10-Very-Old-SRT-Train-Locomotive

พูดถึงเรื่องรถไฟไทยในบ้านเรา หลายคนอาจคาดไม่ถึงว่า มีประวัติอันยาวนานมากๆ ตั้งแต่ยุคก่อนรัชกาลที่ 5 ซะอีก

ในปี 2398 รัฐบาลสหราชอาณาจักร ให้ Sir John Bowring (เซอร์ จอห์น เบาริง) ผู้สำเร็จราชการเกาะฮ่องกง ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตผู้มีอำนาจเต็ม พร้อมด้วย Mr. Harry Smith Parkes (มิสเตอร์ แฮรี่ สมิท ปาร์ค) กงสุลเมืองเอ้หมึง เป็นอุปทูต เดินทางโดยเรือรบหลวงอังกฤษ เข้ามาเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญาทางราชไมตรีฉบับที่รัฐบาลอังกฤษที่อินเดีย ทำไว้กับรัฐบาลสยามเมื่อ 20 มิถุนายน 2369

พร้อมกับอัญเชิญพระราชสาส์น และเครื่องราชบรรณาการของสมเด็จพระนางวิคตอเรีย แห่งสหราชอาณาจักร ทูลเกล้าฯ ถวาย รัชกาลที่ 4 ด้วย อาทิ รถไฟจำลองย่อส่วนจากของจริง ประกอบด้วย รถจักรไอน้ำ และรถพ่วงครบขบวน เดินบนรางด้วยแรงไอน้ำแบบเดียวกับรถใหญ่ที่ใช้อยู่ในอังกฤษ (ขณะนี้รถไฟเล็ก เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ)

แต่รถไฟในบ้านเรา กว่าจะได้กำเนิดขึ้นจริงๆ ก็ในยุคของรัชกาลที่ 5 เนื่องมาจากนโยบายขยายอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส แผ่มาครอบคลุมบริเวณแหลมอินโดจีน จึงต้องสร้างทางรถไฟขึ้นในประเทศเพื่อติดต่อกับมณฑลชายแดนก่อนอื่น เพื่อสะดวกแก่การปกครอง ตรวจตราป้องกันการรุกราน และเปิดภูมิประเทศให้ประชาชนพลเมืองเข้าบุกเบิกพื้นที่

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้กระทรวงโยธาธิการ ว่าจ้าง Mr. G. Murray Campbell (จี. มูเร แคมป์เบลล์) สร้างทางรถไฟหลวงจากกรุงเทพฯ – นครราชสีมา เป็นสายแรก เป็นทางขนาดกว้าง 1.435 เมตร และได้เสด็จพระราชดำเนินประกอบพระราชพิธีกระทำพระฤกษ์ เริ่มสร้างทางรถไฟ ณ บริเวณย่านสถานีกรุงเทพ เมื่อ 9 มีนาคม 2434

จนกระทั่งแล้วเสร็จในปี 2443 รัชกาลที่ 5 จึงได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการเดินรถสายนี้ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2443

แต่หลายคนมักชอบพูดถึงว่า รถไฟไทย (โดยเฉพาะตัวรถจักร) ใช้มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นความเชื่อผิดๆ และออกไปแนวทางเสียดสีมากกว่า MR.CARRO จึงขอพาไปดูรถไฟของ รฟท. ที่ยังมีใช้การในปัจจุบันกัน ว่ายังมีเหลือใช้งานกันได้อยู่กี่รุ่นบ้าง

Davenport-500

1. Davenport 500HP

รถจักรดีเซลไฟฟ้า Davenport รุ่น 500 แรงม้า การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำเข้ามาใช้งานเมื่อปี 2507 จำนวน 30 คัน หมายเลข 511 – 540 สร้างโดย บริษัท Davenport Locomotive Works ประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาคันละ 1,164,816.56 บาท (ในตอนนั้น)

ใช้เครื่องยนต์ Caterpillard.397 500 แรงม้า น้ำหนักกดเพลา 12 ตัน การจัดวางล้อแบบ Bo-Bo วิ่งบนทางขนาดทาง 1 เมตร ทำความเร็วได้สูงสุด 82 กม./ชม.

มิติตัวรถยาว 9,893.2 มม. กว้าง 2,801.15 มม. สูง 3,848.1 มม. น้ำหนัก 48,124 กิโลกรัม

ปัจจุบันถูกตัดบัญชีไปเกือบหมดแล้ว จอดทิ้งอยู่ตามโรงรถจักร และในพื้นที่โรงงานรถไฟ คงและมีเหลือใช้งานสับเปลี่ยน ภายในย่านสถานีใหญ่ๆ ตามต่างจังหวัดเพียงไม่กี่คัน โดยคันที่ยังวิ่งได้ อาทิหมายเลข 527 เป็นต้น

GE-GEK

2. GE UM12C (GEK)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า GE รุ่น UM12C หรือ GEK การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำเข้ามาใช้งานเมื่อปี 2507 จำนวน 40 คัน หมายเลข 4001 – 4040 สร้างโดย บริษัท General Electric ประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาคันละ 4,590,384.30 บาท (ในตอนนั้น)

เครื่องยนต์ตอนแรกนั้นใช้ KT38-L ภายหลังเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์ Cummins KT38-L ขนาด 38,000 ซีซี. 12 สูบ 2 เครื่องยนต์ 1320 แรงม้า ที่ 1,985 รอบ/นาที น้ำหนักกดเพลา 12.5 ตัน การจัดวางล้อแบบ Co-Co วิ่งบนทางขนาดทาง 1 เมตร ทำความเร็วได้สูงสุด 103 กม./ชม. (แต่ถูกกำหนดไว้ที่ 90 กม./ชม.)

