เพราะเหตุใด? รถญี่ปุ่น และรถ Toyota ถึงได้รับความนิยมอย่างมาก ในอัฟกานิสถาน

นับตั้งแต่ Blogger / Youtuber สายท่องเที่ยวชื่อดังอย่าง “มิ้นท์ I Roam Alone” เดินทางเพียงลำพังไปยังอัฟกานิสถาน ดินแดนที่ได้ชื่อว่าอยู่ในภาวะสงคราม และมีอันตรายมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพื่อนำข้อมูลการเดินทางมาทำ Content ในช่วงที่ตาลีบันเริ่มประกาศชัยชนะ ต่อสู้กับรัฐบาลอัฟกานิสถาน เข้ายึดพื้นที่อีกครั้ง ภายหลังจากที่สหรัฐอเมริกาเริ่มตัดสินใจถอนทหารออก

ทำให้ความสนใจของคนไทย ในเรื่องราวเกี่ยวกับ “อัฟกานิสถาน” ถูกพูดถึงเป็นจำนวนมากอีกครั้ง ทั้งในด้านสงคราม ความเป็นอยู่ วิถีชีวิต วัฒนธรรมประเพณี หรือการค้าขาย เป็นต้น

MR.CARRO จึงขอนำเสนอเรื่องราวของรถยนต์ในอัฟกานิสถานกันในวันนี้ครับ ว่าทำไมรถญี่ปุ่น ถึงได้ครองใจชาวอัฟกัน และรถ Toyota จึงได้รับความนิยมมากที่สุดในอัฟกานิสถาน ไปอ่านกันเลยครับ …

เพราะเหตุใด? รถญี่ปุ่น และรถ Toyota ถึงได้รับความนิยมอย่างมาก ในอัฟกานิสถาน

โชว์รูมรถ Toyota ในกรุงคาบูล อัฟกานิสถาน

ราคาถูก ทนทาน และคุณภาพเชื่อถือได้ อาจเรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมใหม่ของชาวอัฟกัน ที่ก่อนจะซื้อรถยนต์จะต้องคำนึงถึง 3 สิ่งนี้ และรถที่ได้รับความเชื่อถือสูงสุดในประเทศนี้ คงต้องยกให้กับ Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) ที่ไม่ว่าจะมองไปตรงไหนของเมือง ก็ต้องเจอกับรถรุ่นนี้เต็มไปหมด ทั้งในแบบรถเก่าจากยุโรป อเมริกาเหนือ พวงมาลัยซ้าย และรถเก่าจากญี่ปุ่น พวงมาลัยขวา โดยการนำเข้ารถยนต์ไปขายยังอัฟกานิสถาน ยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดการจับจ่ายอย่างมาก

ในประเทศที่แม้กระทั่งถนนลาดยาง ในส่วนที่ดีสุดของเมืองหลวงก็ยังเต็มไปด้วยหลุมบ่อ รถที่ผลิตในญี่ปุ่น จึงเป็นเป็นพาหนะที่ทุกคนเลือก ยกเว้นคนที่รวยมากๆ

“มี Toyota Corolla อยู่ที่นี่ ก่อนที่จะผลิตในญี่ปุ่นด้วยซ้ำ” Mohammad ชาวกรุงคาบูลในวัย 30 กว่าๆ ที่ทำงานในบริษัทต่างชาติพูดติดตลก

เพราะเหตุใด? รถญี่ปุ่น และรถ Toyota ถึงได้รับความนิยมอย่างมาก ในอัฟกานิสถาน

ภาพจาก The Guardian

Mirwais Nabizada วัย 38 ปี ซึ่งขายรถยนต์มือสองในกรุงคาบูลมาเป็นเวลา 20 ปี กล่าวว่ารถเหล่านี้ได้รับความนิยมเพราะไม่แพง เมื่อเทียบกับรถ (ที่ไม่ใช่แบรนด์รถญี่ปุ่น) และอะไหล่ก็หาง่าย

“หลายคนซื้อเพราะความทนทาน ราคาถูก และมีอะไหล่อยู่ทุกที่” เขากล่าว เขามีรถยนต์ 70 คันในโชว์รูมของเขา ทั้งหมดยกเว้นหกคันในจำนวนนั้นที่ไม่ใช่โคโรลล่า

รถยนต์ใช้แล้วประมาณ 90% ถูกซื้อในเยอรมนีและแคนาดา จากนั้นจึงส่งไปยังอัฟกานิสถาน ผ่านดูไบ และเส้นทางบกจากอิหร่าน

“คนส่วนใหญ่ไม่ต้องการซื้อรถใหม่ เพราะมันดึงดูดผู้ลักพาตัวและโจร” Nadir Shah ข้าราชการพลเรือน กล่าว

เพราะเหตุใด? รถญี่ปุ่น และรถ Toyota ถึงได้รับความนิยมอย่างมาก ในอัฟกานิสถาน

ภาพจาก Algulf

Toyota Corolla ที่ขายในอัฟกานิสถาน มักจะนิยมรถยนต์สีดำ, สีน้ำเงิน, สีเขียว, สีเหลือง หรือขาว ซึ่งที่นี่ รถสีขาวเป็นที่ชื่นชอบของผู้ซื้อ เพราะสภาพภูมิประเทศที่นี่ฝุ่นค่อนข้างเยอะ (รวมทั้งมลพิษที่เกิดจากการใช้รถเก่าในเมืองเป็นจำนวนมาก) เมื่อใช้รถสีขาวแล้ว ดูไม่ค่อยสกปรก” Nabizada กล่าว

ในการขับรถ 10 นาที ระหว่างใจกลางเมืองหลวงและย่านสถานทูต สำนักข่าว AFP ได้นับจำนวนรถ Toyota Corolla พบว่ามีมากถึง 194 คัน เมื่อเทียบกับรถยนต์ รถประจำทาง รถบรรทุก และยานพาหนะอื่นๆ ที่พบเห็นอีก 89 คัน

เจ้าของรถชาวอัฟกัน พวกเขารักรถและหวงแหนรถ มักนิยมติดสติ๊กเกอร์บนกระจกบังลมด้านหลัง ด้วยคำว่า “Beautiful Corolla”, “Super Saloon Corolla” และ “Corolla I Love You” เป็นต้น

เพราะเหตุใด? รถญี่ปุ่น และรถ Toyota ถึงได้รับความนิยมอย่างมาก ในอัฟกานิสถาน

ภาพจาก Polarsteps / Ilpost

สำหรับผู้เชี่ยวชาญรถรุ่นนี้ เมื่อเห็นรถก็สามารถทราบได้เลยว่า Toyota Corolla คันนั้น เป็นรถที่ถูกนำเข้ามามาจากอเมริกาเหนือ, ยุโรป ได้จากขนาดของกันชน หรือตำแหน่งของป้ายทะเบียนรถ (สำหรับ Toyota Corolla รุ่น “สามห่วง” พื้นที่ติดป้ายทะเบียนด้านหลัง จะอยู่บริเวณตำแหน่งของแผงทับทิมหลัง ต่างจากในเวอร์ชั่นตลาดโลก เป็นต้น)

และถึงแม้ชาวอัฟกันจะขับรถชิดขวา พวงมาลัยซ้าย แต่ก็มี Toyota Corolla ที่เป็นรถพวงมาลัยขวา (ซึ่งถูกออกแบบมาให้ขับชิดซ้าย แบบในไทย หรือญี่ปุ่น) อยู่มากมายตามท้องถนน

ส่วนรถแท็กซี่เกือบทั้งหมดเป็น Toyota Corolla Van และลูกค้าที่เรียกรถแท็กซี่มักไม่ได้รับการบอกยี่ห้อ แต่จะมองหา “สีเทา 2002” หรือ “สีน้ำตาล 2007”

นายพล Asadullah Khan หัวหน้าตำรวจจราจรกรุงคาบูล กล่าวว่า รถยนต์ Toyota Corolla คิดเป็น 80% ของรถยนต์ 700,000 คัน (ยอด ณ ปี 2013) ที่ขับผ่านถนนที่คับคั่งในกรุงคาบูล ซึ่งมีการจดทะเบียนรถใหม่ หรือรถใช้แล้ว 500 – 600 คัน ในแต่ละวัน

“โคโรลล่า ถือได้ว่าเป็นรถยอดนิยมของมหาชน อีกทั้งยังไม่กินน้ำมันอีกด้วย” เขากล่าว

เพราะเหตุใด? รถญี่ปุ่น และรถ Toyota ถึงได้รับความนิยมอย่างมาก ในอัฟกานิสถาน

ภาพจาก Alarabiya News

แต่ทว่า ความแพร่หลายของ Toyota Corolla กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือของพวกกลุ่มตาลีบัน และกลุ่มผู้ไม่หวังดี ที่ใช้รถยนต์รุ่นนี้เป็นระเบิดเคลื่อนที่ (หรือคาร์บอมบ์) ซึ่งซุกซ่อนระเบิดไว้ในรถ และขับรถผ่านด่านตรวจโดยไม่มีใครสังเกต ซึ่งกลุ่มตาลีบันยังต่อสู้กับรัฐบาลที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ มาโดยตลอดนับตั้งแต่ปี 2001

ในส่วนของผู้ซื้อรถยนต์ที่มีกำลังซื้อ เวลานี้เริ่มระมัดระวังการใช้เงินเป็นอย่างมาก เมื่อกองกำลังรบของ NATO และของสหรัฐอเมริกา ต่างเริ่มถอนทัพออกจากอัฟกานิสถานในปี 2020 และถอนกำลังออกจนหมดในเดือนกันยายน 2021 เริ่มส่งผลกระทบทำให้ยอดขายรถลดลง เนื่องจากผู้คนไม่อยากใช้จ่ายเงินในการซื้อรถยนต์ เพราะรู้สึกไม่มั่นใจว่าอนาคตของชีวิตจะเป็นอย่างไร

แม้ว่าในตลาดรถยนต์ของอัฟกานิสถาน แทบทั้งหมดจะเป็นรถมือสองที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งก็มีรถแบรนด์อื่นๆ ราคาถูกๆ นำเข้ามาให้เลือก แต่ด้วยค่านิยมของ Toyota Corolla และภาษีรถยนต์ที่จัดเก็บสูงในอัฟกานิสถาน ส่งผลให้ผู้ซื้อไม่สามารถต่อรองราคาได้ ขนาด Corolla เก่าๆ ที่มีรอยบุบ ยังมีราคาจำหน่าย 3,500 ดอลล่าร์สหรัฐฯ ในขณะที่ Corolla รถอายุ 1 ปี วิ่งไมล์น้อย มีราคาขายพุ่งสูงถึง 26,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ!

