10-Most-Valuable-Auto-Companies-In-The-World

ในโลกของเรานี้มีบริษัทรถอยู่มากมาย บางยี่ห้อสามารถพาตัวเองขึ้นมาเป็นมูลค่าอันดับต้นๆ ของโลกได้ ต้องสั่งสมคุณภาพและมาตรฐาน เป็นที่น่าเชื่อถือของผู้ใช้รถได้ยาวนานนับหลายสิบปี หรือร้อยปี จนสามารถผลิตรถได้หลายล้านคันต่อปี และมีโรงงานผลิตกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลก

การที่บริษัทรถหลายแห่งได้รับความเชื่อใจจากลูกค้ามากมายทั่วโลก ก็ส่งผลให้มูลค่าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์พุ่งขึ้นตาม นักลงทุนเชื่อว่าบริษัทฯ จะสามารถสร้างยอดขายและกำไรได้มาก นั่นก็หมายถึงเงินปันผลที่เขาจะได้รับก็มากไปด้วยเช่นกัน และในขณะเดียวกัน บริษัทรถที่มีปัญหาเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ หรือลูกค้าเสียความเชื่อมั่น ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้น และฐานะทางการเงินของบริษัทโดยเลี่ยงไม่ได้

MR.CARRO ขอนำรายละเอียด 10 อันดับ บริษัทรถยนต์ มูลค่ามากที่สุดในโลก ประจำปี 2020 มาฝากทุกท่านครับ

Tesla-One-Million-Cars-Production

1. Tesla

Tesla มูลค่าบริษัท 200.28 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

นับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ก็ว่าได้ สำหรับ Tesla ที่ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเมื่อ 1 กรกฎาคม 2003 โดย Martin Eberhard และเพื่อนของเขา Marc Tarpenning ที่ต้องการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับความสปอร์ตและหรูหรา แล้วก็นำชื่อของ Nikola Tesla ผู้ค้นพบวิธีการสื่อสารแบบไร้สาย ผู้ประดิษฐ์ขดลวดเทสลา ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟแบบใช้ก๊าซให้แสงสว่าง เป็นต้น

ต่อมา Elon Musk เห็นว่าแนวคิดตรงกัน เลยเข้ามาลงทุนในบริษัทนี้ พร้อมกับผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกจำหน่าย โดยใช้เวลาเพียง 16 ปี ก็สามารถเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดของโลกได้

ทุกวันนี้ Tesla เปรียบได้กับตัวแทนของเทคโนโลยีรถยนต์แห่งอนาคต

Toyota-Century

2. Toyota

Toyota มูลค่าบริษัท 172.61 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

จากบริษัทโรงงานทอผ้า Toyoda Automatic Loom Works ที่ก่อตั้งโดย Sakichi Toyoda ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ราชานักประดิษฐ์” ของญี่ปุ่น ในปี 1929 ได้ขายสิทธิบัตรการผลิตเครื่องทอผ้าอัตโนมัติให้กับ Platt Brothers & Co ประเทศอังกฤษ พร้อมกับนำเงินทุนมาตั้งบริษัท Toyota Motor ลุยกับการผลิตรถยนต์อย่างเต็มตัว

โดย Kiichiro Toyoda ทำหน้าที่รับช่วงต่อ เริ่มผลิตรถ Toyoda AA (โตโยดะ เอเอ) ออกจำหน่ายในปี 1936 จนก้าวขึ้นมาสู่อันดับ 1 ของโลกของยานยนต์ ที่ครองใจคนใช้รถไปทั่วโลก

แบรนด์รถในเครือ Toyota ได้แก่ Toyota, Lexus, Daihatsu, Hino และยังถือหุ้นใน Mazda กับ Subaru อีกด้วย

Bye-Bye-Volkswagen-Beetle

3. Volkswagen

Volkswagen มูลค่าบริษัท 78.24 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

เป็นรถที่เกิดขึ้นในยุค Aldorf Hitler (อดอล์ฟ ฮิตเลอร์) หัวหน้าพรรคนาซี เป็นผู้นำประเทศ ในยุคเผด็จการฟาสซิสต์ขวาจัดตกขอบ ผู้สังหารหมู่ชาวยิวนับล้านคนและนำทัพเยอรมนีบุกไปหลายประเทศช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1937 ได้มีแนวคิดสร้างรถยนต์สำหรับประชาชนขึ้น โดยตั้งชื่อว่า Volkswagen (โฟล์คสวาเกน) ตามภาษาเยอรมันที่คำว่า Volk แปลว่า ประชาชน ส่วน Wagen แปลว่า รถยนต์ รวมกันแล้วเป็น “รถยนต์ของประชาชน”

ปัจจุบัน แบรนด์รถในเครือ Volkswagen มีหลายยี่ห้อ ได้แก่ Volkswagen, Porsche, Audi, Bugatti, Bentley, Lamborghini, Skoda, Scania, MAN, Neoplan และ Ducati เป็นต้น

Honda-Civic-Hatchback

4. Honda

Honda มูลค่าบริษัท 43.57 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

Honda ก่อตั้งเมื่อปี 1948 โดย Soichiro Honda (โซอิชิโร ฮอนดา) ลูกช่างตีเหล็กแห่งเมืองฮารามัตสุ ผู้หลงไหลในยานยนต์ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย ที่ได้ฉายาว่าเป็น Henry Ford ของญี่ปุ่น เริ่มต้นจากการตั้งสถาบันเทคโนโลยีฮอนด้า เริ่มผลิตรถจักรยานติดเครื่องยนต์ รถจักรยานยนต์ ก่อนที่จะก้าวมาสู่การผลิตรถยนต์ รวมไปถึงเครื่องตัดหญ้า เครื่องปั่นไฟ เครื่องยนต์เรือ เครื่องบินเจ็ท และขยายกิจการไปทั่วโลก

แบรนด์รถในเครือ Honda ได้แก่ Honda และ Acura

5. Daimler

Daimler มูลค่าบริษัท 43.40 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

ชื่อ “Daimler” มาจากบริษัท Daimler Motoren Gesellschaft ของ Gottlieb Daimler (กอตต์ลีบ เดมเลอร์) ผู้ประดิษฐ์รถยนต์ 4 ล้อคันแรกของโลก ที่ถูก Wilhelm Maybach (วิลเฮลม์ มายบัค) เข้ามาสืบทอดกิจการต่อ

ในปี 1926 ได้รวมเข้ากับบริษัท Benz Cie & Co. จึงจับชื่อมาชนกัน แล้วขายรถในชื่อ “Mercedes-Benz” ตั้งแต่ปี 1926 แต่ยังคงใช้ชื่อบริษัทว่า Daimler-Benz ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Daimler-Chrysler เมื่อคราวรวมกิจการกับ Chrysler ในปี 1998 และกลับมาใช้ชื่อ Daimler AG อีกครั้งในปี 2007 หลังจากการแยกตัวของ Chrysler

แบรนด์รถในเครือ Mercedes-Benz ได้แก่ Mercedes-Benz, Smart, Maybach, AMG, Freightliner, Western Star, Bharat Benz, Setra, Fuso, Starliner

Ferrari-SF90-Stradale

6. Ferrari

Ferrari มูลค่าบริษัท 42.29 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

เป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย Enzo Ferrari (เอนโซ่ เฟอร์รารี่) นักแข่งรถยนต์ในตำนาน เมื่ออายุ 42 ปี ในปี 1940 ซึ่งเคยเป็นนักแข่งรถให้ทาง Alfa Romeo มาก่อน เพื่อผลิตรถแข่งและผลิตรถสปอร์ต ที่มีชื่อเสียงก้องโลกในปัจจุบัน

BMW-Series-3-2019

7. BMW

BMW มูลค่าบริษัท 41.11 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

บีเอ็มดับเบิลยู ถือกำเนิดขึ้นในปี 1916 ที่เยอรมนี โดยวิศวกรเครื่องกลชาวบาวาเรีย 2 คน คือ Carl Rapp และ Max Friz ซึ่งเริ่มต้นผลิตเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบิน โดยใช้ชื่อว่า Bayerische Flugzkugwerke AG แต่ในปี 1918 ก็เปลี่ยนมาผลิตรถยนต์แทน และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Bayerische Motoren Werke AG ซึ่งแปลว่า งานผลิตรถยนต์ ของคนบาวาเรีย ซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลก

แบรนด์รถในเครือ BMW ได้แก่ BMW, Mini และ Rolls-Royce

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

8. GM

GM มูลค่าบริษัท 36.21 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

GM หรือ General Motors เคยได้ชื่อว่าบริษัทรถที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาก่อน จดทะเบียนครั้งแรกในวันที่ 16 กันยายน 1908 ในเมือง Flint รัฐ Michigan  และบริหารงานโดย William C. Durant เจ้าของบริษัทผลิตรถม้า ดูแรนท์ ดอร์ท แคร์ริเอจ (Durant-Dort Carriage Company) ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Buick โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Charles Stewart Mott เป็นผู้ริเริ่มนำบริษัทควบรวมกับ Buick และภายหลังเขาก็เป็นผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียว ก่อนจะขยายกิจการด้วยการซื้อแบรนด์อื่นมารวมใน GM มากมาย

แบรนด์รถในเครือ Chevrolet, Cadillac, Buick, GMC และ Holden

New-MG-HS-2019

9. SAIC Group

SAIC Group มูลค่าบริษัท 28.31 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

SAIC Group หรือ Shanghai Automotive Industry Corporation เป็นกลุ่มธุรกิจรถยนต์ที่จัดเป็น 1 ใน 4 ยักษ์ใหญ่ของบริษัทรถในจีน มีรัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน รวบรวมบริษัทรถหลายแห่งในจีน และในส่วนที่ร่วมผลิตรถยนต์กับบริษัทรถยนต์ของต่างชาติ มารวมกันเป็น SAIC Group ในปี 2011

แบรนด์รถในเครือ SAIC ได้แก่ MG, Maxus, Roewe, Wuling, Baojun และ Sunwin เป็นต้น

BYD-M3

10. BYD

BYD มูลค่าบริษัท 25.18 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

BYD หรือ Build Your Dreams ก่อตั้งเมื่อปี 1995 โดย Wang Chuanfu เติบโตมาจากบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับมือถือ ต่อมาในปี 2002 BYD เข้าซื้อกิจการของบริษัท Tsinchuan Automobile หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีน. ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น BYD Automobile Co.,Ltd.

