กิจกรรมตอนขับรถ

สมาธิ เป็นสิ่งสำคัญในการกระทำสิ่งต่าง ๆ การที่คนเรามีสมาธิและจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า จะช่วยให้สิ่งที่กระทำอยู่นั้นได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

การขับรถก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิเป็นอย่างมาก เพราะต้องใช้สายตาในการมองไปข้างหน้า ด้านข้าง รวมถึงต้องใช้มือและเท้าในการบังคับรถยนต์ให้ไปในเส้นทางที่ต้องการ เพื่อให้รถยนต์นั้นไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัยและทันเวลานั่นเอง

5 กิจกรรมที่ทำหลุดโฟกัสขณะขับรถ

บทความนี้ขอหยิบเอาเรื่องราวของกิจกรรมที่อาจพาให้คุณหลุดโฟกัส และไม่ควรทำมันในขณะที่กำลังขับรถ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ จะมีอะไรบ้างมาดูกันเลย

ทานอาหารบนรถ

ด้วยสภาพความเร่งรีบของคนในเมืองหลวง ทำให้หลายคนมักจะพกอาหารขึ้นมาทานบนรถยนต์เพื่อประหยัดเวลาและเพื่อความสะดวก แต่การทานอาหารบนรถก็มีความเสี่ยง เพราะถ้าต้องการที่จะทานอาหารแล้วก็จะต้องผละจากการควบคุมพวงมาลัยรถยนต์เพื่อใช้มือหยิบจับอาหาร ทำให้ผู้ขับต้องละสายตาและมือออกจากพวงมาลัย และไม่ได้โฟกัสอยู่ที่เส้นทางตรงหน้า

อุ้มเด็กนั่งตักตอนขับรถ

สำหรับรถยนต์ที่มีเด็กร่วมทางไปด้วยแล้วผู้ขับนำเด็กมานั่งบนตักก็จะทำให้ประสิทธิภาพการขับรถลดลง และยังอันตรายกับตัวเด็กมาก ๆ เนื่องจากเด็กยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการขับขี่ที่ปลอดภัย จึงอาจเล่นพวงมาลัยหรือเกียร์ด้วยความไม่รู้ ทำให้คนขับสูญเสียสมาธิในการควบคุมรถ เนื่องจากต้องดูแลเด็กพร้อมกับควบคุมรถยนต์ไปพร้อมๆ กัน

ในกรณีนี้หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะทำให้เด็กที่นั่งบนตักได้รับแรงกระแทกมากกว่า และอาจกลายเป็นถุงลมนิรภัยให้กับตัวผู้ขับไปโดยปริยาย ซึ่งตัวเด็กก็จะได้รับบาดเจ็บมากกว่า ทางที่ดีควรให้เด็กนั่งที่เบาะข้าง ๆ หรือนั่งบนคาร์ซีท จะปลอดภัยกับเด็กและตัวผู้ขับรถยนต์มากกว่า

Activities-To-Avoid-While-Driving

คุยโทรศัพท์ขณะขับรถ

การคุยโทรศัพท์ขณะที่คุณกำลังขับรถนั้น จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุมากกว่าปกติถึง 2 – 4 เท่า เพราะทำให้ผู้ขับขี่เสียสมาธิ มีปฏิกิริยาตอบสนองช้าลง การเหยียบเบรคและบังคับพวงมาลัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะช้าลงกว่าปกติ 0.5 วินาที รวมทั้งส่งผลต่อการมองเห็นป้ายสัญลักษณ์ หรือป้ายบอกทาง

เพราะการคุยโทรศัพท์ไปด้วยขับรถไปด้วยจะทำให้สมองต้องทำงานหนักมากขึ้น เพราะต้องแบ่งการโฟกัสทั้งคนที่คุยด้วย และกับพวงมาลัยที่อยู่ตรงหน้า นอกจากจะเสี่ยงกับตัวผู้ขับแล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงให้กับเพื่อนร่วมทางคนอื่นๆ อีกด้วย

การดู TV บนรถ

เวลาที่รถติดและไปไหนไม่ได้ ทำได้แค่นั่งเบื่อ ๆ อยู่ในรถ การเปิดทีวีดูก็อาจช่วยให้หายเหงา คลายความเครียดลงไปได้บ้าง แต่ความสว่างของจอภาพ รวมทั้งภาพที่เคลื่อนไหว เสียงจากทีวีหรือเพลง จะทำให้สมาธิในการขับรถของคุณลดลง และสนใจเหตุการณ์รอบตัวน้อยลง และเสียงยังกระตุ้นให้ขับรถเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัวอีกด้วย

Activities-To-Avoid-While-Driving

แต่งหน้าขณะขับรถ

สาว ๆ นักขับ ที่ชอบแต่งเติมใบหน้าระหว่างขับรถนั้นต้องขอให้เลี่ยงกิจกรรมนี้เลย เข้าใจว่าความสวยจะช่วยเพิ่มความมั่นใจ และถึงแม้ว่าจะแต่งหน้าได้เร็ว-คล่องแคล่วขนาดไหน แต่ก็ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยก่อนดีกว่า เพราะการแต่งหน้าบนรถจะทำให้ความสนใจของเราไปจดจ่ออยู่กับกระจกแทน จนอาจหลุดโฟกัสจากการขับรถ เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับการแต่งหน้า

เพราะการขับรถต้องใช้พลังงานสมองอย่างมาก

ผู้เชี่ยวชาญด้านการขับรถระบุว่า “การขับขี่บนถนนแบบปกติต้องใช้พลังงานสมองมากถึง 85% ส่วนการส่งข้อความ หรือการพูดคุยกับผู้โดยสาร ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายๆ แต่นั่นก็ทำให้ผู้ขับขี่ต้องใช้พลังงานสมองเป็นอย่างมาก และก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ หากใช้พลังงานสมองจนเกินความสามารถ”

เมื่อขับรถ สมองของคุณต้องใช้พลังงานในการรับรู้ถึง 85% สมองของคุณจะไม่มีความสามารถในการทำสิ่งอื่นอย่างเต็มที่ได้แล้ว

การขับรถอย่างมีสมาธิและไม่มีสิ่งใดมารบกวนจะเป็นการขับขี่ที่ปลอดภัยที่สุด เพื่อให้การเดินทางของคุณและคนที่คุณรักปลอดภัย ขอแนะนำให้ผู้ขับตั้งสติ และโฟกัสอยู่กับทางที่อยู่ตรงหน้า ไม่ประมาทในการขับรถ เพื่อความปลอดภัยของเพื่อนร่วมทาง คนที่คุณรัก และตัวคุณเอง อย่าลืมต่อประกันรถยนต์เสมอเพื่อรับความคุ้มครองและวงเงินชดเชยหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน หากกำลังมองหาประกันรถยนต์ราคาถูก ลองเข้ามาใช้บริการเปรียบเทียบประกันรถยนต์ที่เหมาะกับคุณ ผ่านบริการของ rabbit finance ได้เลย

Carro-Roojai-How-Far-To-Go-Without-Gas

ในปัจจุบัน หลายคนยังไม่รู้ว่าเมื่อเกิดปัญหารถน้ำมันหมดก่อนไปถึงที่หมายควรทำอย่างไร ก่อนที่รถน้ำมันหมดทุกครั้งจะมีสัญญาณเตือนบนหน้าปัดรถยนต์ขึ้นเป็นสีเหลืองรูปถังน้ำมัน บ่งบอกว่าน้ำมันรถจะหมดแล้ว หากฝืนขับต่อไปเรื่อย ๆ อาจทำให้เครื่องดับและเกิดปัญหาภายหลังตามมาได้ Roojai.com จึงมีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะช่วยให้คุณสามารถขับรถได้ไกลขึ้นกว่าเดิม เพื่อยืดเวลารถดับออกไปให้คุณสามารถหาปั๊มเพื่อเติมน้ำมันรถได้ทันเวลานั่นเอง

How-Far-To-Go-Without-Gas

เพราะปัญหารถน้ํามันหมดเร็ว เป็นอีกปัญหาหลักที่หนีกันไม่พ้นสำหรับนักขับขี่ส่วนใหญ่ หลายคนเมื่อเจอปัญหานี้ ต่างก็รีบปักหมุดหาปั๊มน้ำมันกัน โชคดีหน่อยก็อาจเจอเร็ว แต่ถ้าไม่.. ปั๊มน้ำมันอยู่ไกลก็อาจเจอปัญหารถดับ ต้องเหนื่อยตามเข็นหาปั๊มให้วุ่นวาย คงไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นการรู้เคล็ดลับในการช่วยยืดระยะทางการขับรถออกไปให้ได้ไกลขึ้น ก่อนรถดับต้องเข็น คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ใช่น้อย

เมื่อมีไฟเตือน รถน้ำมันหมด ยังวิ่งได้อีกกี่กิโลเมตร

หลายคนอาจสงสัยเหมือนกันใช่ไหมว่า รถยนต์ในท้องตลาดแต่ละรุ่นเมื่อเจอปัญหา รถน้ำมันหมด หากยังวิ่งต่อไปได้สามารถวิ่งได้อีกกี่กิโลเมตร จากข้อมูลที่เราได้รวบรวมมาทั้งหมด บอกได้เลยว่า โดยปกติแล้วรถในท้องตลาดส่วนใหญ่ เมื่อเจอปัญหาน้ำมันหมด รถยนต์ในสมัยนี้จะมีสัญญาณเตือนให้เติมน้ำมันขึ้นเป็นสีเหลืองรูปถังน้ำมัน

