความมั่นคง และความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ

เพราะการซื้อประกันรถยนต์สักกรมธรรม์ ไม่ว่าจะเป็น ประกันชั้น 1, ประกันชั้น 2/2+ หรือประกันชั้น 3/3+ แน่นอนว่าผู้ซื้อย่อมต้องการความคุ้มครองสูงสุด มีความคุ้มค่าดูแลชีวิตและทรัพย์สิน หากประสบกับเหตุไม่คาดฝัน นอกจากพิจารณาที่เบี้ยประกันราคาไม่แพง หรือมีราคาเหมาะสมแล้ว

การเลือกต่อประกันรถยนต์ที่ไหนดีคุณจะต้องพิจารณาจากความน่าเชื่อถือของบริษัทฯ ประกันภัยออนไลน์ กล่าวคือ ต้องมองหาเลขที่ใบอนุญาตตัวแทนนายหน้าประกันวินาศภัยที่บริษัทประกันนั้น ๆ ได้รับจากคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (ค.ป.ภ.) ซึ่งต้องระบุอย่างชัดเจน เช่น (OIC license for non-life insurance registration number : XXXXX/XXXX) บนเว็บไซต์ประกันออนไลน์นั้น ๆ ลองสังเกตดูให้ดีก่อนซื้อหรือต่อประกันรถยนต์นะ

 

2. พิจารณาการดูแลของบริษัทฯ

เนื่องจากการต่อประกันรถยนต์ คือ การซื้อการดูแลเมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เช่น รถชน, รถไฟไหม้, รถยนต์สูญหาย หรือภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมจนรถเสียหายสตาร์ทไม่ติด เป็นต้น เพื่อให้ได้รับกรมธรรมคุ้มครองอุบัติเหตุเบื้องต้น

  • ดูแลค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บ มีความจำเป็นต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล รวมทั้งทุพพลภาพถาวรและชั่วคราวจากอุบัติเหตุ
  • ชดเชยกรณีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุส่วนบุคคล ตามเงื่อนไขประกันรถยนต์ที่ระบุไว้
  • คุ้มครองหากเกิดคดีฟ้องร้อง และผู้เอาประกันเป็นฝ่ายถูก ประกันรถยนต์มีหน้าที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีตามเงื่อนไขในกรมธรรม์

นอกจากพิจารณาเงื่อนไขกรมธรรม์เบื้องต้นที่เล่ามาแล้ว ก่อนต่อประกันรถยนต์ออนไลน์ เราจะต้องพิจารณาจากบริการอื่น ๆ ที่มีเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ระบุไว้ข้างต้น คือ มีบริการเสริมที่แตกต่างดูแลเราดีแค่ไหน เช่น บริการรถใช้ระหว่างซ่อมสำหรับประกันชั้น 1 จาก Frank หากประสบอุบัติเหตุ และมีความจำเป็นต้องส่งรถซ่อมในศูนย์หรือซ่อมอู่ ในเงื่อนไขที่รถยนต์คันนั้นไม่สามารถขับเคลื่อนได้  

ต่อประกันรถยนต์ออนไลน์ที่ไหนดี3. พิจารณาจากรีวิวลูกค้า

จะต่อประกันรถยนต์ออนไลน์ทั้งที ยุคมาร์เก็ตติ้ง 4.0 ที่สื่อโซเชียลมาแรงเช่นนี้ การรีวิวจากลูกค้าที่ใช้จริง หรือคะแนนความพึงพอใจเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ซื้อประกันต้องพิจารณาร่วมด้วย โดยพิจารณาจากการเสิร์ซหาข้อมูล เช่น “ประกันรถยนต์ที่ไหนดี” อ่านคอมเมนต์ตามเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ เว็บไซต์ และบล็อกพันทิป ฯลฯ เพื่อตัดสินใจซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์หรือต่อประกันรถออนไลน์ ว่าประกันแบรนด์นั้น ๆ มีบริการเป็นอย่างไรดีแค่ไหน ก็จะช่วยให้การตัดสินใจต่อประกันรถยนต์ออนไลน์ง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด  

