10-Most-Valuable-Auto-Companies-In-The-World-2021

ในโลกของเรานี้มีบริษัทรถอยู่มากมาย บางยี่ห้อสามารถพาตัวเองขึ้นมาเป็นมูลค่าอันดับต้นๆ ของโลกได้ ต้องสั่งสมคุณภาพและมาตรฐาน เป็นที่น่าเชื่อถือของผู้ใช้รถได้ยาวนานนับหลายสิบปี หรือร้อยปี จนสามารถผลิตรถได้หลายล้านคันต่อปี และมีโรงงานผลิตกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลก

การที่บริษัทรถหลายแห่งได้รับความเชื่อใจจากลูกค้ามากมายทั่วโลก ก็ส่งผลให้มูลค่าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์พุ่งขึ้นตาม นักลงทุนเชื่อว่าบริษัทฯ จะสามารถสร้างยอดขายและกำไรได้มาก นั่นก็หมายถึงเงินปันผลที่เขาจะได้รับก็มากไปด้วยเช่นกัน และในขณะเดียวกัน บริษัทรถที่มีปัญหาเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ หรือลูกค้าเสียความเชื่อมั่น ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้น และฐานะทางการเงินของบริษัทโดยเลี่ยงไม่ได้

MR.CARRO ขอนำรายละเอียด 10 อันดับ บริษัทรถยนต์ มูลค่ามากที่สุดในโลก ประจำปี 2021 มาฝากทุกท่านครับ

Tesla-One-Million-Cars-Production

1. Tesla

Tesla มูลค่าบริษัท 582.93 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

นับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ก็ว่าได้ สำหรับ Tesla (เทสล่า) ที่ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเมื่อ 1 กรกฎาคม 2003 โดย Martin Eberhard และเพื่อนของเขา Marc Tarpenning ที่ต้องการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับความสปอร์ตและหรูหรา แล้วก็นำชื่อของ Nikola Tesla (นิโคลา เทสลา) ผู้ค้นพบวิธีการสื่อสารแบบไร้สาย ผู้ประดิษฐ์ขดลวดเทสลา ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟแบบใช้ก๊าซให้แสงสว่าง เป็นต้น

ต่อมา Elon Musk (อีลอน มัสก์) เห็นว่าแนวคิดตรงกัน เลยเข้ามาลงทุนในบริษัทนี้ พร้อมกับผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกจำหน่าย โดยใช้เวลาเพียง 17 ปี ก็สามารถเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดของโลกได้

ทุกวันนี้ Tesla เปรียบได้กับตัวแทนของเทคโนโลยีรถยนต์แห่งอนาคต และ Elon Musk ยังเปรียบได้ว่าเป็น “ราชาแห่งรถยนต์ไฟฟ้า” ก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าใครจะพูดถึงรถยนต์ไฟฟ้าในด้านไหนก็ตาม ผู้คนมักนึกถึงหน้าเขาเป็นอันดับต้นๆ อยู่ตลอดเวลา

Toyota-Century

2. Toyota

Toyota มูลค่าบริษัท 246.61 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

จากบริษัทโรงงานทอผ้า Toyoda Automatic Loom Works ที่ก่อตั้งโดย Sakichi Toyoda ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ราชานักประดิษฐ์” ของญี่ปุ่น ในปี 1929 ได้ขายสิทธิบัตรการผลิตเครื่องทอผ้าอัตโนมัติให้กับ Platt Brothers & Co ประเทศอังกฤษ พร้อมกับนำเงินทุนมาตั้งบริษัท Toyota Motor ลุยกับการผลิตรถยนต์อย่างเต็มตัว

โดย Kiichiro Toyoda (คิอิชิโร โทโยดะ) ทำหน้าที่รับช่วงต่อ เริ่มผลิตรถ Toyoda AA (โตโยด้า เอเอ) ออกจำหน่ายในปี 1936 จน Toyota (โตโยต้า) ก้าวขึ้นมาสู่อันดับ 1 ของโลกของยานยนต์ ที่ครองใจคนใช้รถไปทั่วโลก

แบรนด์รถในเครือ Toyota ได้แก่ Toyota, Lexus, Daihatsu, Hino และยังถือหุ้นใน Mazda กับ Subaru อีกด้วย

Bye-Bye-Volkswagen-Beetle

3. Volkswagen

Volkswagen มูลค่าบริษัท 173.46 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

เป็นรถที่เกิดขึ้นในยุค Aldorf Hitler (อดอล์ฟ ฮิตเลอร์) หัวหน้าพรรคนาซี เป็นผู้นำประเทศ ในยุคเผด็จการฟาสซิสต์ขวาจัดตกขอบ ผู้สังหารหมู่ชาวยิวนับล้านคนและนำทัพเยอรมนีบุกไปหลายประเทศช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1937 ได้มีแนวคิดสร้างรถยนต์สำหรับประชาชนขึ้น โดยตั้งชื่อว่า Volkswagen (โฟล์คสวาเกน) ตามภาษาเยอรมันที่คำว่า Volk แปลว่า ประชาชน ส่วน Wagen แปลว่า รถยนต์ รวมกันแล้วเป็น “รถยนต์ของประชาชน”

ปัจจุบัน แบรนด์รถในเครือ Volkswagen มีหลายยี่ห้อ ได้แก่ Volkswagen, Porsche, Audi, Bugatti, Bentley, Lamborghini, Skoda, Scania, MAN, Neoplan และ Ducati เป็นต้น

4. Daimler

Daimler มูลค่าบริษัท 102.65 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

ชื่อ “Daimler” มาจากบริษัท Daimler Motoren Gesellschaft ของ Gottlieb Daimler (กอตต์ลีบ เดมเลอร์) ผู้ประดิษฐ์รถยนต์ 4 ล้อคันแรกของโลก ที่ถูก Wilhelm Maybach (วิลเฮลม์ มายบัค) เข้ามาสืบทอดกิจการต่อ

ในปี 1926 ได้รวมเข้ากับบริษัท Benz Cie & Co. จึงจับชื่อมาชนกัน แล้วขายรถในชื่อ Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์) ตั้งแต่ปี 1926 แต่ยังคงใช้ชื่อบริษัทว่า Daimler-Benz ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Daimler-Chrysler เมื่อคราวรวมกิจการกับ Chrysler ในปี 1998 และกลับมาใช้ชื่อ Daimler AG อีกครั้งในปี 2007 หลังจากการแยกตัวของ Chrysler

แบรนด์รถในเครือ Mercedes-Benz ได้แก่ Mercedes-Benz, Smart, Maybach, AMG, Freightliner, Western Star, Bharat Benz, Setra, Fuso, Starliner

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

5. GM

GM มูลค่าบริษัท 86.53 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

GM (จีเอ็ม) หรือ General Motors เคยได้ชื่อว่าบริษัทรถที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาก่อน จดทะเบียนครั้งแรกในวันที่ 16 กันยายน 1908 ในเมือง Flint รัฐ Michigan และบริหารงานโดย William C. Durant เจ้าของบริษัทผลิตรถม้า ดูแรนท์ ดอร์ท แคร์ริเอจ (Durant-Dort Carriage Company) ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Buick (บูอิค) โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Charles Stewart Mott เป็นผู้ริเริ่มนำบริษัทควบรวมกับ Buick และภายหลังเขาก็เป็นผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียว ก่อนจะขยายกิจการด้วยการซื้อแบรนด์อื่นมารวมใน GM มากมาย

แบรนด์รถในเครือ GM ได้แก่ Chevrolet, Cadillac, Buick, GMC และ Holden

BYD-T3

6. BYD

BYD มูลค่าบริษัท 79.57 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

BYD (บีวายดี) หรือ Build Your Dreams ก่อตั้งเมื่อปี 1995 โดย Wang Chuanfu เติบโตมาจากบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับมือถือ ต่อมาในปี 2002 BYD เข้าซื้อกิจการของบริษัท Tsinchuan Automobile หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีน. ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น BYD Automobile Co.,Ltd.