ซึ่ง BYD นับตั้งแต่ปี 2008 เริ่มเน้นผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาจำหน่ายมากเป็นพิเศษ จนถึงขนาด Warren Buffet เข้ามาซื้อหุ้นของ BYD บริษัทแม่ถึง 10% (คิดเป็นเงิน ณ ตอนนั้นราว 230 ล้านเหรียญ) จัดได้ว่าเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก (ในแง่ความหลายหลายของผลิตภัณฑ์ มีทั้งรถยนต์ รถบัส รถบรรทุกไฟฟ้า และโรงงานผลิต เป็นต้น) ที่ในไทยก็มีตัวแทนจำหน่ายแล้ว

แบรนด์รถในเครือ BYD ได้แก่ BYD และ Denza เป็นต้น

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

Popular-Cars-In-Iran-From-Iranian

เริ่มต้นช่วงปีใหม่มานี้ ก็มีข่าวให้ได้ระทึกโลกกันอีกครั้ง จากการที่ ประธานาธิบดี Donald Trump (โดนัลด์ ทรัมป์) แห่งสหรัฐฯ สั่งสังหาร Qasem Soleimani (พลตรี คาเซ็ม โซไลมานี) วัย 62 ปี ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษคุดส์ สังกัดกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (Revolutionary Guard Corps) โดยการใช้โดรนถล่มด้วยจรวดหลายลูก ที่สนามบินในกรุงแบกแดด เมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 ม.ค. ตามเวลาของอิรัก

ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เข้าสู่จุดเลวร้ายที่สุด นับตั้งแต่อิหร่านจับชาวอเมริกัน 52 คน เป็นตัวประกันเมื่อปี 1979 ทำให้หลายประเทศทั่วโลกก็เกิดความหวั่นวิตก กลัวมีสงครามโลกครั้งที่ 3

Total-Export-Iran-Automotive-2005-2013

การส่งออกรถยนต์นั่งของอิหร่านไปยังต่างประเทศ ในช่วงปี 2005 – 2013 ช่วงที่ยังโดนสหรัฐฯ และหลายๆ ชาติ คว่ำบาตร (แหล่งที่มา ILIA-Corporation)

และนอกจากสงครามการค้าที่สหรัฐฯ มีต่อจีนช่วงก่อนหน้า ก็ได้สร้างผลกระทบกระเทือนไปในระบบเศรษฐกิจทั่วโลกแล้ว รวมถึงของไทยด้วย ซึ่งทางอิหร่านตอนนี้ก็ประกาศจะล้างแค้นสหรัฐฯ แน่ๆ ถึงขั้นให้รางวัลนำจับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 80 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ (หรือ 2.4 พันล้านบาท) เลยทีเดียว! หากใครนำหัวของ โดนัลด์ ทรัมป์ มาได้!

แต่เนื่องจากในอดีตนั้น อิหร่าน ได้ให้ให้ความสำคัญกับโครงการนิวเคลียร์ จนถูกสหรัฐฯ และประชาคมโลกคว่ำบาตรอิหร่านอย่างหนัก การส่งออกน้ำมัน และเศรษฐกิจของอิหร่าน ได้รับความเสียหายอย่างมหาศาล ทำให้เทคโนโลยีต่างๆ จึงหยุดชะงักตามไปด้วย

และก็มีผลกระทบมาถึงอุตสาหกรรมยานยนต์เช่นกัน ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองลงมาจากอุตสาหกรรมน้ำมัน แต่อุตสาหกรรมรถยนต์ในอิหร่านก็ยังมีการแข่งขันค่อนข้างสูงกว่าแต่ก่อนมาก จึงอาจไม่กระทบมากนัก MR.CARRO ขอยกตัวอย่างรถยอดนิยมของคนอิหร่าน ว่าในปัจจุบันยังคงนิยมใช้รถอะไรกันบ้าง?

Paykan-Iran-Khodro

1. Paykan

รถยนต์ยี่ห้อ Paykan ซึ่งเป็นรถยนต์ประจำชาติอิหร่าน ผลิตขึ้นโดยบริษัท Iran Khodro (อิหร่าน โคดรู) (ในอดีตเรียกว่า Iran National) เป็นบริษัทผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกกลาง ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 29 สิงหาคม 1962 เน้นผลิตรถขายกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

ซึ่งได้เซ็นสัญญาซื้อลิขสิทธิ์การผลิตมาจากรถยนต์ Hillman Hunter รุ่นปี 1966 ของค่าย Rootes ในเครือ Chrysler Europe มาผลิต (ซึ่งต่อมา กลุ่ม Rootes ก็ล้มละลาย จนโดน Peugeot เข้าควบรวมกิจการไปในปี 1978) ตั้งแต่ในปี 1967 ซึ่งเป็นการนำชิ้นส่วนเข้าผลิตในรูปแบบ CKD

ต่อมาในช่วงกลางยุค 70 จึงเริ่มประกอบขายในอิหร่านมาจนถึงปี 2005 และในปี 2015 สำหรับรุ่นกระบะ โดยมีทั้งรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร, 1.7 ลิตร และ 1.8 ลิตร

แม้ว่ารัฐบาลอิหร่านจะหยุดผลิตรถยนต์ยี่ห้อ Paykan ในปี 2548 แต่รถรุ่นนี้ ในอิหร่านก็ยังคงมีวิ่งอยู่อย่างมากมาย

Peugeot-405-SLX-Iran

2. Peugeot 405 / Safir / Pars / RD / ROA

นับได้ว่าเป็นรถยอดนิยมสุดๆ ของชาวอิหร่านอีกหนึ่งรุ่นเลย สำหรับ Peugeot 405 (เปอโยต์ 405) ที่ออกมาตั้งแต่ปลายยุค 80 และเลิกจำหน่ายในตลาดโลกไปนานแล้ว แต่ที่นี่ยังมีผลิตขายอยู่! โดยบริษัท Iran Khodro

ต่อมาได้ถูกปรับปรุงรูปโฉมใหม่ ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมกับแตกชื่อรุ่นออกไปเป็น Peugeot Safir และ Peugeot Pars มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร, 1.8 ลิตร และ 1.9 ลิตร (เครื่อง 1.9 ลิตร ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว)

แต่รถ Peugeot รุ่นอื่นๆ ก็ยังเป็นที่นิยมอย่างมากด้วยเช่นเดียวกันในอิหร่าน เช่น 206, 206 SD, 207i, 207i SD หรือ 406 เป็นต้น

IKCO-Dena-Iran

3. IKCO

IKCO หรือ Iran Khodro ได้ตัดสินใจผลิตรถออกมาขายในแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งมีการปรับรูปโฉมตัวรถใหม่หมดทั้งคัน ใน 4 รุ่น ได้แก่ Samand / Soren / Dena / Dena Plus แต่ยังคงใช้พื้นฐานของ Peugeot 405 อยู่เช่นเดิม แถมยังมีการส่งออกไปจำหน่ายในบางประเทศอีกด้วย อาทิ จีน, ยูเครน, อาเซอร์ไบจาน, เซเนกัล, ซีเรีย หรือ เวเนซุเอลา เป็นต้น

เครื่องยนต์ของทั้ง 4 รุ่นนี้ ยังคงมีทั้งแบบของ PSA Peugeot ขนาด 1.6 ลิตร และ 1.8 ลิตร และเครื่องยนต์ขนาด 1.7 ลิตร ที่ทาง IKCO ผลิตขึ้นมาเอง ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด เท่านั้น

Saipa-131-Iran

4. Saipa

สำหรับ Saipa (ชื่อบริษัทรถนี้ ย่อมาจากภาษาฝรั่งเศส Société Anonyme Iranienne de Production des Automobiles Citroën) ก่อตั้งขึ้นในปี 1965 จัดเป็นบริษัทคู่แข่งที่สำคัญของ Iran Khodro เพราะเน้นผลิตรถเจาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเช่นกัน และรับจ้างผลิตรถยนต์ให้กับหลายๆ แบรนด์ด้วยเช่นกัน อาทิ Nissan, Renault, KIA, Changan และ Dongfeng

สำหรับรถยอดนิยมของผู้ผลิตค่ายนี้ ก็มีอยู่หลากหลายรุ่น เช่น Saipa 111, 131, 132, Ario, Quick หรือ Tiba รวมไปถึงรถกระบะโบราณของ Nissan Junior ที่ยังมีผลิตมาจนถึงทุกวันนี้ อย่าง Z24

บริษัท Iran Khodro และบริษัท Saipa เป็นบริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุด คือร้อยละ 96 ของตลาดรถยนต์ภายในประเทศทั้งหมด ส่วนบริษัทผลิตรถยนต์อื่นๆ ที่เป็นค่ายผู้ผลิตรถยนต์อิสระ เช่น Bahman Group, Kerman Motors, Kish Khodro, Runiran, Traktorsazi, Shahab Khodro และอื่นๆ (ยอดสำรวจในปี 2009)

ถ้าคุณเกิดอยากตัดสินใจขายรถด่วนๆ สามารถขายรถคันเดิมกับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

unnamed

รถยนต์ส่วนมากที่ทุกคนเห็นนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นสีขาวเป็นหลัก เพราะสีขาวเป็นสีที่ยอดฮิตสำหรับทุกคน และสามารถขายในตลอดรถยนต์มือสองได้ในราคาดี แต่รู้หรือหากเราดูแลรถไม่ถูกวิธี อาจจะทำให้สีขาวนั้นเหลืองหมองไม่สวยงาม สภาพรถยนต์ของคุณดูเก่า และขายได้ในราคาที่ถูก SIAMCARDEAL.COM จึงมีเทคนิคการดูแลรถสีขาวมาฝากกันครับ

หลีกเลี่ยงการตากแดด
⦁ หลีกเลี่ยงการจอดรถตากแดด
สีขาวจะเสื่อมสภาพได้อย่างรวดเร็ว หากจอดกลางแดดเป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดคราบหมอง เหลือง ได้เร็วกว่าสีอื่น ทางที่ดีควรหาที่จอดไว้ในที่ร่มทั้งที่บ้าน และที่ทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกับแสงแดดโดยตรง ซึ่งถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยให้รถไม่หมองเร็ว

