DLT-Tax-Online-For-Car-Over-7-Years

ตามที่มีการโพสต์และแชร์ข้อความในสื่อต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องรถยนต์ที่อายุเกิน 7 ปี และรถจักรยานยนต์ที่อายุเกิน 5 ปี ยื่นเสียภาษี ต่อทะเบียนรถทางออนไลน์ได้ ทางกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ยืนยันแล้วว่า สามารถต่อภาษีประจำปีผ่านระบบออนไลน์ได้แล้ว!

กรมการขนส่งทางบก ได้พัฒนาเว็บไซต์ชำระภาษีรถประจำปี ให้รองรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง), รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน (รถตู้), รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รถกระบะ) “ที่มีอายุการใช้งานเกิน 7 ปี” และรถจักรยานยนต์ “ที่มีอายุการใช้งานเกิน 5 ปี” นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียนครั้งแรก

แต่มีเงื่อนไข คือ รถต้อง “ผ่าน” การตรวจสภาพรถจากสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ก่อน จึงจะสามารถจ่ายภาษีรถยนต์ในเว็บไซต์ได้

Pay-Car-Tax-At-Holiday

โดยในปัจจุบัน เว็บไซต์ชำระภาษีรถประจำปี https://eservice.dlt.go.th/ สามารถให้บริการชำระภาษีรถประจำปี รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รถเก๋ง), รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน (รถตู้), รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รถกระบะ) และรถจักรยานยนต์ ได้ทุกอายุการใช้งานแล้ว เพื่อเพิ่มช่องทางอำนวยความสะดวกการให้บริการรับชำระภาษีรถประจำปี ลดขั้นตอน ลดระยะเวลา เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว อยู่ที่ไหน ก็จ่ายภาษีรถประจำปีได้ง่ายๆ

ขั้นตอนการชำระภาษีผ่านเว็บไซต์สามารถทำได้ง่าย และสามารถเลือกชำระเงินผ่าน e-Banking บัตรเครดิต/บัตรเดบิต เคาน์เตอร์ธนาคาร/สถาบันการเงิน ที่เข้าร่วมโครงการ เมื่อคุณจ่ายเสร็จ ก็รอรับป้ายวงกลม และใบเสร็จรับเงินทางไปรษณีย์ ภายใน 5 วันทำการ นับจากวันชำระเงิน จึงแนะนำให้ชำระภาษีประจำปีล่วงหน้าไม่เกิน 90 วัน ก่อนวันครบกำหนดชำระภาษี นะครับ

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรือหารถมือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

ส่วนถ้าคุณอยากขายรถด่วน เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้สามารถขายรถคันเก่า หรือตีราคารถกับทาง CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

Choose-Fuel-Car-Or-Electric-Car

ในช่วงหลายปีนี้มานี้ เราปฏิเสธกันไม่ได้เลยว่า “รถยนต์ไฟฟ้า” หรือรถ EV ที่กำลังเป็นพูดถึงในบ้านเราอย่างมาก เนื่องจากเทรนด์ของโลกเปลี่ยนไป ยุคที่รถน้ำมันใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเคยเป็นใหญ่ เริ่มถูกลดบทบาทลง และแทนที่ด้วยการขึ้นมาของรถยนต์ไฟฟ้า ที่แม้ว่าในบ้านเราจะช้ากว่าในประเทศพัฒนาแล้วก็ตาม รวมไปถึงเรื่องปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ถูกปล่อยออกมาจากรถยนต์ ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลเป็นเชื้อเพลิง

ซึ่งในบ้านเราตอนนี้ บรรดาค่ายรถ และหลายๆ หน่วยงาน เริ่มตื่นตัว กำลังร่วมมือกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ให้รองรับรถยนต์ไฟฟ้ากันเป็นการใหญ่ และหน่วยงานที่ส่งเสริมการลงทุน เริ่มให้สิทธิประโยชน์ในลงทุนต่างๆ หรือการยกเว้นภาษีให้ กับค่ายรถที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

แต่ก็มีคำถามอยู่มากว่า จะซื้อรถมาใช้งานสัก 5 – 10 ปี เลือกรถแบบไหน ระหว่าง รถยนต์ไฟฟ้า หรือ รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน?

ยิ่งเวลาหลายคนจะเลือกรถแต่ละคันนั้น การหาอะไหล่ รวมไปถึงความทนทานของการใช้งาน เป็นสิ่งที่คนมองหารถยนต์มาใช้ เลือกอยู่เป็นอันดับแรกๆ ในการตัดสินใจซื้อรถ … MR.CARRO จะมาช่วยคุณคิดกันครับ

Choose-Fuel-Car-Or-Electric-Car

จากผลสำรวจของ Autolist ที่สอบถามผู้ซื้อรถยนต์ในสหรัฐอเมริกากว่า 1,567 คน ในปี 2019 พบว่า 3 เหตุผลหลัก ที่คนไม่ตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าได้แก่

  • ระยะทางในการวิ่ง เนื่องจาก รถยนต์ไฟฟ้าเมื่อชาร์จหนึ่งครั้ง วิ่งได้ไม่ไกล เมื่อเทียบกับระยะทางของรถยนต์ใช้น้ำมัน
  • ราคา ของรถยนต์ไฟฟ้าที่แพงเกินไป ไม่ว่าจะซื้อและเช่า เมื่อเทียบกับรถยนต์ใช้น้ำมัน
  • สถานีชาร์จไฟ ที่ยังมีน้อยเกินไป หลายคนกังวลว่าจะหาที่ชาร์จไฟรถได้ลำบาก เมื่อขับรถไปไหนไกลๆ หรือออกนอกเมือง

และจากการสำรวจ ยังพบเหตุผลอื่นๆ ที่ผู้คนไม่เลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า อาทิ ใช้เวลาชาร์จไฟนานเกินไป, ไม่มีความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าเพียงพอ, ระยะเวลาการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า, ความไว้วางใจในตัวแบรนด์ หรือตัวรถ, ความกังวลเกี่ยวกับแบตเตอรี่, เรื่องของสไตล์รถยนต์ไฟฟ้า ฯลฯ

ซึ่งความคิดของผู้ซื้อรถยนต์ในสหรัฐอเมริกานั้น ก็ไม่ต่างไปจากความคิดของลูกค้าในไทยนัก

Choose-Fuel-Car-Or-Electric-Car

หากเรามองประเทศไทยในอนาคต 5-10 ปีข้างหน้า ผมเชื่อว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน (รวมถึงรถยนต์แบบ Hybrid) ก็ยังคงเป็นรถยนต์ที่ใช้ส่วนใหญ่ในบ้านเราอยู่ดี เพียงแต่จำนวนรถยนต์ไฟฟ้า ก็จะมีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแน่ๆ เมื่อเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้ามีคุณภาพสูงมากขึ้น และมีราคาขายที่ถูกลง (และจัดเก็บภาษีลดลงด้วย) จนคนส่วนใหญ่เอื้อมถึงมากขึ้น

แต่ก็ต้องแลกกับเวลาในการชาร์จแบตเตอรี่ บวกกับทำใจเตรียมเงินไว้เลย ก็คือ การเปลี่ยนพวกแบตเตอรี่ กับบรรดา Inverter แปลงพลังงาน และระบบควบคุมต่างๆ แทน ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้า เมื่อเป็นรถมือสองแล้ว ราคาตกมากกว่ารถน้ำมัน ก็ตรงจุดนี้นั่นล่ะครับ

ส่วนสถานีชาร์จไฟ ก็คาดว่าน่าจะมีแพร่หลายกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะทางภาครัฐก็วางแผนตั้งสถานีรองรับอยู่แล้ว และเทคโนโลยีการชาร์จที่เร็วขึ้นกว่าเดิม