สัญญาณเตือนน้ํามันหมดนี้ จะเตือนก็ต่อเมื่อน้ำมันในถังเหลือน้อยกว่า 10 ลิตร หากดูตรงเข็มหน้าปัดรถยนต์จะมีการคำนวณบอกด้วยว่าสามารถขับต่อไปได้อีกกี่กิโลเมตร และจะลดลงไปเรื่อย ๆ จนเหลือ 0 กิโลเมตร ซึ่งรถยนต์แต่ละคันมีระยะทางการขับขี่ไม่เท่ากัน แต่สำหรับรถรุ่นเก่าจะไม่มีการคำนวณบอกว่าสามารถขับต่อไปได้อีกกี่กิโลเมตร เมื่อขึ้นสัญญาณเตือนน้ำมันหมด ต้องหาปั๊มให้ได้ภายในรัศมี 30 กิโลเมตร

How-Far-To-Go-Without-Gas

ฟีเจอร์คำนวณระยะทางหลังไฟเตือนรถน้ำมันหมด ช่วยได้มากน้อยแค่ไหน

จริงอยู่ที่รถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ในยุคปัจจุบันมีตัวช่วยในการคำนวณระยะทางให้ผู้ขับขี่รู้ว่ารถสามารถวิ่งได้อีกกี่กิโลเมตร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหารถน้ำมันหมด หากหน้าปัดรถยนต์ระบุว่ายังวิ่งได้อีก 20-30 กิโลเมตร แต่จะเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน การคำนวณจะตรงตามระยะทางที่รถวิ่งได้จริงหรือไม่ ทางเราเองก็ยังระบุให้รู้แบบชัดเจนไม่ได้

ทางสื่อยานยนต์ของอังกฤษ ‘The Sun’ ได้ออกมาเปิดเผยว่า “ตัวเลขนบนหน้าปัดรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบันที่ช่วยบอกระยะทางที่เหลือหลังจากไฟเตือนน้ำมันหมดขึ้นนั้น มาจากการคำนวนอัตราการบริโภคน้ำมันโดยเฉลี่ยที่เจ้าของรถขับก่อนหน้านี้ ทำให้บางครั้งตัวเลขที่ระบุระยะทางการวิ่งนั้นอาจไม่ถูกต้องกับสภาพการขับขี่จริง ๆ ณ เวลานั้น”

How-Far-To-Go-Without-Gas

8 รุ่นรถยอดนิยมในประเทศอังกฤษกับระยะทางที่ยังขับต่อได้

ผลสำรวจจากบริษัทประกันภัยชั้นนำของอังกฤษซึ่งได้นำรถยนต์รุ่นที่ชาวอังกฤษนิยมซื้อใช้ มาจัดอันดับระยะทางที่รถยนต์วิ่งไปได้เมื่อรถน้ำมันหมด โดยเริ่มวัดระยะเมื่อไฟแจ้งเตือนน้ำมันติดขึ้น ผลที่ออกมาบอกว่าอันดับที่ 1 ที่สามารถวิ่งได้ไกลที่สุด สามารถวิ่งได้ไกลถึง 74 กม. รถรุ่นนั้นคือ Mercedes-Benz C-Class ส่วนลำดับถัดไปมีดังนี้

  • Mercedes-Benz C-Class: 74 กม.
  • Mini Cooper: 72 กม.
  • Nissan Qashqai: 69 กม.
  • Volkswagen Golf: 67 กม.
  • Audi A3: 67 กม.
  • Ford Focus: 64 ไมล์
  • Volkswagen Polo: 62 กม.
  • Ford Fiesta: 59 กม.

สำหรับรถรุ่นอื่น ๆ ทั่วไปในท้องตลาด จากผลสำรวจแห่งเดียวกันระบุว่า เมื่อไฟแจ้งเตือนรถน้ำมันหมดติดขึ้น รถยนต์ทั่วไปก็ยังคงสามารถขับไปได้อยู่จนกว่าน้ำมันที่มีจะเกลี้ยงถัง ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจะสามารถขับไปได้อีก 40 – 50 กม. อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ก็ไม่ควรรอจนน้ำมันเกลี้ยงถัง เมื่อมีไฟแจ้งเตือน หรือ หากให้ดีคือก่อนขึ้นไฟแจ้งเตือน ควรรีบหาปั๊มที่ใกล้ที่สุดทันที ควรคำนวณระยะทางให้พอดีที่จะถึงปั๊มน้ำมันต่อไป

ไฟเตือนรถน้ำมันหมดขึ้นบ่อยๆ ต้องคอยเช็คดีๆ

การปล่อยให้เกิดไฟเตือนรถน้ำมันหมดขึ้นบ่อยๆ ไม่ได้ดีอย่างที่คิด เพราะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคอยระมัดระวัง ผู้ขับขี่ต้องคอยเช็คดี ๆ เพราะน้ำมันที่เหลือน้อยจนไฟสัญญานเตือนนั้นหมายถึง ‘ปั๊มติ๊ก’ หรือตัวปั๊มที่ทำหน้าที่ในการดูดน้ำมันจากถังส่งไปเลี้ยงเครื่องยนต์เพื่อใช้ในการจุดระเบิดจะต้องทำงานหนักกว่าปกติ หากปั๊มติ๊กทำงานหนัก ปั๊มติ๊กจะร้อนเกินไปอาจส่งผลให้ปั๊มติ๊กพัง ใช้งานไม่ได้ เติมน้ำมันไปแต่รถก็สตาร์ทไม่ติด ไปจนถึงอาจส่งผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์ในระยะยาวอีกด้วย หากคุณไม่อยากให้เกิดกรณีแบบนี้ขึ้นกับรถของคุณ ควรหมั่นตรวจเช็คปั๊มติ๊กและอย่าให้เกิดไฟเตือนรถน้ำมันหมดบ่อย ๆ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดนั่นเอง

How-Far-To-Go-Without-Gas

วิธีปฎิบัติเมื่อไฟเตือนรถน้ำมันหมดโชว์ขึ้นมา

นี่เป็นวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยยืดระยะเวลารถดับออกไปได้ เมื่อไฟเตือนรถน้ำมันหมด สิ่งแรกที่ต้องทำคือ พยายามทำให้รถใช้พลังงานน้ำมันน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างเช่น ปิดแอร์ หรือขับขี่ในอัตราเร่งคงที่เพื่อลดพลังงานที่ใช้น้ำมันน้อยลง ประมาณว่าใช้น้ำมันทุกหยดอย่างคุ้มค่า เป็นการเซฟให้ได้ระยะทางที่ไกลมากขึ้น เซฟน้ำมันให้ได้มากที่สุดเท่าที่น้ำมันมีเหลืออยู่ในถังจะทำได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดถ้าไม่อยากเจอปัญหารถน้ำมันหมด ควรเติมน้ำมันไว้ให้เต็มถังอยู่ตลอดเวลาจะดีกว่า เมื่อเห็นว่าน้ำมันรถเหลือน้อยก็แวะปั๊มเติมให้เต็มไว้ทันที ปลอดภัยสุด ไม่ต้องคอยกังวลว่าเครื่องยนต์จะดับแล้วต้องวนหาปั๊มก่อนที่เครื่องยนต์จะดับเพื่อทำเวลา และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย

สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อไฟเตือนน้ำมันหมด คือ ควบคุมความเร็วของรถให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์ พยายามควบคุมความเร็วให้คงที่ เพื่อเป็นการลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง โดยข้อควรปฏิบัติเมื่อน้ำมันใกล้หมด มีดังนี้

  1. หาปั๊มที่ใกล้ที่สุดเพื่อเติมน้ำมัน พยายามหาปั๊มที่อยู่ในรัศมีไม่เกิน 30-40 กม.
  2. อย่าเบรกบ่อย หรือ ลดความเร็วโดยไม่จำเป็น เพราะการเบรก ลด หรือเร่งความเร็วบ่อย ๆ จะทำให้ใช้พลังงานจากน้ำมันมากขึ้น
  3. พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าภายในรถทั้งหมด เพื่อลดพลังงานแบตเตอรี่ เช่น ปิดแอร์ ปิดวิทยุ เนื่องจากมีส่วนทำให้น้ำมันหมดเร็วเช่นกัน
  4. ปิดกระจก เพื่อไม่ให้ลมจากภายนอกเข้ามาภายในรถยนต์ เพราะลมที่เข้ามาจะทำให้มีอากาศในรถมากขึ้น ส่งผลให้รถต้องใช้แรงวิ่งมากขึ้นเพราะมีมวลอากาศอยู่ด้านใน
  5. หลีกเลี่ยงถนนที่มีการจราจรติดขัด หรือ เส้นทางที่มีหลุม บ่อ เพื่อลดการใช้พลังงานของเครื่องยนต์

หากน้ำมันหมดขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไรดี?