ซึ่ง BYD นับตั้งแต่ปี 2008 เริ่มเน้นผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาจำหน่ายมากเป็นพิเศษ จนถึงขนาด Warren Buffet เข้ามาซื้อหุ้นของ BYD บริษัทแม่ถึง 10% (คิดเป็นเงิน ณ ตอนนั้นราว 230 ล้านเหรียญ) จัดได้ว่าเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก (ในแง่ความหลายหลายของผลิตภัณฑ์ มีทั้งรถยนต์ รถบัส รถบรรทุกไฟฟ้า และโรงงานผลิต เป็นต้น) ที่ในไทยก็มีตัวแทนจำหน่ายแล้ว

แบรนด์รถในเครือ BYD ได้แก่ BYD และ Denza เป็นต้น

BMW-Series-3-2019

7. BMW

BMW มูลค่าบริษัท 71.70 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

BMW (บีเอ็มดับเบิลยู) ถือกำเนิดขึ้นในปี 1916 ที่เยอรมนี โดยวิศวกรเครื่องกลชาวบาวาเรีย 2 คน คือ Carl Rapp และ Max Friz ซึ่งเริ่มต้นผลิตเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบิน โดยใช้ชื่อว่า Bayerische Flugzkugwerke AG แต่ในปี 1918 ก็เปลี่ยนมาผลิตรถยนต์แทน และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Bayerische Motoren Werke AG ซึ่งแปลว่า งานผลิตรถยนต์ ของคนบาวาเรีย ซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลก

แบรนด์รถในเครือ BMW ได้แก่ BMW, Mini และ Rolls-Royce

All-New-NIO-ET7

8. NIO

NIO มูลค่าบริษัท 67.44 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

NIO (นิโอ) นับเป็น Startup ด้านรถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดของจีนในเวลานี้ มาในรูปแบบของรถหรูไฮเทคคันแรกของค่าย อย่าง NIO ET-7 มีจุดเด่นที่ด้านการออกแบบ นวัตกรรม เทคโนโลยี แถมยังได้ชื่อว่าเป็น Tesla (เทสล่า) แห่งประเทศจีนอีกด้วย!

สำหรับ NIO ได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดย William Li (วิลเลียม หลี่) หรือ หลี่ปิน มหาเศรษฐีที่ได้ชื่อว่าเป็น Elon Musk (อีลอน มัสก์) แห่งประเทศจีน! ก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพด้านไอทีของตัวเองขึ้นมาตอนอายุ 21 จนถึงในปัจจุบัน ได้ลงทุนในอุตสาหกรรมไอที และรถยนต์ไปแล้วกว่า 40 บริษัท รวมทั้ง NIO รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์นี้ ในเดือนพฤศจิกายน 2014

Peugeot-3008

9. Stellantis

Stellantis มูลค่าบริษัท 62.61 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

หลายคนอาจงงว่า Stellantis (สเตแลนทิส) คือกลุ่มของบริษัทอะไร? MR.CARRO จะเล่าย้อนไปในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการร่วมมือกันของ 2 ผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ คือ Groupe PSA (กรุ๊ป พีเอสเอ) และ FCA (เฟียต ไครสเลอร์ ออโตโมบิล) ควบรวมธุรกิจในสัดส่วน 50:50 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2019 ภายใต้ชื่อใหม่ Stellantis (มาจากภาษาลาติน แปลว่า ดวงดาวอันเจิดจรัส สื่อถึงแรงบันดาลใจ) ส่งผลให้กลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก มีพนักงานทั้งหมดประมาณ 400,000 ชีวิต ในกว่า 130 ประเทศ

แบรนด์รถในเครือ Stellantis ได้แก่ Abarth, Alfa Romeo, Lancia, Maserati, Fiat, Citroen, DS, Peugeot, Chrysler, Jeep, Dodge, RAM, Opel และ Vauxhall

Ford-Mustang-Mach-E-2021

10. Ford

Ford มูลค่าบริษัท 59.52 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

Ford (ฟอร์ด) บริษัท Ford Motor Company ถือกำเนิดขึ้นโดย Henry Ford ในปี 1903 ผู้ให้กำเนิดระบบสายพานการผลิต เข้ากับการผลิตยานยนต์ในจำนวนมากๆ และมีต้นทุนที่ถูกลงมา นับเป็นการปฏิวัติการผลิตเชิงอุตสาหกรรมของโลก ที่รถยนต์ทุกค่ายต้องหันมาทำตามหมด และยังมีอิทธิพลอย่างมากกับวัฒนธรรมสมัยใหม่ โดยนักทฤษฎีสังคมหลายคน ถึงกับเรียกประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมช่วงนี้ว่า “แบบฟอร์ด” (Fordism) ซึ่งมีส่วนก่อให้เกิด “ชนชั้นกลาง” ขึ้นมาในสังคมอเมริกัน

แบรนด์รถในเครือ Ford ได้แก่ Ford และ Lincoln

Honda-Civic-Hatchback

11. Honda

Honda มูลค่าบริษัท 55.07 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

Honda (ฮอนด้า) ก่อตั้งเมื่อปี 1948 โดย Soichiro Honda (โซอิชิโร ฮอนดา) ลูกช่างตีเหล็กแห่งเมืองฮารามัตสุ ผู้หลงไหลในยานยนต์ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย ที่ได้ฉายาว่าเป็น Henry Ford ของญี่ปุ่น เริ่มต้นจากการตั้งสถาบันเทคโนโลยีฮอนด้า เริ่มผลิตรถจักรยานติดเครื่องยนต์ รถจักรยานยนต์ ก่อนที่จะก้าวมาสู่การผลิตรถยนต์ รวมไปถึงเครื่องตัดหญ้า เครื่องปั่นไฟ เครื่องยนต์เรือ เครื่องบินเจ็ท และขยายกิจการไปทั่วโลก

แบรนด์รถในเครือ Honda ได้แก่ Honda และ Acura

สำหรับใครที่กำลังอยากขายรถคันเดิมเวลานี้ สามารถขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ โดยได้ราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก -> https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ ซื้อรถ คลิก -> https://th.carro.co/taladrod/allcar/carro 

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

แหล่งที่มาจาก:

Toyota-RAV4-EV-History

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา หากคุณเป็นคนสนใจในเรื่องรถยนต์ไฟฟ้า คุณอาจเห็นข่าวที่ Akio Toyoda (อากิโอะ โตโยดะ) ประธาน และ CEO บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น และยังเป็นหลานของผู้ก่อตั้งแบรนด์รถยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดแบรนด์หนึ่งในโลก ตอบคำถามเกี่ยวกับการวางแผนด้านรถยนต์ไฟฟ้า และกำลังสนใจในเรื่องการประเมินมูลค่าของอย่าง Tesla (เทสล่า) ว่า

“ถ้าให้เทียบ (Tesla) กับร้านอาหาร ตอนนี้ก็มีแค่ “ครัว” กับ “เชฟ” ซึ่งทั้งครัวและเชฟ ยังไม่ได้สร้างธุรกิจในโลกแห่งความเป็นจริงได้ สิ่งที่ Tesla ทำ คือการนำเสนอสูตรอาหาร ส่วนตัวเชฟก็พยายามพูดว่า สูตรของเรานั้นจะกลายเป็นมาตรฐานของโลกในอนาคต ผมคิดว่านั่นคือภาพของธุรกิจที่ Tesla กำลังทำอยู่”

— พูดง่ายๆ คือ Toyota มองว่า Tesla เป็นร้านอาหารที่พยายามโปรโมทสูตรของตัวเอง ส่วน Toyota เป็นร้านอาหารที่มีลูกค้ามากอยู่แล้ว

นั่นทำให้คนที่สนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้านั้น ออกมารุมสับ Toyota กันเยอะพอสมควร ว่า Toyota กลัวเสียผลประโยชน์จากตลาดรถยนต์ที่ใช้น้ำมันสันดาปภายใน หรือตลาดรถยนต์ไฮบริด ซึ่งตัวเองอาจไม่พร้อมในด้านรถยนต์ไฟฟ้า จึงออกมาพูดเชิงสกัดดังกล่าว

Toyota-Prius-1997

แต่ครั้งหนึ่ง Toyota เคยได้ชื่อว่า เป็นผู้พัฒนา และสามารถผลักดันให้รถยนต์ไฮบริด อย่าง Toyota Prius (โตโยต้า พรีอุส) จำหน่ายได้จริงเป็นครั้งแรกในโลก เมื่อเดือนตุลาคม 1997 นั่นทำให้ค่ายรถทั่วโลก ต่างเริ่มตื่นตัว ในการนำแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า มาใช้เป็นแหล่งพลังงานในรถยนต์กันมากขึ้น

และรถยนต์ไฟฟ้าก็เช่นเดียวกัน หลายคนอาจลืมไปว่า Toyota นี่ก็เป็นค่ายรถยนต์เจ้าแรกๆ ในโลก ที่สามารถผลักดันให้รถยนต์ไฟฟ้า ออกมาในตลาดโลกได้ตั้งแต่ช่วงปลายยุค 90 ด้วยเช่นกัน

