Toyota เปิดตัว Toyota Fortuner 2021 ในราคา 1,351,000 – 1,879,000 บาท

Toyota (โตโยต้า) เปิดตัว Toyota Fortuner GR Sport (โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ จีอาร์ สปอร์ต) ครั้งแรกของโลกที่ไทย พร้อมแนะนำ ชุดแต่ง Modellista และรุ่นปรับปรุงใหม่ปี 2564 เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2564

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เริ่มแนะนำรถอเนกประสงค์สุดหรู โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ เจนเนอเรชั่นที่ 1 ในปี 2548 ภายใต้โครงการ “IMV: Innovative International Multi-Purpose Vehicle” ที่สร้างปรากฏการณ์ เป็นผู้นำตลาดรถอเนกประสงค์ประเภท Pick-Up Passenger Vehicle (PPV) ในประเทศไทย รวมไปถึงในตลาดต่างประเทศ จนสามารถครองใจลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศได้อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยมียอดจำหน่ายรวมทั้งสิ้นมากกว่า 380,000 คัน* (*ข้อมูลยอดขายสะสมของฟอร์จูนเนอร์ภายใต้โครงการ IMV ตั้งแต่ปี 2547 – กรกฎาคม 2564)

Toyota เปิดตัว Toyota Fortuner GR Sport พร้อมโฉมใหม่ Toyota Fortuner 2021 ในราคา 1,351,000 - 1,879,000 บาท

Toyota Fortuner GR Sport…Race your Pride Ambition

ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นปรับปรุงใหม่ปี 2564…สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ (Wisdom of a Leader)

วันนี้เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งของโตโยต้า ที่แนะนำ Fortuner GR Sport เป็นครั้งแรกของโลกและฟอร์จูนเนอร์ รุ่นปรับปรุงใหม่ปี 2564 ซึ่ง Fortuner เป็นผู้นำในตลาด PPV เป็นระยะเวลายาวนานถึง 9 ปีติดต่อกัน นับตั้งแต่ปี 2555 และยังคงสามารถรักษาตำแหน่งยอดขายสูงสุดในครึ่งปีแรกของปีนี้นี้ เราปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น จะช่วยให้เราสามารถครองความเป็นผู้นำเป็นปีที่ 10 ติดต่อกันและพิสูจน์ว่า ฟอร์จูนเนอร์ คือ เจ้าแห่งรถกระบะดัดแปลง (King of PPV) ตัวจริง

Toyota เปิดตัว Toyota Fortuner GR Sport พร้อมโฉมใหม่ Toyota Fortuner 2021 ในราคา 1,351,000 - 1,879,000 บาท

Toyota Fortuner GR Sport รถรุ่นพิเศษที่โดดเด่น ด้วยความเหนือระดับ มาพร้อมแนวคิดใช้การสื่อสารสำหรับ ฟอร์จูนเนอร์ GR Sport อย่างเป็นทางการว่า “Race your Pride Ambition” และการออกแบบที่สปอร์ต ทั้งภายนอก และภายใน พร้อมด้วยเครื่องยนต์อันทรงพลัง และช่วงล่างที่เหมาะสมกับการขับขี่ทั้งในเมือง และการขับแบบออฟโรด

นอกจากนี้ ยังมีกับโช้คอัพแบบโมโนทูบ (Monotube Shock Absorber) ที่ปรับจูนเป็นพิเศษเพื่อมอบประสิทธิภาพการทรงตัว และความนุ่มนวลในการขับขี่ ที่ดียิ่งขึ้น ช่วยลดความเหนื่อยล้าให้ทั้งผู้ขับขี่ และผู้โดยสารภายในรถ ทั้งระหว่างการเดินทางระยะไกล และสภาพจราจรที่หนาแน่น

และในรุ่นปกติ ได้มีการเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัยล้ำสมัย สอดรับกับไลฟ์สไตล์ลูกค้า และการใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น เครื่องปรับอากาศแถวที่ 1 แบบอัตโนมัติ ปรับอิสระแยกซ้าย-ขวา เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่น ส่วนในรุ่น Legender 2.8 ลิตร เพิ่มระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง และระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ พร้อมกล้องมองรอบคัน ในรุ่น V นอกจากนี้ เราขอแนะนำชุดแต่ง Modellista ที่ช่วยเสริมให้ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นยิ่งขึ้น เสริมภาพลักษณ์ที่หรูหรา ไม่ซ้ำใคร”

ดร. จุฬชาติ จงอยู่สุข หัวหน้าวิศวกรระดับภูมิภาค กล่าวว่า “จากการที่เราได้รับคำติชมและข้อเสนอแนะจากลูกค้าผู้ใช้จริงทั่วประเทศ โดยเราได้นำเอาข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาใช้สำหรับการพัฒนาสู่รุ่นใหม่นี้ โดยฟอร์จูนเนอร์ รุ่นปรับปรุงใหม่ปี 2564 ในครั้งนี้ เราได้เพิ่มกล้องมองรอบคัน (Panoramic View Monitor) สำหรับรุ่น V เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยความปลอดภัย พร้อมเพิ่มเครื่องปรับอากาศแถวที่ 1 แบบอัตโนมัติปรับอิสระแยกซ้าย-ขวาในทุกรุ่น ให้ความสะดวกสบายได้ทั่วถึง โดยในรุ่นฟอร์จูนเนอร์ 2.8 Legender มีการเสริมระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor) และ ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert) เพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยในทุกการขับขี่”

นางสาวอัญญารัตน์ สุทธิเบญจกุล หัวหน้าวิศวกรระดับภูมิภาค กล่าวเสริมว่า “สำหรับแนวคิดในการพัฒนารถฟอร์จูนเนอร์ GR Sport ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการพัฒนารถในสไตล์รถแข่ง World Rally Championship (WRC) ซึ่งเป็นรถยนต์สมรรถนะสูงที่สามารถขับไปได้ทุกที่ ในทุกสภาพถนน เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบรถอเนกประสงค์ที่เน้นสมรรถนะในการขับขี่อันยอดเยี่ยม ด้วยช่วงล่างขับสนุกแบบสปอร์ต ที่มาพร้อมพร้อมกับโช้คอัพแบบโมโนทูบ (Monotube Shock Absorber) สามารถตอบสนองการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น ทำให้รู้สึกสนุกในการขับขี่ แต่ยังคงไว้ซึ่งความนุ่มนวลอันเป็นเอกลักษณ์ของรถรุ่นนี้

Toyota เปิดตัว Toyota Fortuner GR Sport พร้อมโฉมใหม่ Toyota Fortuner 2021 ในราคา 1,351,000 - 1,879,000 บาท

ฟอร์จูนเนอร์ รุ่น GR Sport

ฟอร์จูนเนอร์ รุ่น GR Sport ถือได้ว่าเป็นรุ่นสูงสุดของรถในตระกูล PPV ของโตโยต้า ซึ่งมีที่มาเฉกเช่นเดียวกับการพัฒนารถไฮลักซ์ รีโว่ รุ่น GR Sport ด้วยการนำเอาประสบการณ์และความรู้ทางเทคนิค จากการที่โตโยต้าได้เข้าร่วมการทดสอบสมรรถนะยานยนต์ในสนามแข่งขันทั่วโลกผ่านแบรนด์รถแข่งระดับโลกอย่าง TOYOTA GAZOO RACING ทำให้ ฟอร์จูนเนอร์ GR Sport เป็นสุดยอดยนตรกรรมแห่งของความเป็นผู้นำตามแบบฉบับแบรนด์รถแข่ง TOYOTA GAZOO RACING

Toyota เปิดตัว Toyota Fortuner GR Sport พร้อมโฉมใหม่ Toyota Fortuner 2021 ในราคา 1,351,000 - 1,879,000 บาท

สรุปอย่างเร็ว … มีอะไรเด่นๆ เปลี่ยนใหม่บ้าง ใน Toyota Fortuner GR Sport 2021 ใหม่?

– ใหม่…ดีไซน์ภายนอก…เอกลักษณ์ตามแบบฉบับรถแข่งระดับโลก Toyota Gazoo Racing สะท้อนความเป็น Sport Premium PPV

– กระจังหน้าสีดำเงาดีไซน์ใหม่ พร้อมสัญลักษณ์ GR

– กันชนหน้าพร้อมชุดตกแต่งสีดำเงา

– มือจับประตูสีเดียวกับตัวรถ

– สปอยเลอร์หลังดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ต

– ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว สีพิเศษเฉพาะรุ่น GR Sport

Toyota เปิดตัว Toyota Fortuner GR Sport พร้อมโฉมใหม่ Toyota Fortuner 2021 ในราคา 1,351,000 - 1,879,000 บาท

– ใหม่…ดีไซน์ภายใน…โดดเด่นด้วยความสปอร์ตในทุกมุมมอง

– ภายในดีไซน์สปอร์ตโทนสีดำสลับแดง ให้ความรู้สึกแบบรถแข่ง คงไว้ซึ่งความหรูหราไว้อย่างลงตัว

– เบาะนั่ง Suede แบบเจาะรู และหนังสังเคราะห์เดินด้ายตกแต่งสีแดง พร้อมสัญลักษณ์ GR

– แผงคอนโซลหน้าตกแต่งด้วยแถบสี Smoke silver พร้อมบุหนังสังเคราะห์สีดำเดินด้ายแดง

– ช่องปรับอากาศด้านหน้าตกแต่งด้วยแถบสี Smoke silver และโครเมียม

– แผงข้างประตู สีดำบุหนังสังเคราะห์พร้อมตกแต่งด้วยแถบสี Smoke silver

– พวงมาลัยหุ้มหนังแบบ Soft Touch แบบเจาะรู พร้อมตกแต่ง Center mark สีแดง และเดินด้ายสีแดง/ สี Smoke silver และสัญลักษณ์ GR

– หัวเกียร์หุ้มหนัง พร้อมตกแต่งด้วยแถบสี Smoke silver

– ฐานเกียร์ลาย Carbon Fiber พร้อมตกแต่งด้วยแถบสี Smoke silver

– กล่องเก็บของหุ้มหนังสังเคราะห์ เดินด้ายตกแต่งสีแดง

– แป้นคันเร่งและเบรคแบบสปอร์ต

– พรมรองพื้นห้องโดยสารดีไซน์เฉพาะรุ่น GR Sport

– กุญแจรีโมท Smart key ดีไซน์พิเศษเฉพาะรุ่น GR Sport และสตาร์ทอัจฉริยะ พร้อมสัญลักษณ์ GR

Toyota เปิดตัว Toyota Fortuner GR Sport พร้อมโฉมใหม่ Toyota Fortuner 2021 ในราคา 1,351,000 - 1,879,000 บาท

– ใหม่…สมรรถนะการขับขี่…ระบบส่งกำลังในสไตล์รถสปอร์ต ตอบสนองได้ดั่งใจ

– ระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบอิสระแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone Suspension) และระบบกันสะเทือนด้านหลังแบบโฟร์ลิงค์ พร้อมคอยล์สปริง เหล็กกันโคลง พร้อมกับโช้คอัพแบบโมโนทูบ (Monotube Shock Absorber)

– ระบบเบรกหน้า-หลังแบบดิสก์เบรกมีครีบระบายความร้อน พร้อมคาลิปเปอร์สีแดงและสัญลักษณ์ GR

– ใหม่…ฟังก์ชันความปลอดภัย…มั่นใจได้ทุกการเดินทาง ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก

– Toyota Safety Sense ประกอบด้วย ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-collision system), ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน (Lane Departure Alert) และระบบควบคุมและปรับความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control)

– ระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor)

– ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ RCTA (Rear Cross Traffic Alert)

Toyota เปิดตัว Toyota Fortuner GR Sport พร้อมโฉมใหม่ Toyota Fortuner 2021 ในราคา 1,351,000 - 1,879,000 บาท

ฟอร์จูนเนอร์ รุ่น Legender

สำหรับ ฟอร์จูนเนอร์ รุ่น Legender เราตอกย้ำความเป็น รถ Premium PPV ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว หรูหรา ที่เพิ่มฟังก์ชั่นความปลอดภัยอันล้ำสมัย อาทิ ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถ (Rear Cross Traffic Alert) และระบบช่วยเตือนมุมอับสายตาที่กระจกมองข้าง (Blind Spot Monitor) พร้อมกับ Toyota Safety Sense ที่ให้ความมั่นใจและยกระดับความปลอดภัยในการขับขี่ขั้นสูงสุด และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วยอุปกรณ์เชื่อมต่อ USB แบบ Type C 2 ตำแหน่ง

ฟอร์จูนเนอร์ รุ่น มาตรฐาน

สำหรับ ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นมาตรฐานที่เพิ่มกล้องมองรอบคัน (Panoramic View Monitor) ในรุ่น V เครื่องปรับอากาศแถวที่ 1 แบบอัตโนมัติปรับอิสระแยกซ้าย-ขวาทุกรุ่น เพิ่มความปลอดภัยทุกมุมมอง และความสะดวกสบายให้กับลูกค้ามากยิ่งขึ้น

Toyota เปิดตัว Toyota Fortuner GR Sport พร้อมโฉมใหม่ Toyota Fortuner 2021 ในราคา 1,351,000 - 1,879,000 บาท

ชุดแต่ง Modellista

ชุดแต่งสุดพิเศษที่ได้รับการออกแบบจากประเทศญี่ปุ่น มีดีไซน์หรูหรา มีเอกลักษณ์ ให้ความรู้สึกที่แตกต่างไม่เหมือนใคร ภายใต้ความร่วมมือกับบริษัท TCD Asia จำกัด เหมาะสำหรับลูกค้าที่ชอบการตกแต่งรถให้ดูโดดเด่น พรีเมียมมากยิ่งขึ้น

ฟอร์จูนเนอร์ รุ่น GR Sport มี 1 รุ่นย่อย และ ฟอร์จูนเนอร์ รุ่น Legender มี 4 รุ่นย่อย

มีสีภายนอกให้เลือก 3 สี

– Emotional Red Black Top * – White Pearl CS Black Top *

– Attitude Black Mica

ฟอร์จูนเนอร์ รุ่น GR Sport

ราคา

– 2.8 GR Sport เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,879,000 บาท

ฟอร์จูนเนอร์ รุ่น Legender มี 4 รุ่นย่อย

ราคา

– 2.8 Legender เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,839,000 บาท

– 2.8 Legender เกียร์อัตโนมัติ 1,775,000 บาท

– 2.4 Legender เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,636,000 บาท

– 2.4 Legender เกียร์อัตโนมัติ 1,566,000 บาท

(*สำหรับสี Emotional Red Black Top และ สี White Pearl CS Black Top เพิ่ม 20,000 บาท)

โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นมาตรฐาน มี 3 รุ่นย่อย มีสีภายนอกให้เลือก 6 สี

– Dark Blue Mica – Emotional Red **

– White Pearl CS ** – Silver Metallic

– Dark Grey Metallic – Attitude Black Mica

ราคา

– 2.4V เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,536,000 บาท

– 2.4V เกียร์อัตโนมัติ 1,466,000 บาท

– 2.4G เกียร์อัตโนมัติ 1,351,000 บาท

(** สำหรับสี Emotional Red และ สี White Pearl CS เพิ่ม 12,000 บาท)

เป็นเจ้าของ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่วันนี้! รับแคมเปญพิเศษ และแพ็คเกจขยายการรับประกันคุณภาพเพิ่มเป็น 5 ปี 150,000 กม. พร้อมค่าแรงเช็กระยะฟรีถึง 100,000 กม. รวมมูลค่ากว่า 45,000 บาท

พิเศษสุดสำหรับลูกค้าที่ซื้อรุ่นมาตรฐาน (2.4G, 2.4V,2.4V ขับเคลื่อน 4 ล้อ) สี White Pearl CS และ Attitude Black Mica ตั้งแต่วันนี้! รับฟรี! ชุดแต่ง Modellista มูลค่า 57,620 บาท

พบกับโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นปรับปรุงใหม่ปี 2564 ได้วันที่ 26 สิงหาคม 2564 และ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ GR Sport ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2564 ที่โชว์รูมผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ

สำหรับใครที่อยากขายรถคันเดิม ไปซื้อ Toyota Fortuner ใหม่ มาขายรถคันเดิมกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

แต่ถ้าหากช่วงนี้ใครไม่มีงบซื้อรถป้ายแดง ลองหา Toyota Fortuner มือสอง มาใช้แทนที่รถคันเดิม CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ พร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถออนไลน์ ได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น!

รถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ให้คุณเลือกชมรถยนต์เสมือนจริงออนไลน์รายแรกในไทย ทั้งภาพและเสียงในรูปแบบ 360 องศา พร้อมรับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! เรามีรถให้คุณเลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Official โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

สำหรับใครที่อยากขายรถคันเดิม ไปซื้อ Toyota Hilux Revo ใหม่ มาขายรถคันเดิมกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

10 อันดับ รถ SUV - PPV และ Crossover ในปี 2021 ราคาสูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท!

ถ้าจะให้พูดถึง “รถ SUV” (Sport Utility Vehicle) แล้ว ในบ้านเรานิยมกันหลายรูปแบบ เป็นรถที่เหมาะกับคนมีครอบครัวใหญ่ ไปไหนไปกันได้หลายคน เริ่มต้นตั้งแต่แบบ Crossover ซึ่งมาจากคำว่า Crossover Utility Vehicle เป็นรถที่ประกอบชิ้นเดียวกันทั้งคัน ดูคล้ายกับรถเก๋งยกสูง เน้นความอเนกประสงค์ ตัวรถไม่ใหญ่มากนัก เหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นหลัก หรืออาจลุยได้บ้าง แต่ก็ไม่มากเท่ากับแบบ SUV แท้ๆ

สำหรับรถ SUV นั้น ก็ยังมีอีก 2 แบบหลักๆ ได้แก่ SUV แบบที่มีลักษณะเดียวกันกับรถแนว Crossover แต่มีขนาดตัวรถที่ใหญ่กว่า ดูลุยกว่า มีที่นั่งทั้งแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง

และรถ SUV ที่มีพื้นฐานตัวรถเป็นแชสซีส์ แบบเดียวกับรถกระบะ หรือที่บ้านเรามักเรียกกันว่า “รถ PPV” หรือ Pick-up Passenger Vehicle แต่ปรับช่วงล่างให้นุ่มนวลขึ้น ด้วยการใช้คอยล์สปริง ตัวรถมีขนาดใหญ่ นั่งได้ 7 ที่นั่ง สามารถวิ่งในเมือง หรือลุยในทางฝุ่น เข้าป่าฝ่าดงได้

แต่ด้วยงบประมาณของหลายคนเวลานี้อาจมีจำกัด เนื่องจากโดนวิกฤตโควิด-19 กันไปถ้วนหน้า ทำให้การเลือกรถใช้สักคัน ต้องคำนึงถึงราคา และความประหยัดกันมากขึ้น ดังนั้นรถที่ราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท จึงค่อนข้างเป็นตัวเลือกในตลาดที่มีเยอะมากที่สุด และมีให้ทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งยังแบ่งออกไปได้อีกเป็นแบบ Part-Time หรือแบบ Full-Time เป็นต้น

CARRO ขอรวบรวมข้อมูล 10 อันดับ SUV – PPV และ Crossover ราคาสูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท ประจำปี 2021 มาให้ทุกท่านได้ทราบครับ.

All-New-Mazda-CX-8

1. Mazda CX-8 Skyactiv-D XDL (7 ที่นั่ง) ราคา 1,899,000 บาท

Mazda CX-8 (มาสด้า ซีเอ็กซ์-8) ยืนหนึ่งในกลุ่มรถ SUV ราคาสูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท (ถ้าเป็นรุ่น XDL Exclusive ราคาจะขึ้นไปอยู่ที่ 2,069,000 บาท) เพิ่งเปิดตัวไปในบ้านเราเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา เป็น SUV ระดับ Premium แบบ 3 แถว 7 ที่นั่ง และ 6 ที่นั่ง ที่มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 1.59 ล้านบาท

อ่านเพิ่มเติม >> Mazda สร้างความตื่นเต้น! เปิดตัว CX-8 ใหม่ ในราคา 1,599,000 – 2,069,000 บาท

All-New Mazda CX-8 ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถันทุกรายละเอียด มาพร้อมแนวคิด “The Precious Moment for All” ทุกช่วงเวลา…มีค่าไม่สิ้นสุด ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่งดงาม กับ Concept “Less is More” ที่เน้นความเรียบง่ายแต่งดงาม จับกลุ่มลูกค้านักบริหารระดับสูง นักธุรกิจ เจ้าของธุรกิจ

ภายในหรูหราด้วยห้องโดยสารโทนสีเข้ม แต่งด้วยวัสดุแบบ Real Wood และสีเงิน Satin Chrome ผสานอย่างลงตัวกับเบาะหนัง Nappa (และหนังสังเคราะห์) สีแดง Deep Red พร้อมระบบเสียง Bose รอบทิศทาง กับลำโพง 10 ตำแหน่ง ที่มอบความสุนทรีย์ และระบบ Mazda Connect ที่มาพร้อม Apple CarPlay แสดงข้อมูลผ่านหน้าจอสี Center Display แบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว

เครื่องยนต์มาพร้อม 2 ทางเลือก ประกอบด้วย เครื่องยนต์สกายแอคทีฟคลีนดีเซล 2.2 ลิตร (SKYACTIV-D 2.2) ที่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาใหม่ พร้อมระบบวาล์วไอเสียแปรผันอัจฉริยะ VVT และระบบเทอร์โบแปรผัน 2 ขั้น ตอบสนองที่รวดเร็วแม่นยำยิ่งกว่าเดิม ให้แรงม้าสูงสุด 190 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร และเครื่องยนต์สกายแอคทีฟเบนซิน 2.5 ลิตร (SKYACTIV-G 2.5) 194 แรงม้า

และในรุ่น XDL Exclusive ยังมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตโนมัติ i-ACTIV AWD ที่ช่วยปรับระบบการขับขี่ให้เหมาะสมกับสภาพถนน และประหยัดน้ำมันสูงถึง 17.5 กม./ลิตร (รุ่น XDL 7 ที่นั่ง)

Mazda-CX-5-2019

2. Mazda CX-5 Skyactiv-G 2.5 Turbo SP ราคา 1,850,000 บาท

Mazda CX-5 (มาสด้า ซีเอ็กซ์-5) มาพร้อมกับ Concept “เป็นที่สุดในทุกบทบาท” Make All Chapters Remarkable นี้คือรถอเนกประสงค์ที่เป็นที่สุดในคลาส One Class Above ภายใต้การออกแบบ Kodo Design เจนเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งในตัว Turbo รุ่น Top สุดของรุ่น เพิ่งจะเผยโฉมกันไปเมื่อเดือนตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา

ภายนอกมาพร้อมล้อแม็กขนาด 19 นิ้ว เฉพาะรุ่น ส่วนภายในตกแต่งด้วยวัสดุสุดประณีต ดุจงานศิลปะ พิถีพิถันทุกรายละเอียดเสมือนงานทำมือ (Hand-Crafted Design) ใช้เบาะหนัง Nappa (และหนังสังเคราะห์) สีแดง Deep Red กับระบบระบายอากาศเบาะนั่งคู่หน้า Seat Ventilation และระบบเสียง Bose และลายไม้แบบ Real Wood รองรับการเชื่อมต่อ Application บนสมาร์ทโฟน ผ่านระบบ Mazda Connect บนหน้าจอสี Center Display แบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว ควบคุมด้วย Center Commander

จัดว่าเป็นรถ SUV ที่เครื่องแรงทรงพลัง และขับสนุกมากที่สุดอีกคันหนึ่ง โดยใช้ขุมพลังขนาด 2.5 ลิตร (SKYACTIV-G 2.5) ที่ให้กำลัง 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบ Turbo แบบ Dynamic Pressure ระบบวาล์วแปรผันคู่อัจฉริยะ Dual S-VT ตอบสนองรวดเร็วแม่นยำ พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัตโนมัติ i-ACTIV AWD

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

3. Toyota Fortuner 2.8 Legender 4WD ราคา 1,839,000 บาท

Toyota Fortuner (โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์) สำหรับ ฟอร์จูนเนอร์ เองนั้น เพิ่งปรับโฉมล่าสุดไปเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2563 ก็ยังเป็นรถอเนกประสงค์ยอดนิยมของคนไทย ทั้งในแบบรถใหม่ หรือรถมือสองก็ตาม โดยโฉมเจเนอเรชั่นที่ 2 เปิดตัวในบ้านเราเมื่อเดือน กรกฎาคม 2558 ภายใต้สโลแกน “Wisdom of a Leader” หรือ “สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ”

อ่านเพิ่มเติม >> เจาะจุดเด่น Toyota Hilux Revo 2020 และ Fortuner 2020 ใหม่ มีอะไรน่าสนบ้าง! พร้อมราคาและโปรโมชั่น

มาพร้อมความหรูหรามากขึ้น ล้ำสมัย ทั้งภายในและภายนอก ปรับกระจังหน้าใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมแถบกันชนล่างสีเงิน มีหลังคาสีทูโทนให้เลือก ไฟหน้า DayTime Running Light แบบ Light Guiding ดีไซน์ใหม่ และปรับชุดไฟท้ายดีไซน์ใหม่เป็นแบบ LED พร้อมกับ Light Guiding มีกล้องมองภาพรอบคัน พร้อมมุมมองแบบ 3 มิติ ล้อแม็กขนาด 20 นิ้ว และระบบ Activated Kick Door เปิดประตูหลัง แบบไม่ต้องใช้มือสัมผัส

สำหรับรุ่น Fortuner ธรรมดา ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร 150 แรงม้า ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Sequential Shift ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.8 ลิตร GD Super Power ใหม่ ในรุ่น Legender ได้พัฒนาให้มีแรงม้าสูงถึง 204 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่ 500 นิวตันเมตร (Nm) ในช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่กว้างตั้งแต่ 1,600-2,800 รอบ/นาที

และเพิ่มเพลาปรับสมดุล (Balance Shaft) ในเครื่องยนต์ 2.8 ลิตร ช่วยลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนที่ส่งเข้าสู่ห้องโดยสาร

ในรุ่น Off-Road เครื่องยนต์มีการปรับลดความเร็วรอบเดินเบา (จาก 850 รอบต่อนาที เป็น 680 รอบต่อนาที) สามารถลุยเส้นทาง Off-Road ได้อย่างมั่นคง

Ford-Everest-2021

4. Ford Everest 2.0L Bi-Turbo Titanium+ 4×4 10AT ราคา 1,799,000 บาท

Ford Everest (ฟอร์ด เอเวอเรสต์) โฉมไมเนอร์เชนจ์อีกรอบนี้ เปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา ตัวรถมากับกระจังหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ ตัวอักษรนูน “Everest” บนฝากระโปรงหน้า มือจับ กระจกข้าง และล้ออัลลอยใหม่ สำหรับรุ่น Trend มอบตัวเลือกสีภายนอกใหม่ สีขาว สโนว์ เฟลก ไวท์ เพิร์ล สำหรับฟอร์ด เอเวอเรสต์ สำหรับรุ่น Trend, ไทเทเนี่ยม และไทเทเนี่ยม พลัส และสีน้ำเงินดีพ คริสตัล บลู สำหรับรุ่น Sport

ส่วนห้องโดยสารโทนสีดำ / สี Congac ใช้เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะแถว 3 พับไฟฟ้า และมีหลังคา Panoramic Moonroof ให้ กับระบบ Infotainment แบบ SYNC 3 ทำงานผ่านจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว แสดงผลกล้องมองหลัง รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน และยังรองรับระบบจดจำเสียง และระบบสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยด้วย

ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด ที่ Everest จะใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร ใหม่ แบบ Bi-Turbo แรงม้าสูงสุดมากถึง 213 แรงม้า ตัวเดียวกับใน Ranger Raptor พร้อมจับคู่เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด กับระบบความปลอดภัยอย่างครบครัน

Peugeot-5008

5. Peugeot 5008 ราคา 1,759,000 บาท

Peugeot 5008 (เปอโยต์ 5008) ค่ายรถจากแดนน้ำหอม กลับมารุกตลาดในไทยอีกครั้ง เมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา กับตัวแทนจำหน่ายเจ้าใหม่ พร้อมสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนๆ ด้วย Peugeot 5008 SUV 7 ที่นั่ง รถ SUV สุดสวยจากเปอโยต์ ที่ออกแบบโดย Gilles Vidal ที่หน้าตาได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากเขี้ยวสิงโต ส่วนไฟท้ายออกแบบเสมือนรอยเล็บของสิงโต Lion Claws พร้อมล้อแม็กขนาดใหญ่ 18 นิ้ว

ห้องโดยสารภายในแบบ “i-Cockpit” สุดล้ำ ปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้หลายรูปแบบ เช่น Dials, Navigation, Driving, Minimal และ Personal พวงมาลัยแบบทรงแบน ปาดด้านบนล่างออก ให้การมองทัศนวิสัยได้ดีขึ้น และมีตำแหน่งการขับที่ดีเยี่ยม และดีไซน์ร่วมสมัย เบาะแถว 2 ออกแบบให้เลื่อนได้ และพนักพิงปรับเอนได้ พร้อมประตูบานท้ายแบบไฟฟ้า สามารถแหย่เท้าไปใต้กันชนหลัง เปิดได้โดยไม่ต้องสัมผัส

ขุมพลังที่ใช้ เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส EP6FDT แบบ Direct Injection PURE TECH 4 สูบ Twin Scroll Turbo ให้กำลังสูงสุด 167 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อนล้อหน้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Quickshift มีโหมด M พร้อม Paddle Shift และโหมด Sport และระบบ Advanced Grip Control เปลี่ยนโหมดการขับสำหรับสภาพพื้นผิวต่างๆ ให้เลือกได้สะดวกด้วยปุ่มหมุน

Honda-CR-V-2020

6. Honda CR-V DT EL 4WD ราคา 1,759,000 บาท

Honda CR-V (ฮอนด้า ซีอาร์วี) ใหม่ เจนเนอเรชั่นที่ 5 นับตั้งแต่การเปิดตัวในเดือนมีนาคม 2560 ก็ยังคงขายดีอย่งต่อเนื่อง จนกระทั่งปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในเดือนกรกฏาคม 2563 พรีเมียมขึ้นด้วยกระจังหน้าแบบ Gloss Black และกันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ หลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา ไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบ LED Sequential และมาพร้อมสีใหม่ สีน้ำเงินคอสมิก

เสริมความมั่นใจในทุกการเดินทาง ด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) และนวัตกรรมเชื่อมต่อเพื่อการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) ครบครันด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกสบายล้ำสมัยระดับพรีเมียม

ใช้เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 2.4 ลิตร i-VTEC 173 แรงม้า และเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.6 ลิตร i-DTEC Diesel Turbo 160 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด แบบ Shift by Wire (ในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซล) ระบบขับเคลื่อนมีให้เลือกทั้งแบบขับล้อหน้า และขับ 4 ล้อ Real Time AWD

Suzuki-Jimny-2019

7. Suzuki Jimny (Two-Tone) ราคา 1,680,000 บาท

Suzuki Jimny (ซูซูกิ จิมนี่) เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคม 2562 ที่ผ่านมา ด้วยการนำเข้ามาจากญี่ปุ่น ราคาจึงค่อนข้างสูง จัดว่าเป็นรถ Off-Road ขนาดเล็กที่มีกลุ่มแฟนคลับอย่างเหนียวแน่นนับตั้งแต่ในยุคของรุ่น Caribian (คาริเบียน) โดยมาพร้อม Concept “Nobody But Jimny” ซึ่งซูซูกิได้ทุ่มเทศึกษาวิจัยและพัฒนารถยนต์ประเภทออฟโรดอย่างต่อเนื่อง และได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่ปี 1970

แม้ตัวถังจะเหลี่ยมแบบรถออฟโรดยุค 80 แต่ก็เข้ายุคสมัยด้วยชุดไฟหน้า LED มีระบบฉีดน้ำล้างไฟหน้า ไฟท้ายแบบ LED ซุ้มล้อสีดำรอบคัน และล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว ภายในใช้วัสดุคุณภาพสูง เบาะปรับได้หลายรูปแบบ พื้นที่เก็บของด้านหลังมีหลายจุด และมีช่องจ่ายไฟสำรอง 2 จุด บริเวณคอนโซลหน้าด้านล่าง และที่เก็บของด้านหลัง

มีหน้าจอแสดงข้อมูลการขับแบบ Segment Display พร้อมระบบ Infotainment Suzuki Smart Connect เชื่อมต่อแบบไร้สาย พร้อมระบบนำทางอัจฉริยะ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และระบบความปลอดภัย Suzuki Safety Support เป็นต้น

ขุมพลังเป็นขนาด 1.5 ลิตร รหัส K15B แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลังสูงสุด 102 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 130 นิวตัน-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด หรืออัตโนมัติ 4 สปีด พร้อมเกียร์ Transfer ในราคาเริ่มต้นที่ 1,580,000 บาท

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

8. Mitsubishi Pajero Sport 2.4 GT Premium 4WD ราคา 1,603,000 บาท

Mitsubishi Pajero Sport (มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต) เพิ่งเปิดตัวโฉมไมเนอร์เชนจ์ไปล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมานี้เอง มาพร้อมรูปลักษณ์ภายนอกที่หรูหราและทรงพลังยิ่งขึ้น พร้อมปรับปรุงภายในห้องโดยสารใหม่ ด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว ปรับปรุงใหม่เพื่อง่ายต่อการอ่าน และประตูท้ายไฟฟ้าที่ใช่ง่ายยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเปิด-ปิด ด้วยสมาร์ทโฟน

มาพร้อมเครื่องยนต์ MIVEC Turbo Diesel ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด กับเทคโนโลยีความปลอดภัยครบครันยิ่งขึ้น ด้วยระบบส่งสัญญาณเตือนเมื่อเปลี่ยนเลน (LCA) และระบบสัญญาณเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (RCTA) มีทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้เลือก

ส่วนถ้าใครอยากได้รุ่นตกแต่งพิเศษ Elite Edition ในตัวรุ่น Top สุด ก็เพิ่มเงินอีก 30,000 บาท (1,633,000 บาท) นะครับ

All-New-Isuzu-MU-X-2020

9. Isuzu MU-X 3.0 Ddi 4X4 Ultimate A/T ราคา 1,579,000 บาท

All-New Isuzu MU-X (ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์) โฉมใหม่ล่าสุดที่เปิดตัวไปในเดือนตุลาคม 2563 ครั้งแรกในโลกที่ไทย ยนตรกรรมอเนกประสงค์รุ่นใหม่หมดระดับ Masterpiece รุ่นล่าสุด ภายใต้นิยาม “เหนือทุกความเชื่อ…เหนือทุกความสำเร็จ (Originality Redefined)” พลิกโฉมใหม่ทั้งภายนอกจรดภายใน ด้วยดีไซน์ที่หรูหรา สะดวกสบาย ประณีตในทุกรายละเอียด

มาพร้อมเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยสุดล้ำ Isuzu Matrix Safety Intelligence ที่ครบครัน และเหนือกว่าด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS (Advanced Driver Assistance Systems) ที่มาพร้อมนวัตกรรมกล้องหน้าคู่อัจฉริยะ 3D Imaging Stereo Camera รวมทั้งพัฒนาสมรรถนะการขับขี่ให้นุ่มนวล มั่นคง ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ขุมพลังเครื่องยนต์ 1.9 Ddi Blue Power Gen 2 และ 3.0 Ddi Blue Power พร้อมทางเลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ และเกียร์ธรรมดาแบบ 6 สปีด มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อและ 4 ล้อ พร้อมระบบขับเคลื่อน Rough Terrain Mode ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยทำงานได้ทั้ง 2H, 4H และ 4L

Peugeot-3008

10. Peugeot 3008 ราคา 1,559,000 บาท

Peugeot 3008 (เปอโยต์ 3008) ค่ายรถจากแดนน้ำหอม กลับมารุกตลาดในไทยอีกครั้ง เมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา กับตัวแทนจำหน่ายเจ้าใหม่ พร้อมสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนๆ ด้วย Peugeot 3008 SUV 5 ที่นั่ง รถ SUV สุดสวยจากเปอโยต์ ที่ออกแบบโดย Gilles Vidal ที่หน้าตาได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากเขี้ยวสิงโต ส่วนไฟท้ายออกแบบเสมือนรอยเล็บของสิงโต Lion Claws พร้อมล้อแม็กขนาดใหญ่ 18 นิ้ว ตัวรถมีน้ำหนักเบากว่ารุ่น 7 ที่นั่งอย่าง 5008 ประมาณ 60 กิโลกรัม

ห้องโดยสารภายในแบบ “i-Cockpit” สุดล้ำ ปรับเปลี่ยนการแสดงผลได้หลายรูปแบบ เช่น Dials, Navigation, Driving, Minimal และ Personal พวงมาลัยแบบทรงแบน ปาดด้านบนล่างออก ให้การมองทัศนวิสัยได้ดีขึ้น และมีตำแหน่งการขับที่ดีเยี่ยม และดีไซน์ร่วมสมัย เบาะแถวสอง พื้นที่กว้างขวาง นั่งสบายไม่อึดอัด และเบาะปรับเอนได้ พร้อมประตูบานท้ายแบบไฟฟ้า สามารถแหย่เท้าไปใต้กันชนหลัง เปิดได้โดยไม่ต้องสัมผัส

ขุมพลังที่ใช้ เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส EP6FDT แบบ Direct Injection PURE TECH 4 สูบ Twin Scroll Turbo ให้กำลังสูงสุด 167 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อนล้อหน้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด Quickshift มีโหมด M พร้อม Paddle Shift และโหมด Sport และระบบ Advanced Grip Control เปลี่ยนโหมดการขับสำหรับสภาพพื้นผิวต่างๆ ให้เลือกได้สะดวกด้วยปุ่มหมุน

MR.CARRO หวังว่า 10 อันดับ รถ SUV – PPV และ Crossover ในงบไม่เกิน 2 ล้านบาท น่าจะถูกใจ และเป็นตัวเลือกให้กับผู้ที่กำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงตอนนี้ แต่ถ้าใครอยากหาเงินมาโปะรถคันใหม่ได้มากยิ่งขึ้น ก็ลองขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ดูได้ มาขายรถกับ CARRO Express สิ! ได้ราคาดี หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

Carro Automall / คาร์โร ออโต้มอลล์

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถ SUV, รถ PPV, รถ Crossover และรถมือสอง ราคาไม่เกินสองล้านคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ พร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถออนไลน์ ได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น!

รถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ให้คุณเลือกชมรถยนต์เสมือนจริงออนไลน์รายแรกในไทย ทั้งภาพและเสียงในรูปแบบ 360 องศา พร้อมรับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร!

อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! เรามีรถให้คุณเลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถ SUV, รถ PPV, รถ Crossover มือสอง หรือรถราคาไม่เกินสองล้านรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Official โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

หมายเหตุ : *ข้อมูลสินค้า 10 อันดับข้างต้นนี้ เป็นข้อมูลสินค้าที่ Update ณ เดือนมิถุนายน 2564 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดสอบถามรายละเอียดหรือราคาล่าสุด ที่ตัวแทนจำหน่ายรถรุ่นนั้นๆ อีกครั้ง

Compare-MU-X-Fortuner-Terra-Pajero-Sport-Everest

ถ้าพูดถึงรถ SUV ที่ถือว่าเป็นตลาดใหญ่ในกลุ่มรถบ้านเราเวลานี้ ด้วยการใช้งานที่สารพัดประโยชน์ และลุยน้ำท่วมได้ บวกกับตัวรถที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในตลาดรถยนต์ไทย ก็ยังมีรถประเภท SUV อีกแบบหนึ่ง ที่ในไทยมักเรียกกันว่ารถ “PPV” (Pick-Up Passenger Vehicle = รถอเนกประสงค์ที่มีพื้นฐานมาจากรถกระบะ) ซึ่งก็มียอดขายที่สูงมากด้วยเช่นกัน โดยมากแล้วจะมี 7 ที่นั่ง ในราคาค่าตัวอยู่ที่ 1 ล้านบาท ไปจนถึงเกือบๆ 2 ล้านบาท

ซึ่งผู้ผลิตรายแรกที่ผลิตรถในรูปแบบ PPV ขึ้นมา นั่นคือ ที่ขับเคี่ยวแข่งขันกันในตลาดรถยนต์อย่างดุเดือดกันมานานถึง 20 ปีได้

CARRO Thailand จึงขอนำรถ PPV ยอดฮิตในหมู่คนไทย ที่เพิ่งเปิดตัวสดใหม่ และมีขายอยู่แล้วในตลาดด้วยกัน 5 แบรนด์ 5 รุ่น อย่าง All-New Isuzu MU-X (ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์), Toyota Fortuner (โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์), Mitsubishi Pajero Sport (มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต), Nissan Terra (นิสสัน เทอร์ร่า) และ Ford Everest (ฟอร์ด เอเวอเรสต์) มาเปรียบเทียบกันให้เห็น ว่าแต่ละรุ่น มีข้อเสียข้อเสีย น่าใช้หรือไม่อย่างไร!

หากใครสนใจรุ่นไหนอยู่ ลองคำนวณงบประมาณที่มี แล้วเลือกดูว่า จะผ่อนกันแบบไหนได้เลย 

ถ้าคุณอยากขายรถด่วน เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้สามารถขายรถคันเก่า หรือตีราคารถกับทาง CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

Isuzu-MU-X-Motor-Expo-2020

All-New Isuzu MU-X 2020

ข้อดี : พัฒนาตัวรถใหม่หมด (แต่บางคนก็บอกว่า ยังสลัดคราบของ D-Max ออกไม่หมดก็ตาม) แต่ก็ดูหรูหราขึ้น ช่วงล่างนุ่ม เกาะถนนได้มากขึ้น รุ่น 1.9 ลิตร เหมาะสำหรับคนชอบความประหยัด หรือใช้งานในเมือง ส่วนรุ่น 3.0 ลิตร เหมาะสำหรับใช้งานทางไกล สายซิ่ง ให้ความฉับไวในการออกตัวและเร่งแซง ขับขี่สบายมากขึ้น และยังเป็นรถมือสอง ที่ซื้อง่ายขายคล่องอีกด้วย

ข้อด้อย : รุ่น 1.9 ลิตร ตัวเครื่องยนต์ต้องแบกน้ำหนักตัวรถมาก การออกตัวให้อัตราเร่งช้าไปบ้าง แต่วิ่งสัก 80 กม./ชม. ขึ้นไป ก็ถือว่าดีขึ้นมาก และพวงมาลัยอาจคืนตัวช้าไปบ้าง

รายละเอียดตัวรถ : เป็นรถที่ออกแบบภายใต้แนวคิด Emotional & Solid ผสานความหนักแน่นและพลิ้วไหวเข้าไว้ด้วยกันตลอดทั้งคัน อาทิ กระจังหน้าแบบ World Cross Flow, ไฟหน้า Bi-LED Projector ดีไซน์แบบ Arrow Signature สอดรับกับเส้นสายด้านข้างอันเป็นเอกลักษณ์ ทอดยาวสู่ไฟท้าย LED ดีไซน์แบบ Winglet Signature

โครงสร้างแพลทฟอร์มใหม่ ช่วงล่างใหม่ ออกแบบตามแนวคิด ISUZU Symmetric Mobility ให้โครงสร้างตัวถัง แชสซีส์ การวางตำแหน่งเครื่องยนต์ และช่วงล่างทำงานร่วมกันได้ลงตัว ช่วงล่างหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น Double Wishbone ออกแบบจุดยึดปีกนกด้านบนใหม่ พร้อมคอยล์สปริง โช้คอัพแก๊สและเหล็กกันโคลงขนาดใหญ่ ช่วงล่างด้านหลังแบบ 5-Link Suspension ออกแบบจุดยึดคานใหม่และเหล็กกันโคลงให้ยาวขึ้น พร้อมคอยล์สปริงและโช้คอัพแก๊ส

ภายในห้องโดยสาร แนวคิดการออกแบบ Fine, Rich & Impressive Craftsmanship ด้วยวิธีการออกแบบ Integrated Cockpit ให้คอนโซลหน้าเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกับคอนโซลกลาง จัดวางเรียบหรู ด้วยเบาะนั่งสามแถว สี Saddle Brown ตัดเย็บด้วยวัสดุพิเศษ เดินด้ายแบบเครื่องหนังชั้นหรู พร้อมเทคโนโลยี COOLMAX ช่วยลดการสะสมความร้อน ออกแบบให้นั่งสบายทั้ง 7 ที่นั่ง และเบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า

ระบบความบันเทิง ISUZU Ultimate Entertainment หน้าจอ Infotainment Display ขนาดใหญ่ 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay แบบไร้สาย และ Android Auto พร้อมลำโพง 8 จุด ให้มิติเสียงรอบทิศทาง

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone แยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมฟิลเตอร์กรองฝุ่น PM 2.5 Charging Station รองรับการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าหลากหลาย ทั้ง USB Fast Charger ช่องต่อ AC Power Socket 220V และช่องต่อ DC 12V

และกุญแจ ISUZU Genius Entry สตาร์ทเครื่องยนต์ด้วย Remote Engine Start ใช้เปิด-ปิดประตูท้ายไฟฟ้าได้ด้วย

มีให้เลือกถึง 6 สี ได้แก่ น้ำตาลมาราเกซ (Marrakesh Brown) ขาวมุกโดโลไมท์ (Dolomite Pearl White) แดงเอทนา (Etna Red) ดำบาวาเรียน ไมก้า (Bavarian Black Mica) เงินไอซ์เบิร์ก (Iceberg Silver) และเงินโบฮีเมียน เมทัลลิค (Bohemian Silver Metallic)

All-New-Isuzu-MU-X-2020

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ :

  • ไฟหน้า Bi-LED Projector ดีไซน์แบบ Arrow Signature
  • ไฟท้าย LED ดีไซน์แบบ Winglet Signature
  • กล้องหน้าคู่ 3D Imaging Stereo Camera
  • ระบบเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ
  • ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ
  • กระจกบังลมหน้าแบบ IR Cut
  • ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ Dynamic Design
  • กุญแจ ISUZU Genius Entry
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Dual Zone แยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมฟิลเตอร์กรองฝุ่น PM 2.5
  • Charging Station รองรับการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าหลากหลาย
  • หน้าจอ Infotainment Display ขนาดใหญ่ 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay แบบไร้สาย และ Android Auto
  • เบรกมือไฟฟ้า
  • ระบบ Auto Brake Hold ระบบช่วยหยุดอยู่กับที่โดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้างไว้
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
  • ระบบเปิด-ปิดประตูท้ายด้วยไฟฟ้า Power Tailgate พร้อม Jam Protection
  • ACC (Full Speed Range Adaptive Cruise Control) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมฟังก์ชัน Stop and Go
  • FCW (Forward Collision Warning) ระบบแจ้งเตือนก่อนการชนด้านหน้า
  • AEB (Autonomous Emergency Braking) ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ
  • LDW (Lane Departure Warning) ระบบแจ้งเตือนออกนอกเลน
  • AHB (Automatic High Beam) ระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมติ
  • PMM (Pedal Misapplication Mitigation) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์เมื่อเหยียบคันเร่งผิดพลาด
  • MSL (Manual Speed Limiter) ระบบตั้งค่าจำกัดความเร็วสูงสุดด้วยตัวเอง
  • BSM (Blind Spot Monitoring) ระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตา
  • RCTA (Rear Cross Traffic Alert) ระบบช่วยเตือนขณะถอยรถยนต์
  • Parking Aid System ระบบเซ็นเซอร์ช่วยจอดรถยนต์
  • MCB (Multi-Collision Brake) ระบบเบรกอัตโนมัติหลังการเกิดอุบัติเหตุ ช่วยลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน

All-New-Isuzu-MU-X-2020

เครื่องยนต์ : ดีเซลขนาด 1.9 ลิตร รหัส RZ4E-TC แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Commonrail Direct Injection VGS Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800 – 2,600 รอบ/นาที ประหยัดน้ำมัน 14.9 กม./ลิตร (ตาม Eco Sticker)

และดีเซลขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4JJ3-TCX แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Commonrail Direct Injection VGS Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,600 รอบ/นาที ประหยัดน้ำมัน 13.3 กม./ลิตร (ตาม Eco Sticker)

ทั้ง 2 เครื่องยนต์ สามารถใช้กับน้ำมันดีเซล B20 ได้ ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และอัตโนมัติแบบ 6 สปีด พร้อม REV Tronic รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.6 เมตร น้ำหนักรถ 1,950 – 2,165 กิโลกรัม

มิติตัวรถ : ยาว 4,850 มม. กว้าง 1,870 มม. สูง 1,815 มม. (รุ่น Active) 1,825 มม. (รุ่น Luxury) 1,875 มม. (รุ่น Elegant / Ultimate) ระยะฐานล้อ 2,855 มม. ระยะต่ำสุดจากพื้น 235 มม.

ราคาจำหน่าย : (Update ล่าสุด เดือนธันวาคม 2563)

  • 1.9 Ddi Active A/T ราคา 1,121,000 บาท
  • 1.9 Ddi Luxury M/T ราคา 1,266,000 บาท
  • 1.9 Ddi Luxury A/T ราคา 1,304,000 บาท
  • 1.9 Ddi Elegant A/T ราคา 1,349,000 บาท
  • 1.9 Ddi Ultimate A/T ราคา 1,434,000 บาท
  • 3.0 Ddi Ultimate A/T ราคา 1,479,000 บาท
  • 3.0 Ddi 4X4 Ultimate A/T ราคา 1,579,000 บาท

Toyota-Fortuner-Legender

Toyota Fortuner 2020

ข้อดี : โฉมนี้ถือว่าปรับปรุงหลายอย่าง นอกจากหน้าและออพชั่นใหม่ๆ แล้ว ดูสวยและดุดันขึ้น เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีครอบครัว มองหารถที่ใหญ่ขึ้น ส่วนรุ่น เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้านักธุรกิจรุ่นใหม่ เครื่องยนต์ 2.8 แรงกว่ารถในระดับเดียวกัน โดดเด่นด้วยล้อแม็กขนาด 20 นิ้ว ตัวรถยังติดตั้ง Balance Shaft เพื่อลดเสียงและการสั่นสะเทือน พร้อมโหมดการขับแบบ Sport ปรับการตอบสนองของคันเร่งและพวงมาลัย ตัวเกียร์ตอบสนองได้ดี ไม่มีช่วงวูบหรือย้วยขณะเปลี่ยนเกียร์ขึ้นสูง เพิ่มความมั่นใจเมื่อใช้ความเร็วสูง

ระบบกันสะเทือนให้ความรู้สึกนุ่มนวล และหนักแน่นขึ้น ส่วนห้องโดยสารเก็บเสียง และการดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้ดี แทบไม่รู้สึกถึงการกระแทก พวงมาลัยนิ่งแน่น ไม่สะท้านมือ

ในโหมดออฟโรด ปรับรอบเดินเบาจาก 850 เหลือ 680 รอบต่อนาที เพื่อให้ควบคุมคันเร่งได้ง่ายขึ้น และสามารถบรรทุกของได้เยอะ อีกทั้งเวลาเป็นรถมือสอง ก็ซื้อง่ายขายคล่อง

ข้อด้อย : อาจจะเป็นในเรื่องของราคา ที่แพงกว่ารถในระดับเดียวกันครับ

รายละเอียดตัวรถ : Toyota Fortuner นับตั้งแต่การเปิดตัวเมื่อ 15 ปีก่อน ก็จัดเป็นรถอเนกประสงค์ ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากลูกค้า และครองอันดับ 1 ในตลาดรถอเนกประสงค์ ประเภท PPV มาอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นที่มาของการสื่อสารทางการตลาด ภายใต้สโลแกน “Wisdom of a Leader” หรือ “สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ”

โดยรุ่นมาตรฐานนี้ได้ปรับปรุงเครื่องยนต์ 2.4 GD Super Power ให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม และตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC (Variable Flow Control) ทำให้น้ำหนักพวงมาลัยแปรผันตามความเร็ว ควบคุมรถได้แม่นยำและมั่นใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบ Cruise Control และสัญญาณกะระยะ 6 ตำแหน่ง พร้อมกับระบบ Apple Carplay ที่จะเชื่อมต่อคุณและความบันเทิงได้อย่างอิสระ

ส่วนรุ่น Legender มาพร้อมกับดีไซน์หรูหรา โฉบเฉี่ยว ด้วยกระจังหน้าและกันชนหลังดีไซน์ใหม่ และเครื่องยนต์ 2.8 GD Super Power ใหม่ เพิ่มสมรรถนะการขับขี่แรงขึ้นกว่าเดิม 15% ด้วยกำลังสูงสุด 204 แรงม้า และฟังก์ชัน Sport Mode

เพิ่มกล้องมองรอบคัน แท่นชาร์จไฟแบบไร้สาย และ ระบบประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อม Kick Sensor และยังเป็นครั้งแรกในรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ที่ติดตั้งระบบ Toyota Safety Sense อีกด้วย

มีให้เลือกถึง 6 สี ได้แก่ สีขาวมุก White Pearl CS, สีแดง Emotional Red, สีเงิน Silver Metallic, สีน้ำเงิน Dark Blue Mica, สีเทา Dark Grey Metallic และสีดำ Attitude Black Mica

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ :

  • ไฟหน้าแบบเลนส์ LED Dual Projector พร้อมไฟเลี้ยวหน้า-หลัง LED แบบ Sequential
  • ระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ พร้อมระบบ Follow-me-home
  • ไฟท้าย LED แบบ Light Guiding
  • กระจกมองข้าง ระบบ Welcome Light
  • ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบป้องกันการหนีบ
  • พวงมาลัยปรับได้ทั้ง สูง-ต่ำ และเข้า-ออก (Tilt & Telescopic)
  • เบาะหุ้มหนังแบบ Soft Touch เดินด้ายสีแดง หรือเทา พร้อมลายไม้แบบ Galaxy Black และแถบสีเงิน
  • สวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียง โทรศัพท์ และ MID ที่พวงมาลัย
  • อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger)
  • หัวเกียร์หุ้มหนัง พร้อมแถบสีเงิน ส่วนฐานเกียร์ลายไม้แบบ Galaxy Black พร้อมแถบสีเงิน
  • มาตรวัดเรืองแสง Optitron
  • ฟังก์ชั่นแสดงสถานะการเลี้บวของล้อหน้า (Tire Turning Angle)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control
  • เครื่องเสียงจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Bluetooth/USB
  • ชุดเครื่องเสียง Premium Audio พาวเวอร์แอมป์ และลำโพง JBL
  • กล้องมองรอบคัน (PVM) พร้อมมุมมองแบบ 3D View
  • ระบบป้องกันล้อล็อก ABS, ระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบเสริมแรงเบรก BA
  • ระบบควบคุมการทรงตัว VSC
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี TRC
  • ระบบควบคุมการส่ายของส่วนพ่วงท้าย TSC
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HAC
  • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน DAC
  • ระบบควบคุมเฟืองท้าย (Auto Limited Slip Differential)
  • ระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC (Variable Flow Control) ควบคุมพวงมาลัยแปรผันตามระดับความเร็ว
  • ระบบถุงลมเสริมความปลอดภัย SRS ด้านผู้ขับ ผู้โดยสาร และหัวเข่าผู้ขับ
  • ระบบถุงลมเสริมความปลอดภัย SRS ด้านข้าง และม่านนิรภัย
  • ระบบความปลอดภัยก่อนการชน PCS
  • ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมเบรกหน่วงกลับอัตโนมัติ LDA
  • ระบบ Stop and Start พร้อม Evaporator เก็บความเย็น สำหรับระบบปรับอากาศ

เครื่องยนต์ : ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร รหัส 2KD-FTV (High) แบบ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว VN Turbo และ Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,000 รอบ/นาที

และดีเซลขนาด 2.8 ลิตร รหัส 1KD-FTV (High) แบบ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว VN Turbo และ Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 204 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600 – 2,800 รอบ/นาที

สามารถใช้กับน้ำมันดีเซล B20 ได้ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด พร้อม Sequential Shift และ Paddle Shift รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.8 เมตร

มิติตัวรถ : ยาว 4,795 มม. กว้าง 1,855 มม. สูง 1,835 มม. ระยะฐานล้อ 2,750 มม. ระยะต่ำสุดจากพื้น 193 มม.

ราคาจำหน่าย : (Update ล่าสุด เดือนธันวาคม 2563)

  • 2.4 G 2WD ราคา 1,349,000 บาท
  • 2.4 V 2WD ราคา 1,454,000 บาท
  • 2.4 V 4WD ราคา 1,524,000 บาท
  • 2.4 Legender 2WD ราคา 1,557,000 บาท ราคาอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ 7,000 บาท ราคารวม 1,564,000 บาท
  • 2.4 Legender 4WD ราคา 1,627,000 บาท ราคาอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ 7,000 บาท ราคารวม 1,634,000 บาท
  • 2.8 Legender 2WD ราคา 1,762,000 บาท ราคาอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ 7,000 บาท ราคารวม 1,769,000 บาท
  • 2.8 Legender 4WD ราคา 1,832,000 บาท ราคาอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษ 7,000 บาท ราคารวม 1,839,000 บาท

*สำหรับรุ่นธรรมดา สีพิเศษ White Pearl CS และ Emotional Red เพิ่ม 12,000 บาท

**สำหรับรุ่น Legender สีพิเศษ White Pearl CS และ Emotional Red เพิ่ม 20,000 บาท

Mitsubishi-Pajero-Sport-Elite-Edition

Mitsubishi Pajero Sport 2020

ข้อดี : Mitsubishi จัดเต็มด้วยออพชั่นที่มีมาให้กับ Pajero Sport กับจุดเด่นที่ช่วงล่าง ถ้าใช้งานในเมืองเป็นหลัก ก็เลือกรุ่น 2WD ช่วยประหยัดค่าบำรุงรักษาได้มาก น้ำหนักรถเบากว่า ประหยัดน้ำมันกว่า แต่ถ้าชอบวิถีชีวิตลุยๆ ชอบการเดินทาง ต้องขึ้นเขา ลงห้วย กางเต๊นท์ หรือฝ่าสายฝนบ่อยๆ ก็เลือกรุ่น 4WD ได้เลย ค่าใช้จ่ายใในการดูแลรักษา ก็ไม่ต่างจากรถคู่แข่งนัก

ข้อด้อย : การออกตัวอาจอืดหน่อย พวงมาลัยหนักนิดๆ ส่วนช่วงล่างจะโคลงหน่อย เพราะพื้นฐานมาจากกระบะ Triton แต่ก็ถือว่าเกาะถนนพอตัว ส่วนเรื่องเบาะนั่งแถวที่ 3 ค่อนข้างเล็ก ก็ถือเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นกันทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ

รายละเอียดตัวรถ : ยังคงเป็นรถ PPV รุ่นขายดีของ Mitsubishi ภายใต้แนวคิด “ความสำเร็จที่เป็นคุณ” ซึ่งเวลานี้มีให้เลือกทั้งรุ่นธรรมดา และรุ่นพิเศษ Elite Edition … ดีไซน์ใหม่ โฉบเฉี่ยว สไตล์สปอร์ต โดดเด่นทุกมุมมอง พร้อมการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ด้วย Advanced Dynamic Shield Design สะกดทุกสายตาด้วยไฟหน้าโปรเจคเตอร์ แบบ Bi-LED ปรับระดับลำแสงอัตโนมัติ และไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ Spectrum LED

สะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้วยระบบเปิด-ปิดประตูท้ายด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบแฮนด์ฟรีและปุ่มปิดฝาท้ายพร้อมล็อกรถ (ทำงานคู่กับระบบกุญแจอัจฉริยะ KOS)

ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย ตกแต่งสีเงิน และเปียโนแบล็ค พร้อมด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน เชื่อมต่อความบันเทิงด้วย Apple CarPlay เพียงเชื่อมต่อ iPhone ในรถมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต สามารถรับสายโทรเข้า-โทรออก และรับ-ส่งข้อความ พร้อมฟังเพลงได้อย่างง่ายดาย

มอบความสมบูรณ์แบบในการขับขี่ เพิ่มความมั่นใจในทุกสภาพถนน ด้วยเทคโนโลยีขับเคลื่อน 4 ล้อ เอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ ให้คุณสามารถเปลี่ยนโหมดจากระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ (2H) เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4H) แบบ Full-Time All Wheel Control เพื่อเพิ่มความปลอดภัยบนถนนลื่น และเมื่อต้องการขับขี่บนเส้นทางแบบ Off-Road คุณยังสามารถเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนเป็น 4HLc หรือ 4LLc ได้ตามความต้องการ

มีให้เลือกถึง 5 สี ได้แก่ สีขาวมุก White Diamond, สีเงิน Sterling Silver, สีเทา Graphite Grey, สีดำ Jet Black Mica และสีน้ำตาล Deep Bronze

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ :

  • ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย
  • ระบบเบรกแบบ ABS พร้อมระบบกระจายแรงเบรกแบบอิเล็กทรอนิกส์ EBD
  • ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อมระบบแฮนด์ฟรี และปุ่มปิดฝาท้ายพร้อมล็อกรถ
  • ถุงลมนิรภัยคู่หน้า พร้อมสวิตช์เปิด-ปิด และไฟแสดงผล สำหรับด้านผู้โดยสาร
  • ถุงลมนิรภัยด้านข้าง, บริเวณหัวเข่าด้านคนขับ และม่านถุงลมนิรภัย
  • ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว
  • ระบบลดกำลังเครื่องยนต์ เพื่อช่วยเบรก
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว
  • ระบบ Brake Auto Hold
  • ระบบเบรกมือควบคุมด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ
  • ระบบเสริมแรงเบรก BA
  • ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน
  • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน
  • ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา
  • ระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน
  • ระบบเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด
  • สวิตช์ควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ที่พวงมาลัย
  • จอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมเมนูภาษาไทย แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว
  • กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ
  • ระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัยแบบแปรผันอัตโนมัติ
  • กล้องมองภาพรอบคัน พร้อมเส้นกะระยะ และเส้นแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของรถ
  • ระบบปรับอากาศ แบบปรับอุณหภูมิอัตโนมัติ แบบแยกปรับอุณหภูมิซ้าย-ขวา
  • ระบบกรองอากาศภายในห้องโดยสารนาโนอิ
  • หน้าจอระบบสัมผัส 8 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อผ่านสมาร์ทโฟน SDA พร้อมระบบนำทางในรถยนต์
  • รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto
  • ช่องต่ออุปกรณ์ HDMI
  • ระบบเชื่อมต่อบลูทูธ แบบ A2DP
  • ระบบ Hands-Free และ Voice Command
  • จอภาพแบบ Wide Screen ขนาด 12.1 นิ้ว พร้อมรีโมท เชื่อมต่อ HDMI และ USB สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
  • หูฟังอินฟราเรด 2 ชุด สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
  • รองรับการเชื่อมต่อระบบ M-Connect
  • ระบบสั่งการทำงานผ่านสมาร์ทโฟนในระยะสัญญาณบลูทูธ
  • ระบบไฟสว่างอัตโนมัติเมื่อปลดล็อก ทำงานร่วมกับระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และระบบไฟนำทางหลังดับเครื่องยนต์

เครื่องยนต์ : ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร รหัส 4N15 แบบ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว MIVEC VG Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 181 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตัน-เมตร ที่ 2,500 รอบ/นาที

สามารถใช้กับน้ำมันดีเซล B20 ได้ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ 8 สปีด พร้อม Sport Mode และระบบ INC (Idle Neutral Control) และ G-Sensor รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.6 เมตร น้ำหนักรถ 1,940 – 2,075 กิโลกรัม

มิติตัวรถ : ยาว 4,885 มม. กว้าง 1,865 มม. สูง 1,835 มม. ระยะฐานล้อ 2,800 มม. ระยะต่ำสุดจากพื้น 218 มม.

ราคาจำหน่าย : (Update ล่าสุด เดือนธันวาคม 2563)

  • 2.4D GT 2WD ราคา 1,299,000 บาท
  • 2.4D GT Plus 2WD ราคา 1,349,000 บาท
  • 2.4D GT-Premium 2WD ราคา 1,469,000 บาท
  • 2.4D GT-Premium 4WD ราคา 1,599,000 บาท
  • 2.4D GT-Premium 2WD Elite Edition ราคา 1,524,000 บาท
  • 2.4D GT-Premium 4WD Elite Edition ราคา 1,629,000 บาท

*หมายเหตุ : สีขาวมุก White Diamond เพิ่ม 15,000 บาท, สีขาวมุก รุ่น Elite Edition เพิ่ม 20,000 บาท

Nissan-Terra-2019

Nissan Terra 2020

ข้อดี : ช่วงล่างนิ่ม ไม่ย้วย ขับสนุก ห้องโดยสารเก็บเสียงได้ดี แถมจุดเด่นอย่างกล้องติดรถรอบคัน 360 องศา ส่วนเครื่องยนต์มีจุดเด่น อย่างระบบน้ำมัน ปั๊มหัวฉีด หัวฉีด ราง ทั้งระบบทำโดย Continental และค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพง

ข้อด้อย : การออกตัวอาจจะหน่วงไปบ้าง และเวลาถอยหลัง ช่องมองภาพจะอยู่บริเวณกระจกมองหลังแทน ซึ่งหลายคนอาจไม่ถนัด และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงที่มากหน่อย

รายละเอียดตัวรถ : รูปโฉมภายนอกของ Nissan Terra มาพร้อมไฟหน้าและไฟท้ายแบบบูมเมอร์แรง กระจังหน้าแบบ V-Motion ส่วนชุดประตูหน้านั้นเหมือน Navara และด้านท้ายถูกออกแบบใหม่หมด ไฟท้ายเป็นแบบ LED มาพร้อมล้อแม็กขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางขนาด 255/60 R18

ห้องโดยสารภายในยกชุดมาจาก Navara แต่ตกแต่งให้หรูหราขึ้น ด้วยโทนสีดำตัดด้วยสีเงิน แบบ Gliding Wing 7 ที่นั่ง กว้างขวาง และเงียบ มีเครื่องเสียงระบบหน้าจอสัมผัส, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 2 โซน, กุญแจ Keyless Entry พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะนั่งแถว 2 มีระบบพับอัตโนมัติแบบแบนราบ ระบบแอร์เพดานแยกส่วนกระจายทั่วห้องโดยสาร พร้อมระบบความบันเทิงด้วยจอมอนิเตอร์ ขนาด 11 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เป็นต้น

ระบบพวงมาลัย แร็คแอนด์พิเนียน ควบคุมด้วยไฟฟ้า (EPS) สามารถปรับโหมดพวงมาลัยได้ถึง 3 โหมด คือ โหมด City สำหรับการขับขี่ในเมือง, โหมด Standard สำหรับการขับขี่ทั่วไป และโหมด Sport สำหรับการขับขี่สไตล์สปอร์ต พร้อมเทคโนโลยีขับเคลื่อนอัจฉริยะของนิสสัน Nissan Intelligent Mobility

มีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีน้ำตาล Earth Brown, สีดำ Black Star, สีขาว White Pearl, สีเงิน Brilliant Silver และ สีเทา Twilight Gray

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ :

  • ไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์ , ไฟหรี่แบบ LED เปิด-ปิดอัตโนมัติ
  • ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Daytime Running Light)
  • ไฟตัดหมอกหน้า พร้อมตกแต่งด้วยโครเมียม
  • บันไดข้าง
  • ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารแถว 2 และแถว 3 แบบอัตโนมัติ แยกซ้าย-ขวา และระบบควบคุมความเร็วพัดลมเบาะตอนหลัง