ในขณะที่ธนาคารโลก ระบุว่ารายได้เฉลี่ยต่อปีของชาวอัฟกันอยู่ที่ประมาณ 470 ดอลลาร์สหรัฐฯ … การที่ชาวอัฟกันจะเก็บเงินซื้อรถยนต์ Toyota Corolla ได้สักคันไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความพยายามน่าดู!

เพราะเหตุใด? รถญี่ปุ่น และรถ Toyota ถึงได้รับความนิยมอย่างมาก ในอัฟกานิสถาน

ภาพจาก RT

ค่าธรรมเนียมศุลกากรสำหรับรถยนต์นำเข้าแต่ละคันอยู่ที่ประมาณ 5,000 ดอลล่าร์สหรัฐฯ บวกกับ 1,500 ดอลล่าร์สหรัฐฯ สำหรับการออกใบอนุญาต และภาษีอื่นๆ อีกมากมายที่ต้องชำระเพิ่มเติม Nabizada ซึ่งบอกว่าเขาขายรถได้เพียง 5 คัน/วัน ลดลงจาก 10 คัน/วัน เมื่อเทียบกับหลายปีก่อน

Shaker Bakhter หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เพียงไม่กี่รายในกรุงคาบูล กล่าวว่า เขาสามารถขาย Toyota Corolla ได้อย่างน้อย 10,000 อัน นับตั้งแต่ทำอาชีพพ่อค้าขายรถมา

และทำไมชาวอัฟกัน จึงยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อซื้อรถยนต์?

“ชาวต่างประเทศ ใช้เงินไปกับการเต้นรำ หรือเล่นโบว์ลิ่ง แต่ชาวอัฟกัน เราลงทุนในสิ่งที่มีประโยชน์” Bakhter กล่าว

สำหรับใครที่อยากขายรถคันเดิม มาขายรถคันเดิมกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

แต่ถ้าหากช่วงนี้ใครอยากเปลี่ยนรถคันใหม่ มาใช้แทนที่รถคันเดิม CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ พร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถออนไลน์ ได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น!

รถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check มากกว่า 200 จุด และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ให้คุณเลือกชมรถยนต์เสมือนจริงออนไลน์รายแรกในไทย ทั้งภาพและเสียงในรูปแบบ 360 องศา พร้อมรับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! เรามีรถให้คุณเลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Thailand  โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

เนื้อหาข่าวจาก:

โควิด กักตัวนาน ลืมวิธีขับรถ

ในช่วงที่โควิด-19 เริ่มระบาดมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2019 ที่่ผ่านมาในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ก่อนจะเริ่มต้นระบาดไปทั่วโลกในช่วงต้นปี 2020 และยังมีการระบาดหลายรอบในหลายประเทศ พร้อมกับไวรัสได้กลายพันธุ์ออกเป็นสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่สร้างความเสียหายให้กับชีวิต การงาน เศรษฐกิจ ท่องเที่ยว ฯลฯ ในทั่วโลก แม้ว่าเราจะมีวัคซีน และเร่งฉีดวัคซีนกันแล้วก็ตาม

จากปัญหาของการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายคนมีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปแบบ New Normal เช่น การทำงานแบบ Work From Home หรือการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distrancing) และหลายคนอาจจะต้องกักตัวอยู่ในบ้าน นานนับอาทิตย์ หรือนานนับเดือนเลยก็มี

1975 Lincoln Continental

มีรายงานจากชาวสหรัฐอเมริกา พบว่า การกักตัวอยู่ในบ้านนานๆ ทำให้เกิดอาการลืมวิธีการขับรถ หลังไม่ได้ออกจากบ้านกว่าครึ่งปี อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์มีคำอธิบายดังกล่าว และสบายใจได้ว่า ทักษะการขับรถจะค่อยๆ กลับมาเอง

สื่อใหญ่อย่าง The Washington Post เผยบทสัมภาษณ์หลายกรณีตัวอย่าง ที่เกิดกับชาวสหรัฐฯ เมื่อกลับมาขับรถอีกครั้ง หลังการกักตัวเป็นเวลานาน โดยหลายคนมีอาการลืมวิธีขับรถ ที่เกิดขึ้นในหลายรูปแบบ ทั้งลืมการถอยเข้าซอง ลืมวิธีเลี้ยงคันเร่ง และเบรก รวมไปถึงการดูป้ายต่างๆ และการใช้ความเร็วบนถนนตามกฎหมายกำหนด

1978 Chevrolet Corvette C3

ด้าน Ronald C. Petersen (โรนัลด์ ซี. ปีเตอร์เซน) นักประสาทวิทยา จากเมโยคลินิก ในโรเชสเตอร์ มลรัฐมินนิโซตา ให้คำตอบว่า “มันเป็นความจริง”

“ชุดความทรงจำเหล่านี้ อาจจะไม่ได้ใช้มานานตลอด 6 เดือน 8 เดือน หรือ 1 ปี พฤติกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับชุดความทรงจำเหล่านี้ จึงต้องการเวลาในการฟื้นฟู และสร้างมันขึ้นมาใหม่” ปีเตอร์เซนกล่าว โดยเขาระบุว่า ความทรงจำของคนจะถูกเก็บในสมอง แบบเป็นลักษณะเครือข่าย มากกว่าการเก็บไว้ที่เดียว

ทักษะการขับรถ อาศัยความจำเชิงกระบวนวิธี ซึ่งเป็นความทรงจำในระยะยาวลักษณะหนึ่ง ที่สัมพันธ์กับทักษะในการใช้มือ และทักษะในการตอบโต้ต่อปฏิกิริยาตอบสนอง ซึ่งมันเป็นเรื่องยากมาก ที่เราจะสูญเสียความทรงจำระยะยาวเหล่านี้ไป เช่นเดียวกับการเล่นเทนนิส และปั่นจักรยาน คือ คุุณไม่มีทางลืมมัน แต่ถ้าไม่ได้ทำไปนานๆ ก็ต้องอาศัยเวลาปรับตัวให้คุ้นชิน (อีกครั้ง) สักหน่อย

1969 Ford Mustang

นักวิจัยด้านอุบัติเหตุเปิดเผยว่า มนุษย์อาจจะลืมการขับรถแบบสั้นๆ เพราะเราห่างจากการปฏิบัติไปสักพัก แต่เราจะไม่ลืมการขับรถแบบรุนแรง ชนิดว่าทำอะไรไม่ถูกเลยเมื่อนั่งหลังพวงมาลัย ซึ่งต้องอาศัยเวลาไม่นานมาก ที่จะเรียกคืนทักษะความทรงจำกลับมา และไม่ต้องกังวลไป เพราะใช้เวลาน้อยกว่าคนเพิ่งเริ่มหัดขับรถแน่นอน

สำหรับใครที่อยากขายรถ มาขายรถกับ CARRO Express สิ! ได้ราคาดี พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก

ย้ายประเทศ ซื้อรถในอเมริกา USA

ช่วงนี้กระแส “ย้ายประเทศ” กำลังมาแรงมากเลยทีเดียว นับตั้งแต่กลุ่มเฟซบุ๊ก “ย้ายประเทศกันเถอะ” (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “โยกย้าย มาส่ายสะโพกโยกย้าย”) ที่ตอนนี้มีสมาชิกกว่า 1 ล้านคนแล้ว ทำให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ในไทยนั้นตื่นตัวกันอย่างมากถึงการออกไปทำงานในประเทศอื่นๆ ของโลกใบนี้

สำหรับ “สหรัฐอเมริกา” ก็นับได้ว่าเป็นประเทศอันดับต้นๆ ของคนไทยที่อยากย้ายประเทศไปทำมาหากินที่นั่น ซึ่งในปัจจุบันเองก็มีคนไทยที่อพยพไปเรียนหนังสือ แต่งงาน ทำธุรกิจ หรือมีลูกหลานอยู่ที่สหรัฐอเมริกา เป็นจำนวนประมาณราวๆ 3 แสนคน

