10-Very-Old-BMTA-Bus

ในปัจจุบัน ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในประเทศไทยทุกปี กำลังเป็นที่วิตกของหลายๆ ฝ่าย เนื่องจากเป็นอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งอีกหนึ่งในแนวทางที่ภาครัฐ ขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันปฏิบัติตาม ได้แก่ “การออกมาใช้ระบบขนส่งมวลชน” เพื่อลดปัญหาฝุ่นและมลพิษ

แต่ทว่า … ระบบขนส่งมวลชนบ้านเราอยู่ในสถานะที่ย่ำแย่ ไม่สามารถจูงใจให้คนมาใช้บริการได้ เมื่อรถเมล์มีสภาพเก่ามาก ควันดำ สกปรก กะเวลารอไม่ค่อยได้ บริการไม่ค่อยดีในบางคัน และไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่

อีกทั้งรถไฟฟ้าก็ค่าโดยสารแพง และคนแน่น หลายคนที่บ้านอยู่ไกล เข้าซอยลึก หรือต้องไปติดต่อธุระ ส่งของหลายที่ต่อวัน จึงเป็นเหตุผลใหญ่ที่คนไทย สมัครใจและจำเป็นต้องซื้อรถยนต์ส่วนตัวมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่ง หรือรถมือสองก็ตาม ทำให้ในกรุงเทพฯ มีการจราจรที่ติดหนักทุกวัน

แต่คุณรู้หรือไม่ว่า รถเมล์ ขสมก. หลายคันที่คุณๆ เห็นวิ่งกันอยู่ บางคันมีอายุมากกว่าเด็กเพิ่งเรียนจบ เพิ่งทำงานใหม่ๆ ซะอีก! MR.CARRO ขอนำเสนอข้อมูลของ รถเมล์ ขสมก. ที่มีอายุการใช้งานมากที่สุด 10 อันดับ ให้ทุกคนได้ตะลึงกันครับ!

Hino-AK176

ภาพจาก Ian Fuller

1. Hino AK176 (2 สิงหาคม 2534 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Hino AK176 นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 2,840 คัน ได้แก่ รถเมล์ครีมแดง 4 รุ่น (Hino, Isuzu, Mitsubishi และ Daewoo รุ่นประตูกลาง 12 เมตร) และรถปรับอากาศ Mercedes-Benz ครีมน้ำเงิน จำนวน 800 คัน และมีพิธีรับมอบกันในวันที่ 2 สิงหาคม 2534

โดย Hino AK176 ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส EH700 ขนาด 6.4 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 168 แรงม้า

สำหรับ Hino AK176 จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 540 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 40XXX (40001 – 40540) ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 1, 3, 4 และ 5

Isuzu-MT111QB

ภาพจาก Ian Fuller

2. Isuzu MT111QB (2 สิงหาคม 2534 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu MT111QB นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 2,840 คัน ได้แก่ รถเมล์ครีมแดง 4 รุ่น (Hino, Isuzu, Mitsubishi และ Daewoo รุ่นประตูกลาง 12 เมตร) และรถปรับอากาศ Mercedes-Benz ครีมน้ำเงิน จำนวน 800 คัน และมีพิธีรับมอบกันในวันที่ 2 สิงหาคม 2534

โดย Isuzu MT111QB ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 6BD1 ขนาด 5.8 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 160 แรงม้า

สำหรับ Isuzu MT111QB จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 540 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 50XXX (50001 – 50540) ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 1, 6, 7 และ 8

Mitsubishi-Fuso-RP118

ภาพจาก 

3. Mitsubishi Fuso RP118 (2 สิงหาคม 2534 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Mitsubishi Fuso RP118 นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 2,840 คัน ได้แก่ รถเมล์ครีมแดง 4 รุ่น (Hino, Isuzu, Mitsubishi และ Daewoo รุ่นประตูกลาง 12 เมตร) และรถปรับอากาศ Mercedes-Benz ครีมน้ำเงิน จำนวน 800 คัน และมีพิธีรับมอบกันในวันที่ 2 สิงหาคม 2534

และรุ่นนี้ ยังเป็นรุ่นที่มีราคาต่อคันแพงที่สุด เพราะเครื่องยนต์วางท้ายรถ แบบรถเมล์โดยสารที่นิยมใช้รถทั่วโลก รวมถึงตัวรถด้านหน้า ถอดแบบมาจากรถเมล์ Mitsubishi Fuso ของญี่ปุ่น ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 6D22-1A ขนาด 11.1 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 225 แรงม้า

สำหรับ Mitsubishi Fuso RP118 จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 510 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 80XXX (80001 – 80510) ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 2, 4 และ 8

Isuzu-LT112P

ภาพจาก Noltawat Rattanawan‎

4. Isuzu LT112P (2537 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu LT112P คันนี้ จัดว่าเป็นรถ Rare Item ของ ขสมก. เพราะมีไว้ใช้ในฐานะรถสแปร์ ซึ่งเป็นของบริษัท Isuzu ให้หยิบยืมใช้ในระหว่างการนำรถเมล์คันใดคันหนึ่งเข้าศูนย์บริการ จัดได้ว่าเป็นรถเมล์ที่หายาก และวนเวียนไปในหลายสาย หลายเขตที่มีรถเมล์ Isuzu ใช้งานอยู่

สำหรับความพิเศษของรถคันนี้คือ เครื่องยนต์วางด้านท้าย และใช้เกียร์อัตโนมัติ ภายในเบาะนั่งขนาดใหญ่ กว้างขวาง

สำหรับ Isuzu LT112P มีเลขข้างรถ 7-50542 ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 1, 6, 7 และ 8

Hino-HU3KSKL

5. Hino HU3KSKL (6 มีนาคม 2538 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Hino HU3KSKL นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อไว้ด้วยกัน 80 คัน เพื่อใช้งานในเขตการเดินรถที่ 11 (เขตรถปรับอากาศ) ในสาย ปอ.2 มีนบุรี-สีลม , ปอ.12 จตุจักร-ปากคลองตลาด และ ปอ.18 จตุจักร-ลาดกระบัง

ต่อมาภายหลังจากการยุบเขตการเดินรถที่ 11 จึงเปลี่ยนเขตการเดินรถ เป็นเขตการเดินรถที่ 2 และย้ายไปใช้งานในเขตการเดินรถที่ 4 จนถึงปัจจุบัน โดย Hino HU3KSKL ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส K13U ขนาด 13.2 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 260 แรงม้า

สำหรับ Hino HU3KSKL มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 40XX (4001 – 4080) (และรถสำรองอีก 1 คัน 4081) ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 4

Isuzu-CQA650

6. Isuzu CQA650 (2538 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu CQA650 นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อไว้ด้วยกัน 100 คัน เพื่อใช้งานในเขตการเดินรถที่ 11 (เขตรถปรับอากาศ) ต่อมาภายหลังจากการยุบเขตการเดินรถที่ 11 จึงเปลี่ยนเขตการเดินรถ ไปใช้งานในเขตการเดินรถที่ 1 และ 7 จนถึงปัจจุบัน

โดย Isuzu CQA650 ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 6RB2 ขนาด 13.7 ลิตร แบบ 6 สูบ Boxer ให้แรงม้าสูงสุด 275 แรงม้า

สำหรับ Isuzu CQA650 มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 30XX (3001 – 3100)

Hino-RU1JSSL

ภาพจาก Express502

7. Hino RU1JSSL (15 พฤษภาคม 2541 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Hino RU1JSSL นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 797 คัน ได้แก่ รถเมล์ Hino, Isuzu, Mercedes-Benz และ Daewoo ใช้สีส้ม พร้อมเครื่องยนต์มาตรฐาน Euro II (ยูโรทู) มีพิธีรับมอบกันในวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 ค่าโดยสารเริ่มแรกคิด 12 บาทตลอดสาย

โดย Hino RU1JSSL ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส J08C-TK ขนาด 8.0 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 250 แรงม้า ภายหลังจึงได้ดัดแปลงติดตั้งก๊าซ NGV เข้าไป

สำหรับ Hino RU1JSSL จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 200 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 44XXX (44001 – 44200) ผลิตที่อู่ธนบุรีบัสบอดี้ ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 1, 2, 3 และ 5

แต่ต่อมาในปี 2545 จึงได้จัดซื้อรถเมล์รุ่นเดียวกันนี้เพิ่มเติม อีก 125 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 45XXX (45001 – 45125)

Isuzu-LV223S

ภาพจาก Wikipedia

8. Isuzu LV223S (15 พฤษภาคม 2541 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu LV223S นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 797 คัน ได้แก่ รถเมล์ Hino, Isuzu, Mercedes-Benz และ Daewoo ใช้สีส้ม พร้อมเครื่องยนต์มาตรฐาน Euro II (ยูโรทู) มีพิธีรับมอบกันในวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 ค่าโดยสารเริ่มแรกคิด 12 บาทตลอดสาย

โดย Isuzu LV223S ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 6SD1 ขนาด 9.8 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 270 แรงม้า

สำหรับ Isuzu LV223S จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 200 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 55XXX (55001 – 55200) ผลิตที่อู่เชิดชัย ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 6, 7 และ 8

Mercedes-Benz-OH1829-63

ภาพจาก Sira Sripairojkul

9. Mercedes-Benz OH1829/63 (15 พฤษภาคม 2541 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Mercedes-Benz OH1829/63 นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ จำนวน 797 คัน ได้แก่ รถเมล์ Hino, Isuzu, Mercedes-Benz และ Daewoo ใช้สีส้ม พร้อมเครื่องยนต์มาตรฐาน Euro II (ยูโรทู) มีพิธีรับมอบกันในวันที่ 15 พฤษภาคม 2541 ค่าโดยสารเริ่มแรกคิด 12 บาทตลอดสาย

สำหรับ Mercedes-Benz OH1829/63 ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส OM441LA ขนาด 11.0 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 285 แรงม้า

สำหรับ Mercedes-Benz OH1829/63 จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 397 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 66XXX (66001 – 66397) ผลิตที่อู่ธนบุรีบัสบอดี้ ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 6, 7 และ 8

แต่ทว่ารถเมล์รุ่นนี้ มีปัญหาในเรื่องของควันดำมาก และในเรื่องของการจัดหาอะไหล่ซ่อมแซม ทำให้ต้องถูกปลดระวางไปจนหมดในปี 2561 ในตอนนี้จึงเหลือใช้งานอยู่แค่เพียงคันเดียว นั่นคือ 8-66249 ซึ่งเป็นรถที่ปรับสภาพใหม่ และซ่อมแซมโดยช่างของ ขสมก.

Isuzu-LV423R

ภาพจาก nighteye

10. Isuzu LV423R (2545 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu LV423R นี้ เป็นรถล็อตที่ ขสมก. ได้จัดซื้อรถเมล์ใหม่ยูโรทูอีกครั้ง ในปี 2545 จำนวน 250 คัน ได้แก่ รถเมล์ Hino และ Isuzu ใช้สีส้ม พร้อมเครื่องยนต์มาตรฐาน Euro II (ยูโรทู)

โดย Isuzu LV423R ใช้เครื่องยนต์ดีเซลรหัส 6SD1 ขนาด 9.8 ลิตร แบบ 6 สูบ ให้แรงม้าสูงสุด 270 แรงม้า

สำหรับ Isuzu LV423R จัดหามาใช้ทั้งหมด จำนวน 125 คัน มีเลขข้างรถขึ้นต้นด้วย 56XXX (56001 – 56125) ผลิตที่อู่เชิดชัย ใช้งานในเขตการเดินรถที่ 6, 7 และ 8

*หมายเหตุ 10 อันดับ รถเมล์ใช้งานมานานที่สุด ของ ขสมก. เป็นข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2563

ถ้าเบื่อรอรถเมล์แล้ว อยากซื้อรถใหม่ แต่มีงบไม่พอ หรืออยากขายรถเก่าออกแบบไวที่สุด ได้เงินเร็วที่สุด เพื่อนำเงินไปโปะรถคันใหม่ ก็ให้ CARRO เป็นผู้ช่วยมืออาชีพของคุณ …

ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่ากับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก:

10-Most-Valuable-Auto-Companies-In-The-World

ในโลกของเรานี้มีบริษัทรถอยู่มากมาย บางยี่ห้อสามารถพาตัวเองขึ้นมาเป็นมูลค่าอันดับต้นๆ ของโลกได้ ต้องสั่งสมคุณภาพและมาตรฐาน เป็นที่น่าเชื่อถือของผู้ใช้รถได้ยาวนานนับหลายสิบปี หรือร้อยปี จนสามารถผลิตรถได้หลายล้านคันต่อปี และมีโรงงานผลิตกระจายอยู่ทั่วโลก ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ของบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลก

การที่บริษัทรถหลายแห่งได้รับความเชื่อใจจากลูกค้ามากมายทั่วโลก ก็ส่งผลให้มูลค่าของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์พุ่งขึ้นตาม นักลงทุนเชื่อว่าบริษัทฯ จะสามารถสร้างยอดขายและกำไรได้มาก นั่นก็หมายถึงเงินปันผลที่เขาจะได้รับก็มากไปด้วยเช่นกัน และในขณะเดียวกัน บริษัทรถที่มีปัญหาเกี่ยวกับตัวผลิตภัณฑ์ หรือลูกค้าเสียความเชื่อมั่น ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ถือหุ้น และฐานะทางการเงินของบริษัทโดยเลี่ยงไม่ได้

MR.CARRO ขอนำรายละเอียด 10 อันดับ บริษัทรถยนต์ มูลค่ามากที่สุดในโลก ประจำปี 2020 มาฝากทุกท่านครับ

Tesla-One-Million-Cars-Production

1. Tesla

Tesla มูลค่าบริษัท 200.28 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

นับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ก็ว่าได้ สำหรับ Tesla ที่ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเมื่อ 1 กรกฎาคม 2003 โดย Martin Eberhard และเพื่อนของเขา Marc Tarpenning ที่ต้องการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับความสปอร์ตและหรูหรา แล้วก็นำชื่อของ Nikola Tesla ผู้ค้นพบวิธีการสื่อสารแบบไร้สาย ผู้ประดิษฐ์ขดลวดเทสลา ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟแบบใช้ก๊าซให้แสงสว่าง เป็นต้น

ต่อมา Elon Musk เห็นว่าแนวคิดตรงกัน เลยเข้ามาลงทุนในบริษัทนี้ พร้อมกับผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกจำหน่าย โดยใช้เวลาเพียง 16 ปี ก็สามารถเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดของโลกได้

ทุกวันนี้ Tesla เปรียบได้กับตัวแทนของเทคโนโลยีรถยนต์แห่งอนาคต

Toyota-Century

2. Toyota

Toyota มูลค่าบริษัท 172.61 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

จากบริษัทโรงงานทอผ้า Toyoda Automatic Loom Works ที่ก่อตั้งโดย Sakichi Toyoda ที่ได้ชื่อว่าเป็น “ราชานักประดิษฐ์” ของญี่ปุ่น ในปี 1929 ได้ขายสิทธิบัตรการผลิตเครื่องทอผ้าอัตโนมัติให้กับ Platt Brothers & Co ประเทศอังกฤษ พร้อมกับนำเงินทุนมาตั้งบริษัท Toyota Motor ลุยกับการผลิตรถยนต์อย่างเต็มตัว

โดย Kiichiro Toyoda ทำหน้าที่รับช่วงต่อ เริ่มผลิตรถ Toyoda AA (โตโยดะ เอเอ) ออกจำหน่ายในปี 1936 จนก้าวขึ้นมาสู่อันดับ 1 ของโลกของยานยนต์ ที่ครองใจคนใช้รถไปทั่วโลก

แบรนด์รถในเครือ Toyota ได้แก่ Toyota, Lexus, Daihatsu, Hino และยังถือหุ้นใน Mazda กับ Subaru อีกด้วย

Bye-Bye-Volkswagen-Beetle

3. Volkswagen

Volkswagen มูลค่าบริษัท 78.24 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

เป็นรถที่เกิดขึ้นในยุค Aldorf Hitler (อดอล์ฟ ฮิตเลอร์) หัวหน้าพรรคนาซี เป็นผู้นำประเทศ ในยุคเผด็จการฟาสซิสต์ขวาจัดตกขอบ ผู้สังหารหมู่ชาวยิวนับล้านคนและนำทัพเยอรมนีบุกไปหลายประเทศช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 1937 ได้มีแนวคิดสร้างรถยนต์สำหรับประชาชนขึ้น โดยตั้งชื่อว่า Volkswagen (โฟล์คสวาเกน) ตามภาษาเยอรมันที่คำว่า Volk แปลว่า ประชาชน ส่วน Wagen แปลว่า รถยนต์ รวมกันแล้วเป็น “รถยนต์ของประชาชน”

ปัจจุบัน แบรนด์รถในเครือ Volkswagen มีหลายยี่ห้อ ได้แก่ Volkswagen, Porsche, Audi, Bugatti, Bentley, Lamborghini, Skoda, Scania, MAN, Neoplan และ Ducati เป็นต้น

Honda-Civic-Hatchback

4. Honda

Honda มูลค่าบริษัท 43.57 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

Honda ก่อตั้งเมื่อปี 1948 โดย Soichiro Honda (โซอิชิโร ฮอนดา) ลูกช่างตีเหล็กแห่งเมืองฮารามัตสุ ผู้หลงไหลในยานยนต์ตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และไม่เคยเรียนมหาวิทยาลัย ที่ได้ฉายาว่าเป็น Henry Ford ของญี่ปุ่น เริ่มต้นจากการตั้งสถาบันเทคโนโลยีฮอนด้า เริ่มผลิตรถจักรยานติดเครื่องยนต์ รถจักรยานยนต์ ก่อนที่จะก้าวมาสู่การผลิตรถยนต์ รวมไปถึงเครื่องตัดหญ้า เครื่องปั่นไฟ เครื่องยนต์เรือ เครื่องบินเจ็ท และขยายกิจการไปทั่วโลก

แบรนด์รถในเครือ Honda ได้แก่ Honda และ Acura

5. Daimler

Daimler มูลค่าบริษัท 43.40 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

ชื่อ “Daimler” มาจากบริษัท Daimler Motoren Gesellschaft ของ Gottlieb Daimler (กอตต์ลีบ เดมเลอร์) ผู้ประดิษฐ์รถยนต์ 4 ล้อคันแรกของโลก ที่ถูก Wilhelm Maybach (วิลเฮลม์ มายบัค) เข้ามาสืบทอดกิจการต่อ

ในปี 1926 ได้รวมเข้ากับบริษัท Benz Cie & Co. จึงจับชื่อมาชนกัน แล้วขายรถในชื่อ “Mercedes-Benz” ตั้งแต่ปี 1926 แต่ยังคงใช้ชื่อบริษัทว่า Daimler-Benz ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Daimler-Chrysler เมื่อคราวรวมกิจการกับ Chrysler ในปี 1998 และกลับมาใช้ชื่อ Daimler AG อีกครั้งในปี 2007 หลังจากการแยกตัวของ Chrysler

แบรนด์รถในเครือ Mercedes-Benz ได้แก่ Mercedes-Benz, Smart, Maybach, AMG, Freightliner, Western Star, Bharat Benz, Setra, Fuso, Starliner

Ferrari-SF90-Stradale

6. Ferrari

Ferrari มูลค่าบริษัท 42.29 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

เป็นบริษัทที่ก่อตั้งโดย Enzo Ferrari (เอนโซ่ เฟอร์รารี่) นักแข่งรถยนต์ในตำนาน เมื่ออายุ 42 ปี ในปี 1940 ซึ่งเคยเป็นนักแข่งรถให้ทาง Alfa Romeo มาก่อน เพื่อผลิตรถแข่งและผลิตรถสปอร์ต ที่มีชื่อเสียงก้องโลกในปัจจุบัน

BMW-Series-3-2019

7. BMW

BMW มูลค่าบริษัท 41.11 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

บีเอ็มดับเบิลยู ถือกำเนิดขึ้นในปี 1916 ที่เยอรมนี โดยวิศวกรเครื่องกลชาวบาวาเรีย 2 คน คือ Carl Rapp และ Max Friz ซึ่งเริ่มต้นผลิตเครื่องยนต์สำหรับเครื่องบิน โดยใช้ชื่อว่า Bayerische Flugzkugwerke AG แต่ในปี 1918 ก็เปลี่ยนมาผลิตรถยนต์แทน และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Bayerische Motoren Werke AG ซึ่งแปลว่า งานผลิตรถยนต์ ของคนบาวาเรีย ซึ่งมีชื่อเสียงไปทั่วโลก

แบรนด์รถในเครือ BMW ได้แก่ BMW, Mini และ Rolls-Royce

All-New-Chevrolet-Captiva-2019

8. GM

GM มูลค่าบริษัท 36.21 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

GM หรือ General Motors เคยได้ชื่อว่าบริษัทรถที่ใหญ่ที่สุดในโลกมาก่อน จดทะเบียนครั้งแรกในวันที่ 16 กันยายน 1908 ในเมือง Flint รัฐ Michigan  และบริหารงานโดย William C. Durant เจ้าของบริษัทผลิตรถม้า ดูแรนท์ ดอร์ท แคร์ริเอจ (Durant-Dort Carriage Company) ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ Buick โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งอย่าง Charles Stewart Mott เป็นผู้ริเริ่มนำบริษัทควบรวมกับ Buick และภายหลังเขาก็เป็นผู้ถือหุ้นเพียงคนเดียว ก่อนจะขยายกิจการด้วยการซื้อแบรนด์อื่นมารวมใน GM มากมาย

แบรนด์รถในเครือ Chevrolet, Cadillac, Buick, GMC และ Holden

New-MG-HS-2019

9. SAIC Group

SAIC Group มูลค่าบริษัท 28.31 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

SAIC Group หรือ Shanghai Automotive Industry Corporation เป็นกลุ่มธุรกิจรถยนต์ที่จัดเป็น 1 ใน 4 ยักษ์ใหญ่ของบริษัทรถในจีน มีรัฐบาลจีนเป็นเจ้าของ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน รวบรวมบริษัทรถหลายแห่งในจีน และในส่วนที่ร่วมผลิตรถยนต์กับบริษัทรถยนต์ของต่างชาติ มารวมกันเป็น SAIC Group ในปี 2011

แบรนด์รถในเครือ SAIC ได้แก่ MG, Maxus, Roewe, Wuling, Baojun และ Sunwin เป็นต้น

BYD-M3

10. BYD

BYD มูลค่าบริษัท 25.18 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ

BYD หรือ Build Your Dreams ก่อตั้งเมื่อปี 1995 โดย Wang Chuanfu เติบโตมาจากบริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับมือถือ ต่อมาในปี 2002 BYD เข้าซื้อกิจการของบริษัท Tsinchuan Automobile หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศจีน. ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น BYD Automobile Co.,Ltd.

ซึ่ง BYD นับตั้งแต่ปี 2008 เริ่มเน้นผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาจำหน่ายมากเป็นพิเศษ จนถึงขนาด Warren Buffet เข้ามาซื้อหุ้นของ BYD บริษัทแม่ถึง 10% (คิดเป็นเงิน ณ ตอนนั้นราว 230 ล้านเหรียญ) จัดได้ว่าเป็นแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก (ในแง่ความหลายหลายของผลิตภัณฑ์ มีทั้งรถยนต์ รถบัส รถบรรทุกไฟฟ้า และโรงงานผลิต เป็นต้น) ที่ในไทยก็มีตัวแทนจำหน่ายแล้ว

แบรนด์รถในเครือ BYD ได้แก่ BYD และ Denza เป็นต้น

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

หากเราย้อนกลับไปในช่วงยุค 2000 ตอนนั้นหลายกำลังตื่นเต้นกับความเป็นยุค “มิลเลนเนียม” หรือ “สหัสวรรษใหม่” และ “Y2K” กันเอามากๆ รวมไปถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังเข้ามาทำให้ชีวิตเราสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อาทิ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรืออินเตอร์เน็ต เป็นต้น

ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวนั้นในอดีตก็ยังถือว่ามีราคาที่แพงมากในการเข้าถึง เฉกเช่นเดียวกับรถยนต์หรูๆ จากญี่ปุ่นหรือยุโรป ที่ต้องเรียกว่ามีราคาสูงมากเช่นเดียวกัน ในเวลานั้นหลายคนอาจจะยังเป็นเด็ก อาจจะเริ่มต้นทำงานใหม่ๆ เงินเดือนยังไม่สามารถเป็นเจ้าของรถได้ ก็ต้องเก็บความอยากได้ ความชื่นชอบ เอาไว้ในใจ

เวลาผ่านไป 20 ปี (ปี 2563) รถหรูระดับ Mid-Size หรือ Full-Size เหล่านี้ ราคาก็ตกลงมามากแล้ว บางคันอาจจะถูกแบบเหลือเชื่อ ถูกกว่ารถ Eco-Car ในปัจจุบัน หรือราคาต่ำกว่าแสนด้วยซ้ำไป! แต่ว่าจะมีรุ่นไหนที่น่าสนใจ ยังน่าเล่นในยุคนี้บ้าง MR.CARRO รวบรวมมาให้ชมกัน …

2000-Audi-A6

ภาพจาก Benny Thanutpon

1. Audi A6 2.4 Tiptronic ราคา 2,720,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 80,000 – 150,000 บาท

สำหรับ Audi A6 (ออดี้ เอ6) ในรหัสรุ่น C5 ก็นับว่าเป็นรถยอดเยี่ยมอีกหนึ่งรุ่นนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2542 ซึ่งในเวลานั้น บริษัท ไทยยานยนตร์ จำกัด เป็นผู้จำหน่าย Audi A6 รุ่นนี้ ขุมพลังแบบเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร V6 DOHC 30 วาล์ว 165 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

มีตัวเลือกทั้งรุ่นขับหน้า และแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro และแบบ Avant ให้เลือก โดยเป็นการนำเข้าจากเยอรมนีเป็นหลัก ต่อมาในช่วงเดือนมิถุนายน 2543 จึงเพิ่มรุ่นประกอบในประเทศด้วย

2000-BMW-523-iA

ภาพจาก ซื้อขายรถยนต์นำเข้า รับจำนำรถยนต์

2. BMW 523iA (MY2000) ราคา 2,999,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 140,000 – 170,000 บาท

BMW Series 5 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 5) รหัส E39 เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 2540 เป็นรุ่นสุดท้ายที่ ยนตรกิจ ขายอย่างเป็นทางการ ก่อนที่ บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด ของ BMW จากเยอรมนี จะเข้ามาสานการขายต่อในปี 2541

สำหรับ BMW 523iA ในเวลานั้นถือว่าเป็นรถที่ขายดีมาก ภายในหรูหรา ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร 6 สูบ 184 แรงม้า

2000-BMW-730iAL

ภาพจาก Boyd Saharat

3. BMW 730iAL ราคา 7,083,400 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 220,000 – 300,000 บาท

BMW Series 7 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 7) รหัส E38 เริ่มจำหน่ายในประเทศไทยเมื่อปี 2537 มาพร้อมกับเทคโนโลยีสุดไฮเทคในราคาที่แพงระยับในยุคนั้น โดยในรุ่นย่อย 730iAL จัดเป็นรุ่นที่มีระยะฐานล้อยาวเป็นพิเศษ นั่งสบายดั่งเครื่องบินเฟิร์สคลาส ในราคามือสองที่ถูกกว่าอีโคคาร์ สำหรับท่านประธานขี้เมื่อยโดยเฉพาะ

สำหรับรุ่นนี้ มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส M60B30 แบบ V8 DOHC 32 วาล์ว 215 แรงม้า

2000-Citroen-XM

ภาพจาก Motor 1

4. Citroen XM 3.0i V6 24 V ราคา 3,300,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 50,000 – 80,000 บาท

Citroen XM (ซีตรอง เอ็กซ์เอ็ม) กลายเป็นรถที่คนเล่นกันเฉพาะกลุ่มไปแล้ว สำหรับ XM ที่ขึ้นชื่อเรื่องความหรูหราในแบบฝรั่งเศส ช่วงล่างแบบระบบไฮแดรกทีฟ ใช้เซ็นเตอร์ 5 ตัว คอยตรวจจับการทำงาน และปรับการทำงานของช่วงล่างตามสภาพถนนได้ ให้ความนุ่มนวลมากถึง 85% ตลอดระยะทางการขับขี่ เกาะถนน

เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนกันยายน 2534 มีให้เลือกทั้งแบบเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร, ขนาด 3.0 ลิตร และแบบ Break แวกอน ส่วนในรุ่น 3.0 ลิตร ที่เรานำมาเสนอนี้ มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส ZPJ แบบ V6 ที่ทำจากอลูมิเนียมทั้งหมด แรงม้าสูงสุด 170 แรงม้า

2000-Lexus-LS

5. Lexus LS400 ราคา 6,580,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 250,000 – 320,000 บาท

Lexus LS400 (เลกซัส แอลเอส 400) ที่สุดของความหรูหราในแบบฉบับญี่ปุ่น “ไม่ใช่แค่รถยนต์ เลกซัส ยานยนต์ปฏิวัติ” เพื่อลุยตลาดโลกของ Lexus หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Toyota Celsior (โตโยต้า เซลซิเออร์) เป็นรถรุ่นแรกที่ Toyota เลือกใช้แบรนด์ Lexus ส่งไปลุยตลาดยุโรป และอเมริกา ก่อนจะเปิดตัวขายในบ้านเราเป็นรุ่นชูโรงเมื่อปี 2535

ส่วนในรุ่นเจเนอเรชั่นที่ 2 (ที่พัฒนามาจากเจนฯ แรก) เผยโฉมกันในปี 2540 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 4.0 ลิตร รหัส 1UZ-FE แบบ V8 DOHC 32 วาล์ว VVT-i 290 แรงม้า แถมยังมีระบบความปลอดภัยเพียบ ทั้งระบบเบรก ABS/EBD ระบบการควบคุมการทรงตัว VSC และระบบยึดเกาะถนน TRC เป็นต้น

2000-Mercedes-Benz-E-240

ภาพจาก Seven Car

6. Mercedes-Benz E 240 ราคา 3,950,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 280,000 – 330,000 บาท

Mercedes-Benz E-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส) รหัส W210 ขวัญใจอาเสี่ยในยุค 90 ที่ตอนนี้ราคาถูกกว่าอีโคคาร์ซะอีก แต่ได้ขับหรือนั่ง ก็ดูเท่กว่าเห็นๆ โดยในบ้านเราก็มีเจ้า เบนซ์ ตากลม รุ่นนี้ให้เลือกกันอยู่หลายรุ่นย่อย แต่ที่เรายกมาคันนี้ คือรุ่นย่อยที่แพงที่สุดในปี 2543 ซึ่งในบ้านเรามีทั้งรุ่นประกอบในประเทศ และรุ่นนำเข้าอย่าง E 240 2.6

สำหรับ E 240 ใช้ขุมพลังขนาด 2.4 ลิตร รหัส M112.911 แบบ V6 DOHC 24 วาล์ว 170 แรงม้า และในตัว E 240 2.6 เป็นแบบขนาด 2.6 ลิตร แบบ V6 DOHC 24 วาล์ว 170 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

2000-Mercedes-Benz-S-500-L

7. Mercedes-Benz S500L ราคา 13,100,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 580,000 – 700,000 บาท

Mercedes-Benz S-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส) รหัส W220 ที่สุดของความหรูหรา สำหรับ “ท่านประธาน” เท่านั้น! ขายในไทยตั้งแต่ปี 2541 มีรุ่นยอดนิยมในตลาดรถมือสอง อาทิเช่น S280, S 320 L และ S 500 L โดยรุ่นแพงที่สุดคงต้องเป็นรุ่นย่อย “S 500 L” ฐานล้อยาว สำหรับท่านประธานที่ชอบความสบายของการยืดขาสุดๆ มีเฉพาะรถนำเข้าเท่านั้น ในราคาออกใหม่หลักสิบล้าน! แต่ตอนนี้ราคาเท่าอีโคคาร์!

สำหรับ S 240 ใช้ขุมพลังขนาด 5.0 ลิตร รหัส M113 E50 แบบ V8 SOHC 24 วาล์ว 306 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 460 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด เรียกว่าแรงสั่งได้เลยทีเดียว!

2000-Peugeot-605

8. Peugeot 605 SV 3.0 ราคา 2,275,890 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 70,000 – 90,000 บาท

Peugeot 605 (เปอโยต์ 605) อันนี้จัดว่าเป็นรถในระดับ Executive Car “The Leader of the Lions” รถธงของค่ายเปอโยต์ อันน่าภาคภูมิใจอีกรุ่น แม้ว่าคนเล่นรถส่วนใหญ่จะลืมไปแล้วก็ตาม … สำหรับ 605 ซึ่งในไทยมีขายทั้งรุ่นแรก และโฉมไมเนอร์เชนจ์เลย ซึ่งในตลาดโลกรุ่นนี้เลิกผลิตไปตั้งแต่ปี 1999 แต่ในราคาที่ทาง MR.CARRO อ้างอิงมา ในปี 2543 ยังคงมีขายเหลืออยู่ครับ

บ้านเรามีทั้งรุ่นขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร 130 แรงม้า และขนาด 3.0 ลิตร รหัส แบบ V6 ที่ทำจากอลูมิเนียมทั้งหมด แรงม้าสูงสุด 170 แรงม้า ตัวเดียวกับใน Citroen XM นั่นแล …

2000-Toyota-Crown-Royal-Saloon

9. Toyota Crown 3.0 Royal Saloon เบาะหนังแท้ ราคา 3,750,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 270,000 – 350,000 บาท

Toyota Crown (โตโยต้า คราวน์) เจเนอเรชั่นที่ 11 สะท้อนศักดิ์ศรี แห่งความเป็นเลิศ ในแบบฉบับญี่ปุ่น เป็นรถยอดนิยมของผู้บริหารของบริษัทญี่ปุ่นในไทย เปิดตัวในบ้านเราเมื่อปี 2543 มีทั้งรุ่น Royal Saloon เบาะผ้า และรุ่นเบาะหนังแท้ หรูหราในแบบญี่ปุ่น

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 2JZ-GE แบบ 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 294 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ETCS-i (Electronic Throttle Control System Intelligent) ช่วยให้การขับขี่ที่ต่อเนื่องและนุ่มนวล ทำงานเต็มกำลังและประหยัดน้ำมัน

2000-Volvo-S80

10. Volvo S80 ราคา 2,980,000 บาท

ราคาในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 80,000 – 150,000 บาท

Volvo S80 (วอลโว่ เอส80) ความหรูหราเรียบง่ายแบบสวีเดน ผสานกับการใช้สอยที่ลงตัว โดยโฉมนี้บ้านเราเปิดตัวในปี 2543 มีดีไซน์ที่แตกต่างไปจาก Volvo รุ่นที่แล้วๆ มา แต่ก็ยังคงความคลาสสิคเอาไว้

โฉมนี้ในบ้านเรามาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.3 ลิตร รหัส B5234T7 แบบ 5 สูบ DOHC 20 วาล์ว Light Pressure Turbo 193 แรงม้า

ถ้าใครอยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! ขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ ลงประกาศขายรถฟรี โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

หมายเหตุ : ราคารถมือสอง 10 รุ่นข้างต้นนี้ เป็นราคารถยนต์มือสองที่ Update ณ เดือนมีนาคม 2563 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้

แหล่งที่มาของราคารถมือสอง ในปี 2543

  • นิตยสารวัฏจักรรถ 2000 ปีที่ 11 (1) ฉบับที่ 597 (44) วันจันทร์ที่ 6 – 13 มีนาคม 2543
Mercedes-Benz-GLB-GLB-Class-2020

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยผลประกอบการประจำปี 2562 ย้ำความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดรถหรูเมืองไทย 19 ปีติดต่อกัน พร้อมยอดขายมากกว่า 15,000 คัน อันเป็นผลมาจากเครือข่ายผู้จำหน่าย เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการ ที่แข็งแกร่ง พร้อมเผยทิศทางการดำเนินธุรกิจในปีนี้ผ่านการรุกตลาดรถยนต์ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มตัว

Mercedes-Benz-GLC-300-e-4MATIC-AMG-Dynamic

โดยเปิดตัว “Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic” รถยนต์ SUV Plug-In Hybrid ขนาดกลางรุ่นใหม่ล่าสุด และ “Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic” รถยนต์ SUV Crossover นำทัพรถยนต์ Plug-In Hybrid ที่จะตามมาอย่างต่อเนื่องตลอดปี พร้อมเตรียมเปิดตัว “Mercedes-Benz EQC” รถยนต์ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% คันแรกจาก Mercedes-Benz ลุยตลาดไทยภายในปีนี้

สำหรับปี 2562 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่ยอดเยี่ยมสำหรับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั่วโลก เพราะสามารถทำยอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดยเราส่งมอบรถยนต์ทั้งหมด 2,339,562 คัน ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทฯ สำหรับยอดขายใน 1 ปี ขณะเดียวกัน แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจในตลาดโลกจะอยู่ในช่วงชะลอตัวและส่งผลกระทบโดยตรง ต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ ทว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเล็งเห็นความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เอสยูวีระดับลักชัวรี นั่นจึงเป็นที่มาให้เราเตรียมความพร้อมล่วงหน้าเพื่อแนะนำรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์เอสยูวีออกมาเพื่อตอบรับความต้องการของลูกค้าทั้งในตลาดโลกและในตลาดไทยต่อเนื่องในปี 2563 นี้

ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเป็นผู้นำอันดับ 1 ใน Segment Luxury ในหลายประเทศ รวมทั้ง เยอรมนี สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สเปน เบลเยียม สวิสเซอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ประเทศไทย เวียดนาม สิงคโปร์ แคนาดา และ แอฟริกาใต้

“ในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงรักษาความเป็นแบรนด์รถยนต์ลักชัวรีอันดับ 1 ในประเทศไทย ไว้ได้อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 19 โดยในปี 2562 ที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงทำยอดขายได้มากกว่า 15,000 คัน อันเป็นผลมาจากเครือข่ายผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการที่แข็งแกร่งที่ร่วมกันส่งมอบ “Best Customer Experience” ให้กับลูกค้า ส่งผลให้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการถึง 36 แห่งทั่วประเทศ โดยแบ่งเป็นผู้จำหน่ายในกรุงเทพฯ 19 แห่ง และผู้จัดจำหน่ายในต่างจังหวัดรวม 17 แห่ง”

“สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในปีนี้ จากเทรนด์ความต้องการรถยนต์ของผู้บริโภคทั้งในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกและในประเทศไทย เราพบว่าความต้องการในรถยนต์ไฟฟ้านั้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเหตุผลหนึ่งมาจากสภาวะอากาศที่แย่ลงโดยเฉพาะการมีฝุ่น PM 2.5 ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการคมนาคม ที่ส่งผลให้ผู้บริโภคมีความต้องการในรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากยอดขายรถยนต์ Plug-in Hybrid ของ เมอร์เซเดส-เบนซ์เองที่ทำได้มากกว่า 16,000 คันนับตั้งแต่เราเปิดตัวรถยนต์ Plug-in Hybrid รุ่นแรกในปี 2559

โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทย เป็นผู้นำตลาดอันดับต้น ๆ ของโลกที่มีสัดส่วนการจำหน่ายรถยนต์ Plug-in Hybrid สูงประมาณ 25% ของยอดจำหน่ายทั้งหมดในประเทศไทย ขณะเดียวกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังพร้อมเปิดตัวรถยนต์ “Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic” และ “Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic” รถยนต์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดขนาดกลางรุ่นใหม่ อย่างเป็นทางการ

Mercedes-Benz-GLB-200-Progressive

พร้อมเตรียมส่งรถยนต์รถยนต์ SUV อีกหลายรุ่น อาทิ “Mercedes-Benz GLB” รถยนต์ Compact SUV ที่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงรถ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% คันแรกจาก เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่าง “Mercedes-Benz EQC” ที่จะนำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกที่งาน Motor Show 2020 เพื่อลุยตลาดไทยภายในปีนี้ นี่คือทิศทางการทำธุรกิจที่เราจะมุ่งหน้าไปอย่างเต็มกำลังในปี 2563”

Mercedes-Benz-GLC-300-e-4MATIC-AMG-Dynamic

Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic คือรถยนต์ SUV Plug-In Hybrid ขนาดกลาง ที่มาพร้อมรูปลักษณ์แข็งแกร่งและมอบความสุนทรีย์ในเวลาเดียวกัน ด้วยสมรรถนะของเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 211 แรงม้า และจากมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า รวมเป็นกำลังสูงสุด 320 แรงม้า พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ แบบ 9G-TRONIC ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์มีความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น และยังช่วยประหยัดการใช้พลังงานได้มากถึง 6.5%

Mercedes-Benz-GLC-300-e-4MATIC-AMG-Dynamic

Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic ยังมาพร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง “Hey Mercedes” ระบบสั่งงานด้วยเสียงซึ่งสามารถประมวลผลประโยคที่ใกล้เคียงกับคำสั่งทั่วไปได้ ทั้งจดจำและเรียนรู้การสั่งงานของคุณได้ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างคุณกับรถได้อย่างไร้ที่ติ ระบบปรับรูปแบบการขับขี่ (DYNAMIC SELECT) ที่เปลี่ยนจากการปรับโหมดขับขี่ผ่านพวงมาลัย มาเป็นการปรับโหมดการขับขี่ผ่านหน้าจอแสดงผลที่สามารถตอบสนองการขับขี่ได้ในแบบฉบับที่คุณโปรดปราน ไม่ว่าจะเป็นโหมด ECO, Comfort, Sport, Sport+, Individualโดยที่ระบบจะปรับการทำงานของเครื่องยนต์ในส่วนต่าง ๆ อาทิ ระบบส่งกำลัง ระบบบังคับเลี้ยวหรือโปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ เป็นต้น

Mercedes-Benz-GLC-300-e-4MATIC-AMG-Dynamic

รถยนต์ Mercedes-Benz รุ่น GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamicวางจำหน่ายในราคา 3,749,000 บาท

Mercedes-Benz-GLC-300-e-4MATIC-Coupé-AMG-Dynamic

Mercedes-Benz GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic เป็นรถยนต์ SUV Crossover ที่เป็นมากกว่า เอสยูวีและรถยนต์คูเป้ ด้วยความโดดเด่นของดีไซน์ภายนอกอันโฉบเฉี่ยวดูสปอร์ตยิ่งกว่าที่เคยจากการผสมผสานดีไซน์ในแบบฉบับรถยนต์คูเป้ และความเป็นรถยนต์เอสยูวี ทั้งหมดนี้ทำให้ GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic คือยนตรกรรมที่มีตัวตนไม่เหมือนใครในท้องถนน

ทั้งยังเติมเต็มทุกอารมณ์ของการขับขี่ ด้วยสมรรถนะของเทคโนโลยี Plug-in Hybrid โดยผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 211 แรงม้า และจากมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า รวมเป็นกำลังสูงสุด 320 แรงม้า พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะแบบ 9G-TRONIC ที่ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์มีความนุ่มนวลมากยิ่งขึ้นและยังช่วยประหยัดการใช้พลังงานได้มากถึง 6.5%

Mercedes-Benz-GLC-300-e-4MATIC-Coupé-AMG-Dynamic

GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic มาพร้อมหน้าจอแสดงผลดิจิทัลเต็มรูปแบบ ที่มีการแสดงผลแบบ “Classic”, “Progressive” และ “Sporty” ทำให้คุณตัดสินใจเลือกข้อมูลสำคัญและประเภทการแสดงผลข้อมูลดังกล่าวได้ผ่านจอแสดงผล ขนาด 31.2 ซม. ถ่ายทอดภาพที่คมชัด และสามารถเห็นได้ชัดเจนในทุกสภาพแสง

พร้อมตอบสนองทุกการเคลื่อนไหวของคุณ ด้วยระบบ MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience ที่ทำงานร่วมกันกับแผงคอนโทรล และหน้าจอดิจิทัลที่จะแสดงระบบการนำทางได้แบบเต็มหน้าจอ และพร้อมอำนวยความสะดวกสบายให้คุณได้อย่างสูงสุด รวมไปถึงระบบเสียงรอบทิศทาง Burmerster ที่เปลี่ยนให้เพลงโปรดของคุณกลายเป็นประสบการณ์ความบันเทิงระดับโลก

รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น GLC 300 e 4MATIC Coupé AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 4,090,000 บาท

อยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถเบนซ์ใหม่ขึ้นมา เอารถมาขายกับทาง CARRO สิ ลงประกาศขายรถฟรี เรารับซื้อรถมือสอง โดยได้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

Mercedes-Benz-A-200-AMG-Dynamic

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) เปิดตัว “The new Mercedes-Benz A-Class” เจเนอเรชันที่ 4 รุ่นใหม่ล่าสุดสำหรับ Young Generation ที่จะเข้ามาเติมเต็ม Port Folio ของรถยนต์ในกลุ่ม Compact Car ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

นำเสนอในรุ่น Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic มาพร้อมกับรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ต และโฉบเฉี่ยวมากขึ้นด้วยดีไซน์ภายนอก และภายในที่ได้รับการออกแบบใหม่ มีระบบความปลอดภัยที่ดีที่สุด พร้อมให้สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจยิ่งขึ้นจากเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 1.3 ลิตร ที่มีอัตราการปล่อยไอเสียที่ต่ำ และอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยม แต่ให้กำลังสูงสุดถึง 163 แรงม้า ซึ่งถือเป็นคอมแพ็คคาร์ที่มีกำลังแรงม้ามากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับรถยนต์ ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน

พร้อมยกระดับความสะดวกสบายขณะขับขี่ด้วย “MBUX” หรือ “เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยูสเซอร์ เอ็กซ์พีเรียนซ์” (Mercedes-Benz User Experience) ระบบมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดที่ติดตั้งใน The new A-Class เป็นรุ่นแรกในกลุ่มรถยนต์คอมแพ็คคาร์ Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic นำเสนอในราคา 2,490,000 บาท

“เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำเสนอรถยนต์กลุ่มคอมแพ็คคาร์ครั้งแรกจากการเปิดตัว Mercedes-Benz A-Class ในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ เมื่อปี 2540 นับเป็นเวลากว่า 20 ปี ที่รถยนต์ตระกูล A-Class ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในกลุ่ม Compact Car ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก”

Mercedes-Benz-A200-AMG-Dynamic

ดีไซน์ภายนอก ของ Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic นั้น สอดคล้องกับปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity โดยจะเน้นความเรียบง่าย และให้ความสำคัญกับผิวสัมผัส แต่ในขณะเดียวกันก็มีความร้อนแรง และน่าดึงดูดใจ

ด้วยโครงสร้างภายนอกแบบ AMG ฝากระจังหน้าแบบ Diamond Radiator Grille ตัวรถมาพร้อมเส้นสายข้างตัวรถแบบ Catwalk นอกจากนั้นยังมีล้อขนาด 18 นิ้ว แบบ 5 ก้านคู่ และโคมไฟหน้าแบบ LED High Performance เพรียวบาง และกรอบเคลือบโครเมี่ยมที่ทำงานร่วมกับไฟ Daytime Running Light แบบ LED ที่มีลักษณะคล้ายคบเพลิง

Mercedes-Benz-A200-AMG-Dynamic

ดีไซน์ภายใน ภายในห้องโดยสารสไตล์สปอร์ตแบบ AMG โดยมีพื้นที่ว่างช่วงไหล่ ข้อศอก และเหนือศีรษะมากกว่ารถยนต์ประเภทเดียวกัน รวมไปถึงการออกแบบห้องโดยสาร ตอนหลังให้เข้าออกได้ง่าย พร้อมห้องเก็บสัมภาระด้านหลังมีปริมาตร 420 ลิตร

พวงมาลัยของรถยนต์รุ่นนี้ตกแต่งแบบสปอร์ตท้ายตัดหุ้มด้วยหนัง nappa เพื่อเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ เบาะที่นั่งหุ้มด้วยหนัง ARTICO / DINAMICA microfibre ทั้งหมด โดยเบาะที่นั่งด้านคนขับ มาพร้อมหน่วยความจำ อีกทั้งเบาะด้านหลังยังสามารถพับได้แบบ 40:20:40

Mercedes-Benz-A200-AMG-Dynamic

รูปลักษณ์ของแผงหน้าปัดมีความล้ำสมัย มาพร้อมกับหน้าจอ Widescreen ขนาด 10.25 นิ้ว ต่อกัน 2 หน้าจอ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานโดยหน้าจอทั้งสองจะอยู่ติดกันและมีลักษณะลอยตัวแบ่งการแสดงผลเป็น 2 ส่วน คือ แผงหน้าปัดสำหรับแสดงมาตรวัดต่างๆ ซึ่งเป็นหน้าจอแบบ Widescreen ขนาดใหญ่เพื่อให้ผู้ขับขี่มองเห็นได้ชัดเจน และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นหน้าจออินโฟเทนเมนต์ที่ใช้ระบบสัมผัส (Touchscreen) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ใช้ในรถยนต์ Compact Car

โดยผู้ขับขี่สามารถควบคุมและออกคำสั่งได้ด้วยการสัมผัสที่หน้าจอ หรือใช้ Touchpad ดีไซน์ใหม่ ส่วนช่องลมของครื่อง ปรับอากาศนั้นได้รับการออกแบบโดยใช้กังหัน (Turbine) เป็นต้นแบบ

นอกจากนั้น ส่วนล่างของคอนโซลกลาง ออกแบบให้มีลักษณะคล้ายปีกที่ดูแบนราบ และไร้รอยต่อ โดยมีระบบไฟส่องสว่างในห้องโดยสารที่มีให้เลือกถึง 64 สี มากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 5 เท่า อีกทั้งยังสามารถผสมสีสันต่างๆ เพิ่มเป็นสีพิเศษ ได้อีก 10 สี

Mercedes-Benz-A200-AMG-Dynamic

Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมาย! เช่น ระบบช่วยหยุดรถ (Active Brake Assist) ที่ได้รับพัฒนาขึ้นไปอีกขั้น โดยสามารถลดความเสียหาย หรือป้องกันการชนกับรถคันหน้าที่ใช้ความเร็วต่ำกว่า กำลังชะลอหรือแม้แต่รถที่จอดอยู่ข้างหน้าได้ และยังช่วยป้องกันไม่ให้รถเฉี่ยวชนกับผู้ที่ข้ามถนนหรือผู้ใช้จักรยานได้เช่นกัน

อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกของรถยนต์ Compact Car ของ Mercedes-Benz ที่มาพร้อมกับระบบช่วยจอดพร้อมกล้องหลัง (Parking package with reversing camera)

นอกจากนั้น ยังมีเทคโนโลยีที่เป็นไฮไลท์ของรถยนต์รุ่นใหม่นี้ คือบริการ Mercedes me connect ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ที่จะทำงานร่วมกับระบบมัลติมีเดียอัจฉริยะที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ล่าสุดอย่างระบบ MBUX หรือ Mercedes-Benz User Experience เป็นครั้งแรกสำหรับรถยนต์ในกลุ่มคอมแพ็คคาร์

Mercedes-Benz-A200-AMG-Dynamic

โดยผลลัพธ์ที่ได้คือ มีฟีเจอร์ต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น บริการ Mercedes me connect มาพร้อมฟังก์ชันโดดเด่นมากมาย ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเพิ่มบริการ และฟังก์ชันต่างๆ ตามต้องการผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน อาทิ

  • Mercedes-Benz emergency call system ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุรถชน เซ็นเซอร์ ของระบบนี้จะทำงานโดยอัตโนมัติ และส่งตำแหน่งของรถยนต์ให้กับศูนย์ช่วยเหลือทันที
  • Vehicle Monitoring เจ้าของรถยนต์สามารถเช็คตำแหน่งล่าสุด หรือเส้นทางการขับขี่ของรถยนต์ได้ผ่านแอปพลิเคชั่นของ Mercedes me connect ได้
  • Vehicle Set-up ผู้ขับขี่สามารถตรวจสอบสภาพรถยนต์ได้จากระยะไกล โดยเซ็นเซอร์ที่อยู่ในรถจะตรวจสอบสภาพของรถยนต์ในขณะนั้น และส่งเป็นข้อมูลผ่านแอปพลิเคชั่นฯให้ทั้งผู้ขับขี่ และศูนย์ซ่อมบำรุงสามารถเปิดดูรายละเอียดข้อมูลสถานะต่างๆ ได้
  • Maintenance Management ระบบนี้จะช่วยเตือนเมื่อถึงเวลานำรถยนต์เข้าตรวจสภาพ โดยจะตั้งวัน และเวลาเข้ารับบริการในครั้งต่อไปให้อัตโนมัติ
  • Remote Engine Start ฟังก์ชันที่ช่วยให้การใช้รถของคุณสะดวกสบายมากขึ้น โดยคุณสามารถเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศทำความเย็นล่วงหน้า หรือการสั่งเปิด หรือล็อกประตูรถจากระยะไกล เป็นต้น
  • Online Booking ฟังก์ชั่นสำหรับการนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการต่างๆ จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว

Mercedes-Benz-A200-AMG-Dynamic

สำหรับระบบ MBUX นั้น รองรับการสั่งการผ่านจุดสำคัญ 2 จุด คือ หน้าจอ Widescreen ระบบสัมผัส (หน้าจอส่วนอินโฟเทนเมนต์) และ Touchpad ที่อยู่ตรงคอนโซลกลาง ระบบนี้มีจุดเด่น อยู่ที่คุณสมบัติด้านการเรียนรู้ที่สามารถจดจำความต้องการของผู้เป็นเจ้าของผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยระบบนี้ มาพร้อมกับฟังก์ชันใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย อาทิ

  • Navigation ระบบนำทางแบบใหม่ที่มาพร้อมกับ GPS ที่แม่นยำยิ่งขึ้น และแผนที่ที่แสดงผลแบบสามมิติ (3D) ด้วยกราฟิกที่มีความละเอียดสูง ทำงานร่วมกับระบบ AR ในการนำทางโดยผู้ใช้สามารถหาจุดหมายที่ต้องการได้ด้วยการสัมผัสหน้าจอ นอกจากนั้นยังสามารถรายงานสภาพถนนและสถานะของร้านค้าต่างๆ ได้แบบเรียลไทม์อีกด้วย
  • Personal profiles ที่จะจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่แต่ละคนไว้ ทั้งลักษณะของการปรับเบาะ ที่นั่ง สีไฟในห้องโดยสารที่ชอบ สถานที่ที่ไปเป็นประจำ ฯลฯ โดยระบบนี้สามารถจดจำข้อมูลของผู้ขับขี่ได้ถึง 22 โปรไฟล์
  • Linguatronic ระบบสั่งการด้วยเสียงที่รองรับได้ทั้งภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน และภาษาฝรั่งเศสของทุกสำเนียงทั่วโลก (Natural Speech Recognition) ระบบนี้สามารถรับรู้และเข้าใจเกือบทุกคำที่ปรากฏอยู่ในระบบอินโฟเทนเม้นท์ของรถยนต์ โดยผู้ขับขี่สามารถเปิดระบบได้เพียงพูดคำว่า “Hey, Mercedes”

Mercedes-Benz-A200-AMG-Dynamic

และยังเป็นรถยนต์ระดับพรีเมี่ยมรุ่นแรกในตลาด ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็ก เพียง 1,332 ซีซี แต่ให้แรงม้าสูงสุดถึง 163 แรงม้า ซึ่งถือเป็น Compact Car ที่มีแรงม้ามากที่สุดในโลก เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่มีขนาดเครื่องยนต์เท่ากัน แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ที่ 1,620 รอบ/นาที และยังมีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยมเฉลี่ยเพียง 5.2 ลิตร/100 กม. อีกด้วย

สำหรับใครที่อยากขายรถกับทาง Carro ก็สามารถขายด่วนๆ ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

New-Car-In-BIG-Motor-Sale-2019

งานมหกรรมยานยนต์ เพื่อขายแห่งชาติ (Bangkok International Grand Motor Sale) หรือ BIG Motor Sale 2019 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 25 สิงหาคม 2562 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดย ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป ในแนวคิด “เปิดโลกยานยนต์สรรสร้าง”

Carro ขอนำเสนอรถยนต์ใหม่ๆ ที่เตรียมเปิดตัวก่อนและในงาน BIG Motor Sale 2019 โดยในเดือนสิงหาคม บริษัทรถยนต์หลายแบรนด์ ต่างเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ กันหลายค่าย Carro ขอแนะนำให้ได้ทราบข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ครับผม …

1. Toyota Sienta

Toyota-Sienta-2019

Toyota Sienta (โตโยต้า เซียนต้า) เพิ่งไปตัวไปสดๆ ร้อนๆ ในเดือนนี้ ปรับปรุงใหม่ภายใต้แนวคิด “คลิก ให้ชีวิตสุดชิค” ให้มีความทันสมัย (Chic) และง่ายต่อการใช้งานแค่เพียงสัมผัส (Click) ดีไซน์ภายนอกปรับกระจังหน้า กันชนหน้าใหม่ มีไฟหน้าโปรเจคเตอร์ Bi-Beam LED พร้อมสีใหม่ Citrus Mica Metallic

ส่วนภายใน เบาะหนังและวัสดุกึ่งสังเคราะห์สีดำ เดินด้ายส้ม แผงข้างประตูดีไซน์ใหม่ ติดตั้งจอสัมผัสขนาด 6.8 นิ้ว ใหม่ พร้อมฟังก์ชัน T-Link พร้อมกล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา 4 จุดรอบคัน และกล้องบันทึกภาพ ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ในราคา 765,000 – 875,000 บาท

2. Toyota Majesty

All-New-Toyota-Majesty

Toyota Majesty (โตโยต้า มาเจสตี้) รถตู้สุดหรูจากค่ายโตโยต้า ที่จะมาแทนรุ่น Ventury โดยเตรียมขายเป็นครั้งแรกในงาน BIG Motor Sale 2019 นี้ ใช้พื้นฐานเดียวกับ Hiace และ Commuter โฉมใหม่ อัดแน่นออพชั่นเต็มพิกัด

ขุมพลังเป็นแบบรหัส 1GD-FTV ขนาด 2.8 ลิตร VG Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตรที่ 1,600-2,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ในราคาเท่าไหร่ โปรดติดตาม …

3. Mitsubishi Pajero Sport

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

Mitsubishi Pajero Sport (มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต) รถ SUV หรือที่เรียกกันว่ารถ PPV ยอดฮิตในบ้านเรา เปิดตัวไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรกในโลกที่ไทย ปรับชุดไฟหน้า กระจังหน้า กันชนหน้า และไฟท้าย ใหม่ และปรับปรุงภายในใหม่ อัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยมากขึ้น เช่น ระบบส่งสัญญาณเตือนเมื่อเปลี่ยนเลน (LCA) และระบบสัญญาณเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA)

มาพร้อมเครื่องยนต์ MIVEC Turbo Diesel ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ได้แก่ 2WD GT, 2WD GT Premium และ 4WD GT Premium ในราคา 1,299,000 – 1,599,000 บาท

4. Suzuki Carry

All-New-Suzuki-Carry-2019

Suzuki Carry (ซูซูกิ แครี่) โฉมใหม่หมดจด ขวัญใจชาวฟู้ดทรัค ถึงเวลาเปลี่ยนโฉมใหม่หมดจดซะที หลังจากที่ขายรุ่นเดิมมาอย่างยาวนานถึงสิบปีกว่า ครั้งนี้ด้านหน้ารถออกแบบเป็นตัดหน้าตรง เหมือนรถตู้ กระบะหลังเปิดได้ 3 ด้าน และสามารถบรรทุกได้มากถึง 1 ตัน! พร้อมการออกแบบห้องโดยสารภายในใหม่ เน้นที่เก็บของเต็มพิกัด!

มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส K15B-C ขนาด 1.5 ลิตร 95 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด บนระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ส่วนราคาโปรดติดตามได้ในงาน BIG Motor Sale 2019 นี้!

5. Mercedes-Benz A-Class

Mercedes-Benz-A-Class-Sedan

Mercedes-Benz A-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอ-คลาส) ใหม่! มาไทยแน่นอน พร้อมเปิดตัวในวันที่ 22 สิงหาคม นี้ ในชื่อ Mercedes-Benz A 200 AMG Dynamic ซึ่งภายในมีฟังก์ชั่นเด่นๆ อย่าง หน้าจอคู่ Dual Screen Cockpit ขนาด 10.25 นิ้ว จำนวน 2 จอ, ระบบควบคุม Multimedia “MBUX”, หรือช่องแอร์เรืองแสง illuminated Air Vents แบบ Turbine เป็นต้น

ในเวอร์ชั่นอาจมาพร้อมขุมพลังขนาด 1.3 ลิตร Turbo 163 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ในราคาที่ยังไม่เป็นที่เปิดเผย

6. Audi TT

Audi-TT

Audi TT (ออดี้ ทีที) ยนตรกรรมสปอร์ตตระกูล TT ที่ได้รับความนิยมและตอบรับจากลูกค้าอย่างต่อเนื่องจากทั่วโลก เมื่อเดือนที่ผ่านมาได้ทาง Audi ได้เปิดตัว Audi TT สเปคไทย ทีเดียว 3 รุ่น คือ The New Audi TT Roadster, Audi TTS Coupé และ Audi TT Coupé ใหม่

มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร Turbo 230 แรงม้า และ 286 แรงม้า ในรุ่น TTS Coupé ถ่ายทอดกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ S tronic 6 สปีด และยังเพิ่มความมั่นใจด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือ quattro เอกลักษณ์ของ Audi สามารถทำความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. ในราคา 3,299,000 – 4,699,000  บาท

7. Peugeot 3008 & 5008

Peugeot-3008

Peugeot 3008 & 5008 (เปอโยต์ 3008 และ 5008) เป็นรถแบบ SUV 5 ที่นั่ง ขนาด Compact ส่วนรุ่น 5008 จะเป็นแบบ 7 ที่นั่ง ที่ออกแบบมาได้อย่างล้ำสมัย ภายในห้องโดยสารออกแบบใหม่ มีอุปกรณ์เด่นๆ อาทิ เบาะหนังแท้, ระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone, หน้าปัดแสดงผลแบบดิจิตอลขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว, หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว พร้อมรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ เป็นต้น

ส่วนเครื่องยนต์ของเวอร์ชั่นไทย คาดว่าแบบเดียวกับที่จำหน่ายที่มาเลเซีย แบบเบนซิน ขนาด 1.6 ลิตร Twin Scroll Turbo High Pressure (THP) ให้กำลังสูงสุด 165-167 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Paddle Shifts ที่พวงมาลัย และโหมดการขับขี่ที่ปรับได้ 5 รูปแบบ

ซึ่งราคาของ 3008 เริ่มต้นที่ 1,549,000 ล้านบาท และรุ่น 7 ที่นั่งอย่าง 5008 เริ่มต้น 1,749,000 บาท พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม.

8. MG Extender

MG-Extender

MG Extender (เอ็มจี เอ็กซ์เทนเดอร์) ครั้งแรกของ MG ที่เปิดตัวรถกระบะ เตรียมชิมลางสมรภูมิรถกระบะอันดุเดือดครั้งแรกในไทย ใน Concept “กระบะพันธุ์ยักษ์ ให้มากกว่าความแกร่ง” โดยมาพร้อมการออกแบบภายใต้แนวคิด BRIT Dynamic ตัวถังขนาดใหญ่ ระบบความปลอดภัยครบครัน และระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMART รองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย ครั้งแรกของโลกในรถกระบะ

มาพร้อมเครื่องยนต์ Diesel Commonrail Turbo ขนาด 2.0 ลิตร 161 แรงม้า ระบบช่วงล่างแบบ European Tuning Suspension พร้อมการติดตั้งระบบความปลอดภัยครบครัน รวมทั้งยังเป็นรถกระบะที่มาพร้อมระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ มี 9 รุ่นย่อย ครอบคลุมทั้งแบบกระบะตอนครึ่ง (Giant Cab) และแบบ 4 ประตู (Double Cab) ในราคา 549,000 – 1,029,000 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจซื้อรถใหม่ในงาน BIG Motor Sale 2019 แต่ยังไม่รู้ว่าว่าจะขายรถคันเดิมที่ไหนดี ที่ได้ราคาที่ดีที่สุด … ให้ Carro เป็นผู้ช่วยมืออาชีพของคุณ

10-Very-Old-Bangkok-Bus

รถเมล์ไทย แก่แต่เก๋า ที่คุณต้องทึ่ง ว่ายังมีวิ่งอยู่อีกหรือ!

รู้หรือไม่ รถเมล์ไทยเก่าที่สุดในตอนนี้ มีอายุการใช้งานมาแล้วกี่ปี?

ปัญหาของรถเมล์ไทยในปัจจุบัน ถ้าจะยกขึ้นมาพูดคุยกันแล้ว ก็คงยาวจนไม่รู้จักจบในหนึ่งชั่วโมง (เพราะมันมากจริงๆ) ตั้งแต่การบริการ ปัญหาการจราจร สภาพของตัวรถที่เก่ามาก การจัดการที่ล้าหลัง เดี๋ยวก็ขอปรับขึ้นราคา แล้วขู่จะประท้วงหยุดวิ่งบ้างล่ะ ฯลฯ

ในอดีต เมื่อ ขสมก. ปลดระวางรถเมล์ของตัวเองแล้ว มักจะบริจาคให้กับหน่วยงานต่างๆ เพื่อนำไปใช้งานต่อ แต่รถเมล์อีกส่วนหนึ่ง ก็ขายให้กับกลุ่มรถร่วมบริการ เพื่อเอาไปปรับปรุงสภาพใหม่ แล้วกลับมาวิ่งรับ-ส่ง ผู้โดยสารอีกครั้ง (พอหลังจากปี 2546 ขสมก. จึงไม่สามารถทำแบบนี้ได้อีกต่อไป เนื่องจากทางขนส่งฯ ไม่รับจดทะเบียนรถปลดระวางให้เป็นรถเมล์โดยสารแล้ว) ซึ่งรถเมล์เหล่านี้ ยังมีวิ่งในกรุงเทพฯ มากพอสมควร …

ถ้าเบื่อรอรถเมล์แล้ว อยากซื้อรถใหม่ แต่มีงบไม่พอ หรือต้องการขายรถเก่าออกแบบไวที่สุด ได้เงินเร็วที่สุด เพื่อนำเงินไปโปะรถคันใหม่ ก็ให้ CARRO เป็นผู้ช่วยมืออาชีพของคุณ “ขายรถกับ CARRO Express ง่ายๆ ได้ราคาดี” หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ใน Fanpage “CARRO Thailand” ครับผม

MR.CARRO ขอรวบรวม 10 รถเมล์ไทยที่เก่าที่สุด (เท่าที่ยังมีเห็น และสังเกตได้จากรูปทรงตัวถังรถ) ซึ่งยังมีวิ่งรับใช้คนเดินทางในปัจจุบัน มียี่ห้อใดรุ่นไหนบ้าง เผื่อคุณสนใจจะไปยืนรอดูตัวเป็นๆ กันครับ.

Hino-BX320

ภาพจาก Dick van der Spek / Jack Klongtoey

1. Hino BX320 (ปี 2521 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Hino BX320 (ฮีโน่ บีเอ็กซ์ 320) รุ่นแรก ที่ทาง ขสมก. จัดหามาใช้ในปี 2521 จำนวน 1,000 คัน ในรุ่นเลขข้างรถรหัส 1001 – 2000 จนกระทั่งปลดระวางไปในปี 2535 ซึ่งในตอนนี้ ยังมีใช้อยู่กับรถร่วมบริการหลายสาย แต่ก็ดัดแปลงหรือยกตัวถังใหม่ลงบนแชสซีส์เกือบหมด จนแทบหาเค้าเดิมไม่เจอแล้ว ยังมีวิ่งอยู่ในสาย 113 เป็นต้น

Mercedes-Benz-O302

ภาพจาก Fukuda Tokuji

2. Mercedes-Benz O302 (ปี 2521 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Mercedes-Benz O302 (เมอร์เซเดส-เบนซ์ โอ302) รุ่นแรก ที่ทาง ขสมก. จัดหามาใช้ในปี 2521 จำนวน 500 คัน ในรุ่นเลขข้างรถรหัส 3001 – 3800 และในปี 2524 ในรุ่นเลขข้างรถรหัส 30101 – 30300 จำนวน 200 คัน จนกระทั่งปลดระวางไปในปี 2535 ซึ่งในตอนนี้ ทราบว่ายังมีเหลืออยู่ แต่ถูกแปลงหรือยกตัวถังใหม่ลงบนแชสซีส์เดิมหมด จนไม่สามารถค้นหาเคล้าเดิมได้แล้ว ว่าอยู่ในสายไหนกันแน่

Isuzu-TX

ภาพจาก Busphoto

3. Isuzu TX (ปี 2521 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu TX (อีซูซุ ทีเอ็กซ์) เป็นอีซูซุรุ่น 9 เมตร ที่ทาง ขสมก. จัดหามาใช้ในปี 2521 จำนวน 500 คัน ในรุ่นเลขข้างรถรหัส 2001 – 2500 ปลดระวางไปในปี 2535

ในตอนนี้ ยังมีใช้อยู่กับรถร่วมบริการ กับรถเมล์ในต่างจังหวัด แต่ถือว่าหาได้ยากแล้ว เท่าที่เห็น มีเพียงสาย 356 ของ บริษัท สหายยนต์ จำกัด และสาย 370 ของบริษัท สหบางบัวทองขนส่ง จำกัด ที่ยังมีรุ่นนี้ใช้อยู่

Hino-BX340

ภาพจาก Dick van der Spek / Alexander Chan

4. Hino BX340 (ปี 2523 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Hino BX340 (ฮีโน่ บีเอ็กซ์ 340) เป็นฮีโน่รุ่น 10 เมตร ที่ทาง ขสมก. จัดหามาใช้ในปี 2523 – 2524 จำนวน 500 คัน ในรุ่นเลขข้างรถรหัส 10101 – 10600 ปลดระวางไปในปี 2540

ในตอนนี้ ยังมีใช้อยู่กับรถร่วมบริการหลายสาย แต่ก็ดัดแปลงตัวถังกันจนจำไม่ได้ ถ้ายังไม่เห็นทรงหน้าต่างเดิม ยังมีวิ่งอยู่ในสาย 74, 92, 122, 123, 146, 149 เป็นต้น

Isuzu-JCR600YNZZ

ภาพจาก John Veerkamp / Ian Fuller

5. Isuzu JCR600YNZZ (ปี 2523 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu JCR600YNZZ (อีซูซุ เจซีอาร์600) เป็นอีซูซุรุ่น 12 เมตร ที่ทาง ขสมก. จัดหามาใช้ในปี 2523 – 2524 จำนวน 500 คัน ในรุ่นเลขข้างรถรหัส 20101 – 20600 ปลดระวางไปในปี 2540 เป็นรุ่นที่ตอนนี้ยังเห็นได้บ่อยอีกรุ่นหนึ่ง ที่เป็นรถร่วมบริการ แล้วก็บริจาคไปหน่วยงานตามต่างจังหวัดก็เยอะครับ

ในตอนนี้ ยังมีใช้อยู่กับรถร่วมบริการหลายสาย บางคันก็โละตัวถังเดิมทิ้ง ต่อตัวถังใหม่ครอบแซสซีส์เดิมไปแล้ว ยังมีวิ่งอยู่ในสาย 8, 38, 48, 52, 110, 113, 115, 122, 126, 146, 149 และ 1141 เป็นต้น

Hino-BX321

ภาพจาก John Veerkamp / Nakhon Phathiwit

6. Hino BX321 (ปี 2531 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Hino BX321 (ฮีโน่ บีเอ็กซ์ 321) รุ่นแรก ที่ ขสมก. ใช้สี “ครีมแดง” และใช้ระบบการเก็บค่าโดยสารแบบหยอดเหรียญ แต่ก็ยกเลิกไป จัดหามาใช้ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2531 จำนวน 250 คัน ในรุ่นเลขข้างรถรหัส 4001 – 4250 จนกระทั่งปลดระวางไปในช่วงปี 2541 – 2543 โดยบริจาคและขายให้กับรถร่วมบริการเกือบหมด (ซึ่ง ขสมก. เอง มีเก็บรถรุ่นนี้ไว้ใช้งานต่ออีกหลายคัน แต่ปัจจุบันปลดระวางหมดแล้ว)

ยังมีใช้อยู่กับรถร่วมบริการหลายสาย แต่ก็ดัดแปลงตัวถังกันไป ยังมีวิ่งอยู่ในสาย 17, 38, 46, 89, 98, 124 เป็นต้น

Isuzu-MT111L

ภาพจาก John Veerkamp / SpeedBusszz RallySalaya‎

7. Isuzu MT111L (ปี 2531 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Isuzu MT111L (อีซูซุ เอ็มที111แอล) รุ่นแรก ที่ ขสมก. ใช้สี “ครีมแดง” และใช้ระบบการเก็บค่าโดยสารแบบหยอดเหรียญ แต่ก็ยกเลิกไป จัดหามาใช้ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2531 จำนวน 250 คัน ในรุ่นเลขข้างรถรหัส 5001 – 5250 จนกระทั่งปลดระวางไปในช่วงปี 2541 – 2543 โดยบริจาคและขายให้กับรถร่วมบริการทั้งหมด

ยังมีใช้อยู่กับรถร่วมบริการหลายสาย แต่ก็ดัดแปลงตัวถังกันไป ยังมีวิ่งอยู่ในสาย 14, 17, 43, 85, 99, 133 เป็นต้น

Daewoo-BS120DS

ภาพจาก John Veerkamp / mai_kawabus

8. Daewoo BF120DS (ปี 2531 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Daewoo BF120DS (แดวู บีเอฟ120ดีเอส) รุ่นแรก ที่ ขสมก. ใช้สี “ครีมแดง” และใช้ระบบการเก็บค่าโดยสารแบบหยอดเหรียญ แต่ก็ยกเลิกไป จัดหามาใช้ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2531 จำนวน 400 คัน ในรุ่นเลขข้างรถรหัส 70101 – 70500 ตัวถังแบบประตูหน้า-หลัง ปลดระวางไปในช่วงปี 2541 – 2543 โดยบริจาคและขายให้กับรถร่วมบริการทั้งหมด

ยังมีใช้อยู่กับรถร่วมบริการหลายสาย แต่ก็ดัดแปลงตัวถังกันไป ยังมีวิ่งอยู่ในสาย 28, 64, 92, 99, 108, 149, 182 เป็นต้น

Mercedes-Benz-Padane

ภาพจาก John Veerkamp / mai_kawabus

9. Mercedes-Benz Padane (รถร่วมบริการ ปี 2532 – ปัจจุบัน / รถ ขสมก. ปี 2534 – มีนาคม 2561)

รถเมล์ Mercedes-Benz Padene (เมอร์เซเดส-เบนซ์ ปาดาเน่) หรือ Mercedes-Benz OF1617 ถ้าคนที่ขึ้นรถเมล์ย้อนไปสัก 20 กว่าปีที่แล้ว จะคุ้นเคยกันดี เพราะมีวิ่งเยอะมาก ทั้งในรูปแบบของรถเมล์ และรถทัวร์ รถเมล์รุ่นนี้ เริ่มต้นจากบริษัท เอส.เค.ทัวร์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (SK) นำมาใช้เป็นรถเมล์ จน ขสมก. เห็นว่ารุ่นนี้ใช้ดี จึงสั่งมาใช้บ้างจำนวน 800 คัน แต่ก็มีรายละเอียดต่างกันอยู่หลายจุด และเป็นรถเมล์รุ่นแรกๆ ที่ใช้เกียร์อัตโนมัติด้วย แต่พอสภาพเก่าแล้ว ตัวรถโทรม ควันดำมากๆ จนเป็นที่มาของชื่อ “เบนซ์เน่า”

ปัจจุบัน ยังมีใช้อยู่กับรถร่วมบริการหลายสาย หลายบริษัท แต่ก็ดัดแปลงตัวถังกันเกือบหมด แปลงเป็นเกียร์ธรรมดาก็หลายคัน ยังมีวิ่งอยู่ในสาย 7, 68, 84, 113, 507, 524, 542 และ 1013 เป็นต้น

Daewoo-BS120S

ภาพจาก John Veerkamp / YUN Free Photo

10. Daewoo BF120S (ปี 2534 – ปัจจุบัน)

รถเมล์ Daewoo BF120S (แดวู บีเอฟ120เอส) จัดหามาใช้ในช่วงเดือนสิงหาคม 2534 ถึงมิถุนายน 2535 จำนวน 450 คัน ในรุ่นเลขข้างรถรหัส 70501 – 70900 ตัวถังแบบประตูกลาง เป็นรถรุ่นที่เสียบ่อยและควันดำมาก จึงปลดระวางอย่างเร็วในช่วงปี 2542 – 2545 และรุ่นที่ ขสมก. ซ่อมเอง (รถย้อมแมว) ปลดระวางช่วงปี 2551 โดยบริจาค หรือเอาไปทำปะการังเทียม และขายให้กับรถร่วมบริการทั้งหมด

ยังมีใช้อยู่กับรถร่วมบริการหลายสาย บางคันก็ดัดแปลงจนเละ บางคันก็ยังสภาพเดิมๆ ก็มี ยังมีวิ่งอยู่ในสาย 9, 17, 29, 30, 40, 43, 44, 110, 115, 122, 126, 182 เป็นต้น

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

New-Car-In-Big-Motor-Sale-2018

งานมหกรรมยานยนต์ เพื่อขายแห่งชาติ (Bangkok International Grand Motor Sale) หรือ BIG Motor Sale 2018 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 26 สิงหาคม 2561 ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค โดย ยานยนต์สแควร์ กรุ๊ป ในแนวคิด “เปิดโลกยานยนต์สรรสร้าง” (ปีนี้เสียค่าบัตรผ่านประตู 100 บาท เหมือนเดิมแล้วนะครับ)

BIG-Motor-Sale-2018-Event

Carro ขอนำเสนอรถยนต์ใหม่ๆ ที่เตรียมเปิดตัวก่อนและในงาน BIG Motor Sale 2018 โดยในเดือนสิงหาคม บริษัทรถยนต์หลายแบรนด์ ต่างเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ กันหลายค่าย Carro ขอแนะนำให้ได้ทราบข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ครับผม …

Nissan Terra

Nissan-Terra-BIG-2018

Nissan Terra (นิสสัน เทอร์ร่า) รถ SUV สุดหรูจากค่ายนิสสัน ที่ทำมาโชว์ครั้งแรกในงาน BIG Motor Sale หลังจากที่เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยมีให้เลือกด้วยกัน 3 รุ่นย่อย ได้แก่ 2.3V 2WD, 2.3VL 2WD และ 2.3VL 4WD

มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลรหัส YS23DDTT ขนาด 2.3 ลิตร Twin-Turbo Intercooler 190 แรงม้า ในราคา 1,316,000 – 1,427,000 บาท

Ford Everest

Ford-Everest-BIG-2018

Ford Everest (ฟอร์ด เอเวอเรสต์) ใหม่ ปรับเปลี่ยนรายละเอียดเยอะพอสมควร เช่น พร้อมล้อแมกซ์อัลลอยแบบก้านคู่ (Split-Spoke) ขนาด 20 นิ้ว กระจังหน้าใหม่ และไฟหน้า HID เป็นต้น ซึ่งมีให้เลือก 4 รุ่นย่อย พร้อมรุ่นย่อย Limited ใหม่ในครั้งนี้

มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ 2.0 ลิตร Turbo 180 แรงม้า และ Bi-Turbo 213 แรงม้า พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด และสีใหม่ Diffused Silver Metallic ในราคา 1,299,000 – 1,799,000 บาท

Ford Ranger

Ford-Ranger

Ford Ranger (ฟอร์ด เรนเจอร์) ใหม่ หลังจากที่เปิดตัวทุกรุ่นย่อยไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นกระบะที่แรงที่สุดในไทย มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร Turbo 180 แรงม้า และ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) 213 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด

ส่วนราคาก็เริ่มต้นตั้งแต่ 559,000 บาท ไปจนถึงรุ่น Raptor ที่ 1,699,000 บาท

Mazda CX-3

Mazda-CX-3-BIG-2018

Mazda CX-3 ใหม่ 2018 Collection (มาสด้า ซีเอ็กซ์–3 ใหม่ 2018 คอลเลคชั่น) มาพร้อมแนวคิดที่แตกต่าง Drive Your Attitude นิยามใหม่ เลือกเป็น…ในแบบที่เป็นคุณ นอกจากนี้ ยังประกาศปรับราคารุ่น Top ลง แต่ใส่อุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเข้าไปเพียบ

มาพร้อมเครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 1.5 ลิตร 105 แรงม้า และสกายแอคทีฟเบนซิน 2.0 ลิตร 156 แรงม้า ในราคา 879,000 – 1,189,000 บาท

Toyota Vios GT Street

Toyota-Vios-GT-Street-BIG-2018

Toyota Vios GT Street (โตโยต้า วีออส จีที สตรีท) เป็นการกลับมาอีกครั้ง ของ Vios รุ่นพิเศษในชื่อ GT Street มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน จำนวนจำกัด 100 คัน

MG3

MG3-BIG-2018

MG3 (เอ็มจี3) มาพร้อมนิยามใหม่ “WE ARE FUN” : มองโลกให้สนุกทุกเส้นทาง พร้อมปรับโฉมด้วยการออกแบบที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ สีสันโดนใจ ชูจุดเด่นอย่าง ระบบอัจฉริยะ i-SMART รองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทย สั่งการผ่านหน้าจอทัชสกรีน หรือจะสั่งการผ่านมือถือก็ได้ พร้อมกับการอัพเดทฟังก์ชั่นใหม่บนแผนที่นำทาง พร้อมระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ออนไลน์

และเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 1.5 ลิตร 112 แรงม้า พร้อมเกียร์อัตโนมัติใหม่ 5 สปีด ในราคา 519,000 – 629,000 บาท

Hyundai H-1 & Grand Starex

Hyundai-H-1-BIG-2018

Hyundai H-1 & Grand Starex (ฮุนได เอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์) ใหม่ รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทย การปรับโฉมใหม่ในครั้งนี้ มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและออพชั่นที่ครบครัน หน้าตาใหม่หมด ด้านท้ายใหม่ ออพชั่นภายใน ปรับปรุงใหม่หลายจุด

โดยในรุ่น Grand Starex รองรับผู้โดยสารได้ 7 ที่นั่ง ในขณะที่รุ่น H-1 สามารถรองรับได้ถึง 11 ที่นั่ง ยังใช้เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ขนาด 2.5 ลิตร 175 แรงม้า เหมือนเดิม จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมระบบ Sequential Shift ในราคา 1,329,000 – 2,399,000 บาท

Mitsubishi Xpander

Mitsubishi-Xpander-BIG-2018

Mitsubishi Xpander (มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์) รถ MPV 7 ที่นั่ง สไตล์ครอสโอเวอร์รุ่นใหม่หมดจด เปิดตัวในระดับราคากลุ่ม B-Segment ที่ขายดีในอินโดนีเซีย สเปคและออพชั่นจัดเต็ม มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร MIVEC 105 แรงม้า

มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ GLS-LTD และ GT ในราคา 779,000 – 849,000 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจซื้อรถใหม่ในงาน BIG Motor Sale 2018 แต่ยังไม่รู้ว่าว่าจะขายรถคันเดิมที่ไหนดี ที่ได้ราคาที่ดีที่สุด … ให้ Carro เป็นผู้ช่วยมืออาชีพของคุณ

mercedes-benz-top-5

ที่สุดของ Benz! สุดยอดรถ 5 รุ่น
ที่ดีที่สุดจาก Mercedes-Benz

“เมอร์เซเดส-เบนซ์” เป็นแบรนด์รถยนต์ที่มียอดขายที่น่าประทับใจมาโดยตลอด ซึ่งครอบคลุมตลาดและช่องทางการตลาดเกือบทุกประเภทตั้งแต่รถ SUV ไปจนถึงรถสปอร์ต ตั้งแต่รถหรู ไปถึงรถปิคอัพรุ่นแรกที่เบนซ์เคยผลิตมาเลยทีเดียว

mercedes-benz Top 5

ซึ่งรุ่นที่ดีที่สุดของเบนซ์ก็มีจำนวนไม่น้อยกว่า 6 รุ่น ซึ่งแต่ละคันก็เป็นตัวท็อปของรุ่น มีทั้งเวอร์ชั่น C-, E-, S-Class, SLC, SL Roadster ก็ยังมี และ AMG GT Roadster ก็เป็นหนึ่งในรุ่นที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน

mercedes-benz Top 4

ถึงแม้ว่าเบนซ์จะมีรถดีๆหลายรุ่นอยู่แล้ว  แต่เบนซ์ก็ไม่เคยหยุดพัฒนา เพราะเบนซ์เป็นบริษัทที่มักจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเบนซ์ชอบที่จะสร้างเซอร์ไพรส์โดยการผลิตอะไรใหม่ๆ ออกมาเสมอ

เช่น ในอนาคตอันใกล้นี้ พวกเราอาจจะได้พบกับ Mercedes-AMG GT Roadster อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ เบนซ์รุ่น AMG GT Roadster จะมีแรงบิดถึง 547 แรงม้า หรือแรงบิด 501 ปอนด์-ฟุต (680 นิวตัน-เมตร) ที่ใช้เวลาเพียง 3.7 วินาทีถึง 62 ไมล์ต่อชั่วโมง (100 กม./ชม.) และมีความเร็วสูงสุด 196 ไมล์ต่อชั่วโมง ในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

mercedes-benz Top 3

mercedes-benz top 2อย่างไรก็ตาม AMG GT C Roadster อาจจะยังไม่ใช่รุ่นที่ดีที่สุดแม้ว่าจะอยู่ในรายชื่อ Top 5 เช่นเดียวกันกับรุ่นที่หรูหราอย่าง S-Class Cabriolet และรุ่น Mercedes-Maybach Vision 6mercedes-benz top 1

โดย YouTube ได้ปล่อยวิดีโอที่จัดทำขึ้นโดยผู้ผลิตรถยนต์ชาวเยอรมัน ที่กล่าวถึงรถคลาสสิกรุ่น 280 SE 3.5 Cabriolet โดยให้ข้อมูลว่า รุ่นนี้ตัวรถและแผงหน้ารถทำจากไม้วีเนียร์ กระจกใช้ระบบไฟฟ้า ซึ่งรุ่นนี้ได้สมญานามว่าเป็นรถหรูไร้กาลเวลาของเบนซ์ ตามข้อมูลของบริษัท

และสำหรับคำว่าอันดับหนึ่ง ก็ต้องถูกสงวนไว้ให้กับรถที่พิเศษและดีที่สุด ซึ่งก็ตกเป็นของ Mercedes-Benz ที่สามารถตอบสนองผู้ที่ต้องการขับขี่ “ยนตรกรรมที่ดีที่สุด” ได้เสมอ ซึ่งแฟนตัวจริงของ “Benz” จะรู้ดีว่าอะไรคือ “The Best” และหากคุณกำลังมองหารถ Benz มือสอง (คลิก) หรือต้องการขายรถ Benz คันเก่าแบบได้เงินสดที่รวดเร็วทันใจ (คลิก)

 

ที่มา : carscoops.com

รถใหม่หลายหลายรุ่น เตรียมเปิดตัวก่อนและในงาน Motor Expo 2017

2018-BMW-X3

งาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 34” หรือ The 34th Thailand International Motor Expo 2017 ภายใต้แนวคิด “ยานยนต์ยุคใหม่ ฝันไกลที่กลายเป็นจริง” หรือ “New Age Vehicles … A Distant Dream Come True” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2560 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี พร้อมนำรถรุ่นใหม่ๆ ทั้งที่เปิดตัวก่อนงานเริ่ม และภายในงานของปีนี้ มีมาให้ชมกันมากมายหลายรุ่น

Carro ขอนำเสนอรถยนต์ใหม่ๆ ที่เตรียมเปิดตัวก่อนและในงาน Motor Expo 2017 โดยในเดือนพฤศจิกายนนี้ บริษัทรถยนต์หลายแบรนด์ ต่างเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ กันหลายค่าย Carro ขอแนะนำให้ทุกท่านได้ทราบข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ครับผม …

Toyota C-HR

Toyota-C-HR

Toyota C-HR (โตโยต้า ซี-เอชอาร์) รถ Crossover ในรูปแบบ 4 ประตู ที่ปีนี้มาแรงจริงๆ โดยในงาน Motor Expo 2017 มีความเป็นไปได้ว่า Toyota จะนำรถมาโชว์ก่อนขายจริงในปีหน้านี้ คาดว่าราคาเริ่มต้นต่ำกว่าหนึ่งล้านบาท

Volvo XC60

Volvo-XC60-2018

หลังจากที่ Volvo (วอลโว่) ประสบความสำเร็จกับการขาย Volvo XC90 ใหม่ ไปทั่วโลกนับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา รวมถึงในไทยก็มียอดขายที่น่าพอใจ ในเดือนนี้ วอลโว่ เปิดตัว Volvo XC60 รุ่นใหม่ Crossover SUV ที่ดีไซน์และตกแต่งไม่แพ้รุ่นพี่อย่าง XC90 ในวันที่ 8 พฤศจิกายน มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน T8 Twin Engine แบบ Plug-In Hybrid และเครื่องยนต์ดีเซล D4 ให้เลือก … ในราคา 3,090,000 – 3,590,000 บาท

Mazda CX-5

Mazda-CX-5-2018

Mazda (มาสด้า) เปิดตัว Crossover SUV รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง “Mazda CX-5” ใหม่ ในวันที่ 13 พฤศจิกายน มาพร้อมเครื่องยนต์ SkyActiv-G ขนาด 2.0 ลิตร 175 แรงม้า แบบใหม่ และเครื่องยนต์ดีเซล SkyActiv-D ขนาด 2.2 ลิตร 165 แรงม้า ในราคา 1,290,000 – 1,770,000 บาท

MG ZS

MG-ZS-2018

MG (เอ็มจี) ประเทศไทย เปิดตัว MG ZS (เอ็มจี แซดเอส) ในวันที่ 14 พฤศจิกายน ต่อจากตลาดจีนและอังกฤษที่เปิดตัวไปก่อนหน้า โดยในตลาดจีน ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร 120 แรงม้า ในราคา 679,000 – 789,000 บาท

BMW X3

BMW-X3-2018

BMW X3 (บีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์ 3) ใหม่ (G01) เปิดตัวในไทย 16 พฤศจิกายน นี้ ถือว่ารวดเร็วมาก เพราะ BMW X3 ใหม่ เพิ่งเปิดตัวครั้งแรกที่งานแฟรงก์เฟิร์ต มอเตอร์ โชว์ 2017 ไปเมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา มาพร้อมดีไซน์ภายนอกโฉมใหม่หมด แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของ BMW เช่นเคย ในราคา 3,699,000 บาท

Lexus NX

Lexus-NX

Lexus NX (เลกซัส เอ็นเอ็กซ์) รุ่นไมเนอร์เชนจ์ มาภายใต้แนวคิด “The urbaNXplorer” ตอบโจทย์ความต้องการของคนเมืองยุคใหม่ ที่มีวิถีชีวิตไม่ซ้ำใคร ถือเป็นรถ Lexus รุ่นที่ขายดีที่สุดของเลกซัสในประเทศไทย นับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2557 จนถึงปัจจุบัน ด้วยยอดจำหน่ายรวมภายในประเทศกว่า 1,400 คัน พร้อมการันตีถึงความนิยมด้วยยอดจำหน่ายสะสมทั่วโลก กว่า 400,000 คัน

มาพร้อมกับระบบเครื่องยนต์ 2 ทางเลือก ไม่ว่าจะเป็น ระบบ Hybrid ขนาด 2.5 ลิตร ในรุ่น NX300h เต็มสมรรถนะและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยระบบ Lexus Hybrid Drive อัจฉริยะ และขุมพลังเครื่องยนต์ Turbo 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร ในรุ่น NX300 ให้สมรรถนะแรงเต็มพลังในทุกระดับความเร็ว

พร้อมเป็นเจ้าของ Lexus NX รุ่นปรับโฉมใหม่ ได้แล้ววันนี้

NX300
– รุ่น F Sport แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 4,450,000 บาท
– รุ่น Grand Luxury ราคา 3,440,000 บาท

NX300h
– รุ่น F Sport ราคา 4,050,000 บาท
– รุ่น Premium ราคา 3,550,000 บาท
– รุ่น Grand Luxury ราคา 3,140,000 บาท
– รุ่น Luxury ราคา 2,930,000 บาท

Lexus LS

Lexus-LS500

ถึงเวลาที่ Lexus จะเปิดตัวรถธงของค่ายอย่าง “Lexus LS” (เลกซัส แอลเอส) ใหม่ ที่พัฒนามาจากรถต้นแบบอย่าง “LF-FC” โดยมาพร้อมขุมพลังขนาด 3.5 ลิตร ในรูปแบบ V6 และ V6 ทวินเทอร์โบ พร้อมเครื่องยนต์ V6 ขุมพลังไฮบริด ที่คาดว่าราคาในบ้านเรา น่าจะอยู่ที่หลักสิบล้านบาทเลยทีเดียว … พบกันได้ในวันที่ 21 พฤศจิกายน นี้ …

Mercedes-AMG GT

Mercedes-AMG-GT-R

แม้ว่าทาง Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์) จะเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล Mercedes-AMG GT ในวันที่ 20 พฤศจิกายน นี้ แต่ก็ยังไม่มีรายละเอียดใดๆ ที่ออกมาบอกว่า จะเปิดตัวรุ่นไหนบ้าง … ในตระกูล Mercedes-AMG GT

Mercedes-Benz S-Class / Maybach S-Class

Mercedes-Benz-S-Class-Sedan

Mercedes-Benz (เมอร์เซเดส-เบนซ์) ยังเตรียมเปิดตัวสุดยอดรถยนต์หรูแห่งยุค อย่าง รถยนต์ระดับเรือธง “The new S-Class” ที่สุดแห่งความสง่า มาพร้อมกับ ความหรูหรา ดีไซน์เหนือระดับ ความสะดวกสบายอันไร้ขีดจำกัด และระบบเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย

Mercedes-Benz-Maybach-S-Class

และ “The Maybach S-Class” (มายบัค เอส-คลาส) สุดยอดแห่งยนตรกรรมที่รวบรวมความเป็นที่สุดของสมรรถนะเหนือชั้นกับประสิทธิภาพในทุกๆ ด้าน ไว้อย่างครบครัน เหมาะสำหรับท่านผู้นำ … พบกันได้ในวันที่ 27 พฤศจิกายน นี้ครับ

Mitsubishi Triton Athlete

Mitsubishi-Triton-Athlete

Mitsubishi (มิตซูบิชิ) เตรียมเปิดตัว Triton รุ่นพิเศษ “Triton Athlete” (ไทนทัน แอทลีท) สปอร์ต พันธุ์เข้ม เร้าใจทุกมุมมองด้วยชุดแต่งพิเศษรอบคันจากโรงงาน ในงาน Motor Expo 2017

Subaru XV

Subaru-XV-2018

Subaru XV (ซูบารุ เอ็กซ์วี) รถ Crossover ที่เคยสร้างกระแสความนิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และสร้างยอดขายให้กับ Motorimage ผู้นำเข้ารถยนต์ซูบารุในบ้านเราได้มากพอสมควร ถึงเวลาเปลี่ยนโฉมใหม่ตามญี่ปุ่น พัฒนาขึ้นบนแพล็ตฟอร์มล่าสุด “Subaru Global Platform” ร่วมกันกับ Impreza ใหม่ คาดว่ามาพร้อมเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ส่งกำลังผ่านเกียร์ CVT แบบ 7 สปีด เตรียมเปิดตัวในงาน Motor Expo 2017 นี้

Toyota Hilux Revo (Minorchange)

Toyota-Hilux-Revo-2018

เป็นข่าวลือในวงในมานานหลายเดือนแล้วสำหรับ Toyota Hilux Revo (โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่) กับยอดขายที่ดูเหมือนโตโยต้าจะไม่เป็นปลื้มนัก ในที่สุด เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน โตโยต้า จึงเผยโฉมไมเนอร์เชนจ์ของ Hilux Revo ปรับหน้าตาดูดุดันขึ้น เพิ่มออพชั่น กระตุ้นยอดขายให้มากขึ้น และเสนอรุ่นแกร่งๆ อย่าง “Rocco” (ร็อคโค่) สำหรับคนพันธุ์ลุย … ในราคาตั้งแต่ 523,000 – 1,154,500 บาท

Isuzu D-Max (Minorchange)

2018-Isuzu-D-Max-Blue-Power

Isuzu (อีซูซุ) ฉลองครบรอบ 60 ปีในไทย พร้อมกับมีเซอร์ไพรส์ กับการเปิดตัว Isuzu D-Max Minorchange เล็กๆ ปรับเปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ เพิ่มออพชั่นหลายอย่าง ในวันที่ 9 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ส่วนราคาอย่างเป็นทางการ ต้องรอในงาน Motor Expo 2017 ครับ

KIA Stinger

KIA-Stinger

จากกระแสข่าวที่ว่า Kia Thailand วางแผนเปิดตัว Kia Stinger (เกีย สตริงเกอร์) รถ Mid-Size แบบ Liftback 5 ประตูสุดหรู ภายในปลายปีนี้ช่วงงาน Motor Expo 2017 นั้น จะเปิดตัวด้วยราคาหลักล้าน (เท่าไหร่) และมาพร้อมเครื่องยนต์แบบไหน (ในเวอร์ชั่นต่างประเทศ มีทั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร Turbo, และ V6 ขนาด 3.3 ลิตร Turbo รวมไปถึงแบบดีเซลขนาด 2.2 ลิตร Turbo ที่ทุกแบบมาคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด) ต้องติดตามกันเร็วๆ นี้ครับ

Audi A5 Sportback & Audi A4 Avant

Audi-Motor-Expo-2017

Audi (ออดี้) ในงาน Motor Expo ครั้งนี้ ส่งรุ่นใหม่มาโชว์ถึง 2 รุ่นทั้ง Audi A5 Sportback (ออดี้ เอ5 สปอร์ตแบ็ค) และ Audi A4 Avant Black Edition (ออดี้ เอ4 อาวอง แบล๊ค เอดิชั่น) โดยรถรุ่น Audi A5 Sportback เป็นรถยนต์นั่งแบบ 5 ประตู ตกแต่งแบบสปอร์ต ด้วยชุดแต่งภายนอกแบบ S line ในราคา 4,299,000 บาท และอีกรุ่นคือ Audi A4 Avant Black Edition รถแวนแบบสปอร์ตเหนือระดับ ในราคาเริ่มต้น 3,249,000 บาท

MINI John Cooper Works Countryman

MINI-JCW-Countryman

MINI (มินิ) ส่ง MINI John Cooper Works Countryman (มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คันทรีแมน) ใหม่ มาโชว์ในฐานะรถยนต์เอนกประสงค์ Premium Compact มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และห้องโดยสารที่กว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมความแรงของเครื่องยนต์ที่มีถึง 231 แรงม้า ให้ความคล่องตัวในการขับขี่ และยังคงให้ความรู้สึกคลาสสิคของ “Go-Kart-Feeling” ซึ่งจะเปิดราคาในงาน Motor Expo 2017 นี้

Aston Martin DB11 V8

Aston-Martin-DB11-V8

Aston Martin (แอสตัน มาร์ติน) เตรียมเปิดตัว “Aston Martin DB11 V8” รถสปอร์ตหรูในรูปแบบ GT อย่างเป็นทางการในประเทศไทย และเป็นการเปิดตัวครั้งแรกในอาเซียน ในวันที่ 21 พฤศจิกายน นี้