Choose-Fuel-Car-Or-Electric-Car

เมื่อเทียบในเรื่องค่าใช้จ่าย รถยนต์ที่ใช้น้ำมัน ก็ยังคงต้องมีการเปลี่ยนถ่ายของเหลว ของสิ้นเปลืองต่างๆ รวมไปถึงการดูแลรักษาตามระยะ แต่รถยนต์ไฟฟ้า ที่ดูคุ้มกว่าในแง่การเปลี่ยนถ่ายของเหลว ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ที่ไม่ต้องมีให้เปลี่ยน รวมไปถึงการเสียภาษีประจำปี ที่แตกต่างไปจากรถยนต์นั่งที่ใช้น้ำมัน เนื่องจากจัดเก็บตามน้ำหนักรถ แทนการนับตามจำนวนความจุกระบอกสูบ

ดูเพิ่มเติม : ข้อควรรู้ : รถยนต์ไฟฟ้า ค่าจดทะเบียน ค่าภาษีรถยนต์ประจำปี มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ต่อปี

สรุป

รถทั้งสองประเภท ทั้งรถยนต์ใช้น้ำมัน และรถยนต์ไฟฟ้า ล้วนมีทั้ง “ข้อดี” และ “ข้อเสีย” ต่างกันไป

Choose-Fuel-Car-Or-Electric-Car

ทั้งนี้ทั้งนั้น ถามใจตัวเองดู ถ้าหากคุณจะซื้อรถยนต์มาใช้งานสักคัน และตั้งเป้าไว้ว่าจะใช้งานไปสักประมาณ 5 – 10 ปี ก็ควรเลือกรถยนต์ที่ใช้งานคุ้มค่า คุ้มราคา ผ่อนได้ไม่ต้องใช้เงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือนมาก รถเติมน้ำมันได้ ไม่ต้องกังวลในเรื่องของการหาสถานีชาร์จไฟ (โดยเฉพาะคนที่อยู่บ้านเช่า หอพัก หรือคอนโดมิเนียม) กับความกังวลเรื่องแบตเตอรี่

Choose-Fuel-Car-Or-Electric-Car

หรือถ้าคุณใจยังรักรถน้ำมัน หรือชอบรถมือสองรุ่นเก่าๆ หรือรถน้ำมันป้ายแดงอยู่ การเลือกใช้รถน้ำมันก็ยังถือว่าคุ้มค่าอยู่ กับคนที่จำเป็นต้องใช้รถยนต์ในการทำธุรกิจ หรือขนส่งสินค้าที่ต้องทำเวลา ยิ่งกรณีอยู่ในที่ห่างไกล หรืออยู่ต่างจังหวัด

ถ้าคิดแบบนี้แล้ว ก็ควรเลือกรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน หรือรถ Hybrid และ Plug-In Hybrid เพราะตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้ดีกว่า

Choose-Fuel-Car-Or-Electric-Car

แต่ถ้าใครมีงบประมาณมากพอ ชอบเทคโนโลยีสมัยใหม่ ชอบการขับรถแบบไม่ต้องเติมน้ำมัน และไม่กังวลเรื่องหาที่ชาร์จไฟ กับเวลาที่ชาร์จไฟ บวกกับงบประมาณในการบำรุงรักษาที่น้อยกว่า

หากอยู่ในเมืองใหญ่ จุดชาร์จมีมากขึ้นแน่นอนในอนาคต แถมประหยัด การออกตัวก็เร็วทันใจ เพราะมีแค่เกียร์เดียว เหยียบคันเร่งทีก็พุ่งเลย ไม่แพ้รถเครื่องโตๆ แต่อย่างใด และไม่ปล่อยมลพิษออกมา หรือมีรถยนต์ส่วนตัวมากกว่า 1 คัน ก็เลือกรถยนต์ไฟฟ้า (รถ EV) ไว้ใช้งานได้

ก็แล้วแต่คุณแล้วล่ะครับ ว่าจะเลือกแบบไหน …

ส่วนใครที่อยากขายรถ เพื่ออยากลองรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่มาใช้ดูบ้าง CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็คราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก:

EV-Car-And-Annual-Tax-In-Thailand

ในเวลานี้ หากใครที่ยังใช้รถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงเป็นตัวขับเคลื่อนอยู่ ปกติก็ต้องเสียภาษีรถยนต์ประจำปีกันตามปกติ แต่ก็มีคำถามกันมามากเลยว่า ถ้าเป็น “รถยนต์ไฟฟ้า” (หรือรถ EV) ต้องเสียภาษีรถยนต์ประจำปีเท่าไหร่กันล่ะ?

วันนี้ MR.CARRO มีคำตอบเกี่ยวกับ รถยนต์ไฟฟ้า (รถ EV) ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน การจ่ายเสียภาษีรถยนต์ในแต่ละปี มาฝากกันครับ

สำหรับค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า ต่างจากรถยนต์ทั่วไป ในการดำเนินการจดทะเบียนกรณีรถเก๋ง กระบะ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ไฟฟ้า จะจัดเก็บค่าธรรมเนียมและภาษีประจำปี ในอัตราดังนี้

  • ค่าธรรมเนียม ได้แก่ คำขอ 5 บาท
  • ค่าแผ่นป้ายทะเบียน แผ่นละ 100 บาท 2 แผ่นป้าย รวมเป็น 205 บาท
  • ค่าใบคู่มือจดทะเบียนรถ 100 บาท
  • ค่าตรวจสภาพ 50 บาท

รวมทั้งหมด 355 บาท

MG-ZS-2020

และสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (รถ EV) ในส่วนของอัตราภาษีรถประจำปี หากเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง คิดอัตราภาษีตามน้ำหนักของรถ ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับที่ใช้ในการจดทะเบียนรถกระบะ ซึ่งจะถูกกว่าภาษีรถยนต์ไม่เกิน 7 ที่นั่ง ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง

แต่ถ้าเป็นรถประเภทอื่นๆ นอกเหนือไปจากรถนั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง เช่น รถตู้ รถบรรทุก การจัดเก็บภาษีตามน้ำหนักรถ แต่หาร 2 ซึ่งจะทำให้เสียภาษีถูกกว่าครึ่งหนึ่งครับ

นอกจากนี้ หากเป็นรถที่จดทะเบียนมาแล้ว 5 ปี จะได้รับการลดหย่อนภาษีประจำปีในปีต่อๆ ไป ดังนี้

  • ปีที่ 6 ร้อยละ 10
  • ปีที่ 7 ร้อยละ 20
  • ปีที่ 8 ร้อยละ 30
  • ปีที่ 9 ร้อยละ 40
  • ปีที่ 10 และปีต่อๆ ไป ร้อยละ 50

ทีนี้ก็กระจ่างกันถึงเรื่องภาษีรถยนต์ไฟฟ้าที่จะต้องจ่ายกันในแต่ละปีแล้วนะครับ และอย่าลืมเตรียมเงินไว้ต่อภาษีรถกันทุกปีนะครับผม

ส่วนใครที่อยากขายรถ เพื่ออยากลองรถยนต์ไฟฟ้าคันใหม่มาใช้ดูบ้าง CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็คราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

The-Excise-Department-Deny-Tax-Car-Reduce

จากผลกระทบของโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้วงการอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยเกิดความระส่ำระสายอย่างหนัก นับตั้งแต่การประกาศหยุดการผลิตรถยนต์หลายค่าย ยอดสั่งซื้อของซัพพลายเออร์ตก ไปจนถึงการเลิกจ้างขั่วคราว หรือการปิดกิจการ สร้างผลกระทบต่อคนไทยในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์นับแสนคน

อีกทั้งยอดขายรถใหม่ที่ดิ่งเหว โดยยอดผลิตรถยนต์ในประเทศเดือนเมษายน 2563 มีจำนวน 24,711 คัน ลดลง 83.55 % เรียกว่าต่ำสุดในรอบ 30 ปี ส่วนยอดผลิตสะสมเดือนมกราคม – เมษายน 2563 มีจำนวนทั้งสิ้น 478,393 คัน ลดลง 32.78%

3-Way-To-Find-More-Money-For-Salesperson

โดยหลายฝ่ายทำใจแล้วว่า ยอดขายรถยนต์ใหม่ในปี 2563 นี้ ไม่ถึง 1 ล้านคันอย่างแน่นอน และยังไม่รู้ด้วยว่า ในปี 2564 นี้ ตลาดรถยนต์ของใหม่โอกาสฟื้นตัวมีมากน้อยแค่ไหน

อ่านเพิ่มเติม : กรมสรรพสามิต “ดับฝัน” กลุ่มยานยนต์ เสนอรีดภาษีรถเก่า บีบให้คนซื้อรถใหม่ ทำไม่ได้!

