Pickup-In-Motorshow-2019

รถกระบะรุ่นเด่นๆ 6 รุ่น ที่น่าซื้อในงาน Motor Show 2019

รถกระบะ ถือเป็นรถที่ยอดนิยมอย่างยิ่งของชาวไทยมานานนับหลายสิบปี ที่มาพร้อมเทคโนโลยี ออพชั่น และกำลังเครื่องยนต์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ และยอดขายยังเป็นปัจจัยที่แสดงให้เห็นถึงสภาวะเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง เป็นรถสารพัดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ใช้งานได้ทั้งในเมือง ในที่ทุรกันดาร ขนของ ขนสัตว์ ใช้รับจ้างหาเงิน ทำเป็นรถสองแถวก็ได้ หรือใช้งานส่วนตัวก็ดี ฯลฯ

ในงาน Motor Show 2019 นี้ ผู้ผลิตรถกระบะหลายเจ้าอย่าง โตโยต้า, อีซูซุ, นิสสัน, มิตซูบิชิ, ฟอร์ด หรือ เชฟโรเลต ต่างส่งรถกระบะโฉมใหม่ หรือรุ่นพิเศษของตัวเองออกมาเพื่อกระตุ้นตลาด ช่วงชิงยอดจองและยอดขาย โดนใจผู้บริโภคที่อยากเปลี่ยนรถกระบะคันใหม่

โดยในงาน Motor Show 2019 จะมีรถกระบะรุ่นใดที่น่าซื้อนั้น Carro ขอนำเสนอข้อมูลให้ทุกท่านดูกันได้เลยครับ …

Toyota Hilux Revo

Toyota-Hilux-Revo-Z-Edition-2019

Toyota Hilux Revo Z Edition (โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ แซด อิดิชั่น) มีให้เลือกทั้งรุ่นเกียร์อัตโนมัติและเกียร์ธรรมดา 6 สปีด กับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร ขับเคลื่อน 2 ล้อ ทั้งในรุ่น Smart Cab และ Double Cab

ซึ่งมาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกที่ดูโดดเด่น เร้าใจด้วยกันชน และกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมเพิ่มทัศนวิสัย และความปลอดภัย ในการขับขี่ด้วยไฟตัดหมอกหน้า แต่ยังคงไว้ซึ่งความแรงและประหยัดน้ำมันเป็นเยี่ยม ให้ความคุ้มค่าในทุกรูปแบบของการใช้งาน

เลือกเป็นเจ้าของ “Hilux Revo Z Edition” ในราคาเพียง 599,000 บาท – 784,000 บาท

และราคาของ Toyota Hilux Revo อยู่ที่ 528,000 – 1,203,000 บาท

Isuzu D-Max “Stealth”

Isuzu-D-Max-Stealth-2019

Isuzu D-Max Stealth (อีซูซุดีแมคซ์ สเทลธ์) ยอดปิกอัพพันธุ์เท่ ที่พร้อมพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างเหนือชั้น ดุดันทุกองศา ทรงพลังเกินพิกัดกับชุดแต่ง Stealth Black Package เท่ เข้ม สไตล์สปอร์ต ทั้งภายนอกและภายใน

มีให้เลือกครอบคลุมทั้งรุ่น 4 ประตู และ 2 ประตู พร้อมเครื่องยนต์ 1.9 และ 3.0 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ โดยมีสีให้เลือก ได้แก่ สีดำออสเตรเลียนโคล (Australian Coal Black) และสีขาวมุกเอเวอเรสต์ (Everest Pearl White)

เลือกเป็นเจ้าของ “D-Max Stealth” ในราคาเพียง 887,000 บาท – 1,028,000 บาท

ราคาของ Isuzu D-Max อยู่ที่ 507,000 – 1,109,000 บาท

Nissan Navara

Nissan-Navara-Black-Edition-2019

Nissan Navara Black Edition (นิสสัน นาวารา แบล็ค อิดิชั่น) รุ่นปี 2019 นี้ มาพร้อมกับโทนสีดำ ด้วยชุดแต่งที่ให้ความดุดันรอบคัน นอกจากนี้ยังมีการเลือกใช้สีส้ม มาผสมผสานเพื่อเพิ่มสีสันในส่วนของกันชนไฟหน้า กระจกข้าง และบันไดข้าง รวมไปถึงสติกเกอร์ 3 มิติ ดีไซน์ใหม่ด้วย

และเทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Around View Monitor (AVM) ที่ช่วยให้สามารถมองเห็นตัวรถและสิ่งรอบข้างผ่านกล้องที่ถูกติดตั้งรอบคัน ซึ่งรวมถึง ระบบเบรค ABS ถุงลมนิรภัย กุญแจรีโมท ปุ่มสตาร์ท และ ช่องแอร์ปรับอากาศด้านหลังอีกด้วย

มาพร้อมเครื่องยนต์ให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ขนาด 2.5 ลิตร รหัส YD25DDTi ให้แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ส่วนในรุ่น 4WD รหัส YD25DDTi VGS Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 190 แรงม้า

ราคาของ Nissan Navara อยู่ที่ 559,500 – 1,096,000 บาท

Mitsubishi Triton

Mitsubishi-Triton-2019

Mitsubishi Triton (มิตซูบิชิ ไทรทัน) โฉมไมเนอร์เชนจ์ ที่เปิดตัวครั้งแรกของโลกในไทยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิด “Engineered Beyond Tough” หน้าตาภายนอกใช้ไฟหน้าแบบ 2 ชั้น และกระจังหน้าแบบ Dynamic Shield มาพร้อมไฟท้ายแบบ LED Tube กับกันชนดีไซน์ใหม่ และลงตัวกับล้อแม็กลาย 6 ก้านคู่ ส่วนออพชั่นภายใน และดีไซน์ภายในห้องโดยสาร ปรับเปลี่ยนเยอะพอสมควร ช่องแอร์แบบใหม่ ใช้วัสดุภายในดูโดดเด่นขึ้น

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร รหัส 4N15 แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VG Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 181 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร ที่ 2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และอัตโนมัติ 6 สปีด แบบใหม่พร้อม Sport Mode

ราคาของ Mitsubishi Triton อยู่ที่ 524,000 – 1,099,000 บาท

Ford Ranger Raptor

Ford-Ranger-Raptor-2019

Ford Ranger Raptor (ฟอร์ด เรนเตอร์ แรพเตอร์) ถูกสร้างมาไม่ซ้ำใคร เพราะนี่คือรถกระบะออฟโรดคันแรกของเอเชีย ที่ตั้งใจสร้างมาแบบไร้ข้อจำกัด สร้างและพัฒนายนตรกรรมออฟโรดทั้งคัน ทำใหม่หมด! ส่งตรงจากโรงงานของฟอร์ด นี่แหละกระบะพันธุ์โหดออฟโรดตัวจริงที่พร้อมลุยทุกเส้นทาง

โครงสร้างทั้งหมดประกอบไปด้วยเหล็ก High-strength Low-alloy (HSLA) หลายเกรด เพื่อให้พร้อมรับทุกความโหด และเข้าถึงสมรรถนะขั้นสุด แชสซีส์ถูกปรับโครงสร้างใหม่หมด มาพร้อมโช้คอัพคู่ด้านหน้าและหลังของ Fox Racing Shox ที่มาพร้อมระบบบายพาสภายใน (Internal Bypass) และระบบกันสะเทือนหลังแบบใหม่ รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์และคอยล์โอเวอร์ช็อค ที่เน้นสมรรถนะการขับขี่บนทางออฟโรดเป็นพิเศษ

มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล EcoBlue TDCi 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร (1,996 ซีซี) Twin Turbo (ทำงานร่วมกันระหว่าง High-Pressure (HP Turbo) เทอร์โบแรงดันสูง และ Low-Pressure (LP Turbo) เทอร์โบแรงดันต่ำ ควบคุมด้วยวาล์ว Bypass) ให้แรงม้าสูงสุด 213 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle Shift มาพร้อมระบบ Terrain Management System (TMS) สามารถปรับโหมดการขับขี่ได้ถึง 6 แบบ รวมถึงโหมดการขับขี่บาฮาสำหรับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูง

ราคาของ Ford Ranger อยู่ที่ 559,000 – 1,265,000 บาท

ราคาของ Ford Ranger Raptor อยู่ที่ 1,699,000 บาท

Chevrolet Colorado

Chevrolet-Colorado-2019

Chevrolet Colorado (เชฟโรเลต โคโลราโด) เชฟโรเลต ประเทศไทย นำรถกระบะรุ่นเด่นอย่าง Colorado Tornado  Edition สไตล์อเมริกัน 4 ประตู ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา มาโชว์ในงาน Motor Show 2019 โดยมาพร้อมชุดแต่ง ธันเดอร์ ไลท์ เช่น ซุ้มล้อสีดำ, ลายคาดกระบะท้าย และสัญลักษณ์ Colorado เหนือฝากระโปรง เป็นต้น

มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.5 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 180 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด

ราคาของ Chevrolet Colorado อยู่ที่ 599,000 – 1,098,000 บาท

… ถูกใจรุ่นไหน ไปสัมผัสตัวจริงได้ที่งาน Motor Show 2019 กันได้เลยนะครับ …

ขอขอบคุณรูปภาพจาก Bangkok-Motorshow

Ford-Ranger-2018

มาแน่นอน เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.0 ลิตร Turbo ใหม่! ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด

ความดุดันของ Ford Ranger Raptor ใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

Ford-Ranger-2018

Ford Ranger (ฟอร์ด เรนเจอร์) ใหม่ นอกจากกระจังหน้าใหม่ ไฟหน้าใหม่ ไฟตัดหมอกใหม่แล้ว ยังมีเครื่องยนต์ใหม่ และ เกียร์ใหม่ อีกด้วย!

แต่รายละเอียดที่คาดว่า จะมีอะไรบ้างนั้น ลองไปดูกันครับ …

Ford-Ranger-2018

ฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะที่สร้างนิยาม “เกิดมาแกร่ง” สานต่อศักยภาพและสมรรถนะการขับขี่ที่โดดเด่น ทั้งบนทางเรียบและแบบออฟโรด เพื่อรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันและไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าได้อย่างลงตัว

Ford-Ranger-2018

ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยมีทั้งหมด 20 รุ่น ซึ่งรวมถึงรุ่นไวล์ดแทรค XLT, XLS, XL กระบะฐานล้อสั้น (Short Wheel Base) และรุ่นใหม่ “ลิมิเต็ด” (Limited) และยังรวมถึง Ford Ranger Raptor (ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์) รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูง ที่ผลิตจากโรงงานรุ่นแรกและรุ่นเดียวของเอเชีย แปซิฟิก ซึ่งได้เปิดตัวไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

Ford-Ranger-2018

รูปลักษณ์ของเรนเจอร์ใหม่ เริ่มจากกระจังหน้าที่ออกแบบมาอย่างเรียบง่ายแต่มีมิติที่เด่นชัด และกันชนล่างปรับให้ช่องนำอากาศกว้างขึ้นด้วยดีไซน์ที่ลงตัว เรนเจอร์ ไวล์ดแทรค และรุ่น Limited มาพร้อมไฟเดย์ไลท์ LED และไฟหน้า HID เพื่อทัศนวิสัยที่ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ แต่ละรุ่นยังมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างกันชัดเจน ด้วยสีและการตกแต่งที่สื่อถึงลักษณะที่โดดเด่นของแต่ละรุ่น ไม่ว่าจะเป็นรุ่นที่พร้อมรองรับทุกงานหนัก เช่น เรนเจอร์ XL XLS หรือรุ่น Wildtrak ที่พร้อมลุยไปทุกที่

Ford-Ranger-2018

การตกแต่งเส้นสายด้วยโครเมียมในเรนเจอร์ XLT และ Limited รวมไปถึงการตกแต่งแบบโดดเด่นในเรนเจอร์ ไวล์ดแทรค สะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละรุ่นได้เป็นอย่างดี เรนเจอร์ ไวล์ดแทรค ยังมาพร้อมสีภายนอกใหม่เฉพาะรุ่น นั่นคือสี ‘เซเบรอ’ สีส้มประกายบลอนด์ ซึ่งตัดกันอย่างงดงามกับกระจังหน้าสีเทาเข้ม สปอร์ตบาร์และล้ออัลลอย 18 นิ้ว ยังช่วยเสริมความโดดเด่นให้กับตัวรถได้เป็นอย่างดี

Ford-Ranger-2018

ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มอบความสะดวกสบายด้วยกุญแจอัจฉริยะ (PEPS) และปุ่มสตาร์ทรถอัตโนมัติ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น Limited และรุ่นไวล์ดแทรค

Ford-Ranger-2018

ภายในห้องโดยสารของ Ford Ranger ใหม่ ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกการใช้งาน ตกแต่งในโทนสีดำ พร้อมพื้นผิววัสดุตรงจุดสัมผัสที่ทนทาน พร้อมเพิ่มความหรูหรา ด้วยโครเมียมและการเดินด้ายสีเงิน

นอกจากนี้ เพื่อให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้รับความบันเทิงสูงสุด เพิ่มระบบตัดเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร (Active Noise Cancellation) ในรุ่น Wildtrak ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อีกด้วย

Ford-Ranger-2018

ระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) รองรับ Apple Carplay และ Andriod Auto พร้อมบลูทูธ จอทัชสกรีน ฟูลคัลเลอร์ ขนาด 8.0 นิ้ว และกล้องมองหลัง ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้งาน Apple Maps และระบบแผนที่นำทางด้วยดาวเทียมซึ่งติดตั้งมากับรถเมื่อออกนอกพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ นอกจากนี้ ระบบซิงค์ 3 ยังมาพร้อมระบบจดจำเสียงและระบบสั่งงานเสียงด้วยภาษาไทยเพื่อการใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น

ระบบซิงค์ 3 ยังครอบคลุมไปถึงระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) ซึ่งจะทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อผ่านบลูทูธภายในรถ เพื่อติดต่อไปยังหมายเลข 1669 ในกรณีเกิดอุบัติเหตุจนถุงลมนิรภัยทำงานหรือระบบตัดการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบช่วยโทรฉุกเฉินนี้จะติดตั้งมากับรถฟอร์ด เรนเจอร์ใหม่ทุกคันที่ใช้ระบบซิงค์ 3

Ford-Ranger-2018

ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มีเครื่องยนต์ดีเซลให้เลือกถึง 3 แบบ ได้แก่ เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ 2.0 ลิตร Bi-Turbo เครื่องยนต์ดีเซลใหม่ 2.0 ลิตร Turbo และเครื่องยนต์ Duratorq ขนาด 2.2 ลิตร Turbo ที่ผ่านบทพิสูจน์ความแข็งแกร่งมาแล้ว

เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Bi-Turbo (ใหม่!)

เครื่องยนต์ Bi-Turbo ขนาด 2.0 ลิตร ใช้ระบบ Sequential Turbocharging ที่ผสานการทำงานของเทอร์โบชาร์จเจอร์ทั้ง 2 ตัว โดยเทอร์โบชาร์จเจอร์ตัวแรก เป็นแบบเทอร์โบแปรผัน (Vartiable Turbocharger) ช่วยเร่งการตอบสนองของคันเร่ง และลดช่วงการรอรอบ ช่วยให้เครื่องยนต์มีแรงบิดและแรงม้าสูง แม้ตอนใช้ความเร็วต่ำ ในขณะที่เทอร์โบชาร์จเจอร์ตัวที่สอง ซึ่งเป็นระบบเทอร์โบ Fixed-Geometry จะรับหน้าที่ต่อเพื่อเพิ่มกำลังและความเรียบลื่นให้กับเครื่องยนต์ขณะใช้ความเร็วสูง

ด้วยแรงม้าสูงสุด 213 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,000 รอบ/นาที เครื่องยนต์ Bi-Turbo มอบแรงบิดที่เหนือกว่า และอัตราทดเกียร์ที่แคบลงของเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด จะช่วยเพิ่มพลังและแรงเร่ง ทำให้การไต่เขาที่ลื่นและสูงชันง่ายดายยิ่งขึ้น

ในขณะเดียวกัน Ford Ranger Raptor และ Wildtrak ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ ให้สมรรถนะที่เหนือชั้นในการบรรทุกและลากจูงได้สูงสุดถึง 3,500 กิโลกรัม

และมีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ทรงพลังและเปี่ยมประสิทธิภาพ ด้วยระบบคอมมอนเรล หัวฉีดไดเร็คอินเจ็คชั่น ท่อร่วมไอดี และสายพานไทม์มิ่งแบบจุ่มในน้ำมันเครื่อง

เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร Turbo (ใหม่!)

ในขณะเดียวกัน Ford Ranger และ Wildtrak ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 2.0 ลิตร Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตันเมตร ที่ 1750 – 2,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด สำหรับรุ่น Limited ยังมีรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ให้เลือกอีกด้วย

ส่วนรุ่น XLT XLS และ XL มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 2.2 ลิตร เทอร์โบ มอบกำลัง 160 แรงม้า และแรงบิด 385 นิวตันเมตร พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ และเกียร์ธรรมดา 6 สปีด

Ford-Ranger-2018

ฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ มาพร้อมระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) เป็นครั้งแรกในตลาดรถกระบะ ระบบนี้ออกแบบมาเพื่อตรวจจับคนเดินถนนและยานพาหนะด้านหน้า และจะช่วยเบรกจนหยุดนิ่งเมื่อระบบพบว่าคนขับไม่สามารถตอบสนองได้ทัน โดยระบบนี้จะทำงานเมื่อใช้ความเร็วสูงกว่า 3.6 กม./ชม. ขึ้นไป

ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) และระบบแจ้งเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกจากเลน (Lane Departure Warning) รวมถึงระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) พร้อมระบบเตือนการชนด้านหน้า (Forward Collision Warning System) ยังคงมีอยู่ในฟอร์ด เรนเจอร์ ใหม่ เช่นเดิม

เทคโนโลยีช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ ซึ่งได้รับการติดตั้งเป็นครั้งแรกในรถระดับเดียวกัน ยังรวมถึงระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ (Active Park Assist – APA) ช่วยให้การเทียบจอดรถข้างทางเป็นเรื่องง่าย โดยระบบกึ่งอัตโนมัติจะบังคับทิศทางของรถให้เข้าสู่ช่องจอด ผู้ขับขี่เพียงควบคุมคันเร่งหรือเบรกเท่านั้น

นอกจากนี้ Ranger รุ่น Wildtrak และ LTD มาพร้อมระบบผ่อนแรงฝากระบะท้าย (Easy Lift Tailgate) ครั้งแรกในตลาดรถกระบะ ด้วยกลไกซึ่งช่วยผ่อนแรงของผู้ใช้ลง 70%

พิเศษสุด Ford Ranger ยังเพิ่มระบบพวงมาลัยไฟฟ้าในรุ่น XL และ XLS ถือเป็นครั้งแรกของตลาดรถกระบะระดับเดียวกัน ที่อุปกรณ์นี้กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรถฟอร์ด

Ford-Ranger-Raptor-2018

ส่วน Ford Ranger Raptor (ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์) ใหม่ พร้อมส่งมอบแก่ลูกค้าที่จองไว้แล้ว

เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ผสมผสานดีเอ็นเอของ ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) เข้ากับนิยาม “เกิดมาแกร่ง” ของฟอร์ด เรนเจอร์ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูง ด้วยช่วงล้อที่กว้างขึ้น ความสูงที่เพิ่มขึ้น แก้มข้างรถที่ขยายออก โช้คอัพของ FOX Racing Shox รวมถึงล้อและยางที่ใหญ่ขึ้น

Ford-Ranger-Raptor-2018

สำหรับห้องโดยสารภายใน เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมความประณีตขั้นสูง รายละเอียดบริเวณคอนโซลหน้ารถ ไม่ว่าจะเป็นการเดินด้ายสีน้ำเงินและการเลือกใช้วัสดุหนัง ซึ่งรวมถึงแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัย On-Centre Marker ที่เป็นแถบสีแดงด้านบนของพวงมาลัย ช่วยให้นักขับออฟโรดทราบถึงตำแหน่งองศาของพวงมาลัยขณะลอยอยู่ในอากาศหรือขับขี่ด้วยความเร็วสูง

Ford-Ranger-Raptor-2018

พวงมาลัยของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมาพร้อมแป้น Paddle Shift ขนาดใหญ่ที่ผลิตจากแม็กนีเซียมน้ำหนักเบา

Ford-Ranger-Raptor-2018

มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่อัตราทดเกียร์แคบลง มอบขุมกำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร

Ford-Ranger-Raptor-2018

ราคาของ Ford Ranger ใหม่ / New Ford Ranger Price, Shown in Thai Baht.

XL
– Standard Cab 2.2L XL 6MT ราคา 559,000 บาท
– Open Cab 2.2L XL 6MT ราคา 599,000 บาท

XL+
– Open Cab 2.2L XL+ Hi-Rider 6MT ราคา 649,000 บาท

XLS
– Open Cab 2.2L XLS 6MT ราคา 659,000 บาท
– Open Cab 2.2L XLS Hi-Rider 6MT ราคา 699,000 บาท
– Open Cab 2.2L XLS Hi-Rider 6AT ราคา 739,000 บาท
– Double Cab 2.2L XLS Hi-Rider 6MT ราคา 789,000 บาท

XLT
– Open Cab 2.2L XLT Hi-Rider 6MT ราคา 749,000 บาท
– Open Cab 2.2L XLT Hi-Rider 6AT ราคา 789,000 บาท
– Double Cab 2.2L XLT Hi-Rider 6MT ราคา 829,000 บาท
– Double Cab 2.2L XLT Hi-Rider 6AT ราคา 869,000 บาท

Limited
– Open Cab 2.0L Turbo Limited 4×4 6MT ราคา 889,000 บาท
– Double Cab 2.0L Turbo Limited Hi-Rider 6MT ราคา 899,000 บาท
– Double Cab 2.0L Turbo Limited Hi-Rider 10AT ราคา 949,000 บาท
– Double Cab 2.0L Turbo Limited 4×4 10AT ราคา 1,029,000 บาท

Wildtrak
– Double Cab 2.0L Turbo Wildtrak Hi-Rider 10AT ราคา 1,029,000 บาท
– Double Cab 2.0L Bi-Turbo Wildtrak 4×4 10AT ราคา 1,265,000 บาท

รุ่น Raptor 2.0L Bi-Turbo ราคา 1,699,000 บาท

Ford Ranger ใหม่ มีสีภายนอกให้เลือก 7 สี ได้แก่ สีใหม่ 2 สี นั่นคือ สีส้มเซเบรอ (เฉพาะรุ่น Wildtrak) และสีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (Lightning Blue)

และสีมาตรฐาน ได้แก่ สีเงินอะลูมิเนียม เมทัลลิค (Aluminuim Metallic) สีดำแอพโซลูท แบล็ค เมทัลลิค (Absolute Black Metallic) สีเทาเมทีออร์ เกรย์ เมทัลลิค (Meteor Grey Metallic) สีขาวโฟรเซ่น ไวท์ (Frozen White) และสีแดงทรู เร้ด (True Red)

Ranger Raptor มีสีภายนอกให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีเทาคองเคอร์ เกรย์ (Conquer Grey) ซึ่งเป็นสีใหม่เฉพาะแร็พเตอร์เท่านั้น และสีฟ้าไลท์นิ่ง บลู (Lightning Blue) สีแดงเรซ เร้ด (Race Red) สีดำแชโดว์ แบล็ค (Shadow Black) และสีขาวโฟรเซ่น ไวท์ (Frozen White)

9-ทริค-ง่ายๆ-ช่วยยืดอายุรถกระบะ

วิธีดูแลรักษาไม่ให้การใช้งานของรถกระบะสุดรัก
สั้นกว่าที่ควรจะเป็น


ระยะเวลาตลอดเกือบ 30 ปีที่ผ่านมา รถขวัญใจชาวไทยก็ยังคงเป็นรถกระบะ อาจเพราะหลายๆปัจจัยทั้งเรื่องของราคาเอย ความประหยัดเอย และที่สำคัญคือความทนทาน ซึ่งถึงแม้ว่ารถกระบะนั้นจะอึด จะทน สักแค่ไหน ก็ต้องดูแลรักษาไม่ให้การใช้งานของรถกระบะนั้นสั้นกว่าที่ควรจะเป็น

วันนี้ คาร์โร จึงจะมาบอกทริคง่ายๆในการดูแลรถกระบะ ให้คงสภาพเหมือนซื้อใหม่มาฝากถึงเพื่อนๆกันค่ะ

1.อย่าลืม! ที่จะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะที่กำหนด

รถกระบะ, วิธี, การดูแลรักษา, กระบะ, รถปิคอัพ, pickup

เชื่อว่าเพื่อนๆหลายคนอาจจะไม่ลืม แต่กลับละเลยแทน เรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐานสำคัญเลยนะคะ ที่จะช่วยยืดอายุการใช้งานของรถให้อยู่กับเพื่อนๆไปได้นานๆ ซึ่งโดยปกติแล้วการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและกรองน้ำมันเครื่องจะอยู่ที่ทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร หรือ 6 เดือน (ขึ้นอยู่กับว่าอย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) หรือดูกำหนดการเปลี่ยนจากคู่มือที่ติดมากับรถก็ได้ค่ะ



2.สลับยางตามระยะ

รถกระบะ, วิธี, การดูแลรักษา, กระบะ, รถปิคอัพ, pickup

โดยทั่วไปล้อหน้าจะมีการสึกหรอที่มากกว่า (ซึ่งก็อาจขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและการขับขี่ของเพื่อนๆด้วย) ทำให้ต้องมั่นสลับยางตามที่คู่มือประจำรถกำหนด เพื่อนๆจะได้มีการขับขี่ที่ราบเรียบ และยังช่วยลดภาระการทำงานของระบบกันสะเทือนที่เกิดจากการสั่นของยางอีกด้วยนะคะ



3.รักษาโครงสร้างยาง

รถกระบะ, วิธี, การดูแลรักษา, กระบะ, รถปิคอัพ, pickup

ในขณะที่ล้อรถหมุนเราควรที่จะรักษาความสมดุล เพื่อให้ระบบกันสะเทือนมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นค่ะ ส่วนสภาพเส้นทางที่เป็นหลุมและบ่อ หรือการใช้งานแบบออฟโรดก็จะยิ่งทำให้ยางรถยนต์ขาดความสมดุลยิ่งขึ้น จะทำให้เพื่อนๆต้องเสียเงินกับค่าเปลี่ยนยางใหม่เร็วขึ้นนะคะ



4.การตั้งศูนย์ถ่วงล้อ

รถกระบะ, วิธี, การดูแลรักษา, กระบะ, รถปิคอัพ, pickup

ก็ต้องยอมรับว่าหลุมบ่อบนถนนหนทางในบ้านเรานั้นเยอะแยะเสียเหลือเกิน ถ้าเพื่อนๆ ขับรถด้วยความเร็วจะทำให้หลบหลุมบ่อพวกนี้ไม่ทันจนต้องตกหลุมอยู่บ่อยๆ ซึ่งนี้แหละค่ะ เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ศูนย์ล้อผิดเพี้ยนไปจากเดิม จึงทำให้ยางเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีผลเสียที่ตามมาอย่างรถกินน้ำมันเพิ่มขึ้น และมีการบังคับควบคุมที่แย่ลงด้วยค่ะ

 

5.ตรวจสอบระบบไฟ

รถกระบะ, วิธี, การดูแลรักษา, กระบะ, รถปิคอัพ, pickup

อย่างน้อยในเดือนละครั้ง เพื่อนๆ ต้องหาเวลาเพื่อตรวจเช็กระบบไฟทั้งภายนอกและภายใน หากพบความผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อยก็ควรจะรีบดำเนินการทำการแก้ไขก่อนที่ปัญหาจะลุกลามมากกว่าเดิมค่ะ

Tip : เพื่อนๆ ควรจะพกฟิวส์ไว้เป็นอะไหล่สำรองในยามฉุกเฉินด้วยนะคะ

 

6.ตรวจสอบของเหลวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

รถกระบะ, วิธี, การดูแลรักษา, กระบะ, รถปิคอัพ, pickup

เริ่มแรกเพื่อนๆ ควรเช็กระดับน้ำมันเครื่อง วัดตอนเครื่องยนต์ดับ (อุณหภูมิเครื่องยนต์ปกติ) 1-5 นาที (หรือตามที่คู่มือประจำรถระบุนะคะ) ต่อมาเช็กระดับน้ำหล่อเย็นสำหรับเครื่องยนต์เพื่อป้องกันการโอเวอร์ฮีทของเครื่องยนต์ค่ะ โดยดูระดับน้ำว่าลดลงมากจนผิดปกติหรือไม่ อาจเกิดจากการรั่วซึม หากจำเป็นต้องมีการเติมน้ำยาหล่อเย็นหรือคูลแลนท์ (Coolant) ซึ่งควรใช้ให้ตรงตามที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ในคู่มือประจำรถด้วยนะคะ และสุดท้ายระดับน้ำล้างกระจกควรอยู่ในระดับที่เหมาะสมเช่นกัน

 

7.ถึงเวลาเปลี่ยนไส้กรองอากาศก็ต้องเปลี่ยน

รถกระบะ, วิธี, การดูแลรักษา, กระบะ, รถปิคอัพ, pickup

ไส้กรองอากาศจะกรองฝุ่นละอองไม่ให้เข้าไปสู่ห้องเผาไหม้ในเครื่องยนต์ ฉะนั้นถ้ายิ่งสะอาดจะยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ อีกทั้งมีผลต่ออัตราเร่งและอัตราสิ้นเปลืองที่ดีอีกด้วย ซึ่งนานๆไปอาจเกิดการอุดตันได้ แต่เพื่อนๆก็ควรเปลี่ยนไส้กรองอากาศตามอายุการใช้งานที่ผู้ผลิตได้กำหนดไว้ หรือ 20,000-40,000 กิโลเมตร


8.บำรุงรักษาตามลักษณะการใช้งาน

รถกระบะ, วิธี, การดูแลรักษา, กระบะ, รถปิคอัพ, pickup

การดูแลรักษารถกระบะแสนรักของเพื่อนๆให้อยู่ไปด้วยกันอีกนานแสนนาน คือ เมื่อถึงเวลาที่ต้องเข้ารับการตรวจเช็กตามกำหนด ก็ต้องไป และเมื่อเข้าอู่เพื่อนๆต้องบอกให้ช่างทราบว่ามีลักษณะการใช้งานเป็นประจำอย่างไร ตัวอย่างเช่น บรรทุกของหนักอยู่ตลอดเวลา, วิ่งบนเส้นทางทุรกันดารเป็นประจำ, ใช้งานในเมือง หรือแม้แต่รถที่จอดทิ้งไว้ไม่ค่อยได้ใช้ก็ตาม

 

9.คู่มือประจำรถ ต้องห้ามหาย! และต้องอ่าน!

รถกระบะ, วิธี, การดูแลรักษา, กระบะ, รถปิคอัพ, pickup

หลายคนกลับมองข้ามคู่มือประจำรถ ทำให้ดูแลรักษากันผิดวิธีจนรถกระบะของเพื่อนๆโทรมเร็วกว่าที่ควรจะเป็น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็นสำหรับการดูแลรักษารถกระบะคู่ใจ นั้นได้ถูกแนะนำไว้ในคู่มือประจำรถตั้งแต่ออกมาจากโรงงานแล้ว ตั้งแต่การทำความสะอาด มาตรฐานน้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก น้ำมันพาวเวอร์ และของเหลวอื่น ๆ ที่เหมาะสม รวมถึงระยะเวลาการบำรุงรักษา


สุดท้าย เพื่อนๆต้องอย่าละเลยการดูแลรถกระบะ ถึงแม้ว่ารถกระบะจะทนทานแค่ไหน แต่ก็มีวันที่รถกระบะนั้นพังได้ และพอวันที่อยากจะขายรถกระบะ ก็ทำให้ขายไม่ได้ราคาดี แม้จะเป็นที่ต้องการของตลาดรถก็ตาม ฉะนั้นการดูแลรักษารถกระบะคู่ใจไม่ใช่เรื่องยากเลยนะคะ หากเพื่อนๆให้ความใส่ใจ ทำตามที่แนะนำ และอ่านคู่มือประจำรถ เท่านั้นเองค่ะ

Pickup-In-Motor-Show-2018

ต้อนรับหน้าร้อน กับรถกระบะรุ่นเด่นๆ ในงาน Motor Show 2018

รถกระบะ ถือเป็นรถที่ยอดนิยมอย่างยิ่งของชาวไทยมานานนับหลายสิบปี ที่มาพร้อมเทคโนโลยี ออพชั่น และกำลังเครื่องยนต์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ และยอดขายยังเป็นปัจจัยที่แสดงให้เห็นถึงสภาวะเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง เป็นรถสารพัดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ใช้งานได้ทั้งในเมือง ในที่ทุรกันดาร ขนของ ขนสัตว์ ใช้รับจ้างหาเงิน ทำเป็นรถสองแถวก็ได้ หรือใช้งานส่วนตัวก็ดี ฯลฯ

ในงาน Motor Show 2018 นี้ ผู้ผลิตรถกระบะหลายเจ้าอย่าง โตโยต้า, อีซูซุ, มิตซูบิชิ, ฟอร์ด หรือ เชฟโรเลต ต่างส่งรถกระบะโฉมใหม่ หรือรุ่นพิเศษของตัวเองออกมาเพื่อกระตุ้นตลาด ช่วงชิงยอดจองและยอดขาย โดนใจผู้บริโภคที่อยากเปลี่ยนรถกระบะคันใหม่

โดยในงาน Motor Show 2018 จะมีรถกระบะรุ่นใดมาโชว์นั้น Carro ขอนำเสนอข้อมูลให้ทุกท่านดูกันได้เลยครับ …

Toyota Hilux Revo

Toyota-Hilux-Revo-Rocco

Toyota นำเสนอ “Hilux Revo รุ่นปรับโฉมใหม่” ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “ตัวตนของคนจริง” ด้วยดีไซน์ใหม่ของกันชนหน้า กระจังหน้าแบบโครเมียมและสีดำเงา และกรอบไฟตัดหมอกสีดำเงา สอดรับกับสีภายในห้องโดยสารใหม่โทนสีดำ ตลอดจนอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ ที่มีการปรับเพิ่มให้ครอบคลุมทุกการใช้งาน

และยังมี Hilux Revo Rocco (ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่) ใหม่! รุ่นตกแต่งพิเศษ เปิดตัวในงานนี้ด้วย ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “แกร่งเกินนิยาม” โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.8 ลิตร รหัส 1GD-FTV แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC VN Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400-2,600 รอบ/นาที

ราคาของ Toyota Hilux Revo ใหม่ อยู่ที่ 523,000 – 1,154,500 บาท

Isuzu D-Max X-Series

Isuzu-D-Max-X-Series

Isuzu (อีซูซุ) เปิดตัว “ใหม่! อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์” แรงขีดสุด…เต็มสปีดพันธุ์เอ็กซ์ ไลฟ์สไตล์ปิกอัพเพื่อคนสายพันธุ์สปอร์ต ปรับโฉมใหม่เพิ่มเอกลักษณ์ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น Speed สปอร์ตเข้าถึงจิตวิญญาณชาวเรซซิ่ง และครั้งแรกกับทางเลือก ใหม่! Speed Cab4 ปิกอัพสปอร์ต 4 ประตูของคนพันธุ์เท่ พร้อมด้วยรุ่น Hi-Lander สปอร์ตพรีเมี่ยม เท่ หรูหรามีสไตล์ดุจรถยนต์นั่ง

ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมขุมพลังสปอร์ตสไตล์เอ็กซ์ เครื่องยนต์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ และระบบส่งกำลังสไตล์สปอร์ตโดยทั้งรุ่นเกียร์ออโตเมติก 6 สปีด แบบ Rev Tronic และรุ่นเกียร์ธรรมดา 6 สปีด มาพร้อมโอเวอร์ไดร์ฟ 2 ตำแหน่งที่เกียร์ 5 และ 6

ราคาของ Isuzu D-Max อยู่ที่ 502,000 – 1,099,000 บาท

ราคาของ Isuzu D-Max X-Series ใหม่ อยู่ที่ 742,000 – 966,000 บาท

Nissan Navara (MY2018)

Nissan-NP300-Navara

ครั้งแรกในรถปิคอัพ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัจฉริยะ ใน Nissan NP300 Navara (นิสสัน เอ็นพี 300 นาวารา) ใหม่ กับกล้องมองภาพรอบทิศทาง AVM (Around View Monitor) 360 องศา มองเห็นภาพภายนอกได้รอบคัน และเพิ่มถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่งรอบคัน (เฉพาะรุ่น Top)

มาพร้อมเครื่องยนต์ให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ขนาด 2.5 ลิตร รหัส YD25DDTi แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VGS Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 403 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที

ส่วนในรุ่น 4WD รหัส YD25DDTi แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VGS Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที

ราคาของ Nissan NP300 Navara อยู่ที่ 549,500 – 1,106,000 บาท

Mitsubishi Triton Athlete

Mitsubishi-Triton

Mitsubishi (มิตซูบิชิ) นำ Triton รุ่นพิเศษ “Triton Athlete” (ไทรทัน แอทลีท) สปอร์ต พันธุ์เข้ม มาโชว์ เร้าใจทุกมุมมองด้วยชุดแต่งพิเศษรอบคันจากโรงงาน มีสีให้เลือก 3 สี ได้แก่สีขาว, สีเทา และสีดำ ตกแต่งภายในด้วยโทนสีดำ-ส้ม พร้อมสัญลักษณ์ Athlete เครืองเสียงแบบหน้าจอสัมผัสพร้อมรองรับระบบ Apple CarPlay เป็นต้น

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร รหัส 4N15 แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VG Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 181 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร ที่ 2,500 รอบ/นาที

ราคาของ Mitsubishi Triton อยู่ที่ 522,000 – 1,111,000 บาท

ราคาของ Mitsubishi Triton Athlete อยู่ที่ 746,000 – 1,072,000 บาท

Ford Ranger Raptor

Ford-Ranger-Raptor

Ford Ranger Raptor (ฟอร์ด เรนเตอร์ แรพเตอร์) ถูกสร้างมาไม่ซ้ำใคร เพราะนี่คือรถกระบะออฟโรดคันแรกของเอเชีย ที่ตั้งใจสร้างมาแบบไร้ข้อจำกัด สร้างและพัฒนายนตรกรรมออฟโรดทั้งคัน ทำใหม่หมด! ส่งตรงจากโรงงานของฟอร์ด นี่แหละกระบะพันธุ์โหดออฟโรดตัวจริงที่พร้อมลุยทุกเส้นทาง

โครงสร้างทั้งหมดประกอบไปด้วยเหล็ก High-strength Low-alloy (HSLA) หลายเกรด เพื่อให้พร้อมรับทุกความโหด และเข้าถึงสมรรถนะขั้นสุด แชสซีส์ถูกปรับโครงสร้างใหม่หมด มาพร้อมโช้คอัพคู่ด้านหน้าและหลังของ Fox Racing Shox ที่มาพร้อมระบบบายพาสภายใน (Internal Bypass) และระบบกันสะเทือนหลังแบบใหม่ รวมถึงระบบวัตต์ลิงค์และคอยล์โอเวอร์ช็อค ที่เน้นสมรรถนะการขับขี่บนทางออฟโรดเป็นพิเศษ

มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล EcoBlue TDCi 4 สูบแถวเรียง ขนาด 2.0 ลิตร (1,996 ซีซี) Twin Turbo (ทำงานร่วมกันระหว่าง High-Pressure (HP Turbo) เทอร์โบแรงดันสูง และ Low-Pressure (LP Turbo) เทอร์โบแรงดันต่ำ ควบคุมด้วยวาล์ว Bypass) ให้แรงม้าสูงสุด 213 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle Shift มาพร้อมระบบ Terrain Management System (TMS) สามารถปรับโหมดการขับขี่ได้ถึง 6 แบบ รวมถึงโหมดการขับขี่บาฮาสำหรับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูง

ราคาของ Ford Ranger อยู่ที่ 599,000 – 1,199,000 บาท

ราคาของ Ford Ranger Raptor อยู่ที่ 1,699,000 บาท

Chevrolet Colorado

Chevrolet-Colorado-High-Country-Storm

Chevrolet (เชฟโรเลต) เชฟโรเลต ประเทศไทย เปิดตัวรถกระบะ Colorado High Country Storm รุ่นล่าสุด ซึ่งมาพร้อมสีภายนอกใหม่ล่าสุด “Orange Crush” และตกแต่งพิเศษเพิ่มเติมจากชุดอุปกรณ์ตกแต่ง “Thunder” ชุดใหม่

อุปกรณ์ตกแต่งบนรถกระบะสีส้ม “Orange Crush” มีจัดจำหน่ายแบบแยกชิ้น ขณะที่ชุดแต่ง “Thunder” มอบความคุ้มค่าให้แก่ลูกค้า ด้วยการรวมชุดอุปกรณ์ตกแต่งที่ได้รับความนิยมเข้าไว้ด้วยกัน ในราคาพิเศษ

และ เชฟโรเลต ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและความพึงพอใจของลูกค้า จึงนำระบบความปลอดภัยแบบ Active ล้ำสมัยไว้ใน Colorado รุ่น 2 ประตู (X-Cab) LT Z71 และรุ่น 4 ประตู (C-Cab) LT Z71 (ทั้งรุ่นเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ) ซึ่งประกอบด้วย ระบบควบคุมเสถียรภาพของรถขณะลากจูง (TSC) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ESC) ระบบป้องกันการพลิกคว่ำ (ARP) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC) และ ระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางลาดชัน (HSA) เป็นต้น

ราคาของ Chevrolet Colorado อยู่ที่ 530,000 – 1,103,000 บาท

Pickup-Motor-Expo-2017

ส่งท้ายปี 2560 กับรถกระบะเปิดตัวใหม่หลายรุ่นในงาน Motor Expo 2017

รถกระบะ ถือเป็นรถที่ยอดนิยมอย่างยิ่งของชาวไทยมานานนับหลายสิบปี ที่มาพร้อมเทคโนโลยี ออพชั่น และกำลังเครื่องยนต์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ และยอดขายยังเป็นปัจจัยที่แสดงให้เห็นถึงสภาวะเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง เป็นรถสารพัดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ใช้งานได้ทั้งในเมือง ในที่ทุรกันดาร ขนของ ขนสัตว์ ใช้รับจ้างหาเงิน ทำเป็นรถสองแถวก็ได้ หรือใช้งานส่วนตัวก็ดี ฯลฯ

ในงาน Motor Expo 2017 นี้ ผู้ผลิตรถกระบะหลายเจ้าอย่าง โตโยต้า, อีซูซุ, มิตซูบิชิ หรือเชฟโรเลต ต่างรีบแต่งหน้าทาปากรถกระบะของตัวเองกันใหม่ หรือผลิตรุ่นพิเศษออกมาเพื่อกระตุ้นตลาด เพื่อช่วงชิงยอดจองและยอดขาย ซึ่งในงาน Motor Expo 2017 จะมีรุ่นใดมาโชว์นั้น Carro ขอนำเสนอข้อมูลให้ทุกท่านดูกันได้เลยครับ …

Toyota Hilux Revo (Minorchange)

Toyota-Hilux-Revo-Rocco

Toyota นำเสนอ “Hilux Revo รุ่นปรับโฉมใหม่” ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “ตัวตนของคนจริง” ด้วยดีไซน์ใหม่ของกันชนหน้า กระจังหน้าแบบโครเมียมและสีดำเงา และกรอบไฟตัดหมอกสีดำเงา สอดรับกับสีภายในห้องโดยสารใหม่โทนสีดำ ตลอดจนอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ ที่มีการปรับเพิ่มให้ครอบคลุมทุกการใช้งาน

และยังมี Hilux Revo Rocco (ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่) ใหม่! รุ่นตกแต่งพิเศษ เปิดตัวในงานนี้ด้วย ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “แกร่งเกินนิยาม” โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.8 ลิตร รหัส 1GD-FTV แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC VN Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400-2,600 รอบ/นาที

ราคาของ Toyota Hilux Minorchange ใหม่ อยู่ที่ 523,000 – 1,154,500 บาท

Isuzu D-Max (Minorchange)

Isuzu-D-Max

Isuzu (อีซูซุ) ฉลองครบรอบ 60 ปีในไทย พร้อมกับมีเซอร์ไพรส์ กับการเปิดตัว Isuzu D-Max Minorchange (อีซูซุ ดีแม็คซ์ ไมเนอร์เชนจ์) ภายนอกดีไซน์ล้ำสมัย เร้าใจ สไตล์สปอร์ต กระจังหน้าใหม่ เพิ่มออพชั่นหลายอย่าง สานต่อความแรงของ “ปรากฏการณ์ อีซูซุบลูเพาเวอร์” โดยชูจุดเด่นใหม่ๆ เช่น ไฟหน้าใหม่แบบ Bi-LED พร้อม Multifunctional Daylight ปรับระดับสูง-ต่ำของไฟหน้าได้ถึง 4 ระดับ
ภายในเสนอความบันเทิงเหนือระดับกับ ใหม่! Isuzu iConnect พร้อม Built-in Navigator และใหม่ล่าสุด “อีซูซุอินไซท์” (Isuzu Insight) ที่สามารถดาวน์โหลดข้อมูลผ่าน Smartphone ได้

และรุ่นไฮไลท์อย่าง “Isuzu D-Max V-Cross MAX 4×4” สปอร์ต ออฟโรด ดีไซน์ภายนอกใหม่! พร้อมชุดแต่ง MAX 4×4 สีเทาดำรอบคัน ผสานความแกร่งและสปอร์ตเป็นหนึ่งเดียว ดุดัน บึกบึนเต็มขั้น ด้วยโทนสีเทาดำ สไตล์สปอร์ตออฟโรดตัวจริง

สำหรับในรุ่น Spark, Spacecab, Cab4 และ Hi-Rider มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.9 ลิตร รหัส RZ4E-TC แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC Commonrail Di พร้อม VGS Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-2,600 รอบ/นาที

ส่วนเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4JJ1-TCX แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC Commonrail Di พร้อม VGS Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-2,800 รอบ/นาที

ราคาของ Isuzu D-Max Minorchange ใหม่ อยู่ที่ 497,000 – 1,099,000 บาท

Nissan Navara (MY2018)

Nissan-Navara

ครั้งแรกในรถปิคอัพ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัจฉริยะ ใน Nissan NP300 Navara (นิสสัน เอ็นพี 300 นาวารา) ใหม่ กับกล้องมองภาพรอบทิศทาง AVM (Around View Monitor) 360 องศา มองเห็นภาพภายนอกได้รอบคัน และเพิ่มถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่งรอบคัน (เฉพาะรุ่น Top)

มาพร้อมเครื่องยนต์ให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ขนาด 2.5 ลิตร รหัส YD25DDTi แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VGS Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 403 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที

ส่วนในรุ่น 4WD รหัส YD25DDTi แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VGS Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที

ราคาของ Nissan NP300 Navara อยู่ที่ 549,500 – 1,106,000 บาท

Mitsubishi Triton Athlete

Mitsubishi-Triton-Athlete

Mitsubishi (มิตซูบิชิ) เปิดตัว Triton รุ่นพิเศษ “Triton Athlete” (ไทรทัน แอทลีท) สปอร์ต พันธุ์เข้ม เร้าใจทุกมุมมองด้วยชุดแต่งพิเศษรอบคันจากโรงงาน มีสีให้เลือก 3 สี ได้แก่สีขาว, สีเทา และสีดำ ตกแต่งภายในด้วยโทนสีดำ-ส้ม พร้อมสัญลักษณ์ Athlete เครืองเสียงแบบหน้าจอสัมผัสพร้อมรองรับระบบ Apple CarPlay เป็นต้น

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร รหัส 4N15 แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VG Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 181 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร ที่ 2,500 รอบ/นาที

ราคาของ Mitsubishi Triton อยู่ที่ 522,000 – 1,111,000 บาท

Chevrolet Colorado Centennial Edition

Chevrolet-Colorado-Centennial-Edition

Chevrolet (เชฟโรเลต) ฉลองครบรอบ 100 ปี กระบะอเมริกันพันธุ์แกร่ง สร้างมาเพื่ออนาคต กับ Chevolet Colorado Centennial Edition (เชฟโรเลต โคโลราโด เซนเทนเนียล อิดิชั่น) รุ่นฉลองครบรอบกระบะ 100 ปี จำนวนจำกัดเพียง 100 คัน เท่านั้น มาพร้อม สติกเกอร์สีดำด้านที่กระโปรงหน้า ตราสัญลักษณ์ฉลองครบรอบกระบะ 100 ปี ล้ออัลลอยสีดำ 18 นิ้ว ชุดแต่งซุ้มล้อ ด้านหน้า และหลัง สปอร์ตบาร์ และมือจับที่เปิดประตูท้ายโครเมียม พร้อมตราสัญลักษณ์ฉลองครบรอบกระบะ 100 ปี เป็นต้นน

ใช้เครื่องยนต์ดูราแมกซ์ ดีเซล คอมมอนเรล ไดเรคอินเจคชั่น ขนาด 2.5 ลิตร แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC พร้อมเทอร์โบแปรผัน (VGT-Variable Geometry Turbocharger) และอินเตอร์คูลเลอร์ ให้แรงม้าสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 3,600รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 รอบ/นาที

ราคาของ Chevrolet Colorado อยู่ที่ 594,000 – 1,103,000 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจซื้อรถใหม่ในงาน Motor Expo 2017 แต่ยังหนักใจว่าจะขายรถคันเดิมที่ไหนดี ให้ Carro เป็นผู้ช่วยมืออาชีพของคุณ “ซื้อ ขาย รีไฟแนนซ์ รถยนต์อย่างมืออาชีพกับ Carro Thailand” หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ใน Fanpage “Carro Thailand” ครับผม