มิติตัวรถยาว 16,288 มม. กว้าง 2,794 มม. สูง 3,753 มม. น้ำหนัก 86,500 กิโลกรัม *ปัจจุบัน 70.178 ตัน (เมื่อจอดนิ่ง) / 75.00 ตัน (ขณะทำขบวน)

และรุ่นที่สอง (ปี 2509) รถจักรหมายเลข 4041 – 4050 โดยทางสหรัฐอเมริกาจัดหามาทดแทนรถจักรดีเซลไฮดรอลิก Plymouth ที่การรถไฟฯ ได้รับมอบจากอเมริกามาก่อนหน้านี้ 10 คัน ซึ่งทางอเมริกาจะนำรถจักร Plymouth ไปใช้ต่อที่ประเทศเวียดนามใต้

รถจักรดีเซลไฟฟ้า GE ปัจจุบันยังคงใช้งานทำขบวนรถโดยสารของ รฟท. อยู่ แม้ว่าจะมีอายุการใช้งาน 50 กว่าปีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังใช้งานได้ดี ทั้งทำขบวนรถโดยสาร รถสินค้า หรือรถสับเปลี่ยน โดยคงเหลือใช้การได้ทั้งหมด 45 คัน และตัดบัญชีไป 5 คัน

Krupp

3. Krupp (KP)

รถจักรดีเซลไฮดรอลิก Krupp การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำเข้ามาใช้งานเมื่อปี 2512 จำนวน 30 คัน หมายเลข 3101 – 3130 สร้างโดย บริษัท Krupp ประเทศเยอรมนี ราคาคันละ 4,530,907.06 บาท (ในตอนนั้น)

เครื่องยนต์ตอนแรกนั้นใช้ MB.835D6 (MTU) 12 สูบ 2 เครื่องยนต์ 1500 แรงม้า การจัดวางล้อแบบ Bo-Bo วิ่งบนทางขนาดทาง 1 เมตร ทำความเร็วได้สูงสุด 90 กม./ชม.

มิติตัวรถยาว 12,800 มม. กว้าง 2,800 มม. สูง 3,875 มม. น้ำหนัก 55,000 กิโลกรัม

สำหรับความพิเศษของรถจักร Krupp ด้วยการทำงานแบบดีเซลไฮดรอลิค ทำให้สามารถวิ่งลุยน้ำท่วมทางรถไฟที่สูงเกินกว่า 10 ซม. ได้ ปัจจุบันเหลือวิ่งได้แค่เพียงคันเดียว คือหมายเลข 3118 เนื่องจากปัญหาการซ่อมแซม อะไหล่ที่หายาก ทำให้รถจักรรุ่นนี้ ถูกตัดบัญชีไปจนเกือบหมด และบางส่วนถูกขายให้บริษัทก่อสร้างทางรถไฟของประเทศมาเลเซีย ซื้อไปซ่อมแซมใช้งานต่อ

Alsthom-ALS

4. Alsthom AD24C (ALS)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า Alsthom รุ่น AD24C หรือ ALS (ย่อมาจาก Alsthom France) การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำเข้ามาใช้งานเมื่อเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2517 (หมายเลข 4101 – 4130) และมกราคม – มิถุนายน 2518 (หมายเลข 4131 – 4154) จำนวน 54 คัน หมายเลข 4101 – 4154 สร้างโดย บริษัท Alsthom Atlantique ประเทศฝรั่งเศส ราคาคันละ 11,060,252.11 บาท (ในตอนนั้น) ซึ่งเป็นการจัดซื้อเพื่อทดแทนรถจักรไอน้ำ ที่กำลังทยอยปลดระวาง

เครื่องยนต์ตอนแรกนั้นใช้ SEMT Pielstick 16PA4V185VG ขนาด 70,000 ซีซี. 16 สูบ เครื่องยนต์เดียว ให้แรงม้าสูงสุด 2,400 แรงม้า ที่ 1,500 รอบ/นาที น้ำหนักกดเพลา 13.75 ตัน การจัดวางล้อแบบ Co-Co วิ่งบนทางขนาดทาง 1 เมตร ทำความเร็วได้สูงสุด 95 กม./ชม.

ภายหลังเปลี่ยนเป็นเครื่องยนต์หลากหลายแบบ เริ่มตั้งแต่ของ Ganz ตอนหลังจึงเปลี่ยนมาเป็น MTU 16V4000R41R, Caterpillar 3516BHD แต่ก็ยังมีคันที่ใช้เครื่องยนต์เดิมอยู่เพียงไม่กี่คัน

มิติตัวรถยาว 16,258 มม. กว้าง 2,800 มม. สูง 3,880 มม. น้ำหนักตัวรถ 77.50 ตัน (เมื่อจอดนิ่ง) / 82.50 ตัน (ขณะทำขบวน)

รุ่นนี้นับได้ว่าเป็นรถจักรรุ่นยอดนิยมมากที่สุดของ รฟท. เพราะมีการสั่งผลิตถึง 4 ครั้งด้วยกัน และเป็นที่นิยมในการใช้งานแทบทุกรูปแบบ ตั้งแต่การทำขบวนรถธรรมดา รถเร็ว รถด่วน หรือรถสินค้า รถน้ำมัน เป็นต้น