อ่านเพิ่มเติม : สรรพสามิต คิดดูก่อน! ค่ายรถขอลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 50% ผลจากโควิด-19

Covid-19-And-Secondhand-Cars-Dealer

เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางกลุ่มทุนสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างเข้าหารือกับทางกรมสรรพสามิต เสนอลดภาษีรถยนต์ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

ซึ่งล่าสุด ทางกรมสรรพสามิตเองก็ประกาศชัดแล้วว่า จะไม่มีการลดภาษีสรรพสามิตแต่อย่างใด งานนี้ งัดเหตุผลสู้กันแหลกแน่นอน!

ด้าน นายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย สมาคมผู้ประกอบการรถใช้แล้ว และตัวแทนภาคสถาบันการเงิน ลิสซิ่ง ว่า กรมสรรพสามิตยืนยันชัดเจนว่าจะไม่ลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 50% ตามข้อเสนอ เนื่องจากอาจเกิดผลกระทบกับการขายรถใหม่ รถเก่า หยุดซื้อขาย ที่จะเซ็นสัญญาก่อนหน้า

“กรมสรรพสามิตไม่ลดภาษีรถยนต์ 50% ซึ่งความชัดเจนนี้จะทำให้การขายรถใหม่และมือสองเข้าสู่ภาวะปกติ การลดภาษีไม่มีประโยชน์” นายพชร กล่าว

Covid-19-And-Secondhand-Cars-Dealer

อีกทั้งการปรับลดภาษีสรรพสามิต ก็ช่วยให้คนซื้อรถในราคาถูกลงไม่มาก เช่น รถกระบะรุ่นมาตรฐาน ลดราคาลงไปแค่ 2,000 บาท หรือถ้าเป็นรถซิตี้ คาร์ ก็ช่วยลดภาษีไปได้แค่ 30,000 บาท/คัน สำหรับรถในท้องตลาดเท่านั้น แต่กลุ่มที่ได้ประโยชน์ จะเป็นรถยนต์ที่มีราคาสูง ซึ่งกรมสรรพสามิตเองไม่ต้องการลดภาษีให้

รวมไปถึงอาจเป็นการแทรกแซงกลไกตลาด กระทบต่อราคาซื้อ-ขาย รถมือสองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้านโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ แม้ว่าจะยังไม่ได้พิจารณาในเวลานี้ แต่ก็เป็นที่เห็นด้วยทั้งในกลุ่มผู้ผลิตรถใหม่ และผู้ขายรถมือสอง เนื่องจากเป็นการจัดการรถยนต์เก่าอย่างเป็นระบบ และช่วยลดมลพิษในอากาศได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งก็ต้องมาถกกันในวาระต่อไปว่า ในทางปฏิบัตินั้น จะกำหนดอายุรถ หรือเงื่อนไขต่างๆ อย่างไร

อ่านเพิ่มเติม : สรุป ข้อดี ข้อเสีย เก็บภาษีรถเก่าอายุเกิน 10 ปี เพื่อกระตุ้นยอดขายรถใหม่

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Car Manufacturers-Need-Help-Reduce-Excise-Tax

ตามที่กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ร้องขอให้รัฐบาลออกมาตรการเยียวยา หลังยอดขายร่วงหนัก กระทบโรงงานผลิต และซัพพลายเชนทั้งระบบ ซึ่งมีผลต่อการจ้างงาน ขณะที่ยอดผลิตรถ 4 เดือนแรกของปี (ม.ค.-เม.ย. 2563) ทำได้ 478,000 คัน ลดลง 32% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

โดยกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ดังนี้

1. ขอลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 50% ช่วยให้รถยนต์ราคาถูกลง

2. เปิดโครงการ รถเก่าแลกคันใหม่ รัฐบาลสนับสนุน 1 แสนบาท

3. เลื่อนการบังคับใช้มาตรฐานไอเสียยูโร 5 และ ยูโร 6 ออกไป ซึ่งเดิมจะเริ่มปี 2564 และ 2565 ตามลำดับ

Purchase-Car-In-Motor-Show

ด้านนายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมฯได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการจาก สอท.เรียบร้อยแล้ว แต่ขอพิจารณาในรายละเอียดของข้อเสนอดังกล่าวก่อน ซึ่งตามหลักการแล้วกรมสรรพสามิตพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด- 19 ทุกราย จึงเร่งพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปให้ได้โดยเร็วที่สุด

MG-ZS-EV-2019

อย่างไรก็ตาม หากให้มองถึงเหตุผลของผู้ประกอบการรถยนต์ที่ระบุว่า ยอดขายในประเทศและการส่งออกรถยนต์ชะลอตัวลงมากนั้น การช่วยเหลือด้านการ “ลดภาษีรถยนต์” ไม่ใช่ทางออกที่เหมาะสม เนื่องจากรถยนต์ที่ค้างสต๊อกอยู่นั้น ถูกเรียกเก็บภาษีแล้ว ดังนั้นคงต้องพิจารณาว่า หากจะต้องให้ความช่วยเหลือจะต้องเป็นในลักษณะใดถึงจะเหมาะสม

“กรมจัดเก็บภาษีตั้งแต่หน้าโรงงาน ตอนรถยนต์ผลิตออกมาขายที่โชว์รูมหรือเพื่อรอส่งออกแล้ว ดังนั้นไม่รู้ว่ายอดขายของรถยนต์กลุ่มนี้ลดลง กรมจะช่วยอะไรได้ ดังนั้นต้องไปดูก่อนว่าข้อเสนอของเขาคืออะไร และเราจะช่วยอะไรได้บ้าง ซึ่งตามหลักการแล้ว กรมอยากช่วยเต็มที่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นเรื่องวิกฤต” นายพชร กล่าว

สรุป ถ้าหากกรมสรรพสามิต มีผลสรุปลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 50% ตามข้อเสนอ ก็ต้องหารือเรื่องนี้กับ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และท้ายที่สุด ก็ต้องให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบในเรื่องนี้ด้วย

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณข่าวจาก:

Howto-Payment-Car-Tax-Online

ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้ว่าโควิด-19 จะเริ่มระบาดซาลงไปแล้วก็ตาม แต่วิถีชีวิตของผู้คนก็เปลี่ยนไปมาก หรืออย่างที่เรียกกันติดปากว่า “New Normal” หรือ “ความปกติใหม่” ที่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนทั่วโลก นับตั้งแต่การทำงานแบบ Work From Home การเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distrancing) การสั่งอาหารให้มาส่งที่บ้าน หรือการดูแลสุขภาพ ใส่ใจตัวเองมากขึ้น เป็นต้น

ด้วยพฤติกรรมของ New Normal หรือ ฐานวิถีชีวิตใหม่ ผลักดันให้คนหันมาใช้ระบบออนไลน์มากขึ้น บรรดาหน่วยงานราชการต่างๆ ก็เริ่มนำวิถีนี้มาใช้ด้วยเช่นกัน เช่นการจำกัดผู้คนในสถานที่ต่างๆ เพื่อลดความแออัด

แม้แต่การชำระภาษีรถยนต์ประจำปีก็เช่นกัน โดยปกติเรามักไปจ่ายกันที่สำนักงานขนส่งพื้นที่ต่างๆ ธนาคาร ไปรษณีย์ ห้างสรรพสินค้าที่มีจุดบริการของกรมการขนส่งทางบก หรือแม้แต่การเลื่อนล้อต่อภาษีที่ขนส่งฯ เป็นต้น MR.CARRO จะมาแนะนำวิธีการต่อภาษีรถยนต์ช่วงโควิด-19 วิธีการใช้บริการจะต้องทำอย่างไร ง่ายนิดเดียวเองครับ.