ก่อนที่เครื่องยนต์จะดับจากสาเหตุ น้ำมันรถหมด จะมีอาการให้สังเกตุดังนี้ รถยนต์จะเกิดการกระตุกเหมือนเครื่องจะดับ เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ให้รีบขับรถไปยังพื้นที่ปลอดทันที หากขับอยู่เลนกลางให้ตบซ้ายชิดขอบฟุตบาททันที หรือหากอยู่บนทางด่วนแล้วเครื่องดับ ให้รีบโทรแจ้ง 1543 สายด่วนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ 1586 สายด่วนกรมทางหลวงได้เลยทันที หรืออีกช่องทางจาก Roadside Assistance ของรถที่คุณขับขี่ได้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ สิ่งที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ํามันรถหมด ควรเติมน้ำมันให้เต็มถังไว้เสมอ หากเกิดปัญหาน้ำมันรถหมดจริง ๆ ก็สามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ในการขับขี่ได้ ปลอดภัย มีประโยชน์แน่นอน

ถ้าหากคุณกังวลในเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนน การทำประกันรถยนต์ชั้น 1 จะมอบความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากกว่าประกันรูปแบบอื่น ซึ่งที่ Roojai เราการันตีเบี้ยประกันราคาดีที่สุด ผ่อนชำระเบี้ยประกันผ่านบัตรเดดิตได้ 10 งวด

และถ้าไม่อยากพลาดโปรโมชั่นใหม่ ๆ และเรื่องราวดี ๆ ก็สามารถติดตามเราได้ผ่านทาง Official Fanpage: Roojai.com หรือ add Official Line ของเราไว้ได้เลย

Carro-Roojai-Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

ปัญหาแอร์รถไม่เย็นที่ผู้ขับขี่หลาย ๆ คนมักพบเจอ จริงอยู่ที่ในช่วงออกรถใหม่ ๆ เปิดแอร์รถได้เย็นฉ่ำ แต่พอใช้งานไปได้สักปี 2 ปี แอร์รถไม่เย็นเหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่เร่งแอร์รถให้เย็นที่สุดแต่กลับรู้สึกไม่ค่อยเย็นแบบที่ควร หรือบางครั้งก็อาจจะเย็นเกินไป มันเป็นเพราะอะไร ? มีสาเหตุหลัก ๆ มาจากอะไร แล้วมีวิธีแก้ไขอย่างไร

Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

วันนี้ Roojai.com ได้รวบรวมสาระดี ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการรับมือกับปัญหาแอร์รถไม่เย็นด้วยตัวเองได้ แน่นอนว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้แอร์รถไม่เย็น แต่หากรู้สักนิดว่า ปัจจัยไหนที่ทำแล้วเสี่ยงต่อการทำให้แอร์รถเสีย ก็ควรเลี่ยง และโอกาสที่ต้องนั่งร้อนภายในรถก็คงมีน้อยลงเช่นกัน

ปัญหา แอร์รถไม่เย็น หากเกิดขึ้นบ่อย จะเป็นอย่างไร ?

อย่าปล่อยให้ปัญหาแอร์รถไม่เย็นเกิดขึ้นบ่อย ๆ เพราะไม่ส่งผลดีต่อคุณและรถยนต์ของคุณแน่ ๆ ควรรู้ไว้เลยว่าแอร์รถไม่เย็น แปลว่ารถยนต์ของคุณกำลังมีปัญหาและทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลงด้วย เป็นคำตอบว่า แอร์รถไม่เย็นเกิดจากอะไร สามารถเกิดขึ้นได้กับรถยนต์ทุกคัน ไม่ว่าจะเป็นรถเก่าหรือรถใหม่ ซึ่งมีหลายสาเหตุ ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรู้และไม่ค่อยให้ความสนใจ มองว่าอาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เชื่อไหมว่าแค่แอร์รถไม่เย็นสามารถส่งผลให้อายุการใช้งานของรถคุณสั้นลงกว่าปกติได้ ยังไม่รวมถึงปัญหาที่จะส่งผลให้รถเสียในภายหลังได้อีกมากมาย

Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

ปัจจัยหลักที่ทำให้ แอร์รถไม่เย็น เกิดจากอะไรได้บ้าง ?

แน่นอนว่าปัจจัยหลักๆ ที่ส่งผลให้ แอร์รถไม่เย็น มีแต่ลม มีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาแอร์หมด สายท่อแอร์รั่ว ระบบระบายความร้อนไม่ดี ลูกสูบคอมเพรสเซอร์หลวม คลัทช์คอมเพรสเซอร์จับไม่สนิท และอื่นๆ อีกหลายปัจจัย แต่เพื่อให้คุณแน่ใจว่ารถยนต์ของคุณแอร์ไม่เย็นหรือผิดปกติไหม ? ลองเช็คดูว่าตอนนี้กำลังประสบปัญหาเหล่านี้อยู่หรือไม่ ดังนี้

1.น้ำยาแอร์ขาดหรือหมด

น้ำยาแอร์ขาดหรือหมดก็เป็นปัญหาหลักที่ทำให้แอร์รถไม่เย็นได้ เพราะจะทำให้แอร์เย็นน้อยหรือไม่เย็นเลย จะมีแต่ลมร้อนๆ ออกมาจากช่องแอร์ วิธีแก้ไขให้ลองสตาร์ทเครื่องแล้วเปิดระบบเครื่องปรับอากาศปุ่ม A/C เพื่อให้คอมเพรสเซอร์ทำงาน แล้วส่องดูในช่องตรวจสอบน้ำยาที่อยู่ระหว่างแผงระบายความร้อนทางด้านหน้ารถ หากเห็นเป็นฟองอากาศเล็ก ๆ สีขาว แสดงว่าน้ำยาแอร์กำลังจะหมดให้รีบเติมน้ำยาทันที

2. ตู้แอร์ สายท่อแอร์ หรือข้อต่อต่าง ๆ เกิดรอยรั่วซึม

หากตู้แอร์ สายท่อแอร์ หรือข้อต่อต่าง ๆ เกิดรอยรั่ว ก็ส่งผลให้แอร์รถไม่เย็นได้ เพราะจะทำให้ค่าแรงดันของน้ำยาแอร์ตก ลองตรวจสอบได้โดยการนำน้ำสบู่หรือน้ำแชมพูมาตีให้เป็นฟองแล้วนำไปทาตามข้อต่อต่าง ๆ ของระบบแอร์ เมื่อทาทั่วแล้วให้สังเกตว่าตรงจุดไหนเกิดเป็นฟองอากาศลอยขึ้นมา แสดงว่าจุดนั้นเกิดการรั่วซึมอยู่ ให้ทำการขันให้แน่น

3. ระบบระบายความร้อนบนแผงคอยล์ร้อนไม่ดี

เป็นอีกสาเหตุที่พบบ่อย ลองเช็คโดยการเปิดฝากระโปรงรถ ติดเครื่องยนต์ และเปิดแอร์ไว้ เมื่อคอมเพรสเซอร์รถยนต์ทำงาน ลองสังเกตดูพัดลมหน้าแผงคอยล์ร้อนว่าหมุนช้าหรือมีเสียงดังไหม? หากมีปัญหาต้องเปลี่ยนพัดลมใหม่ หรือถ้าแผงคอยล์ร้อนสกปรกก็ต้องทำความสะอาดเพื่อให้การระบายความร้อนของน้ำยาแอร์ทำงานได้ดีขึ้น ระบบแอร์ก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

4. ลูกสูบภายในคอมเพรสเซอร์หลวมไม่มีกำลังอัด

แอร์รถไม่เย็น สาเหตุ มาจากปัญหาลูกสูบคอมเพรสเซอร์หลวม เพราะถ้าลูกลูกสูบคอมเพรสเซอร์หลวมจะทำให้ระดับความดันของน้ำยาแอร์มีน้อย เมื่อมีน้อยส่งผลให้มีปริมาณน้ำยาแอร์ฉีดเข้าคอยล์เย็นได้ไม่เพียงพอ ทำให้แอร์รถไม่เย็นในที่สุดนั่นเอง ลองเช็คโดยการติดเครื่องยนต์แล้วเปิดแอร์ แล้วลองเร่งเครื่องยนต์แล้วแอร์เย็น แสดงว่าลูกสูบคอมเพรสเซอร์หลวม โดยปกติจะต้องไม่เย็นขึ้นตอนเร่งเครื่องยนต์ ต้องแก้ไขโดยการเปลี่ยนลูกสูบใหม่ทันที

5. ชุดวาล์ว และดรายเออร์อุดตัน หรือเสื่อมคุณภาพ

เมื่อชุดวาล์วและดรายเออร์อุดตันหรือเสื่อมคุณภาพลง ส่งผลให้แอร์รถไม่เย็นได้เท่าที่ควร อาจเย็นบ้าง ไม่เย็นบ้าง เพราะเมื่อชุดวาล์วและดรายเออร์อุดตันจะทำให้แรงดันน้ำยาแอร์ที่ออกจากคอมเพรสเซอร์ไหลผ่านเข้าคอยล์เย็นได้ไม่ดี เมื่อมีน้อยส่งผลให้มีปริมาณน้ำยาแอร์ฉีดเข้าคอยล์เย็นได้ไม่เพียงพอ ทำให้ระบบแอร์ทำงานได้ไม่เต็มที่ แอร์รถจึงไม่ค่อยเย็นนั่นเอง ลองเช็คโดยการติดเครื่องยนต์แล้วเปิดแอร์ หากแอร์ไม่ค่อยเย็นและมีเสียงดัง ลองเร่งเครื่องยนต์แล้วสังเกตุดูว่าแอร์มีความเย็นขึ้นไหม หากเร่งเครื่องแล้วเย็นขึ้น นั่นแปลว่าชุดวาล์วและดรายเออร์เกิดการอุดตัน ต้องถอดเปลี่ยนชุดวาล์วและดรายเออร์ใหม่