ล้างรถอย่างน้อยสัแดาห์ละครั้ง
⦁ ล้างรถอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
จริงๆแล้วข้อนี้สำคัญกับทุกสี เนื่องจากจะเป็นการช่วยล้างคราบสกปรกต่างๆ เช่น มูลนก, โคลน, คราบน้ำมัน และอื่นๆออกไป ก่อนที่จะทำให้ชั้นผิวสีเสียหาย แต่สำหรับรถสีขาวนั้น ควรแยกฟองน้ำออกเป็น 2 ส่วน คือ ฟองน้ำสำหรับล้างตัวถังส่วนบนและตัวถังส่วนล่าง เนื่องจากส่วนล่างของรถสกปรกกว่ามาก การใช้ฟองน้ำร่วมกันจะทำให้เกิดคราบจางๆบนตัวถังได้ ซึ่งรถสีขาวจะเห็นได้ชัดกว่าสีอื่น

เช็ดรถให้แห้งและสะอาด
⦁ เช็ดรถให้แห้งและสะอาด
เมื่อล้างเสร็จแล้ว ไม่ควรปล่อยให้รถแห้งเอง ทางที่ดีควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์หรือผ้าชามัวร์สำหรับเช็ดรถโดยเฉพาะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดรอย และต้องมั่นใจว่าเช็ดจนแห้งทุกจุด เพราะตัวถังสีขาวจะเห็นคราบน้ำได้ยาก อาจทำให้เป็นรอยด่างได้

⦁ เคลือบสีรถเป็นประจำ
ควรให้น้ำยาเคลือบสีรถเป็นประจำอย่างน้อยเดือนละครั้ง เพื่อช่วยให้ผิวรถเกิดฟิล์มบางๆเคลือบเอาไว้ ช่วยชลออาการเกิดคราบเหลือง และที่สำคัญควรเลี่ยงน้ำยาเคลือบที่มีส่วนผสมของ ‘คานูบ้า’ เนื่องจากจะยิ่งเป็นการทำให้รถเหลืองเร็วกว่าปกติ

เคลือบสีรถเป็นประจำ

⦁ ใช้ดินน้ำมันล้างรถ
การใช้ดินน้ำมันล้างรถ ถือเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสามารถดึงคราบสกปรกออกจากตัวรถได้เป็นอย่างดี และจะช่วยให้คืนความเงางามของสีรถกลับมาได้อีกด้วย

คำแนะนำข้างต้น สามารถนำไปใช้ได้กับรถทุกสี อาจจะดูง่าย และธรรมดาไปบ้าง แต่ถ้าหากเราปฎิบัติเป็นประจำ ก็จะสามารถช่วยยืดอายุของสีรถยังคงสดใสอย่างยาวนาน และน่ามองตลอดเวลา หากต้องการหาโปรโมชั่นรถยนต์ใหม่ป้ายแดงอย่าลืมนึกถึง SIAMCARDEAL.COM

ขอบคุณภาพจาก www.freepik.com

New-Cars-In-Half-Year-Later-2019

ช่วงครึ่งหลังปี 2562 แม้ว่าเศรษฐกิจยังคงย่ำแย่ แบบนี้มาอย่างต่อเนื่อง กำลังซื้อในตลาดกลุ่มใหญ่หดหาย ทำให้ค่ายรถนอกจากจะต้องจัดโปรโมชั่นกระตุ้นการขาย ก็ยังต้องรีบเปิดตัว Product ใหม่ เพื่อแข่งกันชิงส่วนแบ่งทางการตลาดอีกด้วย

ซึ่งถ้านับกันตามตรง ตั้งแต่ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ค่ายรถหลายค่ายก็เปิดตัวรถกันไปหลายรุ่น อาทิเช่น MG ZS EV รถ SUV พลังไฟฟ้า 100% จากค่าย MG ที่ไม่ต้องถามเลยว่า กี่ล้าน! หรือจะเป็น Toyota Hiace และ Commuter ใหม่ ที่สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการรถตู้ไปอย่างมาก …

Carro ขอแนะนำรถใหม่ รุ่นเด็ด ที่เตรียมตัวเปิดตัวในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 นี้ จะมียี่ห้อไหน รุ่นใดบ้าง ไปชมกันได้เลยครับ.

1. Toyota Corolla Altis

Toyota-Corolla-Altis-Taiwan

หลังจากที่ Toyota Corolla Altis (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) รุ่นปัจจุบันที่ขายในบ้านเรามานานหลายปีแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนโฉมกันสักที (ทั้งๆ ที่ ในต่างประเทศ ก็โมเดลเชนจ์กันไปนานแล้ว) โดย Altis ใหม่นี้ โดยมาพร้อมกับแพลทฟอร์ม TNGA เช่นเดียวกับรุ่น C-HR, Camry หรือ Prius

มาพร้อมรูปลักษณ์ภายนอกสไตล์สปอร์ต ห้องโดยสารภายในมาในแนวคิด Sensuous Minimalism แถมยังมีหน้าจอขนาด 8 นิ้ว รองรับระบบ Toyota Drive+Connect อีกด้วย

Toyota-Corolla-Altis-Taiwan

ส่วนเครื่องยนต์ มากันแบบครบๆ เหมือนเดิม ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.6 ลิตร และขนาด 1.8 ลิตร กับเครื่องยนต์เบนซิน Hybrid ขนาด 1.8 ลิตร พร้อมกับปรับปรุงระบบช่วงล่างใหม่ ระบบเกียร์มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีด เกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i และแบบ ECVT ในรุ่น Hybrid ในสไตล์ทนๆ ไม่จุกจิก ขวัญใจแท็กซี่ ที่มาสร้างความคึกคักในตลาดรถเดือนสิงหาคม 2562 แน่ๆ

2. Mazda3

Mazda3-2019

Mazda3 (มาสด้า3) ใหม่หมดจด ที่แฟนๆ Zoom-Zoom ต่างรอคอย มาแน่นอนครับ! ในเดือนกันยายนนี้ หลังจากที่เปิดตัวที่ญี่ปุ่นไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน (ซึ่งในโฉมนี้ ไม่ได้ใช้ชื่อ Axela แล้ว แต่ใช้เป็น Mazda3 เช่นเดียวกับในทั่วโลก) ยังมีให้เลือกทั้งตัวถังแบบ Sedan และ Fastback เหมือนเดิม

สำหรับขุมพลังของ Mazda3 ใหม่ ในไทย คาดว่าเครื่องยนต์ก็ยังเป็นขนาด 2.0 ลิตร เหมือนในโฉมปัจจุบันครับ แต่ในส่วนของเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร SkyActiv-G 111 แรงม้า, ขนาด 2.0 ลิตร SkyActiv-G 111 แรงม้า และเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 1.8 ลิตร SkyActiv-D 116 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด (เฉพาะรุ่น 1.5 ลิตร เวอร์ชั่นญี่ปุ่น) และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด เช่นเคย

3. Mazda CX-8

Mazda-CX-8-2019

Mazda CX-8 (มาสด้า ซีเอ็กซ์-8) รถ SUV รุ่นใหญ่จาก Mazda หลังจากที่มีข่าวว่าจะมาไทย แต่ก็ยังเงียบอยู่ ซึ่งคาดว่าน่าจะได้ฤกษ์เปิดตัวในบ้านเรา ประมาณเดือนตุลาคม 2562

ใช้ขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล Skyactiv-D ขนาด 2.2 ลิตร เหมือนในตัว CX-5 แต่ปรับแรงม้าให้สูงขึ้น แบบแถวเรียง 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อนล้อหน้า 2WD และขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบ AWD

4. Mitsubishi Pajero Sport

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

Mitsubishi Pajero Sport (มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต) รถ SUV หรือที่เรียกกันว่ารถ PPV ยอดฮิตในบ้านเรา เปิดตัวไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรกในโลกที่ไทย ตัวรถหน้าตาใหม่ (หรือ Design Language ที่ค่ายรถหลายค่าย มักเรียกกัน) ไปในทิศทางเดียวกับ Mitsubishi รุ่นอื่นๆ ที่มาใน Theme ออกแบบ “Dynamic Shield” ด้วยชุดไฟหน้าใหม่ กระจังหน้าใหม่ กันชนใหม่ และไฟท้ายใหม่

พร้อมปรับปรุงห้องโดยสารภายในใหม่ อัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยมากขึ้น เช่น ระบบส่งสัญญาณเตือนเมื่อเปลี่ยนเลน (LCA) และระบบสัญญาณเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA)

มาพร้อมเครื่องยนต์ MIVEC Turbo Diesel ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ได้แก่ 2WD GT, 2WD GT Premium และ 4WD GT Premium ในราคา 1,299,000 – 1,599,000 บาท

5. Suzuki Carry

All-New-Suzuki-Carry-2019

Suzuki Carry (ซูซูกิ แครี่) โฉมใหม่หมดจด ขวัญใจชาวฟู้ดทรัค ถึงเวลาเปลี่ยนโฉมใหม่หมดจดซะที หลังจากที่ขายรุ่นเดิมมาอย่างยาวนานถึงสิบปีกว่า ครั้งนี้ด้านหน้ารถออกแบบเป็นตัดหน้าตรง เหมือนรถตู้ กระบะหลังเปิดได้ 3 ด้าน และสามารถบรรทุกได้มากถึง 1 ตัน! พร้อมการออกแบบห้องโดยสารภายในใหม่ เน้นที่เก็บของเต็มพิกัด!

มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส K15B-C ขนาด 1.5 ลิตร 95 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด บนระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วนราคาโปรดติดตามได้ในงาน BIG Motor Sale 2019 นี้!