รถประเภทไหนบ้าง ที่ต่อภาษีรถยนต์ออนไลน์ได้

  • รถเก๋ง รถตู้ รถกระบะ และรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล เท่านั้น
  • รถเก๋ง รถตู้ รถกระบะ อายุต้องไม่เกิน 7 ปี หากเกินกว่านั้นไม่สามารถต่อภาษีออนไลน์ได้
  • รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล อายุต้องไม่เกิน 5 ปี หากเกินไม่สามารถต่อภาษีออนไลน์ได้ต้องไปต่อเองที่ขนส่ง
  • รถที่ค้างชำระภาษี ต้องไม่เกิน 1 ปี และชำระภาษีล่วงหน้าไม่เกิน 3 เดือน หากเกินไม่สามารถต่อภาษีออนไลน์ได้
  • รถที่ต่อภาษีออนไลน์ เป็นรถทะเบียนจังหวัดใดก็ได้

DLT-E-Service

1. ต่อภาษีรถยนต์ช่วงโควิด-19 เริ่มต้นด้วยการเข้าเว็บไซต์ https://eservice.dlt.go.th/esvapp/login.jsf เลือก “ลงทะเบียนสมาชิกใหม่”

DLT-E-Service

2. กรอกรายละเอียดให้ครบ หลังจากนั้นกดปุ่ม “บันทึก” เช่น วันเดือนปีเกิด เลขประจำตัวประชาชน ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่สำหรับการจัดส่งเอกสาร พร้อมขอรับรหัสผ่านเข้าสู่ระบบ

หากลงทะเบียนเอาไว้แล้ว แต่เกิดลืมรหัสผ่านขึ้นมา ก็สามารถขอรับใหม่ได้ โดยกดตรงคำว่า “ลืมรหัสผ่าน” หลังจากนั้นกรอกเลขที่บัตรประชาชนระบบจะสุ่มคำถามพื้นฐานให้ท่านตอบและจะได้รหัสผ่านมา

DLT-E-Service-2

3. เมื่อได้รหัสผ่านมาแล้ว ก็ “เข้าสู่ระบบ”

DLT-E-Service

4. เลือก “ชำระภาษีรถประจำปี” และคลิกไปที่ “ชำระภาษีรถประจำปีผ่านอินเตอร์เน็ต”

DLT-E-Service-4

5. มาถึงหน้านี้ กรณีคุณใช้ต่อภาษีรถยนต์ออนไลน์เป็นครั้งแรก ให้ “ลงทะเบียนรถ” ด้านขวามือของภาพก่อน

โดยกรอกประเภทรถ, จังหวัด, เลขทะเบียนรถ, ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ หากชื่อเป็นของบริษัทไฟแนนซ์ ก็ใส่ชื่อบริษัทลงไป แต่ไม่ต้องมีคำหน้าว่า “บริษัท” หรือหากเป็นชื่อของเราเอง ให้ใส่ชื่อเว้นวรรคนามสกุล แล้วกดบันทึก

DLT-E-Service

6. เมื่อปรากฏข้อมูลรถของคุณขึ้นมาใน “รายการข้อมูลทะเบียนรถ” แล้ว ให้กด “ยื่นชำระภาษี” มุมขวาสุด

7. สำหรับรถยนต์ที่ติดแก๊ส ให้กรอกรายละเอียดเกี่ยวกับหลักฐานเพิ่ม อาทิ เลขที่รับรองถังแก๊ส ชื่อ-นามสกุล วิศวกรผู้ตรวจสอบ และวันที่รับรอง

DLT-E-Service

8. ถ้าไม่รถไม่ได้ติดแก๊ส ให้เลือกที่ พ.ร.บ. ต่อ ถ้าคุณมี พ.ร.บ. แล้ว ให้เลือกที่ช่อง “มีแล้ว” ส่วนใครที่ยังไม่มี ให้เลือก “ซื้อเพิ่ม” โดยให้ผู้ยื่นชำระภาษี ซื้อ พ.ร.บ. จากผู้ให้บริการภายนอกได้ แล้วนำข้อมูลมากรอกในระบบให้ถูกต้อง เพื่อใช้ยื่นชำระภาษีรถประจำปีออนไลน์

จากนั้นจะทราบค่าใช้จ่ายที่ต้องเสีย เมื่อเสร็จแล้ว คลิกที่ “กรอกสถานที่จัดส่งเอกสาร” เอาตามที่อยู่ที่คุณสะดวก ไม่จำเป็นต้องตรงกับที่อยู่ในเล่มทะเบียนรถก็ได้ จากนั้น เลือก “วิธีการชำระเงิน”

DLT-E-Service

9. เลือกชำระเงินต่อภาษีรถยนต์ออนไลน์ กับธนาคาร และห้างร้านที่ร่วมรายการได้ เพียง 1 ช่องทาง ตามตัวเลือกด้านล่าง

  • ชำระผ่านการหักจากบัญชีออนไลน์ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารยูโอบี
  • ชำระผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และ ธนาคารกรุงเทพ
  • ชำระผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร หรือ ตู้ ATM หรือ Application ของธนาคาร/สถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารธนชาต ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารทหารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารยูโอบี เคาน์เตอร์เซอร์วิส เคาน์เตอร์ห้างเทสโก้โลตัส หรือทรูมันนี่เซอร์วิส (จ่ายผ่านมือถือได้) เป็นต้น

เมื่อเสร็จขั้นตอนเรียบร้อย กรมการขนส่งทางบก จะจัดส่งใบเสร็จรับเงิน ให้ผู้ชำระเงินผ่านทางไปรษณีย์ ตามที่อยู่จัดส่งเอกสารที่กรอกผ่านหน้าเว็บไซต์

อัตราค่าบริการ

  • ค่าจัดส่งเอกสารทางไปรษณีย์ รายการละ 32 บาท
  • ค่าธรรมเนียมธนาคาร รายการละ 20 บาท (กรณีจ่ายผ่านเคาน์เตอร์บริการ หรือหักบัญชีเงินฝาก)
  • ค่าธรรมเนียมการใช้บัตร ร้อยละ 2% และ VAT 7% (กรณีชำระผ่านบัตรเครดิต)

คุณสามารถติดตามสถานะการดำเนินการยื่นชำระภาษี สถานะการจัดส่งเอกสาร หมายเลข EMS เลขกรมธรรม์ หรือปัญหาจากการยื่นชำระ ได้ ที่เมนู “ตรวจสอบผลการชำระภาษี/เปลี่ยนช่องทางชำระเงิน” และยังสามารถพิมพ์ออกมาเป็นรายละเอียดการชำระเงินเป็นราย Reference เพื่อดูได้อีกด้วย

ท้ายสุด เจ้าของรถสามารถนำใบคู่มือจดทะเบียนรถไปปรับบันทึกรายการชำระภาษีได้ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัด/สาขา ทั่วประเทศ

เอาล่ะครับ เป็นอย่างไรกันบ้างกับวิธีต่อภาษีรถยนต์ออนไลน์ ซึ่งถ้าใครได้ใช้แล้ว บอกได้เลยว่าสะดวกสบาย ประหยัดเวลาไปได้พอสมควรเลย