เมื่อหลายคนเริ่มลงหลักปักฐาน ทำมาหากิน ก่อนอื่นก็ต้องซื้อรถก่อนเลย เพราะถ้าหากคุณไปอาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ถ้าไม่มีรถก็เหมือนไม่มีขาเดิน สำหรับประเทศที่มีเนื้อที่ใหญ่ระดับทวีป อีกทั้งระบบขนส่งสาธารณะนั้น มีเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น

ที่สำคัญ อัตราการเป็นเจ้าของรถยนต์ในสหรัฐฯ ที่มีถึงร้อยละ 80 ของประชากรทั้งหมด คุณก็คิดดูเอาละกันว่าปริมาณคนใช้รถยนต์ใน USA มันมากแค่ไหน แค่จำนวนประชากรที่มีใบขับขี่ ก็ปาเข้าไป 227 ล้านคนแล้ว

เอาล่ะ ไปเรียนรู้กับสิ่งที่คุณต้องรู้กันเลยดีกว่า เมื่อจะซื้อรถในอเมริกาครับ

Howto-Purchase-Car-In-USA

1. ใบขับขี่

เมื่อไปอยู่อเมริกา จะซื้อรถ ก็ต้องมีใบขับขี่ก่อน …

กรณีที่คุณต้องการใช้ใบขับขี่ที่มีจากไทยไป (กรณีที่คิดว่าไปอยู่ ไปเรียนต่อ หรือไปทำงานไม่นาน) ก็ให้ทำใบขับขี่สากลเตรียมตัวไปก่อน

ซึ่งกรมการขนส่งทางบก สามารถดำเนินการออกใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาเวียนนา 1968 เพิ่มเติมจากใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาเจนีวา 1949 เดิมที่มีผลบังคับใช้อยู่แล้ว ซึ่งมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ดังนี้

  • ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศตามอนุสัญญาเจนีวา 1949 มีอายุ 1 ปี นำไปใช้ได้ใน 101 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ เป็นต้น
  • ส่วนใบขับขี่สากลแบบใหม่ของกรมการขนส่งทางบก (เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 พ.ค. 2564) เป็นไปตามอนุสัญญาเวียนนา 1968 นำไปใช้ได้ใน 84 ประเทศทั่วโลก

และสำหรับประเทศที่เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาทั้งสองฉบับ เช่น สหราชอาณาจักร อิตาลี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ สวีเดน รวมถึงประเทศไทย สามารถใช้ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศที่ออกตามอนุสัญญาเวียนนา 1968 เพียงฉบับเดียวได้

สำหรับผู้ที่ต้องการขอรับใบขับขี่สากล สามารถแจ้งรายชื่อประเทศที่ต้องการนำใบอนุญาตขับรถไปใช้ต่อเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบความเกี่ยวข้องในการร่วมเป็นภาคีตามอนุสัญญา และออกใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศให้ได้อย่างถูกต้องตามแบบที่กำหนด

โดยใบขับขี่สากล มีอายุ 3 ปี นับแต่วันออกใบอนุญาต หรือไม่เกินกว่าอายุของใบอนุญาตขับรถภายในประเทศที่ผู้ถือมีอยู่ โดยมีหลักฐานประกอบคำขอ ดังนี้

1. สำเนาหนังสือเดินทาง เล่มที่ใช้ในการเดินทาง ประวัติหน้าที่แก้ไข (พร้อมฉบับจริง) ซึ่งยังไม่สิ้นอายุ
2. บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง) ซึ่งยังไม่สิ้นอายุ
3. ใบขับขี่ประเภทต่างๆ แล้วแต่กรณี (ต้องไม่ใช่ชนิดชั่วคราว)
4. รูปถ่าย ขนาด 2 นิ้ว 2 รูป (รูปถ่ายไม่เกิน 6 เดือน) ถ่ายรูปหน้าตรง ไม่สวมหมวกหรือสวมแว่นตาสีเข้ม, ไม่มีภาพวิวหลังรูป
5. สำเนาหลักฐานการแก้ไขชื่อ- สกุล, ทะเบียนสมรส หรือใบหย่า
6. ค่าธรรมเนียม 505 บาท

กรณีมอบอำนาจ เตรียมหลักฐานเพิ่มดังนี้

1. หนังมือสองอำนาจ ติดอากรแสตมป์ 10 บาท
2. สำเนาหลักฐานผู้มอบอำนาจพร้อมเซ็นชื่อรับรองสำเนา
3. บัตรประจำตัวประชาชนผู้รับมอบ (กรณีต่างชาติต้องแนบตัวจริงพร้อมสำเนา)

สามารถติดต่อทำได้ที่ สำนักงานขนส่งจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-5

หรือจะให้ทางสถานทูตไทยในสหรัฐฯ ที่ฝ่ายกงสุล งานนิติกรณ์ แปลและรับรองคำแปลให้ กรณีที่ไม่ได้ทำใบขับขี่สากลมาจากประเทศไทย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://thaiembdc.org/th/translation/ (การรับรองคำแปลสำหรับเอกสารราชการไทย)

โดยในการรับรองคำแปล คุณต้องจัดทำคำแปลภาษาอังกฤษมา หรือจะให้ใครแปลมาให้ก็ได้ โดยต้องพิมพ์มาให้เรียบร้อย และผู้แปลต้องลงชื่อรับรองคำแปลถูกต้อง และจะต้องเป็นเอกสารต้นฉบับเท่านั้น

สถานเอกอัครราชทูตฯ จะประทับตรา “Seen at the Royal Thai Embassy” ในการรับรองคำแปล โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ ไม่รับรองข้อความใดๆ ที่ปรากฎในเอกสาร

Howto-Purchase-Car-In-USA

แต่ในส่วนของใครที่ต้องการทำใบขับขี่ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากใบขับขี่เดิมหมดอายุแล้ว หรือต้องการอยู่นานกว่านั้น อันนี้รายละเอียดจัดว่าค่อนข้างเยอะ ผู้เขียนขอรวบรวม Link ที่คนไทยในอเมริกามาแนะนำการทำใบขับขี่ในหลายๆ รัฐของสหรัฐอเมริกา สามารถกดดูได้ในด้านล่างครับ (รัฐที่คนไทยอยู่เยอะๆ การสอบใบขับขี่ มีข้อสอบภาษาไทยให้เลือกด้วยครับ)

Howto-Purchase-Car-In-USA

2. เริ่มซื้อรถ

ซื้อรถที่อเมริกา ต้องเช็คราคา และประวัติของรถก่อนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่ง หรือรถมือสอง ก่อนจะซื้อ ก็ลองเข้าไปดูตามกลุ่ม Facebook ของรถรุ่นนั้นๆ ดูก่อน อ่าน User Voice ดู Consumer Report ดูก่อน ดูว่ารถรุ่นนี้มี Recall มั้ย หรือมีปัญหาอะไรบ้าง เพื่อที่ซื้อมาแล้ว จะได้เตรียมตัวซ่อมหรือเปลี่ยนได้

Howto-Purchase-Car-In-USA

ที่อเมริกานั้น รถญี่ปุ่น จะได้รับความนิยมค่อนข้างมาก เนื่องจากคุณภาพทนทาน ไม่จุกจิก (หลายคนอาจไม่ทราบว่า ค่าซ่อมรถในอเมริกานี่แพงแค่ไหน บางเคสค่าซ่อมแพงกว่าราคารถมือสองถูกๆ เสียอีก) ซึ่งรถญี่ปุ่นมือสอง ซื้อง่าย ขายคล่อง ราคาดีกว่า รถเกาหลี รถยุโรป และรถอเมริกัน โดยส่วนมากจะใช้งานกันไม่กี่ปีก็ขายแล้ว

ราคาขายรถมือสอง ก็มีตั้งแต่ไม่กี่ร้อยเหรียญ (ส่วนใหญ่นะ สภาพรถจะปีเก่าๆ หรือสภาพแย่ๆ หน่อย) แต่ถ้าสภาพรถดีๆ ก็จะมีราคาพันเหรียญขึ้นไป จนถึงหลักหมื่นเหรียญต้นๆ กรณีรถปีไม่เก่ามากนัก ทั้งนี้ราคาก็ขึ้นอยู่กับประเภทรถ ปีรถ สภาพรถ และยี่ห้อรถด้วย

Howto-Purchase-Car-In-USA

แต่ถ้าไม่มั่นใจ ที่อเมริกาก็มีบรรดา Pre-Purchase Car Inspections รับดูรถให้คุณด้วย ซึ่งก็คล้ายๆ กับที่มีในไทย เสียค่าบริการนะครับ! (ไม่ฟรี) เริ่มต้นค่าใช้จ่ายก็ประมาณ 100 ดอลล่าร์สหรัฐ เป็นต้น (*แต่อย่าลืมว่า Dealer ส่วนใหญ่ เขาอนุญาตให้ Inspection ไปดูรถได้เฉพาะที่ศูนย์ของเขานะครับ ไม่ให้เรานำรถออกไป Inspection นอกสถานที่ได้ ยกเว้นว่าคุณจะจ้างไปดูรถบ้านที่เจ้าของขายเอง)

แนะนำว่าถ้า Dealer ที่เราจะซื้อรถมีหน้าเว็บ ให้เช็คราคาจากหน้าเว็บไซต์ก่อน (หรือเช็คราคากลางรถยนต์ได้ที่ KBB (Kelly Blue Book) – https://www.kbb.com/) ลองเช็คราคารถจากหลายๆ โชว์รูมก่อน แล้วค่อยไปดูรถตัวจริง แนะนำให้ต่อราคาให้ได้ Invoice Price เลย เพราะเขาบวกราคาตัวรถไปค่อนข้างเยอะ