ใช่ครับ ผมกำลังจะเล่าถึงประวัติ Toyota RAV4 EV (โตโยต้า ราฟโฟร์ อีวี) ที่ครั้งหนึ่งโตโยต้าเคยสร้างขึ้นมา แต่ไม่ประสบความสำเร็จครับ

Toyota-EV50-1992

ในปี 1992 Toyota ได้เผยโฉมรถต้นแบบ Toyota EV50 ซึ่งเป็นรถต้นแบบ (ของ Toyota RAV4) ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า จากมอเตอร์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่แบบตะกั่วและกรด

Toyota-RAV4-EV-1995

จุดเริ่มต้น … ในวันที่ 3 กรกฎาคม 1995 Toyota เริ่มประกาศการวางแผนวิจัยและพัฒนา Toyota RAV4 EV ล่วงมาจนถึงในวันที่ 5 สิงหาคม รถยนต์ต้นแบบ Toyota RAV4 EV ที่พัฒนาขึ้น ได้ชนะเลิศในการแข่งขัน Scandinavian Electric Car Rally ที่จัดการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้าเป็นรายการแรกของโลก

Toyota-RAV4-EV-1996

ในที่สุด … วันที่ 22 กรกฎาคม 1996 Toyota ก็ได้ฤกษ์เปิดตัว Toyota RAV4 L EV (ECA10) รุ่น 3 ประตู รุ่นใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับการพัฒนามาจาก Toyota RAV4 ที่เป็นรถแบบ Compact SUV รุ่นแรกที่ Toyota ผลิตจำหน่าย พร้อมเริ่มจำหน่ายในวันที่ 1 กันยายนปีเดียวกัน ผ่านทางเครือข่ายจำหน่าย Corolla ในภูมิภาคคันโต, โตไก และกินกิ ด้วยยอดขายที่ตั้งไว้ 100 คัน/ปี ในราคา 4,950,000 เยน

มิติตัวรถมีขนาดยาว 3,565 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,620 มม. ระยะฐานล้อ 2,200 มม. น้ำหนักตัวรถ 1,460 กิโลกรัม

Toyota-RAV4-EV-1996

มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 61 แรงม้า ที่ 2,600 – 8,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 165 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 2,600 รอบ/นาที พ่วงกับแบตเตอรี่ ขนาด 95 A.h/5HR แบบ Nickel-Metal Hydride ผ่านแบตเตอรี่ที่เก็บไฟมากถึง 24 ลูก (หรือ 27kWh) โดยมีจุดชาร์จอยู่ที่บริเวณแก้มรถด้านขวา ตัวจุดชาร์จไฟได้พัฒนาขึ้นโดย Yazaki Corporation พร้อมส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ

สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 125 กม./ชม. และให้ระยะทางวิ่ง 215 กิโลเมตร (ตามมาตรฐานโหมด 10-15 ของญี่ปุ่น) ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

Toyota-FCEV-1-1996

ในเดือนตุลาคม 1996 Toyota เริ่มแนะนำเจ้า RAV4 รุ่น 5 ประตู ในรูปแบบรถต้นแบบ FCEV-1 ซึ่งเป็นรถยนต์ Fuel Cell EV ที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนสร้างกระแสไฟฟ้า ปลอดมลพิษ

ในเดือนมีนาคม 1997 Toyota เริ่มแนะนำระบบ Hybrid ให้ชาวโลกได้รู้จัก

Toyota-RAV4-EV-1997

ต่อมา … Toyota RAV4 L V EV (BEA11) ได้เปิดตัวรุ่น 5 ประตู อย่างเป็นทางการสู่ชาวโลกอีกครั้งในวันที่ 6 ตุลาคม 1997 โดยผลิตขึ้นที่โรงงาน Tahara ในเมือง Aichi

ก่อนจะเปิดตัว Toyota Prius ตามหลังมาในวันที่ 15 ตุลาคม 1997 ที่งาน Tokyo Motor Show 1997

มิติตัวรถมีขนาดยาว 3,980 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,675 มม. ระยะฐานล้อ 2,410 มม. น้ำหนักตัวรถ 1,540 กิโลกรัม

มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 67 แรงม้า ที่ 3,100 – 4,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 190 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 1,500 รอบ/นาที พ่วงกับแบตเตอรี่ ขนาด 95 A.h/5HR แบบ Nickel-Metal Hydride ผ่านแบตเตอรี่ที่เก็บไฟมากถึง 24 ลูก (หรือ 27kWh) โดยมีจุดชาร์จอยู่ที่บริเวณแก้มรถด้านคนขับ ตัวจุดชาร์จไฟได้พัฒนาขึ้นโดย Yazaki Corporation พร้อมส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ

สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 125 กม./ชม. และให้ระยะทางวิ่ง 215 กิโลเมตร (ตามมาตรฐานโหมด 10-15 ของญี่ปุ่น) หรือ 153 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน EPA ของสหรัฐฯ) ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

Toyota-RAV4-EV-US

และรุ่นปรับปรุงใหม่ เปิดตัวในวันที่ 29 พฤศจิกายน 1999 ครั้งนี้ยังคงจำหน่ายสำหรับหน่วยงานของรัฐ และองค์กรต่างๆ เช่าไปใช้งาน ในจำนวนเพียง 1,000 คัน

แบ่งเป็นขายในญี่ปุ่น 290 คัน พร้อมส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา 710 คัน สำหรับจำหน่ายในโครงการ California Electric Vehicle Demo Program ซึ่งเป็นกฏข้อบังคับเรื่องการขายจาก California Air Resources Board ที่ว่า บริษัทรถยนต์ใดก็ตามที่จะขายในแคลิฟอร์เนีย ต้องมีรถยนต์แบบ LEV จำหน่ายในสัดส่วน 25% Toyota เลยประเดิมด้วยการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่จำหน่ายรถแบบ ZEV หรือ Zero Emission Vehicle มลพิษเป็นศูนย์เลย

ชุดชาร์จไฟฟ้า ได้พัฒนาใหม่ร่วมกับทาง GM ตั้งแต่ในเดือนมิถุนายน 1998 โดยใช้พื้นฐานระบบการชาร์จไฟของ Magne Charge ที่พัฒนาโดย GM ก่อนหน้า ได้รับการลดขนาด และน้ำหนักให้เบาขึ้น

สำหรับรุ่น Inductive (ชาร์จผ่านตู้ชาร์จ Input แบบ 200V 40A -ใช้เวลาชาร์จเต็ม 6 ชั่วโมง) มีราคาอยู่ที่ 4,570,000 เยน และในรุ่น Conductive (ชาร์จผ่านไฟบ้าน Input แบบ 200V 30A – ใช้เวลาชาร์จเต็ม 6.5 ชั่วโมง) ราคา 4,950,000 เยน

Toyota-RAV4-EV-US

แม้ว่า Toyota RAV4 EV อาจจะไม่ประสบความสำเร็จในการขายสักเท่าไหร่ เพราะสามารถจำหน่ายผ่านการให้เช่าระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา ด้วยยอดขายเพียง 1,484 คันในสหรัญอเมริกา หากรวมยอดจำหน่ายในญี่ปุ่นด้วยแล้วล่ะก็ จะอยู่ที่ประมาณ 1,900 คันครับ ซึ่งก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในยุคแรกเริ่ม

เนื่องจากเทคโนโลยีที่ขีดความสามารถ ระยะทางในการวิ่ง ยังไม่เทียบเท่ารถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบัน และราคาตัวรถที่มีราคาแพงมาก เรียกว่าสามารถซื้อ Toyota RAV4 รุ่นปกติได้ถึง 2 คัน และเมื่อแบตเตอรี่เสื่อมลง ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแบตเตอรี่ชุดใหม่ กลับมีราคาแพงกว่าตัวรถเสียอีก

Toyota RAV4 EV รุ่นแรก จึงปิดฉากลงไปในปี 2003 …

Toyota-RAV4-EV-2012

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่จุดจบเลยทีเดียว เพราะต่อมา Toyota ได้ร่วมมือกับทาง Tesla พัฒนารถยนต์ไฟฟ้า Toyota RAV4 EV เจเนอเรชั่นที่ 2 โดยร่วมกันพัฒนาในปี 2010 ซึ่งทาง Tesla เป็นผู้ผลิตชุดแบตเตอรี่, มอเตอร์, ชุดส่งกำลัง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ส่งให้ Toyota ไปประกอบรวมกับ RAV4 EV ในโรงงาน Toyota ที่ประเทศแคนาดา ก่อนจะออกสู่ตลาดในปี 2012 – 2014 แล้วก็ต้องยุติไปอีกรอบ! ด้วยจำนวนการผลิตประมาณ 2,600 คัน

ด้วยเหตุนี้ละมั้ง Toyota ถึงได้เข็ดขยาดไปกับพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าไม่น้อย เพราะริเริ่มก่อนใคร ใช้เงินลงทุนพัฒนาไปพอสมควร แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จไว้อย่างที่คาด!