ส่วนช่วงนี้ถ้าเกิดใครร้อนเงินเพราะโควิด-19 วิธีขายรถที่ได้เงินเร็วไว ง่ายนิดเดียวเพียงนำรถมาขายกับ CARRO Express ได้เลย ง่ายนิดเดียว แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand เลยนะจ๊ะ

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

The-Excise-Department-Deny-Tax-Idea-In-Thailand

อันนี้น่าจะถือว่าเป็นข่าวดีต้อนรับปีใหม่ 2563 ปีแห่งความตื่นเต้นในสังคมไทยอีกปีในหลายๆ เรื่อง อีกหนึ่งข่าวใหญ่ที่สร้างความน่าสนใจให้กับคนเบี้ยน้อยหอยน้อย ไม่มีกำลังมากพอ ที่จะเปลี่ยนรถยนต์ใหม่ป้ายแดงได้ทุกๆ 5-10 ปี

นั่นคือ “กรมสรรพสามิต” ดับฝันนายทุนค่ายรถยนต์ในไทยทั้งหลาย ที่ทางโฆษกกรมสรรพสามิตชี้แจงไปก่อนหน้าว่า กรมสรรพสามิต และรัฐบาลไม่เอาด้วย เพราะเสียงต่อต้านจากประชาชนมากแน่ๆ

The-Excise-Department-Deny-Tax-Idea-In-Thailand

ซึ่งนโยบายที่ทางกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นำเสนอความต้องการให้รัฐบาลตั้งกองทุนเก็บค่าธรรมเนียมกำจัดรถยนต์เก่า 10 ปี เก็บค่าธรรมเนียมซากรถเก่าที่ไม่ใช้งาน หรือมีมาตรการสนับสนุนให้ซื้อรถใหม่ในราคาพิเศษ โดยผู้ใช้รถยนต์สามารถนำซากรถเก่ามาแยกชิ้นส่วน

ถ้าเห็นข่าวแล้วรู้สึกว่า อยากขายรถเก่า เพื่อเปลี่ยนรถใหม่ หรือรถมือสองที่ปีใหม่ขึ้นมาหน่อย นำรถมาขายที่ CARRO ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express คลิกที่นี่ https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

ดูข่าวเก่า >>> สรุป ข้อดี ข้อเสีย เก็บภาษีรถเก่าอายุเกิน 10 ปี เพื่อกระตุ้นยอดขายรถใหม่ 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ครรชิต ไชยสุโพธิ์ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์

นายครรชิต ไชยสุโพธิ์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้มีนัดหมายว่า จะนำเรื่องนี้เสนอไปยังกรมสรรพสามิต เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา แต่มีเหตุขัดข้อง โดยทางโฆษกกรมสรรพสามิตชี้แจงว่า กรมสรรพสามิต และรัฐบาลไม่มีนโยบายสนับสนุน

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ในการประชุมกลุ่มอุตฯยานยนต์ ครั้งหน้า ทางกลุ่มจะหารือเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะการประชุมหลายครั้งที่ผ่านมา ทุกฝ่ายได้คุยกันจนตกผลึกต้องการให้รัฐบาลช่วยสนับสนุน ให้มีการกำจัดรถยนต์ที่จอดทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้งาน หรือซากรถเก่าให้หมดไป รวมถึงรถเก่าเครื่องยนต์เก่ามากๆ ซึ่งปล่อยค่าไอเสียจำนวนมาก เพื่อช่วยลดมลพิษบนท้องถนน และที่สำคัญ หากเจ้าของรถเก่ามีแรงจูงใจทางด้านภาษี หรือสิทธิพิเศษกรณีต้องการเปลี่ยนรถคันใหม่ ก็จะช่วยให้ตลาดรถใหม่มียอดขายมากขึ้น

“เรื่องนี้ทำเองไม่ได้ รัฐบาลต้องให้ความร่วมมือและเข้ามาสนับสนุน เพราะเราวางแนวทางเป็นขั้นตอน ตั้งแต่ขยับจาก กทม. ไปต่างจังหวัด รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน ถ้ารัฐบาลเพิกเฉย ทุกอย่างก็จบ ไอเดียที่ระดมสมองกันมาก็คงต้องพับไป อย่าลืมว่าทุกวันนี้รถเก่ามีมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกวัน ข้อมูลจากกรมขนส่งฯระบุว่า ตั้งแต่ปี 2532 จนถึงสิ้นปี 2562 รถยนต์ในบ้านเรามียอดจดทะเบียนสะสมถึง 40 ล้านคันเข้าไปแล้ว ส่วนรถใหม่ปีหนึ่งๆ ขายเป็นล้านคัน ถ้าไม่มีแนวทางการจัดการที่ดี คงวุ่นวายแน่ๆ”

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวท้ายที่สุดแล้วคงจะต้องรอดูการประชุมกลุ่มในวาระต่อไป ว่าจะมีการนำมาหารือกันอีกรอบหรือไม่ หรือจะพับเก็บไปเลย

ส่วนยอดการผลิตรถยนต์ในปี 2562 ที่ผ่านมานั้น มียอดผลิตรวมราวๆ 2 ล้านคัน แบ่งเป็นการผลิตสำหรับตลาดในประเทศ 1 ล้านคัน และส่งออกอีก 1 ล้านคัน จากเดิมคาดว่าการผลิตเพื่อส่งออกจะอยู่ที่ 1.1 ล้านคัน แต่จากสถานการณ์ภาวะสงครามการค้า ทำให้มียอดส่งออกลดลง 20%

ส่วนปี 2563 ประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะใกล้เคียงปีก่อน แต่อย่างไรก็ตาม คงต้องรอดูวันที่ 15 ม.ค. นี้ ที่อเมริกาและจีนจะมีการเซ็นสัญญายุติสงครามการค้าระหว่างกันว่า จะมีความชัดเจนมากน้อยเพียงใด ประกอบกับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ของค่ายรถต่างๆ โดยเฉพาะ Eco-Car (อีโคคาร์) และกระบะ ว่าจะมีผลขับเคลื่อนกับตลาดได้มากน้อยเพียงใด

The-Excise-Department-Deny-Tax-Idea-In-Thailand

“ปีที่แล้วหลายยี่ห้ออยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสินค้า ทำให้ยอดส่งออก Eco-Car และกระบะหดลง แต่ปีนี้ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น รวมทั้งในส่วนของรถจักรยานยนต์เองก็ยังคงได้อานิสงส์จากกลุ่มรถบิ๊กไบค์ ที่ช่วยทำให้มูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังสูงอยู่ แม้ว่าจำนวนจะลดลง”

ขณะที่ตลาดในไทย ยังต้องดูสถานการณ์ภัยแล้งว่ารุ่นแรงแค่ไหน แต่เบื้องต้นกลุ่มประเมินว่า ยอดผลิตรถยนต์ของปี 2563 นั้น ใกล้เคียงปีที่แล้ว คือประมาณ 2 ล้านคัน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ พชร อนันตศิลป์ excise.go.th

ด้านนายพชร อนันตศิลป์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ข้อเสนอเรื่องกองทุนรถยนต์เก่า เป็นแนวคิดจากภาคเอกชนที่คิดขึ้นมา โดยมองว่าหากเอกชนต้องการทำ ก็ควรใช้หลักการตลาด ส่วนการจะให้แรงจูงใจด้านภาษีสรรพสามิตคงทำไม่ได้ เนื่องจากหลักการของภาษีสรรพสามิต จะจัดเก็บจากผู้ผลิต ณ โรงงานอุตสาหกรรม เพียงครั้งเดียว ไม่สามารถไปเก็บภาษีสรรพสามิตเป็นรายปีได้

“รถยนต์เก่าจะใช้กระบวนการต่อทะเบียนผ่านทางกรมการขนส่งทางบกอยู่แล้ว ซึ่งอัตราที่ขนส่งเก็บก็จะเพิ่มขึ้นทุกปี จนถึงอัตราสูงสุด หลังจากนั้นก็จะเป็นอัตราเดียวต่อไป ส่วนการจะใช้ภาษีสรรพสามิตไปสร้างแรงจูงใจคงทำไม่ได้ เพราะผิดหลักการ” นายพชรกล่าว