กรณีซื้อรถใหม่ ถ้าหากคุณเข้าไปดูรถแบบ Walk-In เข้าไปในโชว์รูมเลย เซลล์ขายรถก็จะให้ราคาแบบ Walk-In ซึ่งอาจจะแพงกว่าราคาที่เราเข้าไปดูหน้าเว็บไซต์ แล้วดูพวกของที่ใส่เข้ามาในรายการรถ ที่บางทีเราอาจมีในสิ่งที่เราไม่ต้องการ ทำให้ราคาสูงตัวรถขึ้นไปอีก

กรณีที่ซื้อรถมือสองที่ศูนย์ขายรถ หรือรถบ้านเจ้าของขายเอง ก็ต้องเช็ครายละเอียดของรถดูก่อนว่า เป๊ะ! ทุกอย่างหรือไม่ ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ใช้ดูรถได้ทั่วโลก การดูรถก็ไม่ต่างกัน ดูตัวถัง การทำงานเครื่องยนต์ ของเกียร์ องค์ประกอบภายในรถ ทดลองขับ ฯลฯ อันนี้เป็น Basic เหมือนๆ กัน

Howto-Purchase-Car-In-USA

ยิ่งบางคัน เป็นรถ Rebuilt Title หรือ Salvage Title มา อันนี้ไม่น่าเล่นเท่าไหร่ แม้ว่าราคาตัวรถจะถูกมาก แต่เวลาคุณจะเอาไปขายต่อ ขายยาก ถ้าบ้านเราก็อาจจะเป็น รถย้อมแมวววววว …

รถ Rebuilt Title หรือ Salvage Title อาจจะเคยเป็นรถเคยโดนชนมา จะน้อยจะมาก หรือรถที่บริษัทประกันภัยตีเป็น Total Loss จ่ายเงินสดเป็นมูลค่าของตัวรถ หรือค่าซ่อมแพงกว่าราคาตัวรถ เลยขายทอดตลาดออกมา แล้วอู่ซ่อมรถเอามาซ่อมขาย หรือขายตามสภาพนั่นเอง รถประเภทนี้เบี้ยประกันภัยตัวรถจะแพงเป็นพิเศษ

ซึ่งรถประเภทนี้เมื่อซ่อมมาแล้ว เจ้าของรถต้องส่งเรื่องให้ DMV (กฎระเบียบตามรัฐนั้นๆ) กรณีจะใช้รถคันนี้ต่อ จากนั้น DMV จะส่ง Inspector มาเช็คสภาพรถ ถ้ารถผ่าน Inspection จะได้สถานะเป็น Rebuilt Title นั่นเอง

Howto-Purchase-Car-In-USA

ซึ่งคุณอาจจะเช็คใน Carfax ดูว่าข้อมูลรถของคุณจากเจ้าของเก่า รายละเอียดเป็นอย่างไรบ้าง ไมล์แท้ๆ เลยหรือไม่ เพราะคนอเมริกัน มักใช้รถกันแบบสมบุกสมบัน ไม่ค่อยดูแลรักษารถกันเท่าไหร่ อีกทั้งใช้รถกันเลขไมล์ค่อนข้างเยอะ

วิธีเช็คก็ง่ายนิดเดียว เพียงแค่กรอกรหัสตัวถังรถ (VIN = Vehicle Identification Number) ที่คุณจะซื้อเข้าไป แค่นี้ก็มีข้อมูลขึ้นมาแล้ว

เมื่อคุณตกลงปลงใจเลือกรถได้เรียบร้อย ก็เตรียมบัตรเครดิต หรือ Cashier Check ไปจ่ายเงินกับทางศูนย์ หรือถ้าคุณซื้อรถบ้าน ก็อาจจะจ่ายเงินสดก็ได้ พร้อมจ่าย Sales Tax ไปด้วย

Howto-Purchase-Car-In-USA

3. ประกันภัย

คุณรู้หรือไม่ว่าที่อเมริกา รถยนต์ทุกคัน จะต้องทำประกันภัยทุกคัน มิฉะนั้นจะนำออกมาวิ่งบนถนนไม่ได้เลย เพราะถ้าหากถูกตำรวจตรวจเจอ อาจติดคุกและโดนปรับหนักได้ หรือถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา อาจต้องจ่ายกันจนหมดตัวได้

ซึ่งไม่ว่าคุณจะซื้อรถมือหนึ่ง หรือรถมือสอง ทางศูนย์ หรือบริษัทไฟแนนซ์ ก่อนจ่ายเงินซื้อ เขาจะบังคับให้คุณซื้อประกันภัยรถ (ที่ทางศูนย์มีดีลไว้อยู่แล้ว) ก่อนเลย หรือเราจะซื้อประกันรถออนไลน์ไปเองก็ได้

สำหรับประกันภัยรถยอดฮิตในอเมริกา หลักๆ ก็จะมีอยู่สองอย่าง คือ Full-Coverage และ Liability …

1. Full-Coverage เปรียบเหมือนประกันภัยชั้นหนึ่งในไทย ไม่ว่าเราจะผิด หรือ ถูก ประกันก็จ่ายให้หมด เรียกได้ว่า คุ้มครองทุกกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ แต่ว่าค่าเบี้ยประกันภัยก็แพงด้วยเช่นกัน

2. Liability เปรียบเหมือนกับประกันภัยชั้นสาม ที่คุ้มครองเฉพาะบุคคลอื่นเท่านั้น คือถ้าเราเป็นฝ่ายผิด คุณต้องรับผิดชอบจ่ายค่าเสียหายให้กับคู่กรณีเอง แต่ถ้าเราเป็นฝ่ายถูกชน คู่กรณีของคุณเป็นคนรับผิดชอบ

ทั้งนี้ เบี้ยประกันก็มีราคาแตกต่างกันไป ตั้งแต่ เพศ, อายุของผู้ถือใบขับขี่, ประเภทใบขับขี่ (ถ้าหากคุณใช้ใบขับขี่สากลที่มาจากไทย ค่าเบี้ยประกันก็จะแพงกว่าใบขับขี่ใน USA มาก) ยี่ห้อรถยนต์, อายุของรถยนต์, ปีที่ซื้อรถ, เลขไมล์, ประวัติการขับรถ หรือสถานที่เก็บรถ

ซึ่งถ้าหากคุณมีประวัติชนบ่อย หรือเป็นรถที่มีราคาแพง, รถรุ่นยอดฮิตของขโมย หรืออายุผู้ขับขี่ที่ต่ำกว่า 25 ปี มือใหม่หัดขับ ค่าเบี้ยประกันก็จะแพงขึ้น ทางที่ดีไม่อยากจ่ายแพง ให้ทำใบขับขี่ของอเมริกาครับ

แต่ถ้าหากคุณขับรถดี ใช้รถยี่ห้อตลาดทั่วไป ขับรถไม่เคยโดนใบสั่ง ไม่เคยไปชนอะไร มีอายุมากกว่า 25 ปี และมีประสบการณ์ขับรถมาก หรือรถเลขไมล์ใช้งานไม่เยอะ อันนี้ก็จ่ายค่าเบี้ยประกันภัยถูกกว่า

ในเรื่องเพศสภาพ เพศหญิง จ่ายเบี้ยประกันภัยถูกกว่าเพศชาย เพราะบริษัทประกันศึกษามาแล้วว่า ผู้ชายขับรถอันตรายและมีอุบัติเหตุบ่อยกว่าผู้หญิง

และการย้ายบริษัทประกันภัยไปทำเจ้าใหม่ ก็ไม่ได้หมายความว่าฐานข้อมูลจะเริ่มต้นใหม่แบบไทยๆ นะครับ เพราะที่ USA มีหน่วยงานกลางเพื่อเก็บข้อมูลประกันภัยไว้เลย!