6. คลัตช์คอมเพรสเซอร์จับไม่สนิท

ปัญหาคลัตช์คอมเพรสเซอร์จับไม่สนิท หรือปัญหาคลัตช์ลื่น เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้แอร์รถเย็นบ้าง ไม่เย็นบ้าง หรือบางทีอาจจะไม่มีความเย็นเลย มีแต่ลมออกมาจากช่องแอร์ ซึ่งเกิดจากกระแสไฟที่ส่งเข้ามายังคลัตช์แม่เหล็กมีปริมาณน้อย ไม่เพียงพอที่จะทำให้คลัตช์คอมเพรสเซอร์ติดเข้ากับมูลเลย์ได้ หรือติดได้แต่อาจไม่แน่นพอ เกิดการฟรีในบางจังหวะ ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้แอร์รถเย็นบ้าง ไม่เย็นบ้าง สามารถแก้ไขโดยการเช็ค 3 จุดนี้ คือ

  • ลองเช็คดูว่าระบบสายไฟที่ส่งมายังคลัตช์คอมเพรสเซอร์นั้นทำงานปกติไหม? บกพร่องหรือไม่
  • ลองเช็คชุดสวิตช์ระดับเซ็นเซอร์ที่ทำหน้าที่ควบคุมความเย็นว่าทำงานปกติไหม หรือมีการเสื่อมสภาพ
  • ทำการปรับแต่งหน้าคลัตช์ให้เรียบเสมอ และตั้งระยะคลัตช์ใหม่ (การติดตั้งคลัตช์ใหม่จะมีค่าใช้จ่ายสูง)

7. สายพานคอมเพรสเซอร์หย่อนมากเกินไป

หากสายพานคอมเพรสเซอร์แอร์หย่อนมากเกินไป ก็เป็นปัญหาหลักที่ทำให้แอร์ไม่เย็นได้ เพราะจะทำให้คอมเพรสเซอร์ที่กำลังทำงานอยู่เกิดการฟรีได้ ส่งผลให้ไม่สามารถที่จะฉุดให้คอมเพรสเซอร์หมุนได้ ลองเช็คโดยการติดเครื่องยนต์แล้วเปิดแอร์ จากนั้นสังเกตุดูว่าหากมีอาการคอมเพรสเซอร์ทำงานอยู่แล้วเกิดเสียงดัง ส่งผลให้แอร์รถไม่ค่อยเย็นหรือไม่มีความเย็นเลย สามารถแก้ไขโดยการปรับระดับสายพานให้ตึงขึ้น แต่ต้องระวัง หากสายพานมีรอยแตกหรือฉีกขาดควรเปลี่ยนเส้นใหม่ ไม่ควรใช้เส้นเดิม

8. การใช้น้ำยาแอร์ที่ผิดประเภท

การเลือกใช้น้ำยาแอร์ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรให้ความสนใจ เพราะนอกจากจะส่งผลให้ แอร์รถไม่เย็น แล้ว ยังสร้างความเสียหายให้กับเครื่องยนต์ได้อีกด้วย รวมถึงการเลือกใช้น้ำยาแอร์ผิดประเภทหรือใช้น้ำยาแอร์ที่ผสมน้ำยาปลอมมา จะส่งผลเสียต่อระบบแอร์รถยนต์ได้ ทำให้อุปกรณ์ในระบบแอร์รถยนต์เกิดความเสียหาย เนื่องจากไม่สามารถทนแรงดันสูงที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้ออกแบบไว้ ยังทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ค่อยๆ เสียหายและหมดอายุการใช้งานก่อนกำหนด

Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

ทั้งหมดนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ แอร์รถไม่เย็น ซึ่งคุณสามารถเช็คอาการเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง และนำวิธีแก้ไขของแต่ละสาเหตุไปใช้กับรถยนต์ของคุณได้ เพราะหากพบว่ามีอาการใดอาการหนึ่งที่เราได้บอกไป ให้รีบทำการแก้ไขและซ่อมแซมทันที เพื่ออายุการใช้งานของรถที่ยาวนานขึ้น และประสิทธิภาพในการขับขี่รถยนต์ที่ดีของคุณ หากรถยนต์มีประสิทธิภาพที่ดี ความปลอดภัยในการขับขี่ก็ดีตามไปด้วยเช่นกัน

แต่ถ้าอยากได้รับความคุ้มครองในกรณีเกิดเหตุที่คาดไม่ถึงจากการใช้รถใช้ถนน ก็อย่าลืมทำประกันรถยนต์ให้กับรถคู่ชีพของคุณด้วย เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ และเมื่อคุณมีประกันรถยนต์ที่ครอบคลุมเอาไว้ด้วยแล้ว ก็จะช่วยให้คลายความกังวลใจไปได้ ที่ Roojai.com ประกันรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ออนไลน์ ซื้อง่าย ราคาดี และเชื่อถือได้ พร้อมชำระเบี้ยแบบผ่อนได้ด้วยสูงสุด 10 งวดผ่านบัตรเดบิต ซื้อประกันออนไลน์ที่ Roojai.com คุ้มครองทันที ราคาดีโดนใจ

และถ้าไม่อยากพลาดโปรโมชั่นใหม่ ๆ และเรื่องราวดี ๆ ก็สามารถติดตามเราได้ผ่านทาง Official Fanpage: Roojai.com หรือ add Official Line ของเราไว้ได้เลย

To-Do-List-When-Buying-New-Car

ว่าด้วยการ ซื้อรถใหม่ รถใหม่ราคาถูก ที่จัด “โปรฯ แรง” ราคารถใหม่ที่เงินดาวน์รถต่ำ ผ่อนรถถูก จะซื้อรถด้วยเหตุผลแค่นี้อาจยังไม่พอ เพราะก่อนคุณเป็นเจ้าของรถสักคันอาจต้องทำการบ้านสักหน่อย เมื่อรถไม่ใช่ราคาบาทสองบาท ถ้าจ่ายเงินเป็นหลักแสนหลักล้านแต่ได้รถที่ไม่คุ้มค่าคุ้มราคา จะเอาไปเปลี่ยนเหมือนเสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้ก็คงไม่ใช่ คุณว่าจริงมั้ย ?

To-Do-List-When-Buying-New-Car

ดังนั้น Roojai.com จึงอยากพาคุณไปดูกันกับ “สิ่งที่ต้องทำ” To Do List ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อรถใหม่สักคัน ไม่ยาก เพียงตอบคำถามง่าย ๆ คุณก็จะได้มาซึ่งรถคันที่ถูกใจตอบโจทย์ในการใช้งานมากที่สุดแล้ว ซื้อรถใหม่ ต้องดูอะไรบ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาให้แล้ว

ซื้อรถใหม่ ต้องไม่ลืมทำเช็คลิสต์ต่อไปนี้

สิ่งแรกใน ขั้นตอนการซื้อรถใหม่ ป้ายแดงทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่คุณต้องตอบคำถามของตัวเองเกี่ยวกับรถคันที่กำลังสนใจซื้อตามเช็คลิสต์ต่อไปนี้ ดูว่าทำแล้วหรือยัง ซึ่งคำถามที่สำคัญจะมีดังต่อไปนี้

1. เช็คลิสต์งบประมาณในการซื้อรถอยู่ที่เท่าไร

สำคัญที่สุดใน การซื้อรถใหม่ นั่นก็คือเรื่องของงบประมาณในการซื้อ ถ้าคุณตอบได้ในข้อนี้ ตัวเลือกรถที่ชัดเจนขึ้นก็จะมากกว่าเดิม หาได้แค่ว่าฉันชอบรถรุ่นนั้น คันนี้สวยดี หรือกำลังจัดโปรเร้ากระชากใจดาวน์ 0% ผ่อนถูกสบาย ๆ แบบนั้นไม่ได้ เพราะคุณจะต้องรู้งบประมาณในการซื้อรถของคุณก่อนว่าอยู่ที่เท่าไร (หรือพอใจที่จะเป็นหนี้แค่ไหน) ในกรณีที่ซื้อผ่านไฟแนนซ์

2. เช็คลิสต์ว่ารถประเภทไหนที่คุณต้องการ “จริงๆ”

ต่อไปที่ต้องเช็คลิสต์กันก็คือเรื่องของประเภทรถ ซึ่งในตลาดบ้านเรามีที่นิยมอยู่หลายประเภทแตกต่างตามการใช้งาน และคำถามที่คุณต้องตอบให้นั้นก็คือ คุณจะซื้อรถไปทำอะไรเป็นหลัก เน้นโดยสารคนหรือบรรทุกของใช้ประกอบอาชีพ เป็นรถสำหรับครอบครัวโดยสารหลายคนหรือเน้นขับไปทำงานใช้ 1-2 คนเป็นประจำมากกว่า ถ้าตรงนี้ชัด รถที่ใช่สำหรับคุณก็จะชัดเจนมากขึ้นตามว่าเป็นรุ่นไหน แบรนด์อะไร

To-Do-List-When-Buying-New-Car

3. เช็คลิสต์ศูนย์บริการใกล้บ้านว่ามีมั้ยด้วย

ข้อนี้คงต้องโฟกัสไปที่เรื่องของแบรนด์รถหรือยี่ห้อ โดยเฉพาะสาว ๆ ที่บางทีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับรถคือการเลี้ยวเข้าศูนย์บริการเป็นหลัก ดังนั้นเรื่องศูนย์บริการเพื่อการตรวจเช็คสภาพหรือแก้ปัญหาเกี่ยวกับรถจึงมีความสำคัญด้วยไม่น้อย เพราะบางทีคุณอาจได้รถที่ใช่ตรงใจออกมาแล้ว แต่ติดที่แบรนด์รถนั้น ๆ มีศูนย์บริการอยู่ไกลบ้านเกินไปก็อาจทำให้ต้องเปลี่ยนใจไปเป็นรถตัวเลือกที่ 2-3 ได้ด้วยเหมือนกัน