ส่วนถ้าคุณอยากขายรถด่วน เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้สามารถขายรถคันเก่า หรือตีราคารถกับทาง CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

Chevrolet-Thailand-20-Years-In-Business

นับตั้งแต่การประกาศของ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย ประกาศยุติการจำหน่ายรถยนต์ Chevrolet (เชฟโรเลต) ในไทย ภายในสิ้นปี 2563 และขายโรงงานประกอบรถยนต์ รวมถึงโรงงานผลิตเครื่องยนต์ที่ จ.ระยอง ให้ Great Wall Motors (เกรท วอล มอเตอร์ส) จากจีน ซื้อศูนย์การผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์ไป ก็ทำให้ผู้คนในวงการยานยนต์ ตะลึงกันไปตามๆ กัน

สำหรับ บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2543 ก็ล้วนมีทั้งเรื่องราวอันน่ายินดี และเรื่องราวที่น่าผิดหวัง ตามประสาบริษัทที่ทำธุรกิจ ก็ย่อมมีทั้งสิ่งที่ถูกใจลูกค้า ตัวแทนจำหน่าย บริษัทอะไหล่ ปะปนกันไป ซึ่ง Chevrolet ก็จะอยู่ในหัวใจของคนไทยหลายๆ คน ตลอดไปอย่างแน่นอน …

MR.CARRO ขอนำเสนอเรื่องราวอันน่าโดดเด่น ของ GM และ Chevrolet ในประเทศไทย ในรอบ 20 ปี (2543 – 2563) ให้ทุกท่านได้อ่านกัน

1. เปิดตัวครั้งแรก ในงาน Motor Show 2000

Chevrolet กลับมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการอีกครั้ง หลังจากที่แบรนด์ Opel (โอเปิล) ถูกเลิกขายในบ้านเราไป โดยเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Bangkok Interational Motor Show 2000 ครั้งนั้น Chevrolet ได้นำรถมาโชว์อยู่หลากหลายรุ่น อาทิ รถต้นแบบ YGM-1, Chevrolet Zafira, Chevrolet Cavalier, Chevrolet Lumina และ Chevrolet Blazer

Chevrolet-Zafira

2. เปิดตัว Chevrolet Zafira

Chevrolet Zafira (เชฟโรเลต ซาฟิร่า) เป็นการบุกเบิกตลาดรถยนต์เอนกประสงค์รายแรกของประเทศไทย หรือ Compact MPV แบบ 5 ประตู เปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 ใช้ทั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร รหัส X18XE ECOTEC 115 แรงม้า ใน 2 รุ่นย่อย ได้แก่ 1.8 GL และ 1.8 CD

ต่อมาในปี 2544 เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ 2.2 CDX ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร รหัส Z22SE ECOTEC 145 แรงม้า และเปลี่ยนรหัสใหม่ในเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร ทุกรุ่นย่อย เป็นรหัส Z18XE ECOTEC 123 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และมีรุ่นย่อย รุ่นพิเศษต่อเนื่อง จนเลิกผลิตไปในปี 2548

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Zafira ในไทย

Chevrolet-Optra

3. เปิดตัว Chevrolet Optra

Chevrolet Optra (เชฟโรเลต ออพตร้า) ใช้พื้นฐานเดียวกันกับ Daewoo Lacetti โดยตัวรถได้สำนัก Pininfarina เป็นผู้ออกแบบ และ GMDAT บริษัทในกลุ่ม GM ใช้เวลาพัฒนากว่า 30 เดือน เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2546 ใช้เครื่องยนต์รหัส Z16XE ขนาด 1.6 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 107 แรงม้า และรหัส Z18XE ขนาด 1.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 121 แรงม้า

ในปี 2548 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ พร้อมเปิดตัวรุ่น Estate และในวันที่ 26 กรกฏาคม 2550 Chevrolet Optra ได้ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์อีกครั้ง ที่มาพร้อมรุ่นใช้ก๊าซ CNG ให้เลือก ในยุคน้ำมันแพง

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Optra ในไทย

4. เปิดตัว Chevrolet Lumina

Chevrolet เริ่มนำเข้ารถหรูในราคาไม่แพงจากออสเตรเลีย อย่าง Chevrolet Lumina (เชฟโรเลต ลูมิน่า) ใช้เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.8 ลิตร 206 แรงม้า และต่อมานำเข้ารุ่นเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.6 ลิตร 255 แรงม้า แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมมากนัก

Chevrolet-Colorado-Z71

5. เปิดตัว Chevrolet Colorado

กระโดดลงมาเล่นตลาดรถกระบะอย่างเต็มตัว กับ Chevrolet Colorado (เชฟโรเลต โคโลราโด) ในปี 2547 ที่ผลิตจากโรงงานของ GM ใน จ.ระยอง เป็นการออกแบบร่วมกันระหว่าง GM กับ Isuzu ซึ่งของ Isuzu นั่นก็คือตัว D-Max นั่นเอง รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ Commonrail ต่อมาในปี 2549 เปลื่ยนเป็น เครื่องยนต์ CTI ทั้ง 2.5 ลิตร 116 แรงม้า และ 3.0 ลิตร 146 แรงม้า พร้อมเพิ่มเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร CTI Max VGS Turbo 163 แรงม้า

ในช่วงปลายปี 2550 มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ใหม่ พร้อมรุ่นติดก๊าซ CNG ออกมาจำหน่ายในปี 2551 และในปี 2553 ได้มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์อีกรอบ

Chevrolet-Aveo

6. เปิดตัว Chevrolet Aveo

หลังจากที่ Chevrolet เห็นว่าตลาดรถเก๋งของตนน่าจะไปได้สวย จึงเจาะตลาดรถ Sub-Compact ด้วยการส่ง Chevrolet Aveo (เชฟโรเลต อาวีโอ) ออกมาจำหน่ายในเดือนสิงหาคม 2549 ในแบบเครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร 94 แรงม้า พร้อมปรับเครื่องยนต์ให้รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้

ก่อนจะปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ด้วยรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 102 แรงม้า ในช่วงปลายปี 2552 และรุ่นติดตั้งก๊าซ CNG ในปี 2554

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Aveo ในไทย

Chevrolet-Captiva-Centennial-White-Edition

7. เปิดตัว Chevrolet Captiva

นับเป็นรถรุ่นที่ Chevrolet ขายในบ้านเรามายาวนานที่สุดอีกหนึ่งรุ่น สำหรับ Chevrolet Captiva (เชฟโรเลต แคปติวา) เป็นรถยนต์ SUV ขนาดกลางแบบ 7 ที่นั่งของ Chevrolet ที่พัฒนาขึ้นโดยศูนย์ออกแบบของ GM ในเมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ เปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2550 ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร CRDi 150 แรงม้า และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร 142 แรงม้า ก่อนจะเปลี่ยนเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร 165 แรงม้า ในปี 2552

ในปี 2554 จึงปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ และในปี 2555 จึงใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร Commonrail Turbo 163 แรงม้า และพัฒนาให้รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้ ในปี 2557

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Captiva ในไทย

Chevrolet-Cruze

8. เปิดตัว Chevrolet Cruze

Chevrolet เปิดตัว Chevrolet Cruze (เชฟโรเลต ครูซ) ที่เป็นแบบ Global Compact Car หรือ รถคอมแพกต์ซีดานระดับโลก ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วทุกมุมโลก มาขายในไทยเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553 ใช้ขุมพลังขนาด 1.6 ลิตร 109 แรงม้า และขนาด 1.8 ลิตร 141 แรงม้า และดีเซลขนาด 2.0 ลิตร Commonrail Diesel Turbo 150 แรงม้า

มีการปรับโฉมในเดือนมีนาคม 2556 และในเดือนสิงหาคม 2558 ก่อนจะเลิกขายไป

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Cruze ในไทย

9. เปิดตัวโรงงานผลิตเครื่องยนต์ Duramax

GM ประเทศไทย เปิดศูนย์การผลิตเครื่องยนต์ที่จังหวัดระยอง โดยผลิตเครื่องยนต์ Duramax 4 สูบ ขนาด 2.5 ลิตร และ 2.8 ลิตร ในปี 2554 ด้วยมูลค่า 6,000 ล้านบาท