Howto-Purchase-Car-In-USA

4. จดทะเบียนรถ

กรณีที่คุณซื้อรถป้ายแดงจากศูนย์ อันนี้ง่ายหน่อย เพราะทางศูนย์เขาจะจัดการเดินเรื่องทำทะเบียนรถให้เสร็จสรรพ แต่ต้องจ่าย Dealer Fee เพิ่มต่างหาก

แต่ถ้าหากคุณซื้อรถมือสองจากรถบ้านมา (ซึ่งเจ้าของรถเดิมเขาจะเก็บทะเบียนรถเอาไว้) คุณต้องไปจดทะเบียนรถใหม่เอง โดยนำ Certificate of Title (ประมาณเล่มทะเบียนในบ้านเรา) ที่เจ้าของรถคนเดิมต้องเซ็นโอนรถมาให้ด้านหลัง พร้อม Bill of Sale (ใบซื้อขาย) หรือ Pink Slip (ใบรับรองการเป็นเจ้าของรถ)

แล้วคุณก็มีหน้าที่ไปจัดแจงโอนรถที่ Department of Motor Vehicles (DMV) ทันที! เพราะขับแบบไม่มีป้ายทะเบียน มิสิทธิ์โดนตำรวจเรียกทุกวัน แม้ว่ากฎหมายให้เวลาในการโอนรถ 30 วัน ก็ตาม (ถ้าโอนรถหลังจากนั้น โดนปรับนะครับ) เว้นเสียแต่ว่าคุณซื้อรถจาก Dealer จะมีป้ายของศูนย์มาให้ ตำรวจไม่จับ ขับได้ 30 วันก่อนได้ป้ายจริง ซึ่งคุณต้องเตรียม Title รถไว้ + ประกันภัย เตรียมให้ตำรวจดูได้เลย

ทางที่ดี กรณีซื้อรถบ้านเสร็จ นัดเจ้าของไปโอนรถที่ Tag Office เลย จะได้ขอทะเบียนใหม่ทีเดียว พร้อมใช้งาน

สำหรับการโอนรถ ในบางรัฐ หรือการโอนรถต่างรัฐ (คล้ายๆกับในไทย รถ กทม. โอนไปต่างจังหวัด) ก็อาจจะต้องตรวจสภาพรถ Brake And Lamp Inspection / Smog Check ก่อนนะครับ ถึงจะจดทะเบียนใหม่ได้ ซึ่งก็มีอู่ทั่วไปรับ Adjusting ด้วย (คล้ายๆ กับตรวจ ตรอ. ในไทย) แต่บางรัฐก็ไม่ต้องตรวจสภาพ กรณีที่โอนรถในรัฐเดียวกัน

สำหรับหลักฐานในการโอนรถ แต่ละรัฐก็มีเงื่อนไขไม่เหมือนกัน คร่าวๆ คือต้องใช้ …

  • Title
  • เอกสารยืนยันที่อยู่ 2 ฉบับ
  • ใบขับขี่
  • ประกันภัย
  • Emission Test / Smog Check ในบางรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนีย … ตอนซื้อรถถามเจ้าของด้วยว่า รถตรวจสภาพไอเสีย (Emission Control) ผ่านหรือยัง ถ้ายังไม่ผ่าน โอนรถไม่ได้นะครับ ข้อมูลจะขึ้นในระบบออนไลน์ โดยใบ Smog สามารถใช้ได้ภายใน 90 วันจากวันที่ตรวจผ่าน (เหมือนการตรวจไอเสีย ของ ตรอ. ในไทย)

ซึ่งคนซื้อรถต้องแจ้ง DMV ภายใน 10 วัน จากวันที่มีการซื้อขาย ส่วนคนขายรถต้องแจ้ง DMV ภายใน 5 วัน หลังจากการขายรถให้กับเจ้าของใหม่ พร้อมกรอกแบบฟอร์ม Notice of Transfer and Release of Liability (NRL) ให้ DMV ทันที เพื่อที่คนขายไม่ต้องรับผิดชอบ ในกรณีเช่น ผู้ซื้อขับไปชนใคร หรือนำรถไปใช้ทำอะไรผิดกฎหมาย คนขายไม่ต้องรับผิดชอบหากมีการฟ้องร้องในภายหลัง

Howto-Purchase-Car-In-USA

ไปวันเดียวก็ได้ป้ายทะเบียนมาเลย พร้อมจ่ายค่าป้ายทะเบียน + ภาษี ถ้าอยากได้ป้ายทะเบียนเป็นตัวอักษรแจ๋วๆ ใส่เลขสวยๆ หน่อย แค่เพิ่มเงินก็ได้แล้ว

ในส่วนของภาษีรถยนต์ประจำของสหรัฐ ก็จัดเก็บในแต่ละปีไม่เหมือนกันอีก ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละรัฐ

ขอให้สนุกกับการไปเรียน ไปทำงาน หรือแต่งงานไปอยู่ประเทศใหม่ และการซื้อรถยนต์คันใหม่ ใน USA นะครับ!

สำหรับใครที่อยากขายรถก่อนย้ายประเทศ เอารถคันเดิมของคุณมาขายที่ CARRO สิ ได้ราคาดี พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! มาขายรถกับ CARRO Express สิ! ได้ราคาดี พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

แหล่งที่มาบางส่วนจาก

10-Super-Strong-Cars-For-Prime-Minister-And-President

ในโลกผุๆ ของเราใบนี้ มีประเทศอยู่ด้วยกันมากเกือบถึงสองร้อยประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศก็มีลักษณะทางกายภาพ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ลักษณะประชากรที่แตกต่างกันไป บางประเทศ อาจเป็นเพียงแค่เกาะเล็กๆ แต่เป็นที่จับจ้องของคนทั่วโลก หรือบางประเทศ อาจไม่ใช่ประเทศที่พัฒนา แต่ผู้นำกลับมีความยิ่งใหญ่จนได้ใจคนทั้งโลก หรือจะเป็นจอมเผด็จการ ที่คนรังเกียจทั้งโลกก็มี

ด้วยความแตกต่างเหล่านี้ เมื่อผู้นำของประเทศนั้นๆ ต้องเดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่างๆ หรือออกต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง อีกสิ่งหนึ่งที่ให้ความสะดวกสบาย และปกป้อง “ท่านผู้นำ” ให้พ้นภัยจากผู้ปองร้ายได้ตลอดเวลาการเดินทาง นั่นคือ “รถยนต์ประจำตำแหน่ง” นั่นเอง ซึ่งแต่ละประเทศ ต่างก็จัดหารถที่มีคุณสมบัติเป็น “ที่สุด” สำหรับคนสำคัญนี้

MR.CARRO ขอพาทุกท่านไปดูกันว่า 10 รถประจำตำแหน่งสุดแกร่ง ที่ผู้นำทั่วโลกใช้งานกันนั้น จะมีรุ่นอะไรที่น่าสนใจบ้าง …

Aung-San-Suu-Kyi-Myanmar-Cars

1. พม่า (หรือ เมียนมา)

สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า หรือ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา นับเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 40 ของโลก และใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ใน ASEAN เป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดเราที่สุด และมีพรมแดนเชื่อมต่อกันยาวที่สุด อีกทั้งยังมีอะไรหลายสิ่งที่คล้ายกันด้วย เช่น พิธีกรรมทางศาสนา ประเพณี ลัทธิความเชื่อต่างๆ และทหาร เป็นต้น

หากพูดถึงผู้นำพม่าแล้ว ชาวโลกก็ต้องนึกถึงหญิงแกร่งผู้นี้เป็นอันดับหนึ่ง นั่นคือ อองซานซูจี (Aung San Suu Kyi) ที่ปรึกษาแห่งรัฐ (ตำแหน่งเทียบเท่ากับประธานาธิบดี – State Counsellor) และแกนนำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) แม้ว่าตอนนี้เธอจะถูก พล.อ. มิน อ่อง ลาย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นำกองทัพเมียนมาทำรัฐประหาร และยึดอำนาจการปกครอง ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ก็ตาม

แม้ว่ารถประจำตำแหน่งของหญิงเหล็กอย่าง อองซานซูจี จะไม่แน่ชัดว่าใช้รถคันใดเป็นรถประจำตำแหน่งหลักๆ แต่รถที่เธอมีโอกาสได้นั่ง มักจะเป็นรถยนต์มือสองจากประเทศญี่ปุ่น อย่าง Toyota Mark II, Mitsubishi Pajero หรือ Toyota Land Cruiser เป็นต้น

Cadillac-One-Presidential-State-Car-USA

2. สหรัฐอเมริกา

ประเทศที่มักยกตัวเองเป็นเจ้าโลก เป็นตำรวจโลก เป็นผู้นำโลก รวมไปถึงประเทศที่เป็นบ้านของผู้คนหลายวัฒนธรรม และความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ ประเพณี จนถูกนิยามให้เป็น Melting Pot ที่ทุกคนนึกถึงอย่าง สหรัฐอเมริกา ที่มีเนื้อที่ประเทศใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก

และเพิ่งได้ประธานาธิบดีคนใหม่ล่าสุดมาหมาดๆ นั่นคือ Joe Biden (โจ ไบเดน) ประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 46 ตัวแทนพรรคเดโมแครต

ส่วนรถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดี (Presidential State Car) ของ USA แน่นอน ต้องเป็นรถยนต์ Cadillac One (คาดิแลค วัน) หรือ Limo One ที่ได้ฉายาอื่นๆ อีกว่า The Beast (อสูรร้าย), First Car และ Stagecoach

เผยโฉมเมื่อ 24 กันยายน 2018 และใช้งานตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดี Donald Trump (โดนัลด์ ทรัมป์) ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษ จนดูเหมือนรถถังขนาดย่อมๆ เพราะใช้พื้นฐานของรถบรรทุก GMC TopKick ในเครือ GM นั่นเอง สนนราคาอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือ 45 ล้านบาท)

ตัวรถมีน้ำหนักราวๆ 6.8 – 9.1 ตัน มาพร้อมกระจกกันกระสุนหนา 5 นิ้ว ภายในรถบรรจุอาวุธต่างๆ เช่น ปีนลูกซอง, แก๊สน้ำตา พร้อมถังออกซิเจน รวมถึงถุงเลือดที่มีกรุ๊ปเลือดตรงกับของประธานาธิบดี ยางรันแฟลต, ระบบปล่อยควันอำพราง, ระบบ Night Vision และถังน้ำมันหุ้มฉนวนกันระเบิดและไฟไหม้