4. เช็คลิสต์ “ฟีล” การใช้งานจริงเมื่อทดลองขับ

อีกขั้นตอนสำคัญของการซื้อรถใหม่ ป้ายแดง ราคาถูก และให้ถูกจริตคุณมากที่สุดจะต้อง “ทดลองขับ” ทดลองการใช้งานเหมือนใช้รถจริง การขับขี่เป็นอย่างไรเมื่อนำรถไปใช้จริง อัตราเร่งโอเคมั้ย ห้องโดยสารกว้างพอสำหรับคุณหรือเปล่า การทดลองขับนี้จะช่วยตอบทุกคำถามให้คุณได้หมดในนี้

5. เช็คลิสต์เงินดาวน์ที่มีและยอดค่างวดที่ไหวไม่หนักเกินไป

ซื้อรถป้ายแดงถ้าไม่มีโปรเร้าใจอะไรให้ตื่นตา อย่างดาวน์ 0% ก็จะต้องมีเรื่องเงินดาวน์เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งคุณต้องมีเตรียมไว้ 15%-30% หรือมากกว่านั้นของราคารถ คุณมีอยู่เท่าไร เตรียมไว้แค่ไหน อย่าลืมว่า! ยิ่งดาวน์มากค่างวดผ่อนก็จะยิ่งถูกลง ระยะเวลาในการผ่อนก็สั้นลง เช่นเดียวกันกับยอดค่างวดที่ผ่อนไหวคุณก็ต้องรู้ประมาณตัวเองได้ด้วยว่าต้องไม่หนักอึ้งจนเกินไป เพราะไม่เช่นนั้นจะเข้าอีหรอบประมาณว่ามีรถใหม่ป้ายแดงขับ แต่ชีวิตความเป็นอยู่กลับแย่ลงกว่าเดิมได้เพราะเอาเงินไปผ่อนค่ารถหมดนั่นเอง

To-Do-List-When-Buying-New-Car

6. เช็คลิสต์เอกสารซื้อรถ มีอะไรบ้างที่คุณต้องเตรียม

สมมติว่าเมื่อได้ออกมาแล้วสำหรับรถคันที่ตรงใจคุณมากที่สุด จะไปซื้อละก็ต้องมีการเตรียมเอกสารต่าง ๆ ไปด้วย เช็คลิสต์ให้ดีเตรียมให้พร้อม และต่อไปนี้คือเอกสารซื้อรถที่คุณจะต้องใช้เมื่อซื้อรถป้ายแดง มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • หนังสือรับรองเงินเดือน หนังสือรับรองการทำงาน หรือสลิปเงินเดือน
  • สเตทเมนต์เงินเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน

7. เช็คลิสต์เตรียมค่าประกันภัยรถยนต์เอาไว้ด้วย

ซื้อรถป้ายแดง รถยนต์ จากศูนย์ใหม่ ๆ เขาจะบังคับให้ทำประกันกับทางศูนย์ซึ่งคุณอาจเลือกประกันรถยนต์ไม่ได้ในปีแรก และในส่วนนี้คุณจำเป็นจะต้องมีเตรียมไว้ด้วยในกระเป๋า ราคาของประกันก็จะอยู่ประมาณ 10,000-30,000 บาท/ปี โดยเฉลี่ย คุณต้องมีเตรียมไว้ในกระเป๋าด้วยเพิ่มเติมจากเงินดาวน์

ข่าวดีก็คือถ้าใช้รถเข้าปีที่สองแล้ว คุณก็สามารถ เลือกประกันรถยนต์ ได้ด้วยตัวเองเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานและงบประมาณได้มากขึ้น แนะนำ! เลือกซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ จาก Roojai.com ที่มีให้เลือกเยอะกว่า ปรับแต่งแผนกรมธรรม์เองได้ตามที่คุณใช้งานจริง ที่สำคัญยังผ่อนได้นานสูงสุดถึง 10 งวด สบาย ๆ ไม่บล็อกวงเงิน ผ่อนผ่านบัตรเดบิตก็ได้อีกด้วย ช่วยให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นเรื่องง่ายมากกว่าเดิมที่ต้องจ่ายตู้ม! เดียวเป็นหลักหมื่น

ซื้อรถใหม่ ป้ายแดง “ให้คุ้มกว่า” ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงทำเช็คลิสต์ตามที่เรานำมาฝากนี้ คุณก็จะได้รถที่ตอบโจทย์ตรงใจมากกว่าแค่รถใหม่ธรรมดาคันหนึ่งแล้ว ก่อนเลือกซื้อรถ ลองนำไปใช้กันดูกับสิ่งที่ต้องทำ รับประกันว่ารถคันใหม่ที่คุณขับนี้จะคุ้มค่า ไม่มีคำว่า “คิดผิด” เข้ามารบกวนใจอย่างแน่นอน

When-Your-Friend-Crashes-Your-Car

เชื่อว่าคนมีรถหลาย ๆ คนต้องเคยเจอกับเหตุการณ์นี้ คือการที่มีคนใกล้ตัวที่สนิทชิดเชื้อกัน หรือเหล่าเพื่อนฝูงที่มาขอยืมรถยนต์ไปใช้งาน ด้วยความสนิทก็อาจจะให้ไปโดยไม่ได้คิดอะไร แต่ถ้าเกิดเพื่อนของคุณดันโชคไม่ดี ขับรถยนต์ของคุณไปประสบอุบัติเหตุเข้า และเกิดความเสียหายขึ้นกับตัวรถ เจอแบบนี้เข้าไป เจ้าของรถยนต์อย่างคุณจะทำยังไงดี? แล้วประกันรถยนต์จะจ่ายเงินให้ไหมนะ

When-Your-Friend-Crashes-Your-Car

ประกันภัยรถยนต์คุ้มครองใครบ้าง?

ทุกครั้งที่มีการซื้อรถยนต์ใหม่ เจ้าของรถยนต์จะต้องทำประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) และประกันภาคสมัครใจซึ่งก็คือประกันรถยนต์ชั้น 1, ชั้น 2 และชั้น 3 โดยต้องมาพิจารณากันตรงนี้ว่า รูปแบบของประกันภัยรถยนต์ที่เจ้าของรถยนต์ทำไว้เป็นแบบใด มีขอบเขตความคุ้มครองเท่าใด และคุ้มครองใครบ้าง โดยหลัก ๆ แล้ว จะแบ่งออกเป็นดังต่อไปนี้

ประกันรถยนต์แบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่

หากเจ้าของรถยนต์ทำประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจแบบไม่ระบุชื่อผู้ขับขี่เอาไว้ ก็คือประกันจะคุ้มครองความรับผิดและความเสียหายอันจะเกิดขึ้นกับตัวรถยนต์ในระหว่างที่ใช้งานรถยนต์ ถึงแม้ว่าผู้ขับจะไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ แต่ถ้าเป็นผู้ขับขี่ ณ ขณะนั้นโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าของก่อนใช้งานรถยนต์แล้ว ก็จะอยู่ในขอบเขตความคุ้มครองของประกันในรูปแบบนี้

โดยทางบริษัทฯ จะชดเชยค่าเสียหายของตัวรถยนต์ตามเงื่อนไขที่กำหนด ถึงแม้ว่าเพื่อนจะยืมรถไปขับ ก็ยังสามารถรับความคุ้มครองจากประกันได้

ประกันภัยรถยนต์แบบระบุชื่อผู้ขับขี่

หากเจ้าของรถยนต์ทำประกันภัยแบบระบุชื่อผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นประกันที่มีรูปแบบการคุ้มครองความรับผิดและความเสียหายของรถยนต์ในกรณีที่เกิดเหตุกับรถยนต์ในขณะที่มีผู้ที่ถูกระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์เป็นผู้ขับรถยนต์เท่านั้น

โดยการทำประกันแบบระบุชื่อ จะสามารถระบุชื่อผู้ขับขี่ลงในกรมธรรม์ได้ถึง 2 คน กรณีที่มีเพื่อนยืมรถไปแล้วขับชน หากเพื่อนไม่ใช่เจ้าของชื่อที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ ก็จะไม่ได้รับความคุ้มครองหรือเงินชดเชยจากจากประกันรูปแบบนี้

When-Your-Friend-Crashes-Your-Car

ถ้าเพื่อนเอารถไปขับ แต่ไม่มีใบขับขี่?