6. Mercedes-Benz A-Class

Mercedes-Benz-A-Class-Sedan

Mercedes-Benz A-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอ-คลาส) ใหม่! มาไทยแน่นอน พร้อมเปิดตัวในวันที่ 22 สิงหาคม นี้ ในชื่อ Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ซึ่งภายในมีฟังก์ชั่นเด่นๆ อย่าง หน้าจอคู่ Dual Screen Cockpit ขนาด 10.25 นิ้ว จำนวน 2 จอ, ระบบควบคุม Multimedia “MBUX”, หรือช่องแอร์เรืองแสง illuminated Air Vents แบบ Turbine เป็นต้น

ในเวอร์ชั่นอาจมาพร้อมขุมพลังขนาด 1.3 ลิตร Turbo 163 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ในราคาที่ยังไม่เป็นที่เปิดเผย

7. Audi TT

Audi-TT

Audi TT (ออดี้ ทีที) ยนตรกรรมสปอร์ตตระกูล TT ที่ได้รับความนิยมและตอบรับจากลูกค้าอย่างต่อเนื่องจากทั่วโลก เมื่อเดือนที่ผ่านมาได้ทาง Audi ได้เปิดตัว Audi TT สเปคไทย ทีเดียว 3 รุ่น คือ The New Audi TT Roadster, Audi TTS Coupé และ Audi TT Coupé ใหม่

มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร Turbo 230 แรงม้า และ 286 แรงม้า ในรุ่น TTS Coupé ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ S tronic 6 สปีด และยังเพิ่มความมั่นใจด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือ quattro เอกลักษณ์ของ Audi สามารถทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ในราคา 3,299,000 – 4,699,000  บาท

8. Peugeot 3008 & 5008

Peugeot-3008

Peugeot 3008 & 5008 (เปอโยต์ 3008 และ 5008) เป็นรถแบบ SUV 5 ที่นั่ง ขนาด Compact ส่วนรุ่น 5008 จะเป็นแบบ 7 ที่นั่ง ที่ออกแบบมาได้อย่างล้ำสมัย ภายในห้องโดยสารออกแบบใหม่ มีอุปกรณ์เด่นๆ อาทิ เบาะหนังแท้, ระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone, หน้าปัดแสดงผลแบบดิจิตอลขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว, หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น

ส่วนเครื่องยนต์ของเวอร์ชั่นไทย คาดว่าแบบเดียวกับที่จำหน่ายที่มาเลเซีย แบบเบนซิน ขนาด 1.6 ลิตร Twin Scroll Turbo High Pressure (THP) ให้กำลังสูงสุด 165-167 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Paddle Shifts ที่พวงมาลัย และโหมดการขับขี่ที่ปรับได้ 5 รูปแบบ ซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาทกลางๆ

9. Chevrolet Captiva

Chevrolet-Captiva-2019

หลังจากที่ Chevrolet นำ Chevrolet Captiva (เชฟโรเลต แคปติวา) รถ SUV ยอดนิยมจากค่าย ได้นำรถต้นแบบของ Captiva ใหม่ มาโชว์ในงาน Motor Show 2019 ที่ผ่านมา ก็ได้รับเสียงตอบรับจากแฟนๆ พอสมควร โดย Captiva รุ่นใหม่นี้เป็นรถที่ GM ร่วมกับทาง SAIC ของจีน เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน 2562 นี้

ขุมพลังที่ใช้คาดว่าเป็นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 147 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 230 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ขับเคลื่อนล้อหน้า

10. MG Extender

MG-Extender

MG Extender (เอ็มจี เอ็กซ์เทนเดอร์) ครั้งแรกของ MG ที่เปิดตัวรถกระบะ เตรียมชิมลางสมรภูมิรถกระบะอันดุเดือดครั้งแรกในไทย ใน Concept “กระบะพันธุ์ยักษ์ ให้มากกว่าความแกร่ง” โดยมาพร้อมการออกแบบภายใต้แนวคิด BRIT Dynamic ตัวถังขนาดใหญ่ ระบบความปลอดภัยครบครัน และระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART รองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย ครั้งแรกของโลกในรถกระบะ

มาพร้อมเครื่องยนต์ Diesel Commonrail Turbo ขนาด 2.0 ลิตร 161 แรงม้า ระบบช่วงล่างแบบ European Tuning Suspension พร้อมการติดตั้งระบบความปลอดภัยครบครัน รวมทั้งยังเป็นรถกระบะที่มาพร้อมระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ มี 9 รุ่นย่อย ครอบคลุมทั้งแบบกระบะตอนครึ่ง (Giant Cab) และแบบ 4 ประตู (Double Cab) ในราคา 549,000 – 1,029,000 บาท

เตรียมเปิดตัวในงาน BIG Motor Sale 2019 ซึ่งจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 16 -25 สิงหาคม นี้ ที่ BITEC บางนา

ถูกใจแบบไหน อยากได้แบบไหน เตรียมตัวเก็บเงิน ไปรอซื้อกันได้แล้วครับ …

carr-blog-feature-image

ตอบโจทย์ความสะดวกสบายของคนมีรถ ช่วยลดปัญหาหงุดหงิดกวนใจที่ต้องพบเจอระหว่างเดินทางด้วยแอปพลิเคชั่นที่สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานกันได้ฟรี ๆ ทั้งระบบ iOS และ Android มาสิ มาดูกันว่า นอกจาก Google Maps ที่ทุกคนใช้กันเป็นประจำจนคุ้นเคยแล้วก็ยังมีแอปพลิเคชั่นอื่น ๆ ตัวไหนอีกบ้างที่น่าสนใจเหมาะดาวน์โหลดติดมือถือไว้ใช้ในยามจำเป็น

1. JS 100

เกาะติดข่าวสารความเคลื่อนไหวบนท้องถนนจากคลื่นวิทยุ จส. 100 ง่าย ๆ เพียงแค่เปิดแอปก็สามารถเช็กสภาพการจราจรบนท้องถนนที่รายงานแบบ Real time พร้อมแผนที่การเดินทาง ข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในจุดต่าง ๆ เพื่อให้คนมีรถสามารถวางแผนการเดินทางได้ง่ายยิ่งขึ้น รวมถึงการขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน เรียกว่าเป็นแอปพลิเคชั่นเจ๋ง ๆ เหมาะสำหรับคนเมืองไว้ใช้ในการเช็กสภาพจราจรก่อนขับรถไปทำงาน

JS 100

Cr: App JS 100

2. PTT Life Station

คนมีรถคงขำไม่ออกแน่ ๆ หากขับรถเที่ยวต่างจังหวัดหรือในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยแล้ว เจ้ากรรม! น้ำมันดันกำลังจะหมด มองซ้าย มองขวา จะแวะหาที่เติมน้ำมันได้จากไหน แนะนำเปิดแอปพลิเคชั่นนี้แบบด่วน ๆ เพราะสามารถช่วยค้นหาปั๊มน้ำมันและ NGV ของปตท. ทั่วประเทศได้ พร้อมกับแสดงผลในรูปของแผนที่ เข้าใจง่าย และสะดวกยิ่งขึ้นด้วยฟังก์ชั่น Direction to ช่วยนำทางไปยังปั๊มน้ำมันและ NGV ของปตท. ที่ต้องการ นอกจากนี้มีอัพเดทโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษต่าง ๆ ของทุกแบรนด์ในเครือปตท. อีกด้วย

PTT Life Station

Cr: App PTT Life Station

3.Drivvo

แอปพลิเคชั่นช่วยคนมีรถจดบันทึกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง ประกันภัย ภาษี เป็นต้น ซึ่งทุกอย่างที่บันทึกจะแสดงข้อมูลออกเป็นกราฟเข้าใจง่าย พร้อมเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายในแต่ละกลุ่ม ทำให้ช่วยวางแผนควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนที่สิ้นเปลืองได้ และสามารถตั้งการแจ้งเตือนเกี่ยวกับการเติมน้ำมันเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และการบำรุงรักษาครั้งต่อไปได้ ที่สำคัญใช้ง่ายเพราะฟังก์ชั่นต่าง ๆ รองรับภาษาไทย

Drivvo

Cr: App Drivvo

4. HERE WeGo

ขับรถเที่ยวที่ไหนก็ไม่ต้องกลัวหลงกับแอปพลิเคชั่นแผนที่นำทาง ที่รวมข้อมูลเส้นทางสำหรับผู้ใช้จักรยาน รถยนต์ รถประจำทาง และรถแท็กซี่ ซึ่งฟังก์ชั่นของแอปค่อนข้างใช้งานง่ายกว่า Google Maps ช่วยค้นหาสถานที่ได้เร็วแม่นยำ สามารถใช้งานได้ทั้งแบบ Online และ Offline เผื่อใครอยากประหยัดเน็ตมือถือ และในกรณีเกิดขับรถหลงทางไม่ต้องตกใจ!  เพราะแอปจะปรับเส้นทางใหม่แบบ Real time ให้ถึงจุดหมายปลายอย่างปลอดภัยแน่นอน

HERE WeGo

Cr: App HERE WeGo

5. Thailand Highway Traffic

แอปพลิเคชั่นเจ๋ง ๆ ไว้เช็กสภาพจราจรบนทางหลวง สามารถแสดงภาพปัจจุบันบนท้องถนนจากกล้องวงจรปิดมากกว่า 100 ตัว ที่อยู่บนทางหลวง พร้อมช่วยคำนวนเส้นทาง ความเร็ว เวลา อัตราการเคลื่อนตัวของรถ ปริมาณรถติดบนถนนเส้นต่าง ๆ และแผนที่จุดบริการเช่น ห้องน้ำ น้ำดื่ม ซึ่งข้อมูลทั้งหมดมาจากสำนักอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง ช่วยให้คนขับรถเที่ยวต่างจังหวัดสามารถวางแผนก่อนออกเดินทางได้

Thailand Highway Traffic

Cr: App Thailand Highway Traffic

6. Parking Lots

เรื่องหาที่จอดรถยาก ดูเหมือนจะเป็นปัญหาสุดหนักใจของคนมีรถ เวลาเดินทางไปไหน มาไหน ที่ต้องวัดดวง แอบลุ้นกันว่าลานจอดจะมีที่ว่างเพียงพอไหม แถมบางทีที่จอดดันเต็มก็ต้องขับวนหากันให้เสียเวลา แต่สะดวกยิ่งขึ้นหากมีแอปพลิเคชั่นนี้ติดมือถือ เพราะสามารถค้นหาที่จอดรถในพื้นที่ต่าง ๆ เช่น จุดจอดใกล้สถานีรถไฟฟ้า ย่านใจกลางเมืองทั้งเยาวราช สีลม สุขุมวิท ห้างสรรพสินค้า แหล่งท่องเที่ยวนอกเมืองและต่างจังหวัดอีกด้วย