ห้องโดยสารภายในบุวัสดุภายในหนาถึง 8 นิ้ว มีกระจกกั้นกลาง สามารถเปิด-ปิด ได้เฉพาะประธานาธิบดีเท่านั้น แบ่งส่วนแยกระหว่างคนนั่งด้านหลังและคนขับ ซึ่งคนที่จะขับรถคันนี้ ต้องเป็นสายลับฝึกฝนมาอย่างดีจากหน่วย CIA พร้อมระบบสื่อสารครบถ้วน ทั้งระบบ Navigator, โทรศัพท์ผ่านดาวเทียม สามารถเชื่อมต่อไปถึงรองประธานาธิบดี และเพนตากอน

Hongqi-L5-China

3. จีน

นี่ก็นับเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก อีกทั้งยังมีพลเมืองเชื้อสายจีนกระจายไปอยู่ทั่วโลกอีก นั่นคือ จีน หรือ สาธารณรัฐประชาชนจีน นั่นเอง

ผู้นำสูงสุดของจีน นั่นคือ สีจิ้นผิง ที่ครองตำแหน่งทั้งประธานาธิบดี ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2013 ตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน และประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลาง ที่ก้าวขึ้นมาเทียบชั้นประธานเหมา เจ๋อตุง ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทีเดียว

และรถของผู้นำระดับนี้ ก็ต้องสมศักดิ์ศรีพญามังกร ด้วย Hongqi L5 ซึ่งผลิตโดย FAW Group หรือ First Automobile Works ผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำของจีนซึ่งเป็นรถยนต์ที่แพงที่สุดในจีน โดย หงฉี ในภาษาจีนกลางนั้นแปลว่า “ธงแดง” มีราคาสูงถึง 5 ล้านหยวน และยังคงความเป็นรถยนต์ที่ดีไซน์แบบย้อนยุคแบบรุ่นแรกที่ผลิตในปี 1958 ซึ่งได้แบบมาจากรถยนต์ของสหภาพโซเวียต และรถอเมริกันจากค่าย Chrysler (แบรนด์ Imperial)

ขุมพลังมีให้เลือกทั้งขนาด 4.0 ลิตร แบบ V8 Twin Turbo 381 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด และขนาด 6.0 ลิตร แบบ V12 ลิตร 408 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

Toyota-Century-Japan

ภาพจาก Ethical & LifeHack

4. ญี่ปุ่น

มาถึงประเทศญี่ปุ่น ประเทศที่ได้ชื่อว่าคนไทยชอบไปเที่ยวมากที่สุดอีกแห่งในโลกใบนี้ มีวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากมาย รวมไปถึงเทคโนโลยีอันล้ำหน้า และแบรนด์ยี่ห้อรถดังๆ ทั้งหลาย ที่มีขายในบ้านเราไง

อีกทั้งยังมีนายกรัฐมนตรีมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก นับตั้งแต่ในยุคเมจิ มาจนถึงยุคเวะ มีมาแล้ว 62 คน ใน 96 คณะรัฐมนตรี ซึ่งคนปัจจุบันได้แก่ Yoshihide Suga (โยชิฮิเดะ ซูงะ) เป็นนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพรรคเสรีประชาธิปไตย ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนใหม่คนแรกในยุคเรวะ

และรถประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แน่นอนว่าต้องเป็นรถญี่ปุ่น นั่นคือ Toyota Century (โตโยต้า เซ็นจูรี่) รุ่นล่าสุด แบบกันกระสุน และ Lexus LS600hL (เลกซัส แอลเอส) แบบกันกระสุน ซึ่ง Lexus ได้เริ่มนำมาใช้ตั้งแต่ในยุคที่ Shinzo Abe (ชินโซ อาเบะ) กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ ในปี 2015 ที่ผ่านมา

Mercedes-Benz-S600-Pullman-Guard-North-Korea

5. เกาหลีเหนือ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ประเทศที่ชาวโลกมักพูดถึง (ในทางที่ไม่ดี) อยู่เสมอ และยังคงเป็นประเทศที่มีระบอบคอมมิวนิสต์ ขับเคลื่อนประเทศโดยพรรคแรงงานแห่งเกาหลี บูชาลัทธิจูเช่ (Juche) เน้นเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตัวเอง แต่กลับมีการสถาปนาผู้นำประเทศแบบสืบทอดทางสายเลือด! (แปลกมั้ยล่ะ) ซึ่งคนปัจจุบัน คือ Kim Chong Un (คิมจองอึน) พร้อมกับลัทธิบูชาบุคคลตระกูลคิม และยังเป็นประเทศที่มีเสรีภาพของพลเมืองต่ำที่สุดในโลก

แม้ว่าเกาหลีเหนือจะยากจนอย่างแสนสาหัสเพียงใด บรรดาครอบครัวตระกูลคิมและผู้นำพรรคแรงงานแห่งเกาหลี ก็ต้องกินดีอยู่ดีไว้ก่อน ดูได้จากรสนิยมของท่านผู้นำเกาหลีเหนือ ตั้งแต่ประธานาธิบดี คิมอิลซุง ผู้เป็นปู่ของ คิมจองอึน ที่นิยมชมชอบรถเยอรมนีมาก

และรถประจำตำแหน่งของผู้นำสูงสุดคนปัจจุบัน ยังใช้ Mercedes-Benz S600 Pullman Guard (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-600 พูลแมน การ์ด) แบบกันกระสุนและกันระเบิด และ Maybach S62 (มายบัค เอส 62) ซึ่งบริษัท Daimler AG ผู้ผลิตรถ Mercedes-Benz ก็ยังงงเลยว่า ไม่ได้ทำธุรกิจใดๆ กับเกาหลีเหนือ แต่ซื้อมาใช้ได้อย่างไร!

Hyundai-Equus-Stretch-Edition-South-Korea

6. เกาหลีใต้

มาดูอีกหนึ่งฝั่งของเกาหลี ที่เป็นประชาธิปไตยจ๋าบ้าง อย่าง สาธารณรัฐเกาหลี หรือ เกาหลีใต้ ที่หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1948 คาบสมุทรเกาหลีถูกแบ่งเป็นสองส่วนโดยเส้นละติจูดที่ 38 องศาเหนือ (มักเรียกว่าเส้นขนาน 38) ได้สหรัฐอเมริกาเข้ามาดูแลเกาหลีใต้ พร้อมจัดการปกครองแบบประชาธิปไตย

ในส่วนของผู้นำประเทศ เกาหลีใต้นั้นมีการเปลี่ยนประธานาธิบดีอยู่หลายครั้ง แต่ประธานาธิบดีหลายคน ก็มักจะติดคุกด้วยข้อหาคอรัปชั่นอยู่เสนอ ซึ่งก็น่าแปลกมาก สวนทางกับการพัฒนาประเทศที่ล้ำยุคไปไกลมากๆ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม เทคโนโลยี รวมไปถึงในด้านภาพยนตร์ก็ตาม

สำหรับรถประจำจำแหน่งประธานาธิบดีเกาหลีใต้ตอนนี้ มีใช้อยู่ด้วยกันหลายคัน อาทิ Mercedes-Benz S600 Pullman Guard (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-600 พูลแมน การ์ด) แบบกันกระสุนและกันระเบิด, Hyundai Equus Stretch Edition (ฮุนได อีคุส สแทช เอดิชั่น) หรือ Genesis EQ900 (เจเนซิส อีคิว 900) และ Hyundai Nexo (ฮุนได เน็กซ์โซ) เป็นต้น

BMW-Series-7-Singapore

7. สิงคโปร์

ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นเกาะเล็กๆ แต่กลับโดดเด่นที่สุดใน ASEAN ทั้งในความเป็นศูนย์กลางทางการเงิน ที่ก้าวขึ้นมาเป็น Top 3 ด้านการเงินระดับโลกในเวลาเพียง 50 ปี ไม่ว่าจะเป็นด้านการค้า การปกครอง และการท่องเที่ยว รวมถึงเป็นแหล่งรวมบริษัทสตาร์ทอัพเอาไว้มากมาย ซึ่ง CARRO ก็เป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่เกิดในประเทศนี้

แม้ว่าสิงคโปร์ จะมีตำแหน่งประธานาธิบดีก็ตาม แต่อาจจะไม่ได้เด่นเท่านายกรัฐมาตรีของประเทศนี้ อย่าง Lee Hsien Loong (ลี เซียนลุง) ผู้เป็นลูกชายของผู้ก่องตั้งประเทศเล็กๆ แห่งนี้อย่าง Lee Kuan Yew (ลีกวนยู) ที่ใช้ความสามารถและความเด็ดขาด นำพาเกาะเล็กๆ ที่ไม่มีทรัพยากรอะไร เคยยากจนกว่าไทย น้ำกินก็ต้องซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน ให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ขึ้นมายืนอยู่แถวหน้าระดับโลกได้

รถประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ มีด้วยกันหลายคัน อาทิเช่น Lexus LS (เลกซัส แอลเอส) หรือ BMW Series-7 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7) รุ่น 750Li เป็นต้น

Jaguar-XJ-LWB-Sentinel-UK

8. อังกฤษ

ประเทศอังกฤษ หรือ สหราชอาณาจักร ในอดีตขึ้นชื่อว่าเป็นมหาอำนาจอันยิ่งใหญ่ เป็นเจ้าอาณานิคมที่ปกครองดินแดนในทวีปอเมริกาเหนือ แคริบเบียน แอฟริกา ออสเตรเลีย โอเชียเนีย และเอเชียหลากหลายพื้นที่ จนได้ชื่อว่าเป็นจักรวรรดิที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน ป็นผลให้มรดกทางการเมือง กฎหมาย ภาษา และวัฒนธรรมของอังกฤษ แผ่ขยายไปในทั่วโลกในเวลาต่อมา