4. พิจารณาสิทธิพิเศษเพิ่มเติม

ไม่มีใครอยากโชคร้าย ดังนั้น การต่อประกันติดรถยนต์ไว้ ถือเป็นการป้องกันภัยเบื้องต้น ดั่งสุภาษิตไทยที่ว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” หลาย ๆ คนอาจจะมีความคิดว่า “เราจะต่อประกันรถยนต์ไปทำไมในเมื่อก็ขับขี่ปลอดภัย และไม่ได้เบิกเคลมอยู่แล้ว” หากใครที่คิดเช่นนี้ เราอยากจะบอกว่า การที่เราไม่ได้เบิกเคลมประกันรถยนต์นั้นถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ

ฉะนั้น การต่อประกันรถยนต์สักกรมธรรม์เราควรมองหาสิทธิพิเศษเพิ่มเติมที่ให้มากกว่าการคุ้มครองดูแลคุ้มครองด้านอุบัติเหตุ เช่น ของแถม, การให้ส่วนลดต่าง ๆ, ดีลพิเศษ พร้อมกับโปรโมชันดี ๆ ที่ตรงใจสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตคุณ นี่ถือเป็นเรื่องโอเค ดีต่อใจ และคุ้มค่ากับกับการจ่ายเบี้ยประกันในแต่ละปีไงล่ะจ้ะ

หลังจากอ่านจบแล้ว หวังว่าชาว Carro คงจะมีไอเดียต่อประกันรถยนต์ออนไลน์ หรือซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์กันแล้วนะครับ

 

ข้อมูลจาก Frank.co.th

5 วิธีอัพเกรดรถยนต์คู่ใจ ให้ขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง

ขับขี่ปลอดภัยมากขึ้น ด้วยวีธีอัพเกรดรถเหล่านี้

ในทุกวันนี้ สิ่งที่อาจดูเป็นอันตรายและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยมากที่สุดในแต่ละวันของเรา ก็อาจเป็นเพียงแค่การขับรถไป ณ ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งถ้าใครเป็นเจ้าของรถรุ่นใหม่ใหม่ก็ถือว่าโชคดีไป เพราะว่ามักจะมีฟังชั่นเจ๋งๆไว้เพิ่มความปลอดภัยให้รถ เช่น เทคโนโลยีการเปลี่ยนเลนอย่างปลอดภัย เทคโนโลยีช่วยถอยรถเข้าซอง และระบบอัจฉริยะที่ป้องกันการพุ่งชนสิ่งกีดขวางได้ทันท่วงทีเป็นต้น

แต่ถ้าหากเพื่อนๆยังคงรักรถเก่าคู่ใจของเรา และยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนรถใหม่ เพื่อนๆก็ยังสามารถอัพเกรดรถคู่ใจของเราให้สามารถขับขี่ปลอดภัยได้ โดยไม่ต้องซื้อรถใหม่ แถมยังอาจช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษารถได้เพิ่มขึ้นด้วยค่ะไปดูกันเลยว่ามีวิธีใดบ้าง

1) อัพเกรดยางรถ

5 วิธีอัพเกรดรถยนต์คู่ใจให้ขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง

การที่เราจะขับขี่ปลอดภัยบนถนนได้นั้น ก็เริ่มจากการที่เราใส่ใจเรื่องยางรถยนต์เป็นอันดับแรก เพราะเป็นส่วนเดียวของรถที่สัมผัสกับท้องถนนโดยตรง ซึ่งถ้าหากรถคู่ใจของเพื่อนๆ ไม่มีระบบเบรคที่ทันสมัยแต่อยากขับขี่ปลอดภัย ก็ให้เริ่มต้นที่ยางค่ะ ถ้าหากยางดี ก็จะช่วยให้เราสามารถเบรคได้ดียิ่งขึ้น รวมไปถึงยางที่ดีจะทำให้ควบคุมศูนย์ถ่วงและควบคุมทิศทางได้ดียิ่งขึ้นด้วย

แม้ว่ายางที่ได้มาตอนซื้อรถจะถือว่าดีในระดับหนึ่งที่ทำให้เราขับขี่ปลอดภัย แต่การอัพเกรดยางให้ดียิ่งขึ้นจะทำให้เพื่อนๆสามารถขับขี่บนท้องถนนได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น โดยยางควรมีดอกยางที่ลึกเพื่อรับกับสภาพเปียกชื้นบนท้องถนน และเดี๋ยวนี้ผู้ผลิตยางหลายเจ้าก็มีเครื่องมือออนไลน์เอาไว้ให้เราเลือกยางที่เหมาะสมกับรถของเรา หรือจะเข้าไปที่อู่ซ่อมรถและอู่เปลี่ยนยางเพื่อปรึกษาดูก็ได้ค่ะ