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก “ประชาชาติธุรกิจ”https://www.prachachat.net/finance/news-407669

Old-Car-Tax-Idea-In-Thailand

ช่วงไม่กี่วันมานี้ ในโลกโซเชียลมีเดีย มีการถกเถียงกันอย่างดุเดือด ถึงการที่ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ตบเท้าหารือกรมสรรพสามิต 16 ธ.ค. นี้ เสนอตั้งกองทุนเก็บค่าธรรมเนียมกำจัดรถยนต์เก่า 10 ปี พร้อมให้สิทธิพิเศษผู้ใช้ซื้อรถใหม่ หวังกระตุ้นยอดขาย ลดมลพิษ …

แนวคิดนี้ เกิดขึ้นจากภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ ในช่วง 10 เดือน ที่ผ่านมา (ม.ค. -ต.ค.) ตัวเลขยอดขายตกลงมาก ทำได้เพียง 838,847 คัน ขยายตัว 0.6%

จนผู้คนออกมาโจมตี ทั้งฝ่ายเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาลตั้งกองทุนเก็บค่าธรรมเนียมกำจัดรถยนต์เก่า 10 ปี และภาพลักษณ์ของรัฐบาลตอนนี้ที่เป็นอย่างไร ทุกคนก็รู้ๆ กันอยู่ เลยกลายเป็นกระแสของคนเล่นรถเก่า รักรถเก่า รักรถมือสอง ออกมาด่ารัฐบาลกันเป็นชุด

Old-Car-Tax-Idea-In-Thailand

ถ้าคุณคิดอยากขายรถเก่ามาก ขยับมาซื้อรถใหม่ หรือรถมือสองที่ปีใหม่ขึ้นมาหน่อย เพราะไม่อยากรับภาระค่าใช้จ่ายที่ตามมาในอนาคต ก็นำรถมาขาย หรือตีราคารถ ที่ CARRO ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express คลิกที่นี่ https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

แนวคิดของการเก็บภาษีรถเก่า อายุเกิน 10 ปี นั้น มีข้อดี ข้อเสีย อย่างไร MR.CARRO จะมาเล่าให้ฟัง

Old-Car-Tax-Idea-In-Thailand

การจัดเก็บภาษีรถยนต์ประจำปี ของ กรมการขนส่งทางบก

แนวคิดในการจัดเก็บภาษีรถยนต์ ตั้งแต่ในยุคของกองทะเบียน กรมตำรวจ มาจนถึงยุคกรมการขนส่งทางบก ในอดีตนั้น จัดเก็บภาษีตามน้ำหนักรถยนต์ (ทั้งรถเก๋ง, รถกระบะ และรถตู้) ต่อมา ช่วงประมาณปี 2525 กรมการขนส่งทางบก จึงปรับรูปแบบการจัดเก็บภาษีของรถยนต์นั่ง (เฉพาะรถเก๋ง) ใหม่ ตาม พ.ร.บ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 ที่เก็บตามความจุกระบอกสูบของเครื่องยนต์

ปัจจุบัน มีการจัดเก็บภาษี 4 ประเภทด้วยกัน คือดังนี้

1) จัดเก็บตามกระบอกสูบ ได้แก่ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน

600 ซีซีแรก ซีซี ละ 0.50 บาท
601 – 1,800 ซีซีๆ ละ 1.50 บาท
เกิน 1,800 ซีซีๆ ละ 4.00 บาท

หากเป็นรถที่จดทะเบียนมาแล้ว 5 ปี ให้ได้รับการลดหย่อนภาษีประจำปีในปีต่อๆ ไป ดังนี้

– ปีที่ 6 ร้อยละ 10
– ปีที่ 7 ร้อยละ 20
– ปีที่ 8 ร้อยละ 30
– ปีที่ 9 ร้อยละ 40
– ปีที่ 10 และปีต่อๆ ไป ร้อยละ 50

2) จัดเก็บเป็นรายคัน ได้แก่ รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์สาธารณะ รถพ่วง รถบดถนน รถแทรกเตอร์ที่ใช้ในการเกษตร

– รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล คันละ 100 บาท
– รถจักรยานยนต์สาธารณะ คันละ 100 บาท
– รถพ่วงของรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล คันละ 50 บาท
– รถพ่วงนอกจากข้อข้างต้น คันละ 100 บาท
– รถบดถนน คันละ 200 บาท
– รถแทรกเตอร์ที่ใช้ในการเกษตร คันละ 50 บาท

3) จัดเก็บตามน้ำหนัก ได้แก่ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล รถยนต์รับจ้าง

น้ำหนักรถ (กิโลกรัม) รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน รถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัดรถยนต์บริการ รถยนต์รับจ้าง รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลรถลากจูงรถแทรกเตอร์ที่มิได้ใช้ในการเกษตร
ไม่เกิน 500 150 450 185 300
501 – 750 300 750 310 450
751 – 1,000 450 1,050 450 600
1,001 – 1,250 800 1,350 560 750
1,251 – 1,500 1,000 1,650 685 900
1,501 – 1,750 1,300 2,100 875 1,050
1,751 – 2,000 1,600 2,550 1,060 1,350
2,001 – 2,500 1,900 3,000 1,250 1,650
2,501 – 3,000 2,200 3,450 1,435 1,950
3,001 – 3,500 2,400 3,900 1,625 2,250
3,501 – 4,000 2,600 4,350 1,810 2,550
4,001 – 4,500 2,800 4,800 2,000 2,850
4,501 – 5,000 3,000 5,250 2,185 3,150
5,001 – 6,000 3,200 5,700 2,375 3,450
6,001 – 7,000 3,400 6,150 2,560 3,750
7,001 ขึ้นไป 3,600 6,600 2,750 4,050

4) รถที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้า

– รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน ให้เก็บภาษีตามน้ำหนักของรถในอัตรารถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกินเจ็ดคน
– รถอื่นนอกจาก 4.1 ให้เก็บภาษีในอัตรากึ่งหนึ่งของรถตามข้อ 2 และ 3

รถใครภาษีขาดเกิน 3 ปี ดูวิธีการต่อภาษี พร้อมจดทะเบียนใหม่ ได้ใน Link นี้ – 3 ขั้นตอนง่ายๆ ในการต่อทะเบียนรถ “ภาษีขาดเกิน 3 ปี”

Old-Car-Tax-Idea-In-Thailand

แล้วภาษีสรรพสามิต ของรถยนต์ป้ายแดงที่ออกใหม่จากโรงงานล่ะ?

ปัจจุบัน กรมสรรพสามิต จัดเก็บภาษีเฉพาะรถยนต์ใหม่ ที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือนำเข้าจากต่างประเทศ โดยจัดเก็บภาษีตามหลักสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดอัตราภาษีตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการประหยัดพลังงาน และลดมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม จากการปล่อย CO2 อันเป็นสาเหตุหลักให้เกิดสภาวะโลกร้อน และฝุ่น PM 2.5

Old-Car-Tax-Idea-In-Thailand

ข้อดี ของ แนวคิดของการเก็บภาษีรถเก่า อายุเกิน 10 ปี

  • ปริมาณรถยนต์เก่าในบ้านเราลดลง เพราะผู้คนส่วนหนึ่ง ยอมขายรถเก่าทิ้ง เนื่องจากสู้กับภาษีที่เพิ่มขึ้นไม่ไหว
  • ปริมาณฝุ่น PM 2.5 ที่ปล่อยออกจากเครื่องยนต์รถยนต์ น้อยลง
  • ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ มียอดขายรถยนต์ใหม่มากขึ้น กับบรรดาผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่ต่างๆ และอุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง มีเงินหมุนเวียนในระบบมากขึ้น
  • ซากรถคันเก่า จะเข้าสู่กระบวนการกำจัดซากที่ได้มาตรฐาน แบบโรงงานรีไซเคิลรถยนต์ เช่นในประเทศจีน หรือ ญี่ปุ่น และได้รับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนคืนพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งอาจจะเป็นการลดภาษีสรรพสามิตของรถใหม่ ที่จะซื้อออกไป