ในปัจจุบัน อังกฤษ มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2เป็นพระมหากษัตริย์ และมี Boris Johnson (บอริส จอห์นสัน) หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2019

รถประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ในปัจจุบันใช้ Jaguar XJ LWB Sentinel (จากัวร์ เอ็กซ์เจ เซนติเนล) แบบกันกระสุนและกันระเบิด เป็นต้น

Audi-A8-L-Security-Germany

9. เยอรมนี

อีกหนึ่งประเทศผู้นำหลายๆ ด้านในยุโรป อย่าง สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ที่เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในสหภาพยุโรป เป็นประเทศผู้นำด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี หรือเศรษฐกิจ เป็นต้น และเป็นประเทศที่คนไทยพูดถึงกันอย่างมากอีกด้วย (อยากรู้ ไปหาข่าวอ่านกันเอาเอง)

นายกรัฐมนตรีของประเทศนี้ ก็ได้ชื่อว่าเป็นหญิงเหล็กอีกคนหนึ่ง สำหรับ Angela Merkel (อังเกลา แมร์เคิล) ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเยอรมนีตั้งแต่ปี 2005 เป็นผู้นำของพรรคสหภาพประชาธิปไตยคริสเตียนตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2018 เกิดในประเทศเยอรมนีตะวันตก แต่ไปโตในประเทศเยอรมนีตะวันออก จบปริญญาเอกปรัชญาสาขาควอนตัมเคมี และทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์จนถึงปี 1989 ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางการเมือง

ด้านชีวิตส่วนตัวของหญิงเหล็กผู้นี้ เธอเป็นคนติดดิน แม้แต่บ้านพักก็ยังอยู่ในอพาร์ทเมนท์ของสามี แทนที่จะพำนักในอาคารสำนักนายกรัฐมนตรี ส่วนรถประจำตำแหน่ง ในปัจจุบันใช้ Audi A8 L Security (ออดี้ เอ 8 แอล ซิเคียวริตี้) แบบกันกระสุนและกันระเบิดมือ บนน้ำหนักตัวรถเกือบ 4 ตัน

Aurus-Senat-Russia

10. รัสเซีย

Soviet Union (สหภาพโซเวียต) จากประเทศที่ได้ชื่อว่า เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมี สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย เป็นสาธารณรัฐที่ใหญ่ที่สุด มีประชากรมากที่สุด และมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจสูงสุดในอดีตสหภาพโซเวียต

ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ประเทศในเครือได้ประกาศเอกราช ยกเลิกระบอบคอมมิวนิสต์ แตกออกเป็นประเทศย่อยๆ มากถึง 15 ประเทศ ซึ่งรัสเซียก็เป็นหนึ่งในนั้น และเปลี่ยนชื่อเป็น สหพันธรัฐรัสเซีย จวบจนปัจจุบัน

ด้านประธานาธิบดี Vladimir Putin (วลาดิเมียร์ ปูติน) ผู้ที่เคยควบทั้งตำแหน่งประธานาธิบดี และนายกรัฐมนตรีของรัสเซีย นับตั้งแต่ปี 1999 ขยับไปเป็นประธานาธิบดี ปี 2000 – 2008 แล้วก็กลับไปเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ปี 2008 – 2012 ก่อนจะกลับไปเป็นประธานาธิบดีอีก ปี 2012 – ปัจจุบัน เปรียบเสมือน “พระเจ้าซาร์” ของรัสเซียสมัยใหม่ ซึ่งยืนอยู่เหนือการเมืองแบบพรรค

ด้านรถประจำตำแหน่งของประธานาธิบดีรัสเซีย ในปัจจุบันใช้ Aurus Senat (ออรุส เซนัต) รถสุดหรูที่ผลิตในรัสเซีย นับเป็นการยึดถือธรรมเนียมปฏิบัติมาตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต ที่ผู้นำจะใช้รถที่ผลิตในประเทศในงานพิธีการต่างๆ ผลิตโดยสถาบันวิจัยของรัสเซียที่รู้จักกันในชื่อ NAMI และเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ Sollers ของรัสเซีย

ซึ่งเป็นรถกันกระสุนและกันระเบิด ใช้เครื่องยนต์แบบ Hybrid ขนาด 4.4 ลิตร แบบ V8 Twin Turbo จาก Porsche 568 แรงม้า และแบบ V12 ขนาด 6.6 ลิตร 848 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด

หากช่วงนี้ใครต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพได้มาตรฐาน รับประกันพร้อมโอนทุกคัน หรือหารถมือสองรุ่นที่ต้องการ สามารถเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ CARRO Automall > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Automall – รถบ้านมือสอง ถ้าสะดวก Add Line ก็ที่ @carroautomall

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Popular-Cars-In-Iran-From-Iranian

เริ่มต้นช่วงปีใหม่มานี้ ก็มีข่าวให้ได้ระทึกโลกกันอีกครั้ง จากการที่ ประธานาธิบดี Donald Trump (โดนัลด์ ทรัมป์) แห่งสหรัฐฯ สั่งสังหาร Qasem Soleimani (พลตรี คาเซ็ม โซไลมานี) วัย 62 ปี ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษคุดส์ สังกัดกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (Revolutionary Guard Corps) โดยการใช้โดรนถล่มด้วยจรวดหลายลูก ที่สนามบินในกรุงแบกแดด เมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 ม.ค. ตามเวลาของอิรัก

ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน เข้าสู่จุดเลวร้ายที่สุด นับตั้งแต่อิหร่านจับชาวอเมริกัน 52 คน เป็นตัวประกันเมื่อปี 1979 ทำให้หลายประเทศทั่วโลกก็เกิดความหวั่นวิตก กลัวมีสงครามโลกครั้งที่ 3

Total-Export-Iran-Automotive-2005-2013

การส่งออกรถยนต์นั่งของอิหร่านไปยังต่างประเทศ ในช่วงปี 2005 – 2013 ช่วงที่ยังโดนสหรัฐฯ และหลายๆ ชาติ คว่ำบาตร (แหล่งที่มา ILIA-Corporation)

และนอกจากสงครามการค้าที่สหรัฐฯ มีต่อจีนช่วงก่อนหน้า ก็ได้สร้างผลกระทบกระเทือนไปในระบบเศรษฐกิจทั่วโลกแล้ว รวมถึงของไทยด้วย ซึ่งทางอิหร่านตอนนี้ก็ประกาศจะล้างแค้นสหรัฐฯ แน่ๆ ถึงขั้นให้รางวัลนำจับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ 80 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ (หรือ 2.4 พันล้านบาท) เลยทีเดียว! หากใครนำหัวของ โดนัลด์ ทรัมป์ มาได้!

แต่เนื่องจากในอดีตนั้น อิหร่าน ได้ให้ให้ความสำคัญกับโครงการนิวเคลียร์ จนถูกสหรัฐฯ และประชาคมโลกคว่ำบาตรอิหร่านอย่างหนัก การส่งออกน้ำมัน และเศรษฐกิจของอิหร่าน ได้รับความเสียหายอย่างมหาศาล ทำให้เทคโนโลยีต่างๆ จึงหยุดชะงักตามไปด้วย

และก็มีผลกระทบมาถึงอุตสาหกรรมยานยนต์เช่นกัน ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 รองลงมาจากอุตสาหกรรมน้ำมัน แต่อุตสาหกรรมรถยนต์ในอิหร่านก็ยังมีการแข่งขันค่อนข้างสูงกว่าแต่ก่อนมาก จึงอาจไม่กระทบมากนัก MR.CARRO ขอยกตัวอย่างรถยอดนิยมของคนอิหร่าน ว่าในปัจจุบันยังคงนิยมใช้รถอะไรกันบ้าง?

Paykan-Iran-Khodro

1. Paykan

รถยนต์ยี่ห้อ Paykan ซึ่งเป็นรถยนต์ประจำชาติอิหร่าน ผลิตขึ้นโดยบริษัท Iran Khodro (อิหร่าน โคดรู) (ในอดีตเรียกว่า Iran National) เป็นบริษัทผลิตรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกกลาง ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 29 สิงหาคม 1962 เน้นผลิตรถขายกลุ่มผู้มีรายได้น้อย

ซึ่งได้เซ็นสัญญาซื้อลิขสิทธิ์การผลิตมาจากรถยนต์ Hillman Hunter รุ่นปี 1966 ของค่าย Rootes ในเครือ Chrysler Europe มาผลิต (ซึ่งต่อมา กลุ่ม Rootes ก็ล้มละลาย จนโดน Peugeot เข้าควบรวมกิจการไปในปี 1978) ตั้งแต่ในปี 1967 ซึ่งเป็นการนำชิ้นส่วนเข้าผลิตในรูปแบบ CKD

ต่อมาในช่วงกลางยุค 70 จึงเริ่มประกอบขายในอิหร่านมาจนถึงปี 2005 และในปี 2015 สำหรับรุ่นกระบะ โดยมีทั้งรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร, 1.7 ลิตร และ 1.8 ลิตร

แม้ว่ารัฐบาลอิหร่านจะหยุดผลิตรถยนต์ยี่ห้อ Paykan ในปี 2548 แต่รถรุ่นนี้ ในอิหร่านก็ยังคงมีวิ่งอยู่อย่างมากมาย