Parking Lots

Cr: App Parking Lots

7. Oil Price Today

วางแผนเติมน้ำมันล่วงหน้าได้ง่ายขึ้นกับแอปพลิเคชั่นที่รายงานราคาน้ำมันในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งมีข้อมูลน้ำมันอัพเดททั้งแก๊สโซฮอล์ 95, 91, E20, E85, เบนซิน 95, ดีเซล และ NGV พร้อมเปรียบเทียบ เช็กราคาน้ำมันในวันพรุ่งนี้ของปั๊มน้ำมันต่าง ๆ เช่น ปตท. บางจาก เชลล์ เอสโซ่ เป็นต้น รวมถึงแจ้งเตือนเมื่อมีการปรับราคาน้ำมันขึ้น – ลง

Oil Price Today

Cr: App Oil Price Today

มีแอปพลิเคชั่นเจ๋ง ๆ ติดมือถือไว้ช่วยวางแผนการเดินทางกันแล้ว แต่การขับรถด้วยความระมัดระวัง ไม่ประมาท ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีติดตัวอยู่ตลอดเวลาเมื่อขับรถอยู่บนท้องถนน ซึ่งหากใครอยากเพิ่มความมั่นใจด้วยการทำประกันรถยนต์สามารถ คลิกที่นี่ หรือโทรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับมาสิได้เลยที่ 02 710 3100 หรือแอด LINE มาสอบถามที่ @masii ได้เลย

ขอบคุณบทความดี ๆ จาก www.masii.com

Carro-Design-Car-Nice-But-Thai-Not-Purchase

ความชื่นชอบของมนุษย์บนโลกใบนี้ ไม่เหมือนกัน … นับตั้งแต่เชื้อชาติ ภาษา ความเชื่อ วัฒนธรรม ความรู้สึกนึกคิด ย่อมมีผลต่อรสนิยมความชอบที่ต่างกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

การตัดสินใจซื้อสินค้าอะไรสักอย่างหนึ่ง แน่นอน … ของเหล่านี้ ย่อมส่งผลในการตัดสินใจซื้อเช่นกัน … บรรดาผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิเช่น รถยนต์ ซึ่งก่อนค่ายรถ จะวิจัยและพัฒนารถยนต์รุ่นหนึ่งๆ ออกมา บางรุ่นต้องใช้งบประมาณมหาศาล คิดเป็นเงินไทยแล้วก็นับพันนับหมื่นล้านบาทได้

Thairung-ออกแบบรถ

การออกแบบรถ ของ Thairung (ไทยรุ่ง)

จึงต้องศึกษา สอบถาม เรียนรู้พฤติกรรมความต้องการ และรสนิยมของลูกค้า ของรถรุ่นที่ “ตั้งใจ” จะเข้าไปขายในตลาดภูมิภาคนั้นๆ อย่างทะลุปรุโปร่ง ก่อนจะออกแบบสินค้าให้โดนใจลูกค้าให้มากที่สุด … และยังต้องคุมต้นทุนให้ได้ถูกที่สุด ก่อนจะพัฒนารถยนต์ออกมาในรูปแบบ Global Model

แล้วถ้ามันแป๊กล่ะ? จะทำอย่างไรดี! ในยุคที่การแข่งขันสูงมาก ต้องพัฒนารถ ให้เข้ากับรสนิยมของลูกค้าคนไทยให้ได้มากที่สุด เพราะลูกค้ามีสิทธิ์เลือกสินค้ามากขึ้นกว่าสมัยก่อน

Thairung-ออกแบบรถ

การออกแบบรถ ของ Thairung (ไทยรุ่ง)

ในวงการการตลาดรถยนต์ในไทย ในอดีต ล้วนเป็นรถนำเข้าทั้งหมด มาจาก 3 กลุ่มหลักๆ คือ ยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นที่ตามมาทีหลัง

รถยนต์จากฝั่งอเมริกาแท้ๆ ที่เน้นความใหญ่โต กินน้ำมันจุๆ จึงหายจากตลาดบ้านเราไปเกือบหมดตั้งแต่ในอดีต (ในปัจจุบัน เท่าที่เห็น รถจากฝั่งอเมริกาแท้ๆ ในไทย ก็เหลือเพียงแค่ Ford Mustang และ Chevrolet Camaro ที่มีนำเข้ามาขายในไทยตอนนี้) ในปัจจุบัน เหลือแต่แบรนด์อเมริกันบางแบรนด์ เอารถที่ R&D มาให้เหมาะกับคนเอเชีย แล้วเอามาแปะยี่ห้อขายแทนรถจากฝั่งอเมริกาแท้ๆ

Thairung-ออกแบบรถ

การออกแบบรถ ของ Thairung (ไทยรุ่ง)

ก็จะเหลือแต่รถจากยุโรป ที่หลายแบรนด์ก็หายไปจากในไทย ส่วนอีกหลายแบรนด์กระโดดขึ้นไปจับกลุ่มตลาดบน เพราะต้นทุนการนำเข้า การผลิตสูงกว่า

จะมีก็แต่รถญี่ปุ่น ที่มีความเป็น “ชาวเอเชีย” เหมือนกัน ออกแบบรถได้โดนใจคนเอเชีย และรู้ใจคนเอเชียด้วยกัน มากกว่ารถของสองทวีปนั้น และราคาที่ถูกกว่า มาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ที่ค่อนข้างจะกวาดยอดขายรถในไทย ได้อย่างเบ็ดเสร็จทุกปี

Honda-Civic-FD

Honda Civic “FD” เวอร์ชั่นญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย และ ไทย กับ เวอร์ชั่นอเมริกา และ จีน

ความฉลาดของรถยนต์จากค่ายญี่ปุ่น ที่ผลิตรถแบบเดียว ปรับเปลี่ยนหน้าตาหน้า-หลัง ตกแต่งภายในบางจุด ให้ต่างกันตามรสนิยมของแต่ละภูมิภาคที่จำหน่าย เช่น Honda Civic มือสอง โฉม “FD” ที่มีให้เลือกถึง 3 รูปแบบ คือ ญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา

การทำตลาดรถยนต์ในบ้านเรานั้น รูปลักษณ์ของรถยนต์จะต้องโดนใจคนไทย หรือตามรสนิยมคนไทยเป็นอันดับแรก และราคาตัวรถก็สำคัญ องค์ประกอบเหล่านี้มีผลต่อยอดขายของรถโดยตรง ซึ่งบางครั้งในการออกแบบรถ คนไทยก็ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีมออกแบบด้วย เพราะคนไทยย่อมรู้ใจคนใช้รถที่เป็นคนไทย มากกว่าชาติอื่นๆ

Chevrolet-Car-Designer

แล้วมีรถรุ่นไหนบ้างล่ะ ที่ขายในไทย แล้ว “แป๊ก” (หรือเรียกอย่างเป็นทางการว่า ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร) บ้าง Mr.Carro จะขอยกตัวอย่างเช่น Toyota Avanza, Honda Stream, Nissan Tiida หรือ Nissan Pulsar เป็นต้น

Toyota-Avanza-2019

อย่าง Toyota Avanza นี้ ตัวรถพัฒนาขึ้นเพื่อตลาดอินโดนีเซียเป็นหลัก รูปทรงอาจดูไม่ลงตัว ไม่โดนใจคนไทยนัก คนจึงไม่นิยมกันเท่าไหร่ แม้ว่าจะปรับโฉมกันหลายครั้งก็ตาม

Honda-Stream

ในส่วนของ Honda Stream ก็เช่นกัน เป็นรถที่ประสบความสำเร็จมากในญี่ปุ่น แต่กลับขายไม่ดีในเมืองไทยซะงั้น ซึ่งเวลานั้นเป็นรถที่นำเข้าจากอินโดนีเซีย ที่ยังมีปัญหาเรื่องคุณภาพการประกอบพ่วงเข้าไปด้วย

Nissan-Tiida

และในส่วนของ Nissan Tiida ล่ะ? เป็นรถที่ดีอีกหนึ่งรุ่น แต่รูปร่างรสนิยมแบบ “เหลี่ยมๆ” ของชาวฝรั่งเศส (ที่ได้มาจาก Renault Megane) มาผลิตขายให้คนไทย สุดท้ายก็ขายกันไปแบบงงๆ จนเลิกผลิตไป ไม่มี Tiida โฉมใหม่เกิดออกมาอีก (ในทั่วโลกเลยล่ะ) ซึ่งแม้แต่ขายในญี่ปุ่นเอง ก็ดูเหมือนจะแป๊กคล้ายๆ กันด้วยซ้ำ!

Nissan-Pulsar

แต่ที่ช้ำหน่อยอย่าง Nissan Pulsar ที่ Nissan เอามาเป็นตัวแทนของ Tiida หมายมั่นปั้นมือจะสู้ในตลาดรถ Hatchback แข่งกับยี่ห้อคู่แข่งให้ได้ ทั้งที่ออพชั่นก็เยอะ แต่รูปทรงตัวรถที่ดูเรียบๆ จืดๆ และยังมีตัวเลือกเยอะในตลาดรถอีก Pulsar เลยไม่โดนใจคนไทย แป๊กซะงั้น …

จากตัวอย่างของรถหลายรุ่นๆ ยกมา ก็พอบอกได้ว่า “รูปร่างหน้าตาของรถ” ค่อนข้างมีส่วนอย่างมากในการตัดสินใจซื้อรถของคนไทยจริงๆ! …

Beware-Your-Side-Mirror-From-Motorcycle

อีกเรื่องหนึ่งเลยของคนขับรถในกรุงเทพฯ หรือตามหัวเมืองใหญ่ๆ ที่นอกจากเผชิญกับรถติดแล้ว ยังต้องมาเจอเหล่านักบิด หรือ “มอเตอร์ไซค์” ทั้งหลาย เบียด ปาด แทรก ขึ้นมาด้านข้างตัวรถเป็นประจำ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ วิ่งถนนแคบๆ แล้วรถติดๆ ด้วยนะ รู้สึกได้เลย

บางทีก็เกิดการกระทบกระทั่งขึ้นมา เช่น แฮนด์รถจักรยานยนต์ เฉี่ยวกระจกมองข้าง! ถ้าไม่มากก็แค่เฉี่ยวกระจกมองข้างเป็นรอยถลอก หรืองอไปข้างหน้า ถ้าหนักหน่อยก็หักทั้งยวงเลย

ก็คงได้แต่ทำใจ เพราะ 99.99% ของมอเตอร์ไซค์ที่มาเฉี่ยว มักจะไม่รับผิดชอบ ไปเลย! … Mr.Carro ขอนำเสนอวิธีขับรถ ที่ได้มาจากผู้คร่ำหวอดในวงการนักข่าวสายรถจักรยานยนต์มานาน แนะนำวิธีเลี่ยงไม่ให้มอเตอร์ไซค์เฉี่ยวกระจกมองข้าง ได้มากที่สุดครับ …

วิธีที่ 1

Beware-Your-Side-Mirror-From-Motorcycle

เวลาขับรถ พยายามขับรถให้อยู่จุดกึ่งกลาง ระหว่างเส้นแบ่งเลนจราจรมากที่สุด พยายามอย่าชิดเส้นขอบทางไปด้านซ้าย-ขวา มากเกินไป

เพราะเวลามอเตอร์ไซค์จะแทรกเข้ามาด้านข้างตัวรถของเรา เขาจะค่อยๆ ขี่ไปได้อย่างไม่ลำบากนัก (เพราะถ้าเขาซิกแซก ซอกแซกลำบาก ไปๆ มาๆ แฮนด์อาจมากระแทก โดนกระจกมองข้างรถของเราแทน!)