ถ้าเพื่อนที่ยืมรถยนต์ไปขับ ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ แล้วขับรถยนต์ของคุณไปเกิดอุบัติเหตุ ก็จะมีความผิดฐานไม่มีใบขับขี่ รัฐจะเป็นผู้เสียหาย ไม่ใช่คู่กรณี แต่ถ้ารถยนต์ของเราเป็นฝ่ายถูกชน เจ้าของรถยนต์สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากคู่กรณีได้ แต่ถ้าเรา(หรือเพื่อนที่ยืมรถไปขับ) เป็นฝ่ายผิด ก็ต้องพิจารณาแยกเป็นกรณีดังต่อไปนี้

ไม่เคยสอบใบขับขี่มาก่อน ไม่มีใบขับขี่

หากผู้ขับไม่มีใบขับขี่มาก่อน บริษัทประกันจะคุ้มครองเฉพาะความเสียหายของบุคคลภายนอก หรือ ความเสียหายของตัวรถยนต์เท่านั้น

มีใบขับขี่ แต่ไม่ได้พกมาด้วย/หมดอายุ/ถูกยึด

หากเพื่อนที่ยืมรถยนต์ไปมีใบขับขี่ แต่อาจจะไม่ได้พกมาด้วย หรือใบขับขี่หมดอายุ-ถูกยึด กรณีนี้ประกันภัยรถยนต์แบบไม่ระบุชื่อผู้ขับ จะให้ความคุ้มครองและชดเชยค่าเสียหายให้ตามเงื่อนไข

อย่างไรก็ตาม การขับขี่ยานยนต์โดยไม่มีใบอนุญาตขับขี่ เป็นการทำผิดกฎหมายจราจร ไม่ควรปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง เพราะมีความเสี่ยงอุบัติเหตุสูง และถ้าถูกจับได้ก็จะมีความผิดและโดนปรับได้

นอกจากประกันภัยรถยนต์ แล้วเพื่อนที่ยืมรถยนต์ไปขับ ต้องรับผิดชอบอะไรไหม?

นอกเหนือจากความคุ้มครองจากประกันภัยรถยนต์แล้ว หากเรารู้สึกว่ารถยนต์เกิดความเสียหายมาก ก็สามารถเจรจาต่อรองเพื่อให้เพื่อนรับผิดชอบค่าเสียหายได้

หรือในกรณีที่เพื่อนนำรถไปชนจนไม่สามารถเคลมได้ คู่กรณีก็สามารถยื่นเรื่องฟ้องร้องทางแพ่งและทางอาญาที่ตัวของเพื่อนคนนั้นได้เช่นกัน

หากคู่กรณีเป็นฝ่ายขับมาชน เจ้าของรถยนต์ก็ต้องเป็นผู้ไปเรียกร้องค่าชดเชยจากคู่กรณีและต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เป็นส่วนต่างเอง แต่สามารถเจรจาให้เพื่อนที่ยืมรถไปขับเป็นผู้จ่ายเงินส่วนนั้นแทนได้

ดูเหมือนว่า ขั้นตอนการขอเคลมต่างๆ จากประกันภัยรถยนต์ ในกรณีนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยนั่นเอง เชื่อว่าถ้าเจอแบบนี้เข้าไป ก็คงจะปวดหัวไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจให้ใครยืมรถยนต์ไปใช้ ให้คิดไตร่ตรองให้ดี หรือสังเกตพฤติกรรมการขับขี่ของคนคนนั้นให้ดีเสียก่อน หากรู้สึกว่ามีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์สูง ก็อย่าให้ยืมเลยดีกว่า เพราะมันอาจจะไม่คุ้ม

Howto-Prevent-Car-Theft

กว่าจะได้เป็นเจ้าของรถยนต์สักคันนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะฉะนั้น เราก็ต้องดูแลรถยนต์อย่างใส่ใจ เพื่อให้รถมีสภาพที่ดี พร้อมใช้งาน และอยู่กับเราไปนาน ๆ

ไม่เพียงแค่เรื่องของอุบัติเหตุที่สร้างความเสียหายให้กับรถยนต์เท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงเรื่อง “รถยนต์หาย” ที่จะสร้างปัญหาและผลกระทบทางการเงินให้ไม่น้อยเลย เพราะฉะนั้น กันไว้ดีกว่าแก้ ด้วยเคล็ดลับเหล่านี้เลย

เคล็ดลับการดูแลรถยนต์ เพื่อป้องกันรถหาย

Howto-Prevent-Car-Theft

จอดรถยนต์ในพื้นที่สว่าง มองเห็นง่าย

เมื่อคุณต้องจอดรถยนต์ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย อย่างเช่นห้างสรรพสินค้า หรือลานจอดรถสาธารณะ แนะนำให้เลือกจอดในพื้นที่ที่มีแสงสว่างส่องทั่วบริเวณ และผู้คนที่สัญจรไปมาสามารถมองเห็นได้ง่าย ไม่อยู่ในที่ลับตาคน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เหล่ามิจฉาชีพใช้ความมืดในการแอบขโมยรถหรืองัดรถของคุณ

ลำดับถัดมาก็คือ เมื่อมีแสงสว่างแล้ว ก็ควรมีกล้องวงจรปิดที่จับภาพบริเวณลานจอดรถเอาไว้ด้วย เพื่อช่วยในการสอดส่องดูแล หากเกิดเหตุใดๆ ขึ้นมาจริง ๆ จะได้ใช้ภาพที่ถูกบันทึกไว้ด้วยกล้องวงจรปิดมาใช้เป็นหลักฐานในการจับตัวคนร้ายได้

อย่าลืมล็อกรถให้เรียบร้อย

เป็นวิธีป้องกันรถยนต์หายแบบง่ายๆ ที่ต้องเริ่มต้นที่ตัวเองเลย กับการล็อกรถยนต์ ซึ่งเป็นด่านแรกในการป้องกัน หากเจ้าของรถยนต์ไม่รอบคอบ แล้วเผลอจอดรถทิ้งไว้โดยไม่ได้ล็อกให้เรียบร้อย ก็เป็นการเปิดโอกาสให้เหล่ามิจฉาชีพดีๆ นี่เอง เพราะฉะนั้น สิ่งที่ควรทำก่อนเดินออกจากตัวรถยนต์ก็คือการเช็กให้เรียบร้อยว่าได้ทำการล็อกรถยนต์แน่นสนิทแล้ว

โดยคุณสามารถซื้อที่ล็อกพวงมาลัยรถยนต์มาใช้เพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงในการลักลอบขับรถยนต์ออกไป ต่อให้เหล่ามิจฉาชีพจะสะเดาะกลอนประตูเข้ามาในรถของเราได้ แต่ก็ไม่สามารถขับออกไปได้ และอาจจะเสียเวลากับการปลดล็อกกลอนพวงมาลัยเป็นเวลานาน ซึ่งในขณะนั้นก็จะมีคนสังเกตเห็นความผิดปกติได้ก่อน

ใช้ระบบป้องกันการสตาร์ทเครื่องยนต์

ลองใช้เทคโนโลยีมาช่วยก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ระบบป้องกันการสตาร์ทเครื่องยนต์ที่ว่าก็คือ Engine Immobilizer System ที่จะคอยตรวจสอบในตอนที่เราเสียบกุญแจรถเพื่อสตาร์ทรถ โดยทั้งลูกกุญแจและแม่กุญแจจะทำการส่งสัญญาณสื่อสารโค้ดเฉพาะ หากว่าการเข้ารหัสมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ระบบจะตัดสัญญาณการสตาร์ทเครื่องยนต์ทันที จึงไม่สามารถสตาร์ทรถยนต์ได้อีก วิธีนี้เหมาะกับรถยนต์ที่ขับมือเดียว มีกุญแจชุดเดียว เพราะกุญแจปั๊มจะไม่สามารถนำมาใช้เข้ารหัสกับระบบป้องกันนี้ได้

Howto-Prevent-Car-Theft

เช็กการทำงานของสัญญาณกันขโมยเสมอ

หากว่ากันตามความเป็นจริง สัญญาณกันขโมยในรถยนต์นั้นอาจเป็นระบบที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้งานอย่างเต็มที่เท่าใดนัก เราจะรู้ก็ต่อเมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับรถยนต์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครอยากให้เกิดนัก แล้วถ้าการทำงานของสัญญาณกันขโมยผิดปกติล่ะ เราจะรู้ได้อย่างไร?

ดังนั้น การเช็กการทำงานของสัญญาณกันขโมยรถยนต์จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก จึงไม่อยากให้ผู้ใช้รถยนต์ทุกคนมองข้ามไป เราจึงควรตรวจสอบให้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระบบการทำงานของมันยังคงอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้เสมอ จะได้อุ่นใจมากขึ้นด้วย

เลือกความคุ้มครองจากประกันภัยรถยนต์

การทำประกันรถยนต์ที่มีความคุ้มครองครอบคลุมกรณีที่รถยนต์หาย เป็นการวางแผนเพื่อรองรับความเสี่ยงได้อีกทางหนึ่ง เพราะถ้าเกิดรถหายขึ้นมาจริง ๆ คุณสามารถแจ้งกับทางบริษัทประกันภัย เพื่อให้ทางประกันฯ มาตรวจสอบสถานที่ วันเวลาที่รถหาย และช่วยดำเนินการเรื่องการเคลมประกันและจ่ายเงินค่าชดเชยกับบริษัทประกันภัยตามข้อตกลงที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ ทั้งนี้ ความคุ้มครองจากประกันรถยนต์ยังช่วยดูแลในกรณีอื่น ๆ ที่รถยนต์ได้รับความเสียหายอีกด้วย

ทั้งหมดนี้คือเคล็ดลับในการดูแลป้องกันไม่ให้รถยนต์หาย ที่ rabbit finance นำมาแบ่งปันเหล่าคนรักรถทุกท่าน เพราะรถยนต์เป็นสินทรัพย์ชิ้นใหญ่ที่มีราคาสูง จึงอยากให้ทุกคนรักษาให้ดี เพื่อให้รถยนต์คันโปรดอยู่กับคุณไปนานๆ