2) จัดระเบียบอุปกรณ์ และสายระโยงระยาง

5 วิธีอัพเกรดรถยนต์คู่ใจให้ขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง

ถ้าเพื่อนๆใช้ระบบสเตริโอรถรุ่นเก่า การที่เราอยากจะฟังเพลง mp3 หรือเพลงจากมือถือของเรา ก็ต้องใช้วิธีโมระบบรถด้วยการต่อสายระโยงระยางต่างๆ พอเราแต่งเติมสิ่งของเหล่านี้มากๆเข้า ก็ยิ่งทำให้มีสายระโยงระยางมากขึ้น ทำให้อาจบดบังทัศนวิสัย รวมไปถึงรบกวนการขับรถของเราได้ ทางที่ดีถ้าอยากขับขี่ปลอดภัย ก็ให้อัพเกรดอุปกรณ์เป็นดังนี้ค่ะ

  • ที่เสียบ usb แบบ 2 หัว: เหตุผลที่ควรมี 2 หัว ก็เพื่อว่าเวลาเราต้องการเสียบ usb เข้ากับหลายๆอุปกรณ์จะได้ไม่ต้องมาคอยถอดสายอันนึงแล้วเสียบเข้าไปใหม่ระหว่างขับรถนั่นเองค่ะ
  • สาย usb แบบยืดหดได้: สาย usb เช่นนี้จะทำให้เพื่อนๆสามารถปรับความยาวของสายให้ไม่มาเกะกะเราตรงที่นั่งคนขับได้ค่ะ
  • ที่ตั้งโทรศัพท์มือถือ: ให้เพื่อนๆล็อคโทรศัพท์มือถือเอาไว้กับที่ตั้งตรงส่วนหน้าปัดรถ หรือตรงช่องแอร์ก็ได้ จะทำให้เพื่อนๆสามารถเปิดแผนที่ดูเส้นทางจากโทรศัพท์มือถือได้อย่างง่ายดายค่ะ

3) ติดตั้งกล้องมองหลัง

5 วิธีอัพเกรดรถยนต์คู่ใจให้ขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง

ในขณะที่ปัจจุบันรถรุ่นใหม่ก็มักจะมีระบบที่สามารถแสดงภาพจากด้านหลังของรถได้ แต่สำหรับรถเก่าของเรา ถ้าหากอยากขับขี่ปลอดภัย ก็ควรติดตั้งกล้องมองหลังเอาไว้ด้วยเช่นกันค่ะ เพราะถ้าหากเราพึ่งกระจกมองหลังแต่เพียงอย่างเดียว อาจจะไม่สามารถมองเห็นสิ่งกีดขวางต่างๆที่หลังรถได้อย่างทั่วถึงค่ะ

ด้วยกล้องมองหลังถือเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากผู้ขับขี่บนท้องถนนกว่าครึ่ง เคยเจอประสบการณ์ที่เกือบถอยรถชนสิ่งกีดขวางหรือชนคน เราจึงควรขับขี่ปลอดภัยและป้องกันเอาไว้ก่อนค่ะ

 

4) ติดตั้งระบบเตือนในมุมอับ

5 วิธีอัพเกรดรถยนต์คู่ใจให้ขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง

รถทุกคันมักจะมีมุมอับ ซึ่งเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้เมื่อเรากำลังขับรถและมองไปข้างหน้า หรือแม้แต่ตอนที่เรามองกระจกส่องทาง นั่นทำให้ผู้ขับรถส่วนใหญ่ต้องการมองในมุมอับก็จะต้องหันหัวไปที่มุมนั้นเพื่อระแวดระวังอันตรายที่อาจเกิดขึ้น และแม้ว่าเพื่อนๆจะหันไปเช็กเอง ก็อาจจะไม่ได้ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากทัศนวิสัยอาจจะไม่ดีได้ค่ะ