Peugeot-405-SLX-Iran

2. Peugeot 405 / Safir / Pars / RD / ROA

นับได้ว่าเป็นรถยอดนิยมสุดๆ ของชาวอิหร่านอีกหนึ่งรุ่นเลย สำหรับ Peugeot 405 (เปอโยต์ 405) ที่ออกมาตั้งแต่ปลายยุค 80 และเลิกจำหน่ายในตลาดโลกไปนานแล้ว แต่ที่นี่ยังมีผลิตขายอยู่! โดยบริษัท Iran Khodro

ต่อมาได้ถูกปรับปรุงรูปโฉมใหม่ ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมกับแตกชื่อรุ่นออกไปเป็น Peugeot Safir และ Peugeot Pars มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร, 1.8 ลิตร และ 1.9 ลิตร (เครื่อง 1.9 ลิตร ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว)

แต่รถ Peugeot รุ่นอื่นๆ ก็ยังเป็นที่นิยมอย่างมากด้วยเช่นเดียวกันในอิหร่าน เช่น 206, 206 SD, 207i, 207i SD หรือ 406 เป็นต้น

IKCO-Dena-Iran

3. IKCO

IKCO หรือ Iran Khodro ได้ตัดสินใจผลิตรถออกมาขายในแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งมีการปรับรูปโฉมตัวรถใหม่หมดทั้งคัน ใน 4 รุ่น ได้แก่ Samand / Soren / Dena / Dena Plus แต่ยังคงใช้พื้นฐานของ Peugeot 405 อยู่เช่นเดิม แถมยังมีการส่งออกไปจำหน่ายในบางประเทศอีกด้วย อาทิ จีน, ยูเครน, อาเซอร์ไบจาน, เซเนกัล, ซีเรีย หรือ เวเนซุเอลา เป็นต้น

เครื่องยนต์ของทั้ง 4 รุ่นนี้ ยังคงมีทั้งแบบของ PSA Peugeot ขนาด 1.6 ลิตร และ 1.8 ลิตร และเครื่องยนต์ขนาด 1.7 ลิตร ที่ทาง IKCO ผลิตขึ้นมาเอง ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด เท่านั้น

Saipa-131-Iran

4. Saipa

สำหรับ Saipa (ชื่อบริษัทรถนี้ ย่อมาจากภาษาฝรั่งเศส Société Anonyme Iranienne de Production des Automobiles Citroën) ก่อตั้งขึ้นในปี 1965 จัดเป็นบริษัทคู่แข่งที่สำคัญของ Iran Khodro เพราะเน้นผลิตรถเจาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยเช่นกัน และรับจ้างผลิตรถยนต์ให้กับหลายๆ แบรนด์ด้วยเช่นกัน อาทิ Nissan, Renault, KIA, Changan และ Dongfeng

สำหรับรถยอดนิยมของผู้ผลิตค่ายนี้ ก็มีอยู่หลากหลายรุ่น เช่น Saipa 111, 131, 132, Ario, Quick หรือ Tiba รวมไปถึงรถกระบะโบราณของ Nissan Junior ที่ยังมีผลิตมาจนถึงทุกวันนี้ อย่าง Z24

บริษัท Iran Khodro และบริษัท Saipa เป็นบริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุด คือร้อยละ 96 ของตลาดรถยนต์ภายในประเทศทั้งหมด ส่วนบริษัทผลิตรถยนต์อื่นๆ ที่เป็นค่ายผู้ผลิตรถยนต์อิสระ เช่น Bahman Group, Kerman Motors, Kish Khodro, Runiran, Traktorsazi, Shahab Khodro และอื่นๆ (ยอดสำรวจในปี 2009)

ถ้าคุณเกิดอยากตัดสินใจขายรถด่วนๆ สามารถขายรถคันเดิมกับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

Ford-Mustang-USA-2018

Ford Mustang ใหม่ มาแน่ นำเข้าจาก USA มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ในราคา 3,599,000 – 4,799,000 บาท

https://www.youtube.com/watch?v=g9D5hkYoXbU

หากจะพูดถึง Ford Mustang (ฟอร์ด มัสแตง) ขึ้นมา บรรดาหนุ่มใหญ่ หรือคนที่รักในรถอเมริกัน ต่างรู้จัก “ม้าป่า” ตัวนี้ กันดีแน่นอน เพราะรถรุ่นนี้ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตำนานของ Ford เลยก็ว่าได้ ในการให้กำเนิดรถสไตล์ Pony Car และ Muscle Car นับตั้งแต่ปี 1964 และได้รับความนิยมไปทั่วโลกอีกหนึ่งรุ่น

Ford-Mustang-USA-2018

แน่นอนว่า ตั้งแต่ ฟอร์ด ประเทศไทย ที่ตัดสินใจนำเข้า และเปิดรับจอง Ford Mustang (ฟอร์ด มัสแตง) ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ฟอร์ด เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยวันที่ 4 ตุลาคมนี้ โดยขายผ่านตัวแทนจำหน่าย Ford Mustang จำนวน 19 แห่ง ทั่วประเทศ

Ford-Mustang-USA-2018

Ford-Mustang-USA-2018 Ford-Mustang-USA-2018

โดย Ford Mustang เวอร์ชั่นไทย มีให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ประกอบไปด้วย 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack และ 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack มาพร้อมออพชั่นมากมาย

Ford-Mustang-USA-2018 Ford-Mustang-USA-2018

ภายในห้องโดยสารติดตั้งหน้าจออินโฟเทนเม้นท์ขนาด 12 นิ้ว พร้อมระบบ SYNC 3 ใหม่ล่าสุด พร้อมโหมด Application  Tracl Apps ช่วยจำลองการขับขี่แบบสนามแข่ง ชุดเฟืองท้าย Limited Slip และล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว โดยรุ่น 5.0 GT ใช้ระบบเบรกของ Brembo 

รายละเอียดเครื่องยนต์ Ford Mustang 2018 เวอร์ชั่นอเมริกา (อาจแตกต่างจากเวอร์ชั่นไทย)

  • เครื่องยนต์เบนซิน EcoBoost ความจุ 2.3 ลิตร Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 310 แรงม้า (HP) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 475 นิวตัน-เมตร ที่ 3,000 รอบ/นาที
  • เครื่องยนต์เบนซิน V8 ความจุ 5.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 460 แรงม้า (HP) ที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 570 นิวตัน-เมตร ที่ 4,600 รอบ/นาที

ทั้งสองรุ่น ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด SelectShift

Ford-Mustang-USA-2018

Ford Mustang ที่จะขายในประเทศไทย ถูกประกอบที่โรงงาน Rock Assembly Plant รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา

ราคาจำหน่าย Ford Mustang 2018 อย่างเป็นทางการในไทย มีดังนี้

  • 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ราคา 3,599,000 บาท
  • 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack ราคา 4,799,000 บาท
LA-Auto-Show-2017

งานแสดงรถยนต์ยิ่งใหญ่ที่สุดในอเมริกาฝั่งตะวันตก “Los Angeles Auto Show 2017”

Acura-NSX

ประมวลภาพรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด รถต้นแบบ และอื่นๆ ในงานมหกรรมยานยนต์ “Los Angeles Auto Show 2017” งานแสดงรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่สุดในภาคตะวันตกของสหรัฐอเมริกา จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 1907 ถึงปัจจุบัน … ที่แม้ว่างานจะจัดตรงกับงาน Motor Expo 2017 ในบ้านเรา จนข่าวคราวของงานนี้เงียบหายไปบ้าง …

โดยงานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 10 ธันวาคม 2560 ณ LA Convention Center เมือง Los Angeles ประเทศสหรัฐอเมริกา … ทาง CARRO ขอเก็บตกภาพบรรยากาศ พร้อมรถเปิดตัวใหม่มาให้ชมกันครับ

BMW-i8-Roadster

BMW i8 Roadster

BMW-M3-CS

BMW M3 CS

Buick Regal Touring

Chevrolet-Corvette-ZR1-Convertible

Chevrolet Corvette ZR1 Convertible

GMC-Sierra-All-Mountain-Concept

GMC Sierra All Mountain Concept

Hyundai-Kona

Hyundai Kona

Infiniti-QX50

Infiniti QX50

Infiniti-QX80

Infiniti QX80

KIA-Sorento

KIA Sorento

Land-Rover-Range-Rover-SVAutobiography

Land-Rover Range Rover SVAutobiography

Lincoln-Nautilus

Lincoln Nautilus

Maserati-Levante-Nerissimo

Maserati Levante Nerissimo

Mazda6

Mazda6

Mercedes-Benz-CLS

Mercedes-Benz CLS

Nissan-Kicks

Nissan Kicks

Porsche-718-Boxster-GTS

Porsche 718 Boxster GTS

Porsche-718-Cayman-GTS

Porsche 718 Cayman GTS

Saleen-S1

Saleen S1

Subaru-Ascent

Subaru Ascent

Tesla-Model-3

Tesla Model 3

Toyota-FT-AC-Concept

Toyota FT-AC Concept

Volkswagen-I.D.Crozz-Concept

Volkswagen I.D.Crozz Concept

Volvo-XC40

Volvo XC40

ขอบคุณภาพจาก https://www.autoblog.com/