Claim-Car-Insurance-From-Flood-Damage

ช่วงนี้พวกเราคงต้องเผชิญพายุดีเปรสชั่นกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าฝนตกแบบนี้คงเป็นเรื่องที่สร้างความลำบากใจให้ใครต่อใครหลายคน รวมไปถึงเพื่อน ๆ ที่อาศัยอยู่ในตัวเมือง เกิดน้ำท่วมทีไรมักจะพบกับปัญหาน้ำท่วม น้ำขัง ซึ่งส่งต่อผลเสียต่อรถยนต์ของเรา ถ้าเกิดกรณีน้ำท่วมรถเรา สามารถเคลมประกันได้ไหม ให้ masii บอกคำตอบเพื่อน ๆ กันดีกว่า

ถ้าน้ำท่วมรถเราจะเคลมประกันได้ไหม

Claim-Car-Insurance-From-Flood-Damage

บางครั้งที่ฝนตกหนัก ๆ ก็อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมขังบนท้องถนน หรือท่วมบ้านเรือนที่พักอาศัย ซึ่งน้ำท่วมนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติ ซึ่งจัดให้อยู่ในความคุ้มครองประเภทภัยธรรมชาติ สำหรับประเภทประกันภัยที่ครอบคลุมภัยธรรมชาตินั้น มีดังนี้

  • ประกันรถยนต์ชั้น 1
  • ประกันรถยนต์ชั้น 2+ (บางกรมธรรม์)
  • ประกันรถยนต์ชั้น 3+ (บางกรมธรรม์)

น้ำท่วมรถแบบไหนถึงสามารถเคลมประกันได้

Claim-Car-Insurance-From-Flood-Damage

น้ำท่วมรถขณะจอดอยู่ที่บ้านหรือลานจอดรถ

ในกรณีแบบนี้คือการจอดรถอยู่ที่บ้าน จอดที่ลานจอดรถ แล้วมีพายุฝนตกหนักติดต่อกันหลายวันจนเกิดน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ไม่สามารถย้ายรถได้ทัน

น้ำท่วมขณะเดินทางบนท้องถนน

รถติดอยู่บนท้องถนนขณะที่ฝนตก น้ำก็ท่วม ติดมาอยู่หลายชั่วโมงจนเกิดน้ำท่วมขังทำให้รถยนต์ของเพื่อน ๆ เกิดความเสียหาย สามารถแจ้งเคลมประกันได้เช่นกัน

น้ำท่วมรถแบบไหนที่ไม่สามารถเคลมประกันได้

Claim-Car-Insurance-From-Flood-Damage

ตั้งใจขับผ่านเส้นทางน้ำท่วม

กรณีเพื่อน ๆ ทราบอยู่แล้วว่าบริเวณพื้นที่ข้างหน้าที่เราจะต้องขับรถผ่านนั้นมีน้ำท่วม แต่ก็ยังขับรถลุยน้ำท่วมไป จนทำให้รถยนต์เกิดความเสียหาย เช่น น้ำเข้าห้องเครื่อง เครื่องยนต์ดับ ฯลฯ แบบนี้จะไม่สามารถเคลมประกันได้ เพราะมีเจตนาที่ชัดเจน

น้ำท่วมรถนอกอาณาเขต

กรณีต้องขับรถไปต่างประเทศ เช่น ขับรถไปประเทศเพื่อนบ้านแล้วเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม จะไม่สามารถเคลมประกันได้ เพราะว่ารถยนต์ของเพื่อน ๆ ประสบเหตุนอกประเทศไทยซึ่งถือว่าอยู่นอกอาณาเขตที่ให้ความคุ้มครองนั่นเอง

เมื่อเพื่อน ๆ ทราบกันแล้วว่าหากน้ำท่วมแบบนี้ กรณีไหนที่สามารถเคลมประกันได้ และกรณีไหนที่ไม่สามารถเคลมประกันได้ ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนในช่วงนี้พายุหน้าฝนนี้ สุดท้ายใครที่มองหาประกันรถยนต์ สามารถ คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันได้ทันที

ขอขอบคุณบทความดี ๆ จาก www.masii.com

Buy-New-Car-Or-Secondhand-Car-What-Is-Better

เชื่อว่า หลาย ๆ คนอาจจะชั่งใจหรือลังเลอยู่ว่าถ้าหากจะซื้อรถยนต์สักคันหนึ่งนั้น เราควรเลือกระหว่างมือหนึ่งใหม่เอี่ยมไปเลย หรือรถมือสองที่สภาพยังดีอยู่ ซึ่งแน่นอนว่าคงมีหลายเสียงบอกมาว่า หากซื้อรถทั้งทีก็เอาดีๆ ไปเลย แบบนี้ เรามาลองเปรียบเทียบความคุ้มค่ากันดีไหมว่า ซื้อรถยนต์มือหนึ่งหรือรถมือสอง แบบไหนจะคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไปมากกว่า

ซื้อรถใหม่ เอารถมือหนึ่งหรือรถมือสอง อะไรดีกว่ากัน

Buy-New-Car-Or-Secondhand-Car-What-Is-Better

1. ราคาที่ต้องจ่าย

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันนี้เงินทองเริ่มหายากมากขึ้น การจะซื้อรถยนต์สักคันจึงเป็นสิ่งที่ต้องคิดและทบทวนหลายรอบว่า ซื้อรถรุ่นไหนคุ้มกว่ากันนะ เมื่อเกิดคำถามหรือกำลังลังเลอยู่นั้น ลองให้ masii เปรียบเทียบให้ดูกันดีกว่า

รถมือหนึ่ง

ถึงแม้ราคาของรถมือหนึ่ง หรือรถป้ายแดงจะแพงกว่า แต่กลับเสียดอกเบี้ยและเงินดาวน์น้อยกว่ารถมือสอง ปัจจุบันนั้นรถมือหนึ่งมีความน่าซื้อมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอัตราดอกเบี้ยถูกกว่า มีโปรโมชั่นดี ๆ อย่างดอกเบี้ย 0% หรือลดเงินดาวน์ รวมไปถึงมีวิธีการเลือกผ่อนชำระค่างวดได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งทำให้ใครหลายคนตัดสินใจเลือกซื้อรถมือหนึ่งกันเป็นจำนวนมาก

รถมือสอง

รถมือสองในปัจจุบันมีให้เลือกซื้อมากมาย แต่สิ่งที่หลาย ๆ คนมักจะกลัวกันคือ การไม่ทราบประวัติและข้อมูลของรถว่าได้ผ่านอะไรมาแล้วบ้าง แต่สำหรับเรื่องที่เราควรยอมรับก็คือ ในจำนวนเงินที่เท่ากันนั้นสามารถซื้อรถมือสองที่รุ่นใหญ่กว่า หรือซื้อรุ่นท็อปก็ได้ และแน่นอนว่าหลายคนที่หันมาเลือกซื้อรถมือสองคงเป็นเพราะราคาที่เข้าถึงได้ รวมไปถึงคุณภาพรถก็ดีไม่แพ้รถมือหนึ่งนั่นเอง

Buy-New-Car-Or-Secondhand-Car-What-Is-Better

2. สมรรถนะ

รถมือหนึ่ง

หากมองหาสิ่งที่โดดเด่นในรถมือหนึ่งนั่นก็คือ เรื่องของสมรรถนะเครื่องยนต์ ที่มีระบบขับเคลื่อนที่ดีกว่า มีรูปลักษณ์ภายนอกที่ใหม่เอี่ยม ทันสมัย อีกทั้งรถยนต์บางรุ่นยังช่วยเรื่องการประหยัดพลังงาน แถมมีฟีเจอร์ต่าง ๆ ที่ช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัยอีกด้วย เราจึงสามารถไว้วางใจคุณภาพของการใช้งานได้ทันที รวมไปถึงหากรถมีปัญหาก็สามารถติดต่อเคลมประกันกับศูนย์ได้โดยตรง

รถมือสอง

ปฎิเสธไม่ได้ว่าสภาพการใช้งานรถมือสองคงดีไม่เท่ากับรถมือหนึ่ง เพราะยังไงก็ต้องผ่านการใช้งานมาแล้วไม่มากก็น้อย ซึ่งการจะเลือกซื้อรถมือสองจำเป็นต้องเช็กเลขไมล์ก่อน เพื่อประเมินการใช้งานรถ รวมถึงบำรุงรักษา แต่ถ้าหากโชคดีว่ารถมือสองที่เราเล็งไว้มีสภาพดี เราก็คงไม่ต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อการซ่อมแซมในอนาคต

Buy-New-Car-Or-Secondhand-Car-What-Is-Better

3. ออปชั่นเสริมในรถ

รถมือหนึ่ง

ยิ่งมีรถใหม่ออกมามากขึ้นเท่าไร เทคโนโลยีภายในรถก็ยิ่งพัฒนามากขึ้น ทั้งเรื่องของการพัฒนาออปชั่นต่าง ๆ ที่ทันสมัยให้สามารถรองรับและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รวมไปถึงระบบสั่งงานด้วยเสียง ระบบตรวจจับความอ่อนล้าของผู้ขับขี่ และด้วยออปชั่นเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ราคาของรถมือหนึ่งจึงสูงมากขึ้นไปด้วย

รถมือสอง

แม้ออปชั่นภายในรถจะไม่ได้ดีหรือทันสมัยเท่ารถมือหนึ่ง แต่บางออปชั่นในรถมือหนึ่งก็อาจไม่ได้ตอบโจทย์ผู้ขับขี่เสมอไป เทียบกับรถมือสองบางคันที่มีออปชั่นจำกัด แต่กลับตอบโจทย์การใช้งานของผู้ขับขี่ได้มากกว่า ทั้งยังมีราคาที่ถูกกว่าการซื้อรถมือหนึ่ง หากใครที่มีงบไม่มาก การซื้อรถมือสองก็น่าจะเหมาะกับเรามากกว่า