Chevrolet-Colorado-2014

10. เปิดตัว Chevrolet Colorado ใหม่

ในวันที่ 5 ตุลาคม 2554 Chevrolet เปิดตัว Chevrolet Colorado (เชฟโรเลต โคโลราโด) เจเนอเรชั่นที่ 2 อย่างยิ่งใหญ่ ชิ้นส่วนหลายอย่างยังใช้ร่วมกับ Isuzu D-Max ได้ ยกเว้นเครื่องยนต์ เกียร์ และส่วนประกอบของตัวถังกับภายในรถ มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร Duramax 150 แรงม้า และ 2.8 ลิตร Duramax 180 แรงม้า เป็นการเริ่มต้นโครงการใหม่ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 100 ปี ของ Chevrolet

Chevrolet-Sonic

11. เปิดตัว Chevrolet Sonic

สำหรับ Chevrolet Sonic (เชฟโรเล็ต โซนิค) เป็นรถยนต์ Sub-Compact ที่มาทดแทนรุ่น Aveo เปิดตัวช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2555 ซึ่งมีทั้งแบบ Northback 4 ประตู และแบบ Hatchback 5 ประตู ให้เลือก

ใช้ขุมพลัง 4 สูบรุ่นใหม่ของจีเอ็ม รหัส A14FXR ขนาด 1.4 ลิตร 100 แรงม้า และต่อมาอัพเกรดเครื่องยนต์เป็นขนาด 1.6 ลิตร 115 แรงม้า รองรับเชื้อเพลิงแก๊สโซฮอล์ E85 แต่สุดท้ายก็เลิกขายไป

อ่านเพิ่มเติม >>> ประวัติ Chevrolet Sonic ในไทย

Chevrolet-Spin

12. เปิดตัว Chevrolet Spin

จัดเป็นรถที่มาไวไปไว สำหรับ Chevrolet Spin (เชฟโรเลต สปิน) รถ MPV 7 ที่นั่ง ที่ Chevrolet หวนกลับมาทำตลาดอีกครั้งในเดือนมีนาคม 2556 โดยนำเข้ามาจากอินโดนีเซีย ใช้ขุมพลัง 1.5 ลิตร 107 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Driver Shift Control

13. ปรับโครงสร้างบริษัท

เมื่อ GM ในสหรัฐอเมริกาเจอวิกฤต ล้มละลาย นับตั้งแต่ปี 2552 บริษัทในเครือ GM ทั่วโลก ก็ถูกผลกระทบไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนต้องปรับลดคนงานมากถึง 30% พร้อมลดการผลิต เปลี่ยนทีมผู้บริหารกันค่อนข้างบ่อย ล่วงมาจนถึงการประกาศยุติกิจการในไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2563

14. 100 ปี รถกระบะ Chevrolet

เมื่อปี 2460 เป็นครั้งแรกที่ Chevrolet ผลิตรถกระบะขาย ก่อนจะได้รับความนิยมใน USA และได้รับความนิยมในทั่วโลกเวลาต่อมา

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

15. เปิดตัว Chevrolet Captiva

เจเนอเรชั่นที่ 2 ของ Chevrolet Captiva (เชฟโรเลต แคปติวา) ที่เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2562 นับว่าเป็นรถ Chevrolet รุ่นสุดท้ายที่เปิดตัวในไทย มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Turbo 143 แรงม้า

ถ้าคุณอยากขายรถ Chevrolet คันเดิม เอารถมาขายกับทาง CARRO สิ ลงประกาศขายรถฟรี เรารับซื้อรถมือสอง โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Why-Auto-Finance-Deny-Chevrolet

นับตั้งแต่ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย ประกาศยุติการจำหน่ายรถยนต์ Chevrolet (เชฟโรเลต) ในไทย ภายในสิ้นปี 2563 พร้อมกับขายโรงงานที่ จ.ระยอง ให้ Great Wall Motors (เกรท วอล มอเตอร์ส) จากจีน ซื้อศูนย์การผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์ไป บวกกับการลดราคารถยนต์แบบลดกระหน่ำมากถึง 50% โดยเฉพาะ Captiva ใหม่ จนคนที่ซื้อรถรุ่นนี้ไปก่อนหน้านั้น รวมไปถึงผู้ประกอบการขายรถมือสอง ถึงกับต้องช้ำใจ และเรียกร้องให้บริษัทแม่ออกมาเยียวยาไปตามๆ กัน

ซึ่ง Chevrolet Captiva (เชฟโรเลต แคปติว่า) ตอนนี้ก็ได้ถูกจองถูกขายออกไปจนหมดเรียบร้อย! แถมยังมีการซื้อ-ขาย ใบจองกันอีกต่างหาก!

และจากเหตุการณ์ดังกล่าว ก็ทำให้บรรดาสถาบันทางการเงินหลายต่อหลายแห่ง ต่างออกมาเปลี่ยนแปลงนโยบาย ประกาศไม่รับทำสินเชื่อให้กับรถ Chevrolet กันในหลายเจ้า แต่ก็ยังมีบางเจ้าที่กำลังประชุมกับทางผู้ใหญ่ และรับทำให้แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยอัตราดอกเบี้ยได้

MR.CARRO จะมาไขข้อสงสัย ว่าทำไมรถ Chevrolet ปิดตัวแล้ว ไฟแนนซ์ถึงไม่รับทำสินเชื่อให้ …

Chevrolet-Colorado-X-Cab

มูลค่าของตัวรถ …

สาเหตุหลักที่ทางบริษัทไฟแนนซ์ ไม่รับจัดไฟแนนซ์ให้กับรถ Chevrolet ที่ลดราคานั้น เนื่องมาจาก “มูลค่าของตัวรถ” ที่ถูกลดไปต่างจากมูลค่าเสื่อมราคาในแต่ละปีมาก

ด้านเต็นท์รถมือสอง

แม้ว่าเต็นท์รถมือสองที่ได้รับซื้อรถ Chevrolet เป็นจำนวนมากจะได้รับผลกระทบจากการปรับลดราคารถของทาง Chevrolet ไปด้วย แต่จากการสอบถามไปยังเต็นท์รถต่างๆ ของ CARRO นั้น พบว่าหลายเต็นท์ตอนนี้ยังคงรับซื้อรถ Chevrolet อยู่ แต่เจ้าของรถก็ต้องทำใจกับเรื่องราคารับซื้อเข้า เนื่องจากทางผู้ประกอบการรถมือสอง ก็ต้องแบกรับความเสื่ยงไปด้วยเช่นกัน

ความเห็นของบริษัทไฟแนนซ์

ด้าน นางกฤติยา ศรีสนิท ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า กรุงศรี ออโต้ ได้หยุดการให้บริการสินเชื่อรถยนต์ Chevrolet ชั่วคราว และจะมีพิจารณานโยบายการให้บริการสินเชื่อกับลูกค้ากลุ่มดังกล่าว เมื่อมีความชัดเจนด้านการขายและการตลาดจาก GM ต่อไป ส่วนลูกค้าของ เชฟโรเลต ที่ใช้บริการสินเชื่อของบริษัทช่วงก่อนหน้านั้น ยังคงได้รับการสนับสนุนบริการเช่นเดิม

ส่วนนายป้อมเพชร รสานนท์ รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารธนชาต กล่าวว่า ธนาคารจะยังเดินหน้าปล่อยสินเชื่อรถให้กับรถยนต์ยี่ห้อเชฟโรเลตต่อไปตามเงื่อนไขเดิมทุกประการ และไม่มีการปรับลดยอดวงเงินปล่อยสินเชื่อของตัวรถด้วย จึงไม่อยากให้ลูกค้า โดยเฉพาะผู้ประกอบการรถยนต์มือ 1 และ มือสองเป็นกังวล เงื่อนไขทุกอย่างยังเหมือนเดิม

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

ซึ่งเท่ากับในเวลานี้ มีธนาคารธนชาตเพียงรายเดียว ที่ยังคงรับปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ที่ซื้อรถ Chevrolet อยู่ในขณะนี้ และในกรณีที่เป็นรถมือสอง Chevrolet ทางบริษัทไฟแนนซ์หลายๆ ที่ ก็ยังคงงดปล่อยสินเชื่อด้วยเช่นกัน เนื่องจากจะต้องคำณวณยอดจัดกันใหม่

ถ้าคุณใช้รถ Chevrolet แล้วรู้สึกอยากขายรถ เพื่อไปซื้อรถยี่ห้อใหม่ เอารถมาขายกับทาง CARRO สิ ลงประกาศขายรถฟรี เรารับซื้อรถมือสอง โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