วิธีที่ 2

Beware-Your-Side-Mirror-From-Motorcycle

เมื่อคุณจอดรถติดไฟแดง หรือติดอะไรก็แล้วแต่ พยายาม “อย่า” จอดรถติดเสมอกับกระจกมองข้างรถคันด้านข้างๆ ให้จอดรถเหลื่อมกันไว้ บวกกับเว้นระยะห่างจากคันหน้าไว้ เพราะมอเตอร์ไซค์ที่ขี่มา มักจะพยายามหาวิธีแทรก เกิดไปเจอรถจอดติดกันสองคัน กระจกมองข้างอยู่มุมเสมอกันพอดี บางทีหลบกระจกมองข้างรถอีกคันได้ แต่กลับไปเฉี่ยวกระจกมองข้างรถอีกคันแทน!

ถ้าโดนเฉี่ยวแล้ว เรียกประกันภัยอย่างไร?

Beware-Your-Side-Mirror-From-Motorcycle

อย่างแรก คือ ต้องแจ้งบริษัทประกันภัย กับแจ้งความกับตำรวจไว้ และแจ้งเคลมบริษัทประกันรถยนต์ทันทีที่เกิดเหตุ (กรณี เช่น กระจกมองข้างหัก) ถ้ามีหลักฐาน เช่น ป้ายรถทะเบียนรถมอเตอร์ไซค์คันที่เฉี่ยว ภาพจากกล้องหน้ารถ ภาพจากกล้องวงจรปิด ก็เตรียมไว้เป็นหลักฐาน

เมื่อเจ้าหน้าที่รับแจ้งสอบถามข้อมูลการเกิดเหตุเบื้องต้นแล้ว จะส่งเจ้าหน้าที่มาดู ณ จุดเกิดเหตุ เช่น ถ้าจุดนั้นมีติดตั้งกล้องวงจรปิด เจ้าหน้าที่ก็จะติดต่อตำรวจเพื่อขอดูกล้องวงจรปิดช่วงเกิดเหตุ ถ้าเห็นป้ายทะเบียนรถจักรยานยนต์ ก็เป็นโอกาสที่จะทำให้พนักงานสอบสวนสามารถออกหมายเรียกเจ้าของรถจักรยานยนต์คันนั้นมาสอบสวน เข้าสู่กระบวนการติดตามผู้กระทำความผิด หรือทำให้รถยนต์เสียหายต่อไป

ทั้งนี้ เอกสารเคลมที่บันทึกของพนักงานสอบสวน สามารถระบุป้ายทะเบียน หรือรายละเอียดอื่นๆ ของรถคู่กรณี ได้ครบถ้วน ทั้งหมวดตัวอักษรและหมวดจังหวัด จะมีประโยชน์ที่ประกันภัยจะละเว้นไม่เรียกเก็บค่าเสียหายส่วนแรกตามเงื่อนไขของ คปภ. ในข้อที่ระบุไว้ว่า ความเสียหายต่อตัวรถยนต์ กรณีถูกคู่กรณีเฉี่ยวชนและไม่สามารถระบุรายละเอียดของคู่กรณีได้ ต้องเสียค่าเสียหายส่วนแรก (ค่า Excess) เฉพาะกรณีนี้ต่อเหตุการณ์ๆ ละ 1,000 บาท สำหรับการประกันภัยรถยนต์ประเภท 1

ถ้าหากเป็นประกันภัยรถยนต์ประเภท 2 + หรือ 3+ จะคุ้มครองเฉพาะเวลาโดนมอเตอร์ไซค์เฉี่ยว แล้วคุณสามารถ “จำหมายเลขทะเบียนได้” เพราะจะไม่ได้ถือว่า เป็นการถูกเฉี่ยวชนแล้วหลบหนี แต่ประเภท 2 + หรือ 3+ จะไม่คุ้มครองการถูกมอเตอร์ไซค์ชนแล้วหลบหนี

รู้แบบนี้แล้ว ก็ลองไปปฏิบัติใช้ดู แต่ทางที่ดี ก็ต้องระวังมอเตอร์ไซค์มาเฉี่ยว อยู่ดีละครับ!

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

King-Rama-10-Diecast-Model-Cars

King-Rama-10-Diecast-Model-Cars

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 นอกจากจะทรงเปี่ยมล้นไปด้วยพระอัจฉริยภาพหลากหลายด้าน อาทิเช่น ทรงมีพระอัจฉริยภาพทางด้านวิศวกรรมการบินและอากาศยาน และทรงสนพระราชหฤทัยมาตั้งแต่เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ รวมไปถึงในด้านรถยนต์ และเครื่องยนต์กลไกอีกด้วย

King-Rama-10-Diecast-Model-Cars

“รถยนต์” ก็เป็นสิ่งที่รัชกาลที่ 10 ท่านทรงโปรดปรานอยู่มาก ทั้งที่เป็นรถยนต์องค์จริงๆ ที่ทรงใช้งานส่วนตัว และทรงรับช่วงต่อมาจากพระราชบิดา ซึ่งทรงได้โปรดให้มีการเก็บรักษารถยนต์พระที่นั่ง และรถยนต์ส่วนพระองค์ ไว้ที่พิพิธภัณฑ์รถยนต์พระที่นั่งโบราณ ณ วังศุโขทัย

King-Rama-10-Diecast-Model-Cars

และสำหรับรถคันน้อยๆ หรือ “โมเดลรถ” ก็เป็นหนึ่งของสะสม ที่พระองค์ทรงชื่นชอบและโปรดปรานมาตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์เช่นกัน ทรงเก็บอย่างเป็นระเบียบ มีตั้งแต่รถเก๋งเปิดประทุน รถยนต์หลากยี่ห้อ รถจี๊ป รถมอเตอร์ไซค์ รถทหารปิดและเปิดประทุน รถม้า รถลาก รถตำรวจ กระทั่งรถผสมปูน รถพยาบาล เป็นต้น

ครั้งหนึ่งทรงให้พระราชทานสัมภาษณ์ถึงรถเล็กๆ เหล่านี้ ลงในนิตยสารดิฉัน เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2529 พระองค์ทรงมีพระราชกระแสถึงความชอบส่วนพระองค์ว่า

“ชอบรถกับเครื่องบินแต่รถนี่ชอบมากกว่า”

King-Rama-10-Diecast-Model-Cars

เหตุผลที่พระองค์ทรงชอบสะสมรถเล็กนั้นเพคะ

“ตอนเด็กๆ ชอบเครื่องยนต์กลไก แล้วมันก็เป็นการแสดงวัฒนธรรมและพัฒนาการทางเทคโนโลยีอย่างหนึ่ง ของเล่นเมื่อเด็กๆ เท่าที่ยังเหลืออยู่คือของเล่นสมัยนี้ก็มี แต่มันไม่เหมือนของเล่นเมื่อ 20 ปีก่อน มันก็เป็นไปตามสิ่งแวดล้อม”

King-Rama-10-Diecast-Model-Cars

พระองค์ทรงมีรถเล็กๆ ที่สะสมไว้สักกี่คันเพคะ

“มีเป็นร้อย”

King-Rama-10-Diecast-Model-Cars

ทรงจำได้ไหมเพคะว่า คันไหนเป็นคันแรก

“ก็จำได้ว่ารุ่นไหนเป็นรุ่นแรก จำได้ว่าใคร ตอนเด็กๆ คนเขาให้ พอโตก็ซื้อเอง เวลาไปเมืองนอกก็ซื้อ ปัจจุบันก็ยังซื้อ ซื้อรถ ซื้อเครื่องบินหรืออะไรเล็กๆ ที่มันน่ารัก อะไรที่มันมีศิลปมีความละเอียดก็สะสม ก็ซื้อเวลาไปเมืองนอก”

King-Rama-10-Diecast-Model-Cars

King-Rama-10-Diecast-Model-Cars

เมื่อทรงพระเยาว์ทรงโปรดรถคนไหนมากที่สุดเพคะ

“ตอนเด็กๆ ชอบรถคันนี้ เป็นรถสปอร์ตเปิดประทุนยี่ห้อ MG มันมาพร้อมๆ กับรถจริง คือรถ MG รุ่นนี้เหมือนกัน สมัยก่อนถ้าเขาออกรถใหม่เขาก็จะทำรถคันเล็กๆ ออกมาด้วย ส่วนคันนี้เป็นเบนซ์ 300, 1995 ผู้ใหญ่มีเราก็มีบ้างแต่เป็นรถคันเล็กๆ ที่มีประตูเปิดปิดข้าง รถรุ่นหลักประตูเปิดไม่ได้ รถเบนซ์บางคันดินน้ำมันเกาะเต็มไปหมดเป็นเบนซ์ช้ำเลือดช้ำหนองและทาสีซ้ำอีก แล้วรถตำรวจนี่เขียนเบอร์เองยังอยู่”