Alsthom-AHK

5. Alsthom AD24C (AHK)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า Alsthom รุ่น AD24C หรือ AHK (ย่อมาจาก Alsthom Henshel Krupp) การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำเข้ามาใช้งานเมื่อปี 2523 – 2524 จำนวน 30 คัน หมายเลข 4201 – 4230 สร้างโดย บริษัท Alsthom, Henschel/Krupp ประเทศฝรั่งเศส และเยอรมนี โดยได้รับลิขสิทธิ์โครงประธาน (แชสซีส์) จาก Alsthom ราคาคันละ 23,541,744.98 บาท (ในตอนนั้น)

สำหรับมิติตัวรถ และรายละเอียดเครื่องยนต์ เหมือนกัน Alsthom (ALS) ทุกอย่าง เพียงแต่องค์ประกอบตัวรถภายนอก มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในบางจุดเท่านั้น เช่น ด้านหน้ามีช่องเกี่ยวให้เครนยก เข้าบริเวณด้านใน พร้อมทำความเร็วได้สูงสุดเป็น 100 กม./ชม. และบางคันได้เป็นไปใช้เครื่องยนต์ของ MTU 16V4000R41R และ Caterpillar 3516BHD

Alsthom-ALD

6. Alsthom AD24C (ALD)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า Alsthom รุ่น AD24C หรือ ALD (ย่อมาจาก Alsthom Atlantique Dynamic Brake) การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำเข้ามาใช้งานเมื่อปี 2526 จำนวน 9 คัน หมายเลข 4301 – 4309 สร้างโดย บริษัท Alsthom Atlantique ประเทศฝรั่งเศส ราคาคันละ 26,919,211.15 บาท (ในตอนนั้น)

สำหรับมิติตัวรถ และรายละเอียดเครื่องยนต์ เหมือนกัน Alsthom (ALS) ทุกอย่าง เพียงแต่องค์ประกอบตัวรถภายนอก มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในบางจุดเท่านั้น เช่น ด้านหน้ามีช่องเกี่ยวให้เครนยก ติดตั้งออกบริเวณด้านนอก และบางคันได้เป็นไปใช้เครื่องยนต์ของ Caterpillar 3516BHD

Alsthom-ADD

7. Alsthom AD24C (ADD)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า Alsthom รุ่น AD24C หรือ ADD (ย่อมาจาก Alsthom Atlantique Dynamic & Dual) การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำเข้ามาใช้งานเมื่อปี 2528 จำนวน 20 คัน หมายเลข 4401 – 4420 สร้างโดย บริษัท Alsthom Atlantique ประเทศฝรั่งเศส ราคาคันละ 42,387,625.24 บาท (ในตอนนั้น)

สำหรับมิติตัวรถ และรายละเอียดเครื่องยนต์ เหมือนกัน Alsthom (ALS) ทุกอย่าง เพียงแต่องค์ประกอบตัวรถภายนอก มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยในบางจุดเท่านั้น เช่น ด้านหน้าบริเวณแค็บ มีราวเหล็กติดตั้ง และบางคันได้เป็นไปใช้เครื่องยนต์ของ MTU 16V4000R41R และ Caterpillar 3516BHD

Hitachi-HID

8. Hitachi 8FA-36C (HID)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า Hiatchi รุ่น 8FA-36C หรือ HID (ย่อมาจาก Hitachi DualBrake) มีจำนวน 22 คัน หมายเลข 4501 – 4522 สร้างโดย บริษัท Hitachi ที่โรงงาน Mito ประเทศญี่ปุ่น ราคาคันละ 75,059,743 บาท (ในตอนนั้น)

เริ่มทำการสร้างรถในสายการผลิตของโรงงานประมาณ เดือนตุลาคม 2535 กำหนดแล้วเสร็จครบถ้วนประมาณเดือนตุลาคม 2536 และรถจักร 4 คันแรก (4501 – 4504) กำหนดส่งเรือถึงประเทศไทยประมาณเดือน กรกฎาคม 2536

เครื่องยนต์เป็นแบบ KTTA50-L ขนาด 8,000 ซีซี. 16 สูบ 2 เครื่องยนต์ 1,430 แรงม้า ที่ 1,800 รอบ/นาที (ปัจจุบันได้มีการลด Stage Turbo เหลือแค่ 1250 แรงม้า X 2 และเปลี่ยนรหัสเครื่องยนต์เป็น KTA-50L เหมือน GEA) น้ำหนักกดเพลา 15 ตัน การจัดวางล้อแบบ Co-Co วิ่งบนทางขนาดทาง 1 เมตร ทำความเร็วได้สูงสุด 100 กม./ชม.