ทางที่ดี การติดตั้งระบบเตือนในมุมอับจะช่วยให้เพื่อนๆสามารถเปลี่ยนเลนได้อย่างปลอดภัย ซึ่งระบบเตือนเหล่านี้จะใช้เซ็นเซอร์ที่จะคอยตรวจจับอย่างอัตโนมัติว่ามียานพาหนะอื่นๆ เข้ามาอยู่ในมุมอับของเราหรือไม่ และถ้ามีก็จะส่งสัญญาณบอกเราให้ทราบ จึงทำให้เราสามารถขับขี่ปลอดภัยและโฟกัสไปที่ถนนทั้งข้างหน้าได้อย่างหมดห่วงค่ะ

 

5) ถอดกันชนแบบ Bull Bar ออก

5 วิธีอัพเกรดรถยนต์คู่ใจให้ขับขี่ปลอดภัยทุกเส้นทาง

สิ่งนี้น่าจะเป็นเหมือนการอัพเกรดให้น้อยลงเพื่อการขับขี่ปลอดภัยมากกว่านะค่ะ โดยกันชนแบบ Bull Bar นี้สามารถพบเห็นได้ตามรถขนาดใหญ่เช่นรถกระบะ 4 ประตู ซึ่งจริงๆแล้วกันชนประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ขับขี่ในเส้นทางกันดารหรือในป่าเขาที่มีโอกาสขับชนสัตว์ป่าเอาได้ง่ายๆ และสร้างความเสียหายแก่ตัวรถยนต์

แต่อย่างไรก็ดี ถ้าหากเพื่อนๆขับรถในตัวเมืองหรือตามย่านที่อยู่อาศัย การมีกันชนแบบ Bull Bar ก็อาจสร้างความเสียหายและทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บได้ง่ายกว่าถ้าหากเราขับรถไปชนคนเข้าค่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าหากอยากขับขี่ปลอดภัยทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง ก็ควรเอากันชนเช่นนี้ออกค่ะ

 

เห็นไหมค่ะว่า ไม่ว่ารถของเพื่อนๆจะเก่าหรือใหม่ เราก็มีทางอัพเกรดรถยนต์ให้เราสามารถขับขี่ปลอดภัยได้เสมอ อุปกรณ์เหล่านี้ก็มีราคาไม่สูงมากค่ะ หรือถ้าเพื่อนๆมองว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนรถคันใหม่จริงๆ ด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง สามารถนำรถคันเก่าของเพื่อนๆ มาขายได้ที่ คาร์โร นะคะ จะได้นำเงินไปดาวน์เพื่อซื้อรถคันใหม่ค่ะ (ขายรถ คลิกที่ลิงค์ > th.carro.co/sell-car/express )

นอกจากนี้ ถ้าหากเพื่อนๆอยากขับขี่ปลอดภัยและอุ่นใจตลอดทุกเส้นทาง ก็อย่าลืมทำประกันรถยนต์ติดไว้ด้วยค่ะ เพื่อจะได้นำมาแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับรถของเราได้ค่ะ เพื่อนๆสามารถเข้ามาเปรียบเทียบประกันรถยนต์ได้ที่เว็บไซต์โกแบร์เลยนะค่ะ

พ.ร.บ. รถยนต์, ประกัน รถยนต์, ประกันภัย, ประกันรถยนต์ชั้น 1, ประกันรถยนต์ชั้น 2, ประกันรถยนต์ชั้น 3

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ. และประกันรถยนต์

คงจะมีหลายๆคน ที่ยังไม่รู้ว่า พ.ร.บ. คืออะไร หรือย่อมาจากอะไร และก็ยังไม่รู้ด้วยว่าเรามีความจำเป็นต้องจ่ายเงินค่า พ.ร.บ. ร่วมกับประกันรถยนต์หรือไม่? หรือเราสามารถซื้อแค่ พ.ร.บ. หรือประกันชั้น 1 อย่างใดอย่างหนึ่งได้ไหม?