Old-Car-Tax-Idea-In-Thailand

ข้อเสีย ของ แนวคิดของการเก็บภาษีรถเก่า อายุเกิน 10 ปี

  • ผู้บริโภคต้องยอมซื้อรถยนต์ป้ายแดงคันใหม่ ในราคาจำหน่ายที่แพงกว่าหลายประเทศทั่วโลกพอสมควร ทั้งๆ ที่ ซื้อรถมือสองคุณภาพดี (แต่อายุมากหน่อย) ซึ่งคุ้มค่าเงินกว่า
  • ไม่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน รายได้ของคนไทยส่วนใหญ่ มิได้มากพอที่จะสามารถเปลี่ยนรถยนต์ได้ทุกๆ 5-10 ปี เนื่องจากรถยนต์ใหม่ ก็มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว
  • บางคนอาจใช้เวลาในการผ่อนรถยนต์ นานถึง 6-7 ปี พอผ่อนหมด ใช้งานได้อีก 3 ปี ก็ต้องเจอการปรับภาษีรถยนต์ที่สูงขึ้น ทำให้ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น
  • ในต่างประเทศ ที่เป็นทั้งบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ และมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง สามารถทำราคาจำหน่ายรถยนต์ที่เหมาะสมได้ ซึ่งต่างไปจากบ้านเรา
  • รถเก่าหลายคัน อายุมากแล้ว แต่ถ้าได้รับการดูแลรักษาที่ดี ก็ยังน่าใช้ไม่แพ้รถใหม่ๆ
  • คนที่มีรถยนต์มากกว่า 1 คัน และถ้าเป็นรถยนต์เก่า ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายต่อปีมากขึ้น
  • ระบบขนส่งมวลชน เช่น รถเมล์ ที่มีอายุมากถึง 20-40 ปี สภาพเก่าโทรม ควันดำ ยังวิ่งให้บริการผู้คนในเมืองใหญ่ ค่อนข้างย้อนแย้งกับข้อเสนอในการลดมลพิษ

Old-Car-Tax-Idea-In-Thailand

สำหรับตัวเลขของ กรมการขนส่งทางบก พบว่า รถยนต์เก่าอายุเกิน 10 ปี ที่จดทะเบียนก่อนปี 2552 ในปัจจุบัน มีอยู่ประมาณ 26 ล้านคัน จำนวนนี้ เป็นรถยนต์ส่วนบุคคลประมาณ 9 ล้านคัน แยกออกได้เป็น รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน 4.07 ล้านคัน รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน 3.8 แสนคัน และรถกระบะ 4.6 ล้านคัน

คือต้องบอกก่อนว่า แนวคิดนี้ “ดี” ในประเทศที่ “พัฒนาแล้ว” คุณภาพชีวิตประชาชนดี มีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง มีค่าครองชีพสูง และมีระบบขนส่งมวลชนที่ได้คุณภาพ จนทำให้รู้สึกว่า ไม่มีรถยนต์ใช้งาน ชีวิตก็ไม่ลำบากในการเดินทาง

【短期連載】「ユーザー車検」必勝マニュアル『初心者は検査ラインでハザードを点灯』(その3)

การตรวจสภาพรถ ของประเทศญี่ปุ่น

เช่น ในประเทศญี่ปุ่น รถยนต์ใหม่มีราคาถูกกว่าในไทยมาก แต่เมื่อคุณใช้รถยนต์ไปจนถึงปีที่ 4 นับตั้งแต่วันที่จดทะเบียน คุณก็ต้องนำรถยนต์เข้าตรวจสภาพ (ของญี่ปุ่นเรียกว่า “車検” Shaken = ชาเกง) ซึ่งคล้ายกับ ตรอ. ในบ้านเรา เป็นการตรวจสภาพรถยนต์ทุกๆ 2 ปี แต่มีความละเอียดในการตรวจสอบรถยนต์มากกว่ามาก และค่าตรวจสภาพที่ค่อนข้างแพงมาก ครั้งนึงต้องจ่ายหลายหมื่นเยนเลยทีเดียว

ซึ่งถ้าตรวจสภาพรถไม่ผ่าน ก็ต้องกลับไปซ่อมแซมแก้ไข เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีก (โดยการตรวจสภาพรถนี้ ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เช่น ภาษีรถยนต์ ที่ขึ้นอยู่กับน้ำหนักของรถ, ประกันภัยรถยนต์ 24 เดือน, ภาษีค่าใช้ถนน และค่าอากร เป็นต้น)

https://img.bestcarweb.jp/wp-content/uploads/2019/11/29220240/40ac879c58a8b005491a1f3d4ed1ec38.jpg

อัตราค่าตรวจสภาพรถ ของประเทศญี่ปุ่น

และยิ่งรถเก่ามากเท่าไหร่ ค่าตรวจสภาพก็ยิ่งสูงมากขึ้น ทำให้คนญี่ปุ่นหลายคนรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว ถ้าเกิดอุบัติเหตุ ค่าซ่อมก็ไม่คุ้ม เพราะค่าซ่อมแพงกว่าซื้อรถใหม่ แถมตอนลากเอาไปทิ้ง ต้องเสียเงินค่ากำจัดขยะอีก

https://www.ft.com/__origami/service/image/v2/images/raw/https%3A%2F%2Fs3-ap-northeast-1.amazonaws.com%2Fpsh-ex-ftnikkei-3937bb4%2Fimages%2F3%2F7%2F5%2F9%2F8909573-1-eng-GB%2F20140609_Myanmar1.jpg?source=nar-cms

รถมือสองเก่าจากญี่ปุ่น ที่อยู่ในประเทศพม่า

ด้วยเหตุนี้ จึงมีพ่อค้ารถมือสอง ทำธุรกิจส่งรถยนต์เก่าจากญี่ปุ่น ไปขายที่ภาคตะวันออกไกลของรัสเซีย พม่า หรือแถบโอเชียเนีย แถบแคริเบียน หรือประเทศที่ใช้รถพวงมาลัยขวากันมากมาย จนบางทีก็ตัดขายเป็นอะไหล่ แบบเชียงกงในบ้านเรา หรือขับไปทิ้งเป็นซาก อยู่ตามป่าตามเขาในต่างจังหวัด ยังดีกว่า (คนญี่ปุ่นขี้เหนียวก็เยอะนะ! รู้ว่าค่าใช้จ่ายแพง ทิ้งแล้วซื้อใหม่คุ้มกว่า)

คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ จึงใช้รถยนต์เฉลี่ยประมาณ 5-7 ปี ก็เปลี่ยนคันใหม่แล้ว

แต่ถ้าในบ้านเรา หากมีการบังคับใช้จริงๆ แล้วล่ะก็ คนที่จะเดือดร้อนจำนวนมาก ก็คงหนีไม่พ้นคนไทยส่วนใหญ่ ที่ใช้รถเก่า และรถมือสอง นี่ล่ะครับ …

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

Pay-Car-Tax-At-Holiday

ต่อไปนี้ ใครที่วันธรรมดาต้องทำงาน หรือไม่ว่างไปจ่ายภาษีรถทางไปรษณีย์ วันเสาร์-อาทิตย์นี้ ก็สามารถไปจ่ายภาษีรถได้แล้ว ที่ห้างใกล้บ้าน กับโครงการ “ช้อปให้พอ แล้วต่อภาษี” (Shop Thru for Tax) ของกรมการขนส่งทางบกนะ

มีที่ห้างสรรพสินค้าไหนบ้าง ดูรายละเอียดได้ด้านล่างนี้ …

บิ๊กซี (Big C) ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 13 สาขา

  • เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น. มีสาขา ลาดพร้าว, รามอินทรา, รัชดาภิเษก, บางปะกอก, เพชรเกษม, สุขาภิบาล 3, อ่อนนุช, แจ้งวัฒนะ, สำโรง, บางบอน, สุวินทวงศ์, สมุทรปราการ, บางใหญ่ และบางนา

เซ็นทรัลเวสต์เกต

  • วันเสาร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 17.30 น.
  • วันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 16.00 น.