King-Rama-10-Diecast-Model-Cars

King-Rama-10-Diecast-Model-Cars

ทรงเปลี่ยนความโปรดไปเรื่อยๆ เป็นยุคๆ ไหมเพคะ

“ไม่ค่อยเปลี่ยน รถเดี๋ยวนี้ยังชอบเหมือนเดิมแต่มาเล่นของจริง ของเก่าก็ยังชอบอยู่ สมัยก่อนชอบรถโฆษณา รถคอมเมอร์เชียลอะไรพวกนี้มันน่ารักดี รถทหารเปิดประทุนรุ่นนี้เป็นรุ่นแรก ผู้ใหญ่เขาเสียดาย เขาเก็บ กลัวพังถามทำไมไม่ให้เล่น เขาบอกถ้าโตแล้วจะเก็บไว้เป็นตัวอย่าง รถผสมซีเมนต์นี่ก็รุ่นแรก พวกคันเล็กๆ เหล็กๆ รุ่นแรก นี่รุ่นหลังเห็นไหมมีสแว๊บกี้สำหรับคนหนุ่มคนสาว”

ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

ขอขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก บทพระราชทานสัมภาษณ์ นิตยสารดิฉัน เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2529

King-Rama-10-Royal-Cars

ในช่วงแห่งการเฉลิมฉลองพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 นับเป็นช่วงแห่งความปลื้มปิติของเหล่าพสกนิกรชาวไทย ในการขึ้นเป็น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 อย่างสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี ซึ่งจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562 ณ พระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

และเนื่องด้วย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดด้านการทหารและการบินเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการบิน ซึ่งพระองค์ทรงใฝ่รู้ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และในส่วนของรถยนต์และเครื่องยนต์กลไก พระองค์ก็ทรงโปรดมากๆ เช่นเดียวกัน

Carro จึงขอนำเสนอถึง “รถยนต์พระที่นั่ง” ของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เท่าที่ค้นหามาได้ ให้ทุกท่านได้รับชมกันครับ

1.Daimler DE36

Daimler-DE36

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรำลึกถึงพระราชบิดา ด้วยการทรงนำรถยนต์พระที่นั่ง Daimler DE36 Landaulette Chassis เลขตัวถัง 51747 ซึ่งเป็นรถยนต์พระที่นั่ง “อย่างเป็นทางการ” คันแรก ใน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (หมายเลขทะเบียน “ร.ย.ล. 1”) กลับมาประจำการในฐานะรถยนต์พระที่นั่งทรงอีกครั้งในรอบ 40 กว่าปี หลังจากปลดประจำการ

2.Delahaye G.F.A. 180

Delahaye-GFA-180

Delahaye G.F.A. 180 ปี 1953 เดิมเป็นรถพระที่นั่งของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้ แต่ภายหลัง พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำออกมาใช้งานในพิธีต่างๆ บ้าง

ผลิตเมื่อปี 2496 ตัวถังแบบลีมูซีน (หมายเลขแชสซีส์ 825018) ตัวถังผลิตโดย Henri Chapron (หมายเลขตัวถัง 6961) ตัวรถผลิตโดย Société Des Automobiles Delahaye มีหน้าต่างกระจกกั้นพระที่นั่งตอนหน้า และตอนหลัง กระจกหน้าต่างแบบไฮดรอลิก และหน้าต่างรับแดด (ซันรูฟ) บนหลังคา ส่งกำลังผ่านเกียร์ 4 สปีด

3.Rolls-Royce Phantom Limousine De Ville

Rolls-Royce-Phantom-Limousine-De-Ville

Rolls-Royce Phantom Limousine De Ville ปี พ.ศ. 2482 (หมายเลขแชสซีส์ 3DL 158) ผลิตที่โรงงานโรลล์ส-รอยส์ ในเมืองดาร์บี ใช้เครื่องยนต์แบบ V 12 สูบ (หมายเลขเครื่อง W98 H) มีจานจ่าย 2 ชุด ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

ลงเรือที่เซาท์แธมตัน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2482 เจ้าของเดิมคือ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ต่อมา สมเด็จพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำออกมาใช้งานในพิธีต่างๆ บ้าง

4.Volvo 264 TE

Volvo-264-TE

Volvo 264 TE รุ่นนี้ ออกแบบโดย “Bertone” เครื่องยนต์รหัส B27E ขนาด 2.7 ลิตร แบบ V6 OHC ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 21.0 กก.-ม. ที่ 3,000 รอบ/นาที ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด ทำความเร็วได้กว่า 165 กม./ชม.

บริษัท สวีเดนมอเตอร์ส จำกัด มอบหมายให้นายวันนิวัติ ศรีไกรวิน และนางจุไรรัตน์ ศรีไกรวิน เป็นผู้แทนของบริษัทฯ น้อมเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ป้ายทะเบียน ร.ย.ล. 14

5.Mercedes-Benz 450 SEL 6.9

Mercedes-Benz-450-SEL-6.9

Mercedes-Benz 450 SEL 6.9 รถยนต์พระที่นั่ง ป้ายทะเบียน ร.ย.ล. 10 (ปัจจุบัน ทะเบียน 1ด-0106 กรุงเทพมหานคร)

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ทรงอภิเษกสมรส กับ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายาฯ ในวันพระราชพิธีอภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชทานรถยนต์ Mercedes-Benz 450 SEL 6.9 เครื่องยนต์ขนาด 6.9 ลิตร เป็นของขวัญ

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โปรดรถพระราชทานคันนี้มาก ในระหว่างทรงศึกษาที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ทรงขับรถคันนี้ เสด็จพระราชดำเนินต่างจังหวัดอยู่เสมอ ทรงขับจากกรุงเทพฯ ถึงนราธิวาส และจากกรุงเทพฯ ถึงอุดรธานี พิษณุโลก และ ลำปาง

6.Rolls-Royce Corniche Convertible

Rolls-Royce-Corniche-Convertible

Rolls-Royce Corniche Convertible เป็นรถที่พสกนิกรหลายท่านคุ้นตาในอดีต เพราะเป็นรถที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ใช้ทรงงานมากที่สุดอีกรุ่น แต่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรงมีใช้งานด้วยเช่นกัน

7.Rolls-Royce Silver Spur Limousine

Rolls-Royce-Silver-Spur-Limousine

Rolls-Royce Silver Spur นับเป็นรถลิมูซีน ที่คุ้นตาพสกนิกรมากที่สุดอีกหนึ่งรุ่น เพราะใช้ในงานพระราชพิธีบ่อยครั้ง ซึ่งเป็นรถประจำของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ และเป็นหนึ่งในรถยนต์พระที่นั่ง ที่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประทับนั่งเป็นประจำ

ขอขอบคุณภาพจาก
– ข่าวสด
ประชาชาติธุรกิจ
– คุณ Sanga Tearnanusorn

ดูแลรถยนต์, Carro

วิธีดูแลรถแสนง่าย สาวๆก็ทำได้

เชื่อว่าผู้หญิงหลายๆคน นอกจากเรื่องเครื่องสำอาง เสื้อผ้า ก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องอื่นๆเป็นพิเศษ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องรถยนต์ กลายเป็นเรื่องไกลตัวที่ไม่ถนัดเลยจริงๆ และถ้าคุณเป็นสาวโสด หรือไม่มีญาติผู้ชาย ทำให้ขาดคนช่วยให้คำปรึกษา จะให้พึ่งแต่ช่างยนต์ หรือไปเข้าศูนย์บ่อยๆ ก็เสียเวลาและเงินโดยใช่เหตุ

มาๆ ในบทความนี้ Carro จะช่วยอธิบายขั้นตอนการดูแลรักษารถยนต์แบบง่ายๆ ที่สาวๆ สมัยใหม่อย่างคุณ สามารถทำตามได้แน่นอน! แถมยังช่วยยืดอายุการใช้งานให้รถยนต์อีกด้วยนะจ๊ะ

น้ำมันเครื่อง-carro

1. น้ำมันเครื่อง

ก่อนอ่านถึงขั้นตอนการดูแล สาวๆจำเป็นต้องรู้ก่อนว่า น้ำเครื่องมีส่วนสำคัญอย่างไรต่อตัวรถ น้ำมันเครื่อง เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยหล่อลื่นให้เครื่องยนต์นั้น สามารถทำงานได้อย่างราบรื่น สาวๆอาจต้องหมั่นตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องยนต์อยู่บ่อยๆ เพื่อให้มั่นใจว่ามีปริมาณน้ำมันเครื่องเพียงพอสำหรับหล่อลื่นให้กับเครื่องยนต์ทั้งระบบนั่นเอง

วิธีตรวจเช็กน้ำมันเครื่องนั้นไม่ยาก เพียงแค่ใช้อุปกรณ์ เช่น เศษผ้า หรือกระดาษทิชชู่ เท่านั้น!

  1. จอดรถให้อยู่ในแนวระนาบ ไม่ลาดเอียง เปิดฝากระโปรงรถยนต์ให้เรียบร้อย
  2. มองหาก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง และดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องออกมา เช็ดทำความสะอาดน้ำมันเครื่อง ที่ติดกับก้านวัดออกด้วยเศษผ้า หรือกระดาษทิชชู่
  3. เสียบก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องคืนกลับจุดเดิมอีกครั้ง เพื่อตรวจเช็กระดับน้ำมันเครื่องที่มีอยู่ในอ่างน้ำมันเครื่อง
  4. ดึงก้านวัดระดับน้ำมันเครื่องออกมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องที่บริเวณปลายของก้านวัด

ถ้าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่างขีด “F” กับ “L” หรือ “Max กับ Min” แสดงว่าน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับปกติ ไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป แต่ควรรักษาระดับของน้ำมันเครื่องให้อยู่สูงกว่าครึ่งหนึ่ง ของขีด  “F” กับ “L” หรือ “Max กับ “Min” อยู่เสมอ

TIPS:

  • สาวๆ ควรเช็กระดับน้ำมันเครื่อง ทุกๆ 1-2 สัปดาห์/ครั้ง หรือ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง นะคะ
  • ต้องทำในขณะที่เครื่องยังร้อนหรือมีอุณหภูมิที่ยังคงอุ่นอยู่ โดยให้ตรวจวัดระดับน้ำมันเครื่อง หลังจากดับเครื่องประมาณ 1-3 นาที

น้ำมันเบรก-carro
2. น้ำมันเบรก

คือ ของเหลวชนิดหนึ่งไว้ส่งถ่ายแรงจากเท้าเรา ไปยังลูกสูบปั้มเบรคล่าง (คาลิเปอร์) ซึ่งเวลาเบรกนั้น ผ้าเบรกมีส่วนผสมของโลหะ กับจานเบรกที่เป็นโลหะเสียดสีกัน ก็จะทำให้เกิดความร้อนสะสมนั่นเอง!