Chevrolet-Thailand-Clearance

นับตั้งแต่ที่ GM ประเทศไทย ออกมาประกาศยุติการขายรถยนต์ Chevrolet (เชฟโรเลต) ในไทยหลังสิ้นสุดปี 2563 พร้อมขายโรงงานประกอบรถยนต์ และโรงงานประกอบเครื่องยนต์ที่จังหวัดระยอง ให้กับ เกรท วอล มอเตอร์ส ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของจีน ทำให้มีการจับตากันว่า รถที่ยังมีอยู่ในสต็อกประมาณ 4,000 คัน เชฟโรเลตจะมีแนวทางจัดการอย่างไร

อ่านเพิ่มเติม >>> สรุป 5 ปัญหา ที่ GM ถึงต้องเลิกขายรถ Chevrolet ในไทย

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

และนับตั้งแต่ช่วงบ่ายของเมื่อวานที่ผ่านมา ได้มีบรรดาพนักงานขายรถ (หรือ เซลล์ขายรถ) ของบางดีลเลอร์ที่จำหน่ายรถ Chevrolet ประกาศลดราคารถยนต์ในโชว์รูมกันทุกรุ่น ซึ่งที่น่าจะตะลึงที่สุดก็คือ “All-New Chevrolet Captiva” (เชฟโรเลต แคปติว่า) ประกาศลดราคาสูงสุดถึง 50% ด้วยกัน! ซึ่งเป็นรถยนต์ที่ผลิตในล็อตสุดท้าย อีกทั้งยังคงเงื่อนไขการรับประกันไว้ที่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร เช่นเดิม

สำหรับ Chevrolet Captiva ใหม่นั้น เป็นรถที่นำเข้ามาจากประเทศจีน แต่มียอดขายต่อเดือนที่ค่อนข้างน้อยมากสำหรับรถรุ่นใหม่หมด มียอดขายเพียงประมาณ 250 คัน/เดือน จึงถูกลดราคามากเป็นพิเศษ

ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถ Chevrolet ที่กำลังลดกระหน่ำในตอนนี้ เอารถมาขายกับทาง CARRO สิ ลงประกาศขายรถฟรี เรารับซื้อรถมือสอง โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

เท่าที่ทาง MR.CARRO รวบรวมข้อมูลมาได้จากในหลายดีลเลอร์ พบว่า มีการประกาศโปรโมชั่นลดราคาการขายรถ Chevrolet ด้วยกัน 13 รุ่น ดังนี้

All-New Chevrolet Captiva

  • 4×2 A/T LS 5 ที่นั่ง ลดราคาจาก 999,000 บาท เหลือ 499,000 บาท (หรือคิดเป็นส่วนลด 500,000 บาท)
  • 4×2 A/T LS 7 ที่นั่ง จาก 1,029,000 บาท เหลือ 529,000 บาท
  • 4×2 A/T LT จาก 1,099,000 บาท เหลือ 599,999 บาท
  • Ax2 A/T Premier จากราคา 1,199,000 บาท เหลือ 699,000 บาท

Chevrolet Trailblazer

  • 4×2 A/T LT ดีเซล จาก 1,144,000 บาท เหลือ 895,000 บาท (ลดลงจากเดิม 249,000 บาท)
  • 4×2 A/T LTZ ดีเซล จาก 1,279,000 บาท เหลือ 1,175,000 บาท
  • 4×4 A/T LTZ ดีเซล จาก 1,379,000 บาท เหลือ 1,275,000 บาท
  • 4×4 A/T Z71 ดีเซล จาก 1,399,000 บาท เหลือ 1,295,000 บาท

Chevrolet Colorado

  • 4×2 เอ็กซ์-แคป M/T LT Z71 ดีเซล จาก 699,000 บาท เหลือ 555,000 บาท
  • 4×2 เทรล บอส M/T1 ดีเซล จาก 589,000 บาท เหลือ 655,000 บาท
  • 4×2 เทรล บอส M/T2 ดีเซล จาก 899,000 บาท เหลือ 695,000 บาท
  • 4×2 ไฮคันทรี A/T ดีเซล จาก 998,000 บาท เหลือ 775,000 บาท
  • 4×4 ไฮคันทรี A/T ดีเซล จาก 1,068,000 บาท เหลือ 845,000 บาท

Chevrolet-Car-Clearance-Price

ล่าสุด MR.CARRO ได้ลองสอบถามข้อมูลไปยัง บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) และทาง บริษัท เชฟโรเลต เซลล์ ประเทศไทย จำกัด ได้รับเอกสารข่าวตามรายละเอียดด้านล่างนี้ ยืนยันว่าเป็นโปรโมชั่นจริงจากบริษัทแม่

Chevrolet-Hot-Deal-Sales-2020

Chevrolet-Hot-Deal-Sales-2020

จากการลดราคาแบบสุดๆ ก็สร้างปรากฏการณ์ให้ชาวโซเชี่ยลพูดถึงกันอย่างมาก และทำให้โชว์รูม Chevrolet ที่เคยเงียบเหงา กลับทะลักไปด้วยผู้คนที่สนใจมาดูรถ มาซื้อรถ กันเป็นแถว!

รถ Chevrolet รุ่นต่างๆ ที่ลดราคาอยู่ในขณะนี้ มีเสียงแตกออกเป็น 2 ฝ่าย ว่าน่าซื้อ หรือไม่น่าซื้อ เรามาดูกันว่าเพราะเหตุผลอะไรถึงคิดเช่นนั้น

Chevrolet-Car-Clearance-Price

น่าซื้อ เพราะ …

  • คุ้มค่าเสียยิ่งกว่าคุ้ม ถ้าซื้อ Captiva คันละ 5 แสน ใช้งานไปอีก 5 ปี ขายได้ 1-2 แสน ก็ถือว่าคุ้มค่ามากๆ เพราะได้รับประกัน 3 ปี 100,000 กิโลเมตร แถมศูนย์บริการก็ยังมี เพียงแต่รถใหม่ไม่มีขายเท่านั้นเอง
  • อะไหล่ก็ไม่ต้องกังวล มีแน่นอน เพราะบรรดา Supplier หรือ AcDelco ของทาง GM ก็ยังต้องผลิตอะไหล่ ส่งให้ GM ต่ออย่างน้อย 10 – 15 ปี
  • ในประเทศไทย รถ Chevrolet มีเกือบ 1 ล้านคัน ซึ่งก็ต้องมีใช้มีซ่อมในอนาคต แหล่งรายได้มหาศาลขนาดนี้ บรรดาผู้ผลิตอะไหล่ มีหรือจะไม่ตอบสนองความต้องการ
  • ในยุคที่การสั่งสินค้าออนไลน์ ง่ายหมด ถ้าหากเมืองไทยไม่มีอะไหล่ Captiva โฉมใหม่ ก็สามารถสั่งจากเวียดนามได้ หรือจากจีนได้ หรือตัว Colorado กับ Trailblazer หลายๆ อย่าง ก็สามารถใช้ร่วมกับ Isuzu ได้

ไม่น่าซื้อ เพราะ …

  • ซื้อมาแล้วราคารถตกฮวบฮาบแน่นอน บทเรียนมีให้เห็นมาแล้ว สำหรับรถหลายๆ รุ่นที่มีปัญหา หรือรถหลายๆ รุ่น ที่เคยมาขายในไทยแล้วลอยแพ เลิกกิจการไป
  • ปกติ Chevrolet ก็หาช่างอู่นอกซ่อมได้ยากแล้ว ยิ่ง GM ประกาศเลิกขาย ศูนย์บริการก็คงต้องหายไปด้วยส่วนหนึ่ง (ส่วนโชว์รูมไม่ต้องพูดถึง เปลี่ยนไปขายแบรนด์อื่นแน่นอน) การ Service ต่างๆ คงต้องรอกันนาน รวมถึงอะไหล่ก็น่าจะรอนานไปด้วย

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของท่านแล้วล่ะครับ ว่ารถ Chevrolet ตอนนี้น่าซื้อหรือไม่ ซื้อมาไม่ว่าจะใช้เพียงแค่ไม่กี่ปี หรือจะใช้ยาวๆ ลองนั่งตัดสินใจดู แล้วสำรวจเงินในกระเป๋าด้วย ถ้าถูกใจก็จัดไปเลย!