เซ็นทรัลศาลายา

  • วันเสาร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.30 น.
  • วันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 11.00 – 18.30 น.

เซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ

  • วันเสาร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 17.30 น.
  • วันจันทร์ – ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 10.00 – 16.00 น.

เซ็นทรัลเวิลด์

  • วันเสาร์ – อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 11.00 – 18.00 น.

ธัญญาพาร์ค และ พาราไดซ์ พาร์ค

  • เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 – 17.00 น.

“ต่างจังหวัด” 

  • ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี และห้างสรรพสินค้าอื่นที่ร่วมโครงการ สอบถามจุดให้บริการที่สำนักงานขนส่งจังหวัดนั้นๆ

Pay-Car-Tax-At-Holiday

ประเภทรถที่ให้บริการ

1. รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รย.1) หรือ รถเก๋ง
2. รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 12 คน (รย.2) หรือ รถตู้ และรถสองแถว
3. รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล (รย.3) หรือ รถปิคอัพ
4. รถจักรยานยนต์ (รย.12)

เอกสารหลักฐานที่ใช้ในการรับชำระภาษี

1. ใบคู่มือจดทะเบียนรถหรือสำเนา
2. หลักฐานการจัดให้มีประกันภัยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ที่ยังไม่สิ้นอายุ
3. หนังสือรับรองการตรวจสภาพรถจากสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) เฉพาะรถเก๋ง รถตู้ รถปิคอัพ และรถสองแถวที่จดทะเบียนตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป และรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป
4. หนังสือรับรองการตรวจและทดสอบส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์ของรถที่ใช้แก๊ส LPG หรือ NGV เป็นเชื้อเพลิง รับชำระภาษีรถทั่วประเทศไม่ว่ารถนั้นจะจดทะเบียนไว้ที่จังหวัดใด

Pay-Car-Tax-At-Holiday

นอกจากบริการต่อภาษีในห้างสรรพสินค้าแล้ว ยังมีช่องทางการเสียภาษีได้อีกหลากหลายที่ เช่น สำนักงานขนส่งทั่วประเทศ ที่ทำการไปรษณีย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือร้านค้าที่มีสัญลักษณ์เคาน์เตอร์เซอร์วิสทั่วประเทศ ฯลฯ โดยเจ้าของรถสามารถต่อภาษีล่วงหน้าได้ถึง 3 เดือน

ง่ายๆ แค่นี้ หรือจะชำระภาษีรถล่วงหน้าแบบคนรุ่นใหม่ ผ่าน Application DLT Smart Queue โดยระบุช่วงเวลา วันที่สะดวก และสถานที่ที่ต้องการ ได้ทุกสำนักงานขนส่งทุกแห่งทั่วประเทศ อีกเช่นกันนะคร้าบ

ถ้าคุณเกิดอยากตัดสินใจขายรถด่วนๆ สามารถขายรถคันเดิมกับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ภาษีรถยนต์

คิดคำนวณง่ายๆ กับภาษีรถยนต์!

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ารถยนต์ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญเพื่อการเดินทางไปไหนมาไหนในชีวิตประจำวัน จนเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตที่ขาดไม่ได้ไปซะแล้ว

แต่หลายคนอาจไม่เคยรู้ว่ารถยนต์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันต้องต่อภาษีประจำปีทำให้หลายคนหลงลืมเรื่องการต่อภาษีรถยนต์ ซึ่งหากเลยกำหนดจ่ายภาษีจะถูกปรับ เดือนละ 1% จากอัตราค่าภาษี โดยอัตราค่าภาษีรถนั้นถูกกำหนดโดย พ.ร.บ.การขนส่งทางบก พศ.2522 และได้ถูกใช้มาถึงปัจจุบัน มาลองคำนวณอัตราค่าภาษีรถกัน

วันนี้เราได้เว็บไซต์ Drivemate มาบอกถึงตัวอย่างการคำนวณภาษีรถยนต์ส่วนบุคคลประจำปีตามข้อกำหนดต่างๆ ดังนี้

ภาษีรถยนต์

รถป้ายทะเบียนพื้นขาวตัวหนังสือเขียว อัตราค่าภาษีรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่ง

เช่น รถเก๋ง รถกระบะ 4 ประตู รถ SUV การคำนวณอัตราค่าภาษีจะขึ้นอยู่กับขนาดเครื่อง (cc)

– ขนาดเครื่อง 600 cc แรก cc ละ 0.5 บาท

– ขนาดเครื่อง 601-1800 cc ละ 1.50 บาท

– ถ้าขนาดเครื่องมากกว่า 1800 cc ละ 4 บาท

** หากเป็นรถที่มีการใช้งาน 5 ปีขึ้นไป จะได้รับการลดหย่อนภาษีดังนี้ **

รถที่อายุการใช้งาน 6 ปี จะได้ส่วนลด 10%

รถที่อายุการใช้งาน 7 ปี จะได้ส่วนลด 20%

รถที่อายุการใช้งาน 8 ปี จะได้ส่วนลด 30%

รถที่อายุการใช้งาน 9 ปี จะได้ส่วนลด 40%

รถที่อายุการใช้งานเกิน 10 ปี ขึ้นไป จะได้ส่วนลด ลด 50%

 

ตัวอย่างการคำนวณ

ยกตัวอย่าง เครื่องยนต์ 1,500 cc

600 cc แรก cc ละ 0.5 บาท = 600 x 0.5 = 300 บาท

601-1500 cc ละ 1.50 บาท = (1,500 – 600) = 899 x 1.50 = 1,348.50 บาท

รวมค่าภาษี 300 + 1,348.50 = 1,648.50 บาท

 

ในกรณีที่รถมีขนาดเกิน 1800 ซีซี

ยกตัวอย่างคำนวน เครื่องยนต์ 3,000 cc

600 cc แรก cc ละ 0.5 บาท = 600×0.5 = 300 บาท

601-1800 cc ละ 1.50 บาท = (1,800-600) = 1199 x 1.50 = 1,798.50 บาท

เกิน 1801 cc ละ 4 บาท = (3,000 – 1,801) = 1199 x 4.00 = 4,796 บาท

รวมค่าภาษี  300 + 1,798.50 + 4,796 บาท = 6,894.50 บาท

 

ภาษีรถยนต์

รถป้ายทะเบียนพื้นขาวตัวหนังสือเขียว คือรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่เกิน 7 ที่นั่ง การคำนวณอัตราค่าภาษีจะขึ้นอยู่กับน้ำหนักรถ ดังนี้

น้ำหนักรถ 501- 750 กก. อัตราภาษี 450 บาท

น้ำหนักรถ 751 – 1000 กก. อัตราภาษี 600 บาท

น้ำหนักรถ 1001 – 1250 กก. อัตราภาษี 750 บาท

น้ำหนักรถ 1251 – 1500 กก. อัตราภาษี 900 บาท

น้ำหนักรถ 1501 – 1750 กก. อัตราภาษี 1,050 บาท

น้ำหนักรถ 1751 – 2000 กก. อัตราภาษี 1,350 บาท

น้ำหนักรถ 2001 – 2500 กก. อัตราภาษี 1,650 บาท

 

ขอบคุณข้อมูล : www.money.sanook.com

เรียบเรียงข้อมูลโดย Drivemate Blog