ในบทความนี้ Carro จะช่วยให้คุณทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ. และประกันรถยนต์ในรูปแบบต่างๆ กันอย่างมากขึ้นค่ะ

พ.ร.บ. ย่อมาจาก พระราชบัญญัติ ซึ่ง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ หรือพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ

เป็นกฎหมายที่บังคับให้รถทุกคันที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกจะ “ต้องทำ” และมีไว้เป็นหลักประกันให้กับคนในรถทุกคัน หรือผู้ที่ใช้รถใช้ถนนว่าจะได้รับสิทธิความคุ้มครองจากเงินกองกลางที่รถทุกคันได้ทำ พ.ร.บ. ว่า จะได้รับความคุ้มครอง/เงินค่ารักษาพยาบาลจากการเกิดอุบัติเหตุ หรือการประสบภัยจากรถในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที

พ.ร.บ.-รถยนต์,-ประกัน-รถยนต์

ในด้านวงเงินคุ้มครองที่ผู้ประสบภัยจะได้รับ มีการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าจะมีความคุ้มครองในรูปแบบใด ๆ บ้าง ซึ่งการฝ่าฝืนไม่ทำ พ.ร.บ. นี้ จะทำให้มีปัญหาในการต่อภาษีรถ และยังผิดกฎหมายอีกด้วย เพราะกฎหมายได้บังคับให้ทำ พ.ร.บ. ไว้เป็นขั้นพื้นฐาน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ประสบภัยจากรถที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้อย่างทันท่วงที และเป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาลที่รับผู้ประสบภัยเข้าดูแล ว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาลด้วยเช่นกัน

ส่วนประกันชั้น 1, 2, 3, 2+ หรือ 3+ จะเรียกว่า “ประกันภาคสมัครใจ” เพราะเป็นการซื้อประกันเพิ่มเติมจากความคุ้มครองที่ได้รับจาก พ.ร.บ. ในกรณีที่เราเป็นต้นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน พ.ร.บ. จะช่วยคุ้มครองเท่าที่กฎหมายกำหนด แต่ถ้าความเสียหายมีมาก ผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายจะเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งประกันภาคสมัครใจ จะเข้ามาช่วยรับผิดชอบในส่วนนี้นั่นเอง

 

ประกันภาคสมัครใจ แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

พ.ร.บ.-รถยนต์,-ประกัน-รถยนต์

 

  • ประกันชั้น 1 จะให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากที่สุด คือ จะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลในรถ และบุคคลภายนอก รวมถึงความเสียภายที่เกิดขึ้นต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัย รวมถึงกรณีเกิดไฟไหม้และการสูญหายด้วย
  • ประกันชั้น 2 จะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบุคคลในรถ และบุคคลภายนอก รวมถึงความเสียหายที่เกิดกับรถยนต์จากการเกิดไฟไหม้และการสูญหาย
  • ประกันชั้น 2+ จะรับผิดชอบต่อความเสียหายในกรณีเดียวกับประกันชั้น 2 แต่เพิ่มความรับผิดต่อในส่วนของความเสียหายต่อตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย แต่เฉพาะกรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น และจำเป็นต้องมีคู่กรณีด้วย
  • ประกันชั้น 3 จะรับผิดชอบต่อความเสียหายทีเกิดขึ้นกับบุคคลภายนอก และความเสียหายที่เกิดกับรถยนต์จากการเกิดไฟไหม้และการสูญหาย
  • ประกันชั้น 3+ จะรับผิดชอบต่อความเสียหายในกรณีเดียวกับประกันชั้น 3 แต่คุ้มครองรถยนต์คันเอาประกันภัยในวงเงินจำกัด และเฉพาะกรณีที่ชนกับยานพาหนะทางบกเท่านั้น

 

จะเห็นได้ว่า ประกันภาคสมัครใจมีหลายรูปแบบรวมทั้งค่าบริการที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของความคุ้มครองว่าจะคุ้มครองความเสียหายมากน้อยแค่ไหนนั่นเอง  

ซึ่งไม่ว่าคุณจะเลือกทำประกันภัยรถยนต์จากบริษัทใดก็ตาม ทั้งการทำประกันภาคบังคับ ก็คือ พ.ร.บ. และการทำประกันภาคสมัครใจ สิ่งสำคัญก็คือ คุณต้องทำความเข้าใจเรื่อง “สิทธิประโยชน์และหน้าที่ของเรา” ตามสัญญาประกันภัยให้ละเอียด เพื่อจะได้ทราบเงื่อนไขและความคุ้มครองที่คุณจะได้รับว่าคุ้มค่าหรือไม่ และป้องกันปัญหายุ่งยากที่จะเกิดขึ้นในภายหลังค่ะ