เพียงเท่านี้เพื่อนๆ ก็สามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประกอบการตัดสินใจได้ว่า รถมือหนึ่งหรือรถมือสอง จะตอบโจทย์เราได้มากที่สุด แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะเลือกซื้อรถแบบไหน ก็ควรทำประกันรถยนต์ควบคู่ไว้ ช่วยเพิ่มให้เราอุ่นใจขณะขับขี่ได้ตลอดเวลา คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันรถยนต์ราคาเริ่มต้นที่หลักร้อยได้ทันที

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

4-Good-Choices-For-Secondhand-Car

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากพูดถึง รถมือสอง หลายคนมักจะเบือนหน้าหนี เพราะรู้สึกว่าการซื้อรถมือสองจะไม่อุ่นใจเท่ากับซื้อรถมือหนึ่ง แต่จริงๆ แล้ว รถมือสองที่วางขายอยู่ในปัจจุบันนั้นถือได้ว่า สภาพของรถยนต์นั้นสูสีไม่แพ้รถมือหนึ่งแต่อย่างใดเลย วันนี้ masii เลยนำเหตุผล 4 ข้อดีของรถมือสองที่ไม่ควรมองข้ามมาฝากกัน

4-Good-Choices-For-Secondhand-Car

1. ราคาประหยัดกว่า

ถ้าถามเหตุผลส่วนใหญ่ที่หลายคนเลือกซื้อรถมืองคงหนีไม่พ้นกับ ราคาของรถยนต์ที่แสนประหยัด จึงถือได้ว่าเป็นเหตุผลที่ทำให้ใครๆ ต่างตัดสินใจซื้อรถมือสองมาใช้งานกัน

และเนื่องจากยิ่งเวลาของรถผ่านไปนานเท่าไร ราคาก็จะยิ่งถูกลงมากขึ้น จึงไม่แปลกใจที่ใครหลายคนจะเลือกซื้อรถมือสอง เพราะช่วยให้ประหยัดได้ด้วย

2. ได้รถขนาดและคุณภาพเหมาะสม

เหตุผลที่หลายคนเบือนหน้าหนีไป เพราะว่าสภาพรถมือสอง อาจจะไม่ได้คุณภาพที่ดีเท่ากับรถมือหนึ่ง

แต่สำหรับรถมือสองที่มีประวัติการใช้งานที่ดี และไม่เคยชนหนักหรือประสบอุบัติเหตุมาก่อน ก็จะส่งผลให้ผู้ซื้อตัดสินใจได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม รวมไปถึงราคาของรถมือสองที่ถูกลงอาจทำให้เราได้ขนาดรุ่นรถใหญ่มากขึ้น และมีระบบความปลอดภัยที่ดีอีกด้วย

4-Good-Choices-For-Secondhand-Car

3. ซื้อผ่านเงินสดได้ง่าย

ราคาของรถมือสองจะถูกกว่ารถป้ายแดงเป็นธรรมดาอยู่แล้ว หลายคนจึงมีความคิดที่ว่าเก็บออมเงินสะสมเพื่อนำไปซื้อรถมือสองกันมากกว่า และในปัจจุบันนั้น การซื้อรถมือสองยังสะดวกสบายได้มากขึ้นกว่าเดิมด้วยการยื่นขอกู้ผ่านธนาคาร หรือสถาบันทางการเงินได้อีกด้วยนะ

4. ค่าเสื่อมรถราคาน้อยกว่าป้ายแดง

หากเพื่อนๆ เลือกซื้อรถมือหนึ่งป้ายแดงออกจากโชว์รูม แน่นอนว่ามูลค่าของรถอาจจะตกลงมา แต่สำหรับรถมือสองในปัจจุบันนั้นหล่นลงจากป้ายแดงมาก้อนใหญ่แล้ว

หากไม่พึงพอใจกับรถมือสองคันปัจจุบัน ต้องการจะเปลี่ยนคันใหม่ มูลค่าอาจจะลดลงเพียงแค่หลักหมื่นบาทเท่านั้นเอง

ใช่ว่ารถมือสองคันที่เราซื้อมาจะเลือกทำประกันรถยนต์ไม่ได้นะ เรายังสามารถทำประกันรถยนต์เพื่อความอุ่นใจขณะขับขี่ได้ทุกเวลา คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันรถยนต์หรือสอบถามเกี่ยวกับประกันรถยนต์ผ่านเว็บไซต์ได้ทันที เรามีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษาอยู่ค่ะ

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

Safety-Driving-At-Rain-Season

ขับขี่รถยนต์บนท้องถนนช่วงฝนตกสุดแสนจะอันตราย เพราะนอกจากถนนจะเปียกลื่นแล้ว ทัศนวิสัยในการมองเห็นทางก็ย่อมจะไม่มีด้วยเช่นกัน วันนี้ rabbit finance ขอแนะวิธีขับรถอย่างปลอดภัยในช่วงฤดูฝนมาฝากกัน

ขับรถช่วงหน้าฝนต้องระวังอะไรบ้าง

1. ไม่ขับรถเร็ว

สิ่งไม่คาดคิดขณะที่กำลังขับรถช่วงหน้าฝนย่อมเกินขึ้นได้เสมอกับอุบัติเหตุต่างๆ ฉะนั้นแล้วเมื่อฝนตก ตอนเวลาที่ขับรถอยู่บนท้องถนนควรที่จะลดความเร็วลงจากปกติ เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ หรือมีต้นไม้หักกีดขวางทางถนนไว้ก็จะได้เบรกทัน ทำให้ไม่เกิดความสูญเสีย เพราะเรายังสามารถที่จะเบรกได้ทันนั่นเอง

2. ไม่เหยียบเบรกกะทันหัน

ช่วงฝนตกพื้นถนนมีความลื่นหรือมีน้ำขังอยู่บนท้องถนน จึงควรขับรถอย่างระมัดระวังเป็นอย่างมากต้องมีสติกว่าการขับรถในช่วงปกติเป็นเท่าตัว เพราะเมื่อขับรถยนต์อยู่บนท้องถนนแล้วเกิดเบรกกระทันหัน อาจทำให้รถของเรานั้นที่ขับอยู่เกิดเสียการทรงตัวจนไม่สามารถควบคุมรถได้ เพราะจากความลื่นของถนนอาจทำให้รถไถลจนไปชนรถด้านหน้าได้ รวมไปถึงรถที่ตามหลังมาด้านหลังอาจเบรกไม่ทันและชนท้ายของเราได้เช่นกัน

Safety-Driving-At-Rain-Season

3. เลี่ยงถนนที่เป็นแอ่งน้ำ

เมื่อเกิดฝนตกตอนขับขี่รถยนต์ ทำให้บางพื้นที่ของท้องถนนนั้นเกิดน้ำท่วมขัง ฉะนั้นแล้วเพื่อความปลอดภัยในเวลาขับรถช่วงหน้าฝน ความหลีกเลี่ยงถนนช่วงที่มีน้ำขัง หรืองแอ่งน้ำ เพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ ในขณะที่ถนนเปียกหรือมีน้ำเพิ่มมากขึ้นบนพื้นถนน ทำให้ยางหมุนอยู่บนฟิล์มน้ำแทน อันเป็นเหตุให้รถเสียการควบคุม และเกิดอาการลื่นไถลได้นั่นเอง

4. เปิดไฟรถยนต์

การเปิดไฟหน้าและหลังรถจะช่วยทำให้ผู้ขับรถนั้นสามารถมองเห็นถนนในช่วงเวลาที่มืดได้ดีขึ้น และผู้ขับขี่คนอื่นทั้่งที่อยู่คันหน้าและคันหลังจะได้เห็นสัญญาณไฟรถของเราชัดเจนมากขึ้น และทำให้เกิดความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ฉะนั้นแล้วต้องไม่ลืมว่าช่วงที่มีฝนตกหนักนั้นการมองเห็นเส้นทางของถนนจะมีความยากมากกว่าปกติ ต้องขับด้วยความระมัดระวัง

Safety-Driving-At-Rain-Season

5. ทิ้งช่องว่างระยะห่างในการขับขี่

ช่วงที่เกิดฝนตกหนัก ถนนหนทางมีความเปียกและลื่น จึงทำให้ต้องมีการเว้นระยะห่างของการขับรถเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถหยุดรถได้ทันและเพื่อความปลอดภัยนั่นเอง ฉะนั้นเมื่อต้องขับรถในช่วงหน้าฝนต้องขับรถอย่างมีสติ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงอุบัติเหตุในช่วงที่เกิดฝนตกหนัก กับสภาพอากาศที่ไม่ปกติอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลานั่นเอง

6. ประกันรถยนต์

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีความจำเป็นต้องเดินทางขับรถช่วงหน้าฝน ต้องมีความระมัดระวังในการขับขี่มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเรามีประกันรถยนต์ก็จะช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้กับผู้ขับขี่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่ไม่ต้องสำรองจ่ายไปก่อน และไม่ว่าถูกหรือผิดก็มีสิทธิ์ได้รับค่าเสียหายตามประเภทของกรมธรรม์ได้

หากสนใจทำประกันรถยนต์แต่ไม่รู้ว่าจะทำประกันรถที่ไหนดี สามารถเช็กราคาประกันรถยนต์ได้ที่ rabbit finance หรืออ่านบทความดีๆ จากเราได้เป็นประจำ