แต่ MR.CARRO ขอแนะนำให้ซื้อเงินสดนะครับ เพราะถ้าคุณจะซื้อแบบผ่อน ถ้ามีรถตรงรุ่นตรงสีในสต็อคที่คุณอยากได้พอดี สามารถสั่งจองและรับรถได้เลย ส่วนมนุษย์เงินผ่อน จะต้องรอทางไฟแนนซ์สรุปก่อนว่าจะจัดไฟแนนซ์ได้ในรูปแบบไหน และในส่วนของของแถมติดรถนั้น ไม่มีนะครับ เพราะรถน่าจะเรียกได้ว่า ขายในราคาที่แทบไม่มีกำไรแล้ว

และใครที่ไปจองรถหลายๆ คัน เพื่อที่จะนำใบจองไปขายต่อ ทางบริษัทฯ ยังบอกอีกด้วยว่า ผู้ที่จอง อาจจะไม่ได้รถที่จองไว้ก็เป็นไปได้ ซึ่งทางบริษัทฯ จะคืนให้กรณีที่จองรถแล้วไม่ได้รับรถ และการจองนั้น ทางบริษัทฯ จะให้สิทธิ์เพียงท่านละหนึ่งคันเท่านั้น

Chevrolet-Colorado-2019

ค่าใช้จ่ายในการรับรถ Chevrolet ด้วยการซื้อเงินสด มีดังนี้

1. เงินค่าตัวรถ
2. ค่าจดทะเบียน
3. ค่ามัดจำป้ายแดง 4,000 บาท
4. ค่า VAT 7% คิดจากส่วนลด
5. ค่าประกันภัยชั้น 1 25,000 บาท

หมายเหตุ:

  • หากไม่ได้รับรถ คืนจองให้เต็มจำนวนทุกกรณี
  • เงินจอง สามารถเปลี่ยนรุ่นเปลี่ยนสีได้ทุกกรณี

แหล่งที่มาจาก:

5-Problems-GM-Withdraw-Sales-Chevrolet-In-Thailand

เชื่อว่าหลายๆ ท่าน คงได้ทราบข่าวกันไปแล้วนะครับ เกี่ยวกับ เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย ประกาศยุติการจำหน่ายรถยนต์ Chevrolet (เชฟโรเลต) ในไทย ภายในสิ้นปี 2563 หลังจากที่ประกาศการยุติการทำตลาดรถ Holden (โฮลเด้น) ที่มีอายุมากกว่า 164 ปี ในออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ พร้อมขายโรงงานที่ จ.ระยอง ให้ Great Wall Motors (เกรท วอล มอเตอร์ส) จากจีน ซื้อศูนย์การผลิตรถยนต์และเครื่องยนต์ไป

แต่ทาง GM ยืนยันจะยังคงมีบริการหลังการขายและดูแลลูกค้าต่อไป อาทิ การรับประกันคุณภาพรถยนต์ การซ่อมบำรุง และการบริการต่างๆ ผ่านเครือข่ายของศูนย์บริการ ที่ได้รับการแต่งตั้งจากเชฟโรเลตทั่วประเทศ

“GM ทราบดีถึงผลกระทบที่จะมีต่อพนักงานและคู่ค้าของเราจากการตัดสินใจครั้งนี้ เราให้คำมั่นที่จะปฏิบัติต่อพนักงาน คู่ค้า และผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเราด้วยความเคารพ ตลอดระยะเวลาการปรับเปลี่ยนนี้” แอนดี้ ดันสแตน ประธานกรรมการตลาดเชิงกลยุทธ์ พันธมิตรและผู้แทนจำหน่าย จีเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล โอเปอเรชั่นส์ กล่าว

“GM ได้ประเมินทางเลือกหลายทาง ในการรักษาเชฟโรเลตไว้ในตลาดประเทศไทย แต่ความเป็นจริงก็คือ หากไม่มีฐานการผลิตในประเทศไทยแล้ว ก็ไม่อาจที่จะแข่งขันในตลาดรถยนต์ประเทศไทยได้เลย” นายแอนดี้ กล่าว

GM-Chevrolet-Rayong-Plant

นายเฮกตอร์ บีจาเรียล ประธานกรรมการ จีเอ็ม ASEAN กล่าวว่า บริษัทสัญญาที่จะดูแลช่วยเหลือพนักงานและลูกค้า และจะปรับเปลี่ยนการดำเนินงานต่างๆ สำหรับลูกค้า พนักงาน ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เชฟโรเลต และผู้จัดหาวัตถุดิบหรือบริการให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

“เราจะให้ความช่วยเหลือ และมอบแพ็คเกจเงินชดเชยให้กับพนักงานที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด ในจำนวนที่มากกว่ากฎหมายแรงงานไทยกำหนด”

“เราให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลและให้บริการลูกค้าของเราต่อไป ท่านเจ้าของรถยนต์เชฟโรเลตมั่นใจได้ว่า เราจะยังคงปฏิบัติตามการรับประกันคุณภาพรถยนต์ทุกคัน และให้บริการหลังการขายผ่านเครือข่ายของเราในประเทศไทย เชฟโรเลตจะร่วมมือกับผู้จัดจำหน่ายของเราอย่างใกล้ชิด โดยเราจะเสนอโอกาสในการปรับเปลี่ยนธุรกิจให้แก่ผู้จัดจำหน่าย ให้เปลี่ยนเป็นศูนย์บริการที่ได้รับการแต่งตั้งจากเชฟโรเลต” นายเฮกตอร์ กล่าว

นับตั้งแต่ “GM” (จีเอ็ม) ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ที่ก้าวเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยตั้งแต่ 1 มกราคม 2543 กับการขาย Chevrolet Zafira (เชพโรเลต ซาฟิร่า) เป็นประเดิม ซึ่งตลาดไทยเป็นที่ใครหลายๆ คน เรียกว่า “ปราบเซียน” เพราะยักษ์ใหญ่อย่าง GM ก็ยังเคยม้วนเสื่อกลับประเทศไปตั้งแต่ช่วงปลายยุค 70 ที่ผ่านมา ตั้งแต่การทำแบรนด์ Chevrolet หรือ Opel ก็ตาม

ก่อนจะกลับมาใหม่อีกครั้ง ในยุค 2000 โดยเข้ามาแทนที่รถแบรนด์เยอรมนีอย่าง Opel ที่เคยทำการตลาดโดยบริษัท พระนครยนตรการ ก่อนจะลอยแพเลิกขายไป

MR.CARRO จะมาสรุปสาเหตุให้อ่านกันว่า เพราะอะไร ถึงทำให้ GM ถึงต้องเลิกขายรถ Chevrolet ในไทย ใน 5 ปัญหาหลักๆ..

Chevrolet-Cruze

1. รถมีปัญหา

หากเราย้อนกลับไปดูข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้น Chevrolet Cruze (เชฟโรเลต ครูซ) เป็นที่กล่าวขวัญอย่างมากถึงปัญหาของรถยนต์ที่ผู้บริโภคได้พบเจอ เริ่มกันตั้งแต่ เกียร์เปลี่ยนขึ้น-ลงกระตุก เกียร์ไม่ Kick-Down เกียร์กระตุกในช่วงเครื่องเย็น และในสภาวะรถติดเคลื่อนตัวช้า เบรก RF ค้าง กล่อง ECU พัง มอเตอร์ไดชาร์จมีปัญหา ส่งผลถึงแบตเตอรี่รถยนต์ หรือมีอาการไฟโชว์แบบไม่ทราบสาเหตุ เป็นต้น จนเป็นเรื่องต้องขึ้นศาลกันหลายยก จนทาง Chevrolet ต้องผลิต Cruze ขายกันมาแบบลดรุ่นย่อยลงมาเรื่อยๆ ยาวนานอยู่หลายปีก่อนที่จะเลิกผลิตไป

และในส่วนของ Chevrolet Sonic ในรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตร และ 1.6 ลิตร ก็มีปัญหาตามมาไม่แพ้กัน อาทิเช่น เรื่องปั๊มน้ำ ปั๊มติ๊ก เรื่อง พบโค้ด 84 (คือ สัญลักษณ์ที่บ่งชี้การสั่งงานของสมองกล เกิดขึ้นเมื่อเครื่องยนต์ปรับเข้าสู่ภาวะเพื่อความปลอดภัย (Safe Mode) และทำการลดกำลังของเครื่องลง โดยส่วนใหญ่มีผลทำให้ไฟเตือนระบบ ABS ขึ้น) หรือเครื่องยนต์มีเสียงดัง คอยล์จุดระเบิดเสีย เป็นต้น

แม้ว่า Sonic จะเป็นรถที่มีคุณสมบัติน่าใช้มากๆ ก็ตาม แต่ด้วยปัญหาข้างต้น Sonic จึงต้องถูกเลิกขายตามกันไปอีกหนึ่งรุ่น

เนื่องจากมีรถที่มีปัญหากันอย่างมากในกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ Chevrolet ที่เป็นกันในหลายรุ่น ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเป็นวงกว้าง จึงทำให้ยอดขายรถของ Chevrolet ตามตกไปด้วย

Chevrolet-Colorado-High-Country

2. รุ่นรถมีให้เลือกน้อยลงเรื่อยๆ

ตลาดรถ Chevrolet ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีรถรุ่นใหม่ๆ ออกจำหน่ายอยู่หลากหลายแบบ แต่ตลาดในไทยนั้น มีแต่รถ Chevrolet ในไทย มีแต่ Modelรถที่ผลิตขายกันมาอย่างยาวนานแล้ว อาทิเช่น Chevrolet Colorado เปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคม 2554 และ Chevrolet Trailblazer ที่เปิดตัวไปเมื่อ 21 มีนาคม 2555

ตามนโยบายการ Transformation หรือการปรับโครงสร้างการดำเนินธุรกิจของ GM เมื่อปี 2558 GM จะโฟกัสกับตลาดรถปิกอัพ และ SUV ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดในประเทศไทยมากถึง 50%

จึงทำให้รถทั้ง 2 รุ่น ก็ยังคงขายกันมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าจะมีการปรับโฉม เล็กๆ น้อยๆ หรือเพิ่มรุ่นพิเศษกันทุกปี แต่ก็ไม่ช่วยให้ยอดขายกระเตื้องขึ้นมากนัก แต่ก็ไม่ถึงกับแย่ จนขายไม่ได้เลยสักคัน

ไพ่ใบสุดท้ายอย่าง Chevrolet Captiva ใหม่ ที่เปิดตัวไปเมื่อ 9 กันยายน 2562 ก็ถือว่ามาช้าเกินการณ์ อีกทั้งยังถูกรถยนต์คู่แข่ง (ที่ใช้พื้นฐานร่วมกันกับ Captiva) โหมกระหน่ำทั้งราคาและโปรโมชั่นอย่างหนัก จน Chevrolet Captiva ก็ไม่ได้ยอดขายเป็นไปตามที่คาด กลับต้องเล่นโปรโมชั่นลดราคากระหน่ำตามไปด้วย

ยอดขายรถ Chevrolet ในไทย ตั้งแต่ปี 2552 – 2562

  • ปี 2552 ยอดขาย 15,112 คัน
  • ปี 2553 ยอดขาย 20,026 คัน
  • ปี 2554 ยอดขาย 31,595 คัน
  • ปี 2555 ยอดขาย 75,457 คัน
  • ปี 2556 ยอดขาย 56,389 คัน
  • ปี 2557 ยอดขาย 25,799 คัน
  • ปี 2558 ยอดขาย 17,456 คัน
  • ปี 2559 ยอดขาย 14,931 คัน
  • ปี 2560 ยอดขาย 18,772 คัน
  • ปี 2561 ยอดขาย 20,313 คัน
  • ปี 2562 ยอดขาย 15,161 คัน

ที่มา: เจนเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย

GM-Chevrolet-And-Barack-Obama

3. ปัญหาจากบริษัทแม่

เนื่องจากปัญหาของ GM ในสหรัฐอเมริกาที่เคยมีปัญหาล้มละลาย จนต้องยื่นขอพิทักษ์ทรัพย์ต่อศาลล้มละลาย ในสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ ในเวลานั้น ต้องเตรียมเงินทุนสำหรับการปรับเปลี่ยนบริษัท หลังจากที่ยอดขายของ GM ทรุดฮวบลงและราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งขึ้น โดยสหรัฐฯ วางแผนปรับเปลี่ยนเงินกู้ 5 หมื่นล้านดอลลาร์เป็นหุ้นสัดส่วน 60% ในช่วงเดือนมิถุนายน 2009

ทำให้ทาง GM ต้องปรับโครงสร้างของบริษัท อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รถแบรนด์ไหนในเครือที่ขายไม่ได้ ขายไม่ดี จะต้องถูกยุบหรือเลิกไป (เช่น Saturn, Pontiac, Oldsmobile และ Hummer ที่เลิกขายไปในเวลานั้น) และการจัดจำหน่ายรถยนต์ในต่างประเทศ เช่น ในยุโรป รัสเซีย เยอรมนี หรืออังกฤษ ซึ่งถ้ายอดขายในประเทศไหนไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือการผลิต ก็จะต้องถูกยุบ ขายกิจการ หรือยุติการขายไปด้วยเช่นกัน เหลือไว้แค่เพียงบริการหลังการขายเท่านั้น

แต่ถ้าหากปัญหาใหญ่อยู่ที่บริษัทแม่ใน USA การวางแผนธุรกิจต่างๆ ก็ย่อมส่งผลกระทบมายัง GM ประเทศไทย อย่างเลี่ยงไม่ได้ นับตั้งแต่ปี 2558 ก็มีนโยบายให้พนักงานลาออกโดยสมัครใจมากถึง 30% ของจำนวนพนักงานในไทยทั้งหมด พร้อมกับถอนตัวจากโครงการผลิตรถ Eco Car เฟส 2 และในปี 2562 ก็มีข่าว GM ประเทศไทย ประกาศเลิกจ้างทั้งพนักงานประจำและพนักงานชั่วคราวกะทันหัน ตกงานกว่า 300 อัตรา

Chevrolet-After-Sales-Service

4. บริการหลังการขาย

นี่ก็นับว่าเป็นปัญหาใหญ่ของผู้บริโภคที่บ่นกันมามาก เรื่องบริการหลังการขาย ช่างตรวจไม่ละเอียด ซ่อมไม่เก่ง บางครั้งหาสาเหตุ แยกแยะปัญหาไม่เจอ ซ่อมไม่จบ จนผู้บริโภคหลายคนรู้สึกเหนื่อยใจ อีกทั้งศูนย์บริการ มีการเปิดปิดบ่อย ทำให้ไม่เกิดการต่อเนื่องในการให้บริการในพื้นที่นั้นๆ หรือรถรุ่นเก่าๆ ต้องรออะไหล่นาน เป็นต้น

Chevrolet-Trailblazer-Test-Drive

5. ราคารถมือสองตกมาก

ราคาขายรถมือสองย่อมมีผลต่อยอดขายรถใหม่อย่างแน่นอน แต่รถยนต์ที่ผ่านการใช้งานทุกรุ่น ราคาตกก็เป็นเรื่องปกติ แต่รถหลายรุ่นที่มีปัญหาตามข้างต้นก่อนหน้า ความเชื่อมั่นของผู้ใช้งานก็ย่อมน้อยลงไป ซึ่งส่งผลไปถึงราคาขายต่อที่ถูกกดลงมากกว่าปกติอีกด้วย และล่าสุด มีข่าวว่าบริษัทไฟแนนซ์ ไม่รับจัดไฟแนนซ์ให้กับรถ Chevrolet ออกมาบ้างแล้ว

ถ้าคุณใช้รถ Chevrolet แล้วรู้สึกอยากขายรถ เพื่อไปซื้อรถยี่ห้อใหม่ เอารถมาขายกับทาง CARRO สิ ลงประกาศขายรถฟรี เรารับซื้อรถมือสอง โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ส่วนในประเทศไทยเอง ถ้าใครติดตามวงการยานยนต์อยู่เสมอๆ จะเห็นได้ว่า ทาง เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย นอกจากมีนายฝรั่งจะกุมหัวเรือใหญ่แล้ว ก็ยังมีบุคลากรที่เป็นคนไทยฝีมือดี จากหลากหลายวงการธุรกิจ เข้ามาดำรงตำแหน่งในฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ช่วยสร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์ Chevrolet เป็นที่รู้จักของคนไทยอยู่ด้วยกันหลายคน อาทิ ชาติชาย สุวรรณเสวก, สมภพ ปฏิภานธาดา, ยอดชาย ซื่อวัฒนากุล, ชาญวิทย์ เขียวนาวาวงศ์ษา, ศศินันท์ ออลแมนด์, ณฐพร จิรมหาโภคา, จีรณัฐ แสงดี, อุณา ตัน หรือปิยะนุช จตุรภัทร์ เป็นต้น

Chevrolet-Colorado-Z71

รถยนต์ที่เคยจำหน่ายโดย Chevrolet ประเทศไทย มีกี่รุ่น? นับตั้งแต่ปี 2543 – 2563