วิธีเช็กน้ำมันเบรก เวลาเปิดกระโปรงหน้ารถ เราจะเห็นกระปุกน้ำมันเบรก (จะอยู่ติดกับตัวหม้อลมเบรก) มีคำว่า MAX และ MIN แน่นอนว่า ระดับน้ำมันเบรกต้องอยู่ที่ระดับ MAX เสมอนะคะ

TIPS:

  • ถ้าน้ำมันเบรกตกไปอยู่ที่ระดับ MIN ให้สันนิฐฐานไว้ 2 กรณีว่า อาจมีการรั่วของน้ำมันเบรกออกจากระบบเบรก ออกจากสายเบรก หรือผ้าเบรกอาจสึก เป็นผลให้ซึ่งระดับน้ำมันเบรกลดน้อยลง ควรรีบนำรถไปตรวจที่ศูนย์ซ่อมหรืออู่นะ อย่างปล่อยทิ้งไว้ เพื่อความปลอดภัยขณะขับขี่
  • หมั่นตรวจดูว่าที่ล้อแม็กซ์ หรือเบรก ว่ามีคราบน้ำมันเบรกรั่วซึม หรือกระจายออกมาบ้างหรือเปล่า? ถ้ามีก็ควรรีบนำรถไปเข้าศูนย์ซ่อมหรืออู่เช่นกันจ้า

 

ยางรถยนต์-carro3. ยางรถยนต์

ถือว่าเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่สาวๆไม่ควรมองข้าม ถ้าหากยางรถยนต์มีการใช้งานเป็นเวลานานแล้ว ควรหมั่นเช็กยางรถยนต์กันสักหน่อยว่า ยางรถยนต์พร้อมใช้งานหรือไม่ หรือหมดสภาพไปแล้วหรือยัง? ไม่งั้นอาจเกิดอันตรายแบบกระทันหันได้นะ เพราะเราเป็นห่วง!

วิธีเช็กยางรถยนต์

  • ความลึกของดอกยางรถยนต์ไม่ควรต่ำกว่า 3 มิลลิเมตร ซึ่งความลึกของดอกยางใหม่ จะมีความลึกประมาณ 8 – 9 มิลลิเมตร หรือลองใช้ไม้ขีดไฟทิ่มลงไปในร่องยางรถยนต์ ถ้าคุณเห็นหัวไม้ขีดสีแดง ก็หมายความว่าดอกยางเหลือน้อยเกินไปที่จะใช้งานต่อไป!
  • เช็กดูโครงสร้างของยางชำรุดหรือไม่ เช่น ถูกของมีคมบาดเป็นรอยแผลใหญ่ หรือโครงสร้างซ้ำจากการเกิดอุบัติเหตุ เช่น ปีนขอบทางเท้าอย่างรุนแรง จนเกิดความเสียหายไปถึงกระทะล้อรถยนต์ ซึ่งหมายความว่า หน้ายางรถยนต์ โดยเฉพาะแก้มยางรถยนต์ จะถูกบดไปกับขอบทางเท้า ทำให้ได้รับความเสียหายมากแน่นอน ซึ่งถ้าแก้มยางรถยนต์ มีรอยแตก อาจนำไปสู่ ยางรถยนต์ระเบิด หรือแตก ขณะที่ขับขี่ด้วยความเร็วสูงได้นะคะ ( ข้อนี้ ถ้าเป็นมือใหม่ อาจมีการกะระยะเลี้ยวผิด ต้องระวังมากๆนะคะ )
  • อายุการใช้งานสูงสุดของ ยางรถยนต์ ไม่ควรเกิน 4-5 ปี นับตั้งแต่เริ่มใช้งาน

แบตเตอรี่-carro

4. แบตเตอรี่

มีหน้าที่เก็บ-จ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ของเครื่องยนต์ทำงาน เช่น มอเตอร์สตาร์ท ระบบจุดระเบิด ในขณะที่สตาร์ทรถยนต์ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ป้อนพลังงานให้กับ อุปกรณ์อำนวยความสะดวกหลายอย่างภายในรถ เช่น ระบบไฟส่องสว่าง วิทยุ และแตร เป็นต้น

วิธีเช็กแบตเตอรี่ ให้ระดับน้ำกลั่นอยู่ในตำแหน่ง UPPER LEVEL ไม่ควรเติมเกินกว่านี้ และสังเกตเวลาสตาร์ทรถ ถ้าเครื่องยนต์สตาร์ทติดยากกว่าปกติ ต้องบิดกุญแจหรือกดปุ่มสตาร์ทหลายๆ ครั้ง อาจจะเป็นสัญญานเตือนว่าแบตเตอรี่ใกล้หมดก็เป็นได้ อ่านต่อ.. 3 สัญญาณเตือน ว่า “แบตเตอรี่” รถยนต์ของคุณกำลังเสื่อม!

TIPS:

  • แบตเตอรี่รถส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานประมาณ 4 – 5 ปี แต่ในภูมิอากาศเขตร้อนอาจจะอยู่ได้แค่ประมาณ 3 ปีเท่านั้น ถ้าชาร์จแบตเตอรี่แล้วพบว่า ประจุไหลออกทั้งที่ไม่ได้ใช้รถ แสดงว่าได้เวลาต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่แล้วล่ะ
  • หลังจากซื้อแบตเตอรี่ลูกใหม่ อย่าลืมกำจัดแบตเตอรี่ลูกเก่า ให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด แต่โดยปกติ ร้านจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ส่วนใหญ่ จะดูแลเรื่องการกำจัดแบตเตอรี่ให้แก่คุณเอง ข้อนี้หมดห่วง!
  • คุณสามารถทดสอบและชาร์จแบตเตอรี่ได้ที่ร้านจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ใกล้ๆบ้าน
  • ก่อนที่จะหาซื้อไดชาร์จใหม่ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบระบบให้ละเอียดขึ้น
  • ระวังอย่าให้เกิดการลัดวงจรระหว่างขั้วแบตเตอรี่เป็นอันขาด เพราะอาจทำให้เกิดไฟไหม้รุนแรง ทำให้ขั้วต่อเสียหาย หรือเกิดการระเบิด เนื่องจากก๊าซไฮโดรเจนที่เล็ดลอดออกมา

น้ำหล่อเย็น-carro

5. น้ำหล่อเย็น

เป็นของเหลวอีก 1 จุด ที่สาวๆควรตรวจเช็กเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง แต่ถ้ารถที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 5 ปี ควรตรวจเช็กให้บ่อยขึ้น สัปดาห์ละประมาณ 2-3 ครั้ง

วิธีเช็กน้ำหล่อเย็น ควรทำในขณะที่เครื่องยนต์เย็นลงแล้ว (ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำในขณะที่เครื่องยนต์ยังร้อน เพื่อป้องกันแรงดันของน้ำร้อน อาจจะพุ่งขึ้นมาได้นะคะ) โดยเช็กดูระดับน้ำในหม้อพักน้ำของหม้อน้ำให้อยู่ระหว่าง “FULL / MAX” และ “LOW” หากน้ำมีระดับต่ำกว่าขีด “LOW” ให้เติมน้ำยาหล่อเย็นให้อยู่ในระดับ “FULL / MAX” อยู่เสมอ ไม่ต้องเติมจนเต็มนะ!

TIPS:

  • อย่าปล่อยให้ระบบน้ำยาหล่อเย็นลดลงเกินกว่ากำหนด เพราะถ้าเกิดเครื่องยนต์มีความร้อนสูงมาก จะทำให้เครื่องยนต์น็อคและเสี่ยงพังเอาง่ายๆ
  • ส่วนการเติมน้ำยาหล่อเย็น ให้เติมน้ำยาแบบเดียวกันเท่านั้น เนื่องจากแต่ละยี่ห้อแต่ละสูตร มีการผสมสารเคมีที่แตกต่างกัน ซึ่งเมื่อผสมกันอาจทำปฏิกิริยาระหว่างกัน และไปกัดกร่อนส่วนต่างๆ ของระบบระบายความร้อนได้ ในกรณีที่ระดับน้ำในหม้อพักน้ำอยู่ในระดับต่ำ และยังไม่สามารถหาซื้อน้ำยาหล่อเย็นได้ สามารถเติมน้ำกลั่นแทนก่อนได้ค่ะ

น้ำปัดน้ำฝน-carro6. น้ำปัดน้ำฝน

ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลยนะ เพราะเวลาขับรถยามฝนตก หรือลุยทางที่มีฝุ่นมากๆ น้ำปัดน้ำฝนช่วยขจัดคราบสิ่งสกปรกที่กระเด็นมาติดบริเวณกระจกได้

วิธีเช็กน้ำปัดน้ำฝน เปิดฝาถังน้ำ และให้สังเกตุน้ำว่าแห้งหรือไม่ ถ้าแห้ง ให้หาน้ำเปล่ามาเดิมก่อนได้ (น้ำเปล่า คือ น้ำก๊อก, น้ำประปา หรือน้ำดื่ม)

TIPS:

  • ควรเติมให้ได้ระดับขีดที่กำหนดไว้ เผื่อเวลามีเหตุฉุกเฉินขณะขับรถ จะได้มีน้ำฉีดทำความสะอาดกระจกรถ ทำให้มองเห็นทางข้างหน้าได้ชัดเจน ไม่เป็นอันตรายนะคะ
  • ไม่ควรใช้ แชมพูผสมน้ำ เพราะแชมพู อาจตกตะกอน และทำให้เกิดการอุดดันที่รูหัวฉีด เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่!

 

เป็นอย่างไรบ้างคะ คิดว่าคงไม่ยากเกินจนสาวๆ ทำตามกันไม่ได้นะคะ สมัยนี้เป็นผู้หญิงต้องสวย และสตรอง!