มิติตัวรถยาว 19,900 มม. กว้าง 2,780 มม. สูง 3,870 มม. น้ำหนัก 86.50 ตัน (เมื่อจอดนิ่ง) / 90.00 ตัน (ขณะทำขบวน)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า Hitachi ปัจจุบันยังคงใช้งานทำขบวนรถโดยสาร และขบวนรถสินค้าของ รฟท. อยู่ โดยปัจจุบันถูกตัดบัญชีไป 1 คัน

GE-GEA

9. GE CM22-7i (GEA)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า GE รุ่น CM22-7i หรือ GEA (ย่อมาจาก General Electric Airbrake) การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้นำเข้ามาใช้งานเมื่อปี 2538 จำนวน 38 คัน หมายเลข 4523 – 4560 สร้างโดย บริษัท General Electric Transportation Systems ประเทศสหรัฐอเมริกา ราคาคันละ 54,350,498 บาท (ในตอนนั้น)

เครื่องยนต์ใช้ของ Cummins KTA50-L ขนาด 5,000 ซีซี. 16 สูบ 2 เครื่องยนต์ 1,250 แรงม้า ที่ 1,800 รอบ/นาที X 2 น้ำหนักกดเพลา 15 ตัน การจัดวางล้อแบบ Co-Co วิ่งบนทางขนาดทาง 1 เมตร ทำความเร็วได้สูงสุด 100 กม./ชม.

มิติตัวรถยาว 19,355 มม. กว้าง 2,820 มม. สูง 3,635 มม. น้ำหนัก 80.60 ตัน (จอดนิ่ง) / 86.50 ตัน (ขณะทำขบวน)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า GE ปัจจุบันยังคงใช้งานทำขบวนรถโดยสาร และรถสินค้าของ รฟท. มีตัดบัญชีไป 2 คัน

CSR-Qishuyan-U20

10. CSR Qishuyan U20 (SDA3)

รถจักรดีเซลไฟฟ้า CSR Qishuyan รุ่น U20 (SDA3) การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้สั่งรถจักรจากประเทศจีนเป็นครั้งแรก และนำเข้ามาใช้งานเมื่อเดือนมกราคม 2558 (หมายเลข 5101 – 5102) และเมษายน-มิถุนายน 2558 (หมายเลข 5103 – 5120) จำนวน 20 คัน หมายเลข 5101 – 5120 สร้างโดย บริษัท CRRC Qishuyan ประเทศจีน

ซึ่ง รฟท. ได้ลงนามจัดซื้อกับทาง บริษัท ป่าไม้สันติ จำกัด (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ซานโฟโก้อินเตอร์เนชันแนล จำกัด) เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2556 มูลค่า 3,300 ล้านบาท!

เครื่องยนต์ใช้ของ Caterpillar C175-16 ACERT ขนาด 5,000 ซีซี. 16 สูบ 2 เครื่องยนต์ 3,800 แรงม้า (ใช้จริง 3,200 แรงม้า) น้ำหนักกดเพลา 20 ตัน การจัดวางล้อแบบ Co-Co วิ่งบนทางขนาดทาง 1 เมตร ทำความเร็วได้สูงสุด 120 กม./ชม.

มิติตัวรถยาว 20,490 มม. กว้าง 2,836 มม. สูง 4,000 มม. น้ำหนัก 120 ตัน

ปัจจุบันนับว่าเป็นรถจักรดีเซลรุ่นล่าสุดของ รฟท. ที่ใช้งานอยู่ในขณะนี้ เน้นใช้ในการขนสินค้าเป็นหลัก แต่ก็มีปัญหาตรงที่อะไหล่รอนาน ใช้เวลาซ่อมนาน ทั้งที่อยู่ในระยะรับประกัน เจอปัญหากำลังลากจูงต่ำ ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงชำรุด หรือ Traction Motor Pinion ชำรุด เป็นต้น

*หมายเหตุ 10 อันดับ รถไฟใช้งานนานสุดของ รฟท. เป็นข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2563

ถ้าเบื่อรอรถไฟแล้ว อยากซื้อรถใหม่ แต่มีงบไม่พอ หรืออยากขายรถเก่าออกแบบไวที่สุด ได้เงินเร็วที่สุด เพื่อนำเงินไปโปะรถคันใหม่ ก็ให้ CARRO เป็นผู้ช่วยมืออาชีพของคุณ …

ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่ากับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

รูป และแหล่งที่มาบางส่วนจาก:

Check-Ticket-Bus-Train-Airplane-COVID-19-Affectation

จากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้มีการยกเลิกวันหยุดช่วงเทศกาลสงกรานต์หลังมีคำสั่งให้เลื่อนวันหยุดสงกรานต์เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กำลังระบาด ณ ตอนนี้

วันนี้เรามาเช็กวิธีเลื่อนตั๋วรถไฟ , รถทัวร์ เครื่องบิน กันนะคะ

รถทัวร์

ทาง บขส. ได้ออกมาตรการพิเศษ ดูแลผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการเลื่อนวันหยุดสงกรานต์ โดยจะขยายระยะเวลาการให้เลื่อนตั๋วเดินทางเพิ่มเป็น 90 วัน จากปกติให้ 30 วัน

นอกจากนี้ยังเปิดให้ผู้โดยสารที่ไม่ประสงค์จะเดินทางสามารถขอคืนตั๋วได้ฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม จากปกติที่ต้องเสียค่าธรรมเนียม 10% ของราคาตั๋ว

วิธีการเลื่อนต้องนำตั๋วหรือสลิปการชำระเงินมาขอเลื่อนต่อพนักงานขายตั๋วก่อนรถออกเป็นเวลา 1 วัน มิเช่นนั้นถือว่าสละสิทธิ์ และถ้าเลื่อนการเดินทางแล้ว ไม่สามารถคืนตั๋วได้

ส่วนกรณียกเลิกตั๋วนั้น ผู้โดยสารที่จองตั๋วระหว่างวันที่ 1-30 เมษายน 2563 มีความประสงค์จะคืนค่าตั๋ว สามารถติดต่อได้ที่ช่องจำหน่ายตั๋ว บขส.
ทั่วประเทศตั้งแต่ 25 มีนาคม 2563 เป็นต้นไป

รถไฟ

เบื้องต้นทาง รฟท. ได้จัดเตรียมอำนายความสะดวกเรื่องค่าธรรมเนียมการคืนตั๋วหรือเลื่อนตั๋วช่วงเทศกาลสงกรานต์ไว้แล้ว ซึ่งปัจจุบันตั๋วโดยสารช่วงเทศกาลสงกรานต์ถูกจองเต็มหมดแล้ว

เครื่องบิน

ทางเฟซบุ๊ก Thai Airways ได้อำนวยความสะดวกโดยยกเว้นค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนแปลงการเดินทางเส้นทางระหว่างประเทศ สำหรับบัตรโดยสารราคาปกติและราคาพิเศษที่ออกในประเทศไทย และเดินทางด้วยเที่ยวบินของการบินไทย (TG) และเที่ยวบินร่วมกับสายการบินไทยสมายล์ (WE) โดยผู้โดยสาร สามารถติดต่อดำเนินการต่อไปนี้ภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2563

การเปลี่ยนแปลงเที่ยวบิน

  • สามารถเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินโดยไม่มีค่าธรรมเนียมสำหรับเส้นทางเดิมหรือรหัสชั้นโดยสาร (RBD) เดิม **ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนที่นั่งว่างแต่ละเที่ยวบินของวันที่จะเดินทาง
  • ในกรณีที่รหัสชั้นเดินทางที่ระบุบนบัตรโดยสารเดิมไม่มีที่ว่างในเที่ยวบินที่ต้องการเปลี่ยน ผู้โดยสารจะต้องชำระส่วนต่างราคาและภาษี (ถ้ามี)

การเปลี่ยนแปลงเส้นทางบิน

  • สามารถเปลี่ยนแปลงเส้นทาง โดยชำระส่วนต่างราคาและภาษี (ถ้ามี) และยกเว้นค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลงผู้เดินทาง
  • สำหรับบัตรโดยสารที่ยังไม่ได้ใช้เดินทาง สามารถเปลี่ยนชื่อผู้เดินทางได้ 1 ครั้ง มีค่าธรรมเนียม 3,000 บาท

การคืนบัตรโดยสาร

  • สามารถคืนบัตรโดยสารตามเงื่อนไขของบัตรโดยสาร

ช่วงนี้ต้องดูแลสุขภาพกันด้วยนะคะ หากคุณต้องการขายรถด่วนให้ CARRO ช่วยได้ขายให้ภายใน 24 ชั่วโมง และได้ราคาดี และหากต้องการรถยนต์ใหม่ ป้ายแดง โปรแรงๆ สามารถดูโปรโมชั่นได้ที่ https://www.siamcardeal.com/ หรือสามารถ Inbox สอบถามโปรโมชั่นรถใหม่และข่าวสารได้ที่ Facebook Siamcardeal

หรือ Add Line เพื่อรับโปรโมชั่นต่างๆ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม @siamcardeal
Inbox : http://m.me/siamcardeal
Line : https://line.me/R/ti/p/@siamcardeal

5-Tips-Driving-Through-A-Railroad-Crossing

อีกข่าวหนึ่งที่มีให้เห็นกันตามโลกโซเชียลกันอยู่เสมอๆ อีกหนึ่งข่าว ที่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกันบ่อยมากนัก แต่มันก็อยู่ใกล้ตัวของคนขับรถอยู่มากพอสมควร กับข่าวรถไฟชนกับรถยนต์ หรือชนคนก็ตาม

หลายคนอาจไม่รู้ว่า ทางรถไฟนั้น มีจุดตัดเสมอระดับทางรถไฟ-รถยนต์ ที่ทั้งถูกต้อง และเป็นทางลักผ่าน ทางตัดผ่าน (Illegal Crossing) ที่ชุมชนแถบริมทางรถไฟ ทำขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็นของเอกชน หรือผู้อยู่อาศัยแถวนั้น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล “แต่ไม่ได้ขออนุญาตทำทางตัดผ่าน จากการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือไม่ได้รับอนุญาตจากการรถไฟแห่งประเทศไทย”

5-Tips-Driving-Through-A-Railroad-Crossing

ทำให้เกิดอุบัติเหตุมากถึงร้อยละ 87 ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบริเวณจุดตัดทางรถไฟที่ไม่มีเครื่องกั้น ซึ่งส่วนใหญ่ของอุบัติเหตุ มีสาเหตุจากความไม่คุ้นเคยและความไม่ชำนาญเส้นทางของคนขับ รวมถึงการขาดทักษะในการขับรถผ่านเส้นทาง

MR.CARRO มีข้อมูลดีๆ จากการรถไฟแห่งประเทศไทย มาแนะนำทุกท่านเมื่อจำเป็นต้องขับรถผ่านทางรถไฟกันครับ

5-Tips-Driving-Through-A-Railroad-Crossing

1. หยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตร

ไม่ว่าตรงนั้น จะมีเครื่องกั้นทาง หรือเครื่องหมายหรือเสียงสัญญาณระวังรถไฟหรือไม่ก็ตาม เพื่อความปลอดภัยต้องดูให้แน่ใจว่า จะไม่มีรถไฟวิ่งผ่าน หรือรถไฟวิ่งผ่านไปแล้ว ถึงจะค่อยขับรถผ่านไปได้

2. ห้ามขับรถแซงขึ้นหน้ารถคันอื่นภายในระยะ 30 เมตร ก่อนถึงทางเดินรถที่ตัดข้ามทางรถไฟ

5-Tips-Driving-Through-A-Railroad-Crossing

3. ถ้าต้องจอดรถ ควรจอดรถในระยะไม่ต่ำกว่า 15 เมตร ก่อนถึงทางรถไฟ

4. หากเห็นป้ายสัญลักษณ์ ต้องหยุด!

หากเห็นป้ายสัญลักษณ์ เช่น ป้ายหยุด ป้ายเตือนรูปกากบาท “ระวังรถไฟ” ป้ายทรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสีอำพัน มีรูปรถจักรไอน้ำและรั้วกั้น ให้ชะลอความเร็ว และจอดดูซ้าย-ขวา ให้แน่ใจว่าไม่มีรถไฟแล่นผ่านมา เมื่อเห็นว่าปลอดภัยจึงขับผ่านไปได้

5. ถ้ารถคันที่ติดฟิล์มกรองแสงเข้มมาก ให้เปิดกระจกรถดูก่อนจะขับผ่านไป!

รถในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่ มักติดฟิล์มกรองแสงชนิดเข้มมาก จนอาจทำให้มองเห็นไม่ชัดในเวลากลางคืน จึงต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มมากขึ้น ขณะขับรถข้ามทางรถไฟ เพื่อความปลอดภัยกรณีขับรถทางตัดผ่านที่ไม่มีเครื่องกั้น ให้เปิดกระจกรถซ้าย-ขวา ดูให้แน่ใจว่าไม่มีรถไฟมา แล้วค่อยขับรถผ่านไป

สำหรับป้ายเตือนหรือป้ายสัญญาณจราจรติดตั้งอยู่บริเวณจุดตัดทางรถไฟ ผู้ขับรถ รวมไปถึงผู้เดินเท้า ต้องทำความเข้าใจความหมายของป้ายหรือสัญลักษณ์ต่างๆ ไว้ด้วยเพื่อความปลอดภัย ซึ่งแต่ละป้ายจะมีความหมายว่าอย่างไรบ้าง มาดูกัน

5-Tips-Driving-Through-A-Railroad-Crossing

1. ป้ายทางข้ามทางรถไฟมีเครื่องกั้นทาง จะมีลักษณะเป็นรูปรั้วกั้น อยู่บนพื้นป้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสีเหลืองอำพัน หมายถึงทางรถไฟที่มีเครื่องกั้นทางปิดกั้น

2. ป้ายทางข้ามทางรถไฟไม่มีเครื่องกั้นทาง เป็นรูปหัวรถจักรไอน้ำ อยู่บนพื้นป้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนสีเหลืองอำพันเช่นกัน หมายถึง ป้ายทางข้างหน้ามีทางรถไฟตัดผ่านและไม่มีเครื่องกั้นทาง ให้ขับรถช้าๆ และสังเกตดูรถไฟทั้งซ้าย-ขวา ถ้ามีรถไฟกำลังจะผ่านมาให้หยุดรอให้ห่างจากทางรถไฟอย่างน้อย 5 เมตร แล้วรอจนกว่ารถไฟนั้นผ่านไปแล้ว จึงเคลื่อนรถต่อไปได้

3. ป้ายหยุด เป็นป้ายรูปแปดเหลี่ยมสีแดง มีข้อความ “หยุด” หมายถึงว่ารถทุกชนิดต้องหยุดเมื่อเห็นป้ายนี้ เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงขับรถต่อไปได้อย่างปลอดภัย

4. ป้ายกากบาท “ระวังรถไฟ” ป้ายเตือนว่าเป็นจุดตัดทางรถไฟเสมอระดับรถยนต์ จะมีรถไฟแล่นผ่านทางรถไฟบริเวณนี้ ให้ระวัง และชลอความเร็ว

5-Tips-Driving-Through-A-Railroad-Crossing

และนี่ก็เป็นเคล็ดไม่ลับ ในการขับรถยนต์ข้ามทางรถไฟอย่างปลอดภัยแล้วล่ะครับ ยิ่งในตอนกลางคืน ยิ่งต้องระวังระวังมากขึ้นครับ แม้ว่ารถจักรแต่ละคัน จะมีไฟหน้าที่ส่องสว่างได้ไกลมากก็ตาม แต่คนขับรถปัจจุบันมักติดฟิล์มกรองแสงที่เข้มมาก จนอาจจะไม่ทันสังเกตกันได้ครับ

แหล่งที่มาจาก:

Travel-The-Golden-Mount-And-Wat-Saket

ช่วงนี้ก็เข้าสู่หน้าหนาวกันแล้ว เป็นธรรมดาของวัดหลายๆ วัด ก็จะจัดกิจกรรมรื่นเริงต่างๆ กันมากมาย โดยหลายคนมักจะนึกถึงงานวัดสุดคลาสสิกอย่าง “งานนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ” หรือ “งานภูเขาทอง” หรือ “งานวัดภูเขาทอง” ที่จัดกันประจำทุกปี ณ บริเวณพระบรมบรรพต หรือ ภูเขาทอง และลานพระวิหาร ของวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร

สำหรับ “วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร” หรือที่คุ้นหูกันในชื่อ “วัดสระเกศ” เป็นวัดโบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อว่า “วัดสะแก”

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์และขุดคลองรอบพระอาราม แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดสระเกศ” ซึ่งแปลว่า ชำระพระเกศา เนื่องจากพระองค์เคยประทับทำพิธีพระกระยาสนาน (อาบน้ำ) เมื่อเสด็จกรีธาทัพกลับจากกัมพูชามาปราบจลาจลในกรุงธนบุรี และเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติในปี 2325

งานวัดภูเขาทอง-2562

โดยปกติของงานวัดภูเขาทอง มักจะจัดคาบเกี่ยวกับช่วงเทศกาลลอยกระทง โดยจัดงานกัน 10 วัน 10 คืน ซึ่งในปีนี้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 4 – 13 พ.ย. 2562

โดยปีนี้ (2562) ยังมีพิธีอัญเชิญผ้าแดงห่มองค์พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) ซึ่งเป็นการร่วมจารึก ชื่อ-สกุล ลงบนผ้าแดง แล้วอัญเชิญผ้าแดงไปห่มองค์พระบรมบรรพต (ภูเขาทอง) ในวันขึ้น 8 ค่ำ เดือน 12 ในเวลา 6.00 น. ของเช้าวันที่ 4 พฤศจิกายน จากนั้นตั้งแต่เวลา 7.00 – 24.00 น. ของวันที่ 4 – 13 พฤศจิกายน 2562 ก็จะเป็นงานสมโภชองค์พระบรมสารีริกธาตุ

สำหรับใครที่สนใจอยากไปเที่ยว “งานวัดภูเขาทอง” Mr.Carro ก็จะมาแนะนำ 5 วิธีเดินทางไปงาน ซึ่งก็มีหลากหลาย ตามความสะดวกครับ

MRT-Blue-Line

รถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) มาภูเขาทอง สะดวกที่สุดอีกหนึ่งวิธี นั่นคือ ลงสถานีสามยอด (BL30) แล้วเดินไปตามถนนเจริญกรุง เข้าถนนวรจักร ต่อรถเมล์สาย 8, 37 หรือ 48 หรือจะต่อรถตุ๊กๆ ไป ก็ถึงงานภูเขาทองได้ …

BTS-Skytrain

รถไฟฟ้าบีทีเอส (BTS) มาภูเขาทอง เพียงลงที่สถานีสนามกีฬาแห่งชาติ แล้วต่อรถเมล์สาย 47 หรือ 48 ก็มาที่งานได้เช่นกัน …

SRT-Train

รถไฟ รฟท. ไม่ว่าคุณจะมาจากขบวนไหน สายตะวันออก, สายเหนือ หรือสายอีสาน ให้ลงรถไฟที่ “ป้ายหยุดรถยมราช” (เฉพาะขบวนรถที่จอดเท่านั้น โปรดตรวจสอบขบวนรถที่คุณโดยสารมาอีกครั้ง ว่าจอดหรือไม่)

เมื่อลงรถไฟแล้ว ให้เดินไปยังป้ายรถเมล์ถนนหลานหลวง สามารถต่อรถเมล์ได้หลายสาย ตามรายละเอียดด้านล่าง

BMTA-Bus

รถเมล์ (Bus) ที่ผ่านรอบๆ วัดสระเกศราชวรวิหาร หรือภูเขาทอง

จากถนนจักรพรรดิพงษ์
– สาย 8, 15, 37, 47, 49

จากถนนบำรุงเมือง
– สาย 15, 47, 48, 508

จากถนนหลานหลวง
– สาย 2, 44, 59, 60, 79, 183, 511

จากถนนมหาไชย
– สาย 56

วิธีสุดท้าย … ถ้าขับรถมาเอง

ต้องขอบอกก่อนว่าในย่านตัวเมืองชั้นใน ที่จอดรถจะหายากมากๆ ยิ่งดึก คนยิ่งมาเยอะ ส่วนใหญ่ต้องจอดรถในบริเวณวัดสระเกศ หรือบริเวณริมถนนย่านนั้น แต่ก็ต้องดูด้วยว่า จุดนั้น ห้ามจอดรถหรือไม่

ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เปลี่ยนรถใหม่ ขายรถด่วน เพื่อรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่ากับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

กรุงเทพ

รถสาธารณะในกรุงเทพ ปรับราคาขึ้น !!

ทางเลือกการเดินทางของคนในเมืองกรุงนั้นมีมากมาย แต่ถ้าใครไม่มีรถยนต์หรือมอเตอร์ไซต์ส่วนตัว คงต้องพึ่งบริการของรถสาธารณะในรูปแบบต่างๆ เพื่อโดยสารไปทำงาน หรือทำธุระต่างๆ และตอนนี้ก็เริ่มครบรอบสัมปทานค่ารถหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร จึงมีการปรับขึ้นราคาได้ใหม่ตามภาวะเงินเฟ้อและการลงทุน ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพิ่มขึ้น ดังนั้น Carro จะมาอัปเดตค่ารถที่กำลังจะขึ้นทุกเส้นทางทั่วกรุงเทพมาให้แล้วที่นี่

 

รถเมล์

รถเมล์

อัตราค่ารถเมล์ในปัจจุบัน

– รถเมล์แดง 6.50 บาท

– รถเมล์ร่วมบริการ 9 บาท

– รถ ปอ. 10-23 บาท

ซึ่งหลังจากวันที่ 31 ตุลาคม 2560 นี้ จะมีการยกเลิกรถเมล์ฟรีแล้ว แต่ให้เงินค่าเดินทางสำหรับคนมีรายได้รายน้อยผ่านทาง  “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือบัตรคนจนแทนนั่นเอง

 

 

รถตู้

 

รถตู้

ข่าวดีสำหรับผู้ใช้รถตู้ในตอนนี้ คือ ยังไม่มีทีท่าว่าจะขึ้นค่าโดยสาร แต่อย่างไรก็ตาม ยังพบว่ามีการร้องเรียนอยู่บ่อยครั้งถึงเรื่อง รถตู้บางคันยังมีการเก็บค่าโดยสารที่ไม่เท่ากันหรือมากว่าตามราคามาตราฐานที่ได้ระบุไว้  คุณสามารถเช็ค ราคา ที่ประกาศไว้ในเว็บไซต์กรมการขนส่งทางบกได้เลย

 

BTS MRT

รถไฟฟ้า

ปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา BTS ได้ประกาศปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร มีผลตั้งแต่ 1 ต.ค. 60 นี้เป็นต้นไป หลังผ่านมา 4 ปียังไม่เคยปรับขึ้นค่าโดยสารเลย โดยจะปรับขึ้นสถานีละ 1-2 บาทเท่านั้น

ส่วนรถไฟฟ้า MRT มีอัตราค่าโดยสารอยู่ที่ 16-42 บาท (ถ้านั่งตลอดจนสุดสายทั้งสองสาย 70 บาท) ยังไม่มีประกาศขอขึ้นค่าโดยสาร สามารถคำนวณค่าโดยสารได้ที่นี่

ปัจจุบันหลังจากสายสีม่วงสร้างเสร็จในเดือนสิงหาคม 2559 ผู้โดยสารก็ต้องรอไปถึง 1 ปีทั้งสองสายจึงเชื่อมต่อกันได้ในเดือน สิงหาคม 2560 โดยมียอดผู้ใช้พุ่งขึ้นกว่า 48,000 คนต่อวัน

ส่วนใครที่โดยสารด้วยรถไฟฟ้า Airport Link ก็ถือเป็นข่าวดี เพราะยังไม่มีประกาศขึ้นราคานั่นเอง

 

เรือ

 

เรือโดยสาร

ที่ผ่านมา ผู้ที่โดยสารด้วยเรือมักเผชิญกับการขึ้นราคาค่าโดยสารขึ้น-ลงตามราคาน้ำมันอยู่บ่อยครั้ง แต่ส่วนใหญ่ขึ้นเพียง 1 บาทเท่านั้น จึงไม่ได้ส่งผลกระทบมากเท่าไร

แต่ล่าสุดเมื่อ 14 กันยายนที่ผ่านมา กรมเจ้าท่า ประกาศปรับอัตราค่าโดยสารทางเรือในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล อีก 50 สตางค์ – 1 บาท หลังราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มสูงกว่าเพดาน เกินกว่า 10 วัน

ค่าโดยสารจะจัดเก็บตามประเภทเรือ คือ

  1. เรือประจำทาง  ค่าโดยสารไม่เกิน คนละ 9-11-13 บาท (ตามระยะ)  
  2. เรือด่วนพิเศษ ธงส้ม  ค่าโดยสารไม่เกินคนละ 15 บาท
  3. เรือด่วนพิเศษ ธงเหลือง ค่าโดยสารไม่เกินคนละ 20 บาท
  4. เรือด่วนพิเศษ ธงเขียว  ค่าโดยสารไม่เกินคนละ 13-20-32 บาท (ตามระยะ)
  5. เรือโดยสารในคลองแสนแสบ ค่าโดยสารไม่เกินคนละ 9-11-13-15-17-19 บาท (ตามระยะ)
  6. เรือโดยสารข้ามฟาก ค่าโดยสารใหม่ เริ่มที่คนละ 3.50 – 6 บาท

 

รถไฟ

รถไฟ

ในวันที่ 21 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา รถไฟได้มีการประกาศขอปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร โดยปรับเพิ่มขึ้นเฉพาะรถรุ่นใหม่ 115 คัน จำนวน 8 ขบวน ในอัตรา 15-20% หรือเพิ่มขึ้น 150-200 บาทต่อเที่ยว ใน 4 เส้นทาง คือ ดังนี้

เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ

เส้นทางกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ

เส้นทางกรุงเทพฯ- หนองคาย-กรุงเทพฯ

เส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-กรุงเทพฯ

 

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับอัตราค่าเดินทางของรถสาธารณะในรูปแบบต่างๆ ทั่วกรุงเทพ โดยรวมแล้วบางบริการขึ้นมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่บางบริการก็ขึ้นหลักหลายสิบบาท หากนานๆครั้งใช้ก็ดูไม่แพงขึ้นสักเท่าไร แต่หากต้องใช้ไปและกลับทุกวัน คงกระทบต่อผู้ใช้อยู่ไม่น้อยเลย แต่สำหรับใครที่มีรถยนต์ส่วนตัวและต้องใช้บริการทางด่วน จึงอยากรู้ ‘การทางพิเศษแห่งประเทศไทย’ มีการปรับขึ้นหรือไม่ อ่านต่อที่นี่

 

 

 

Source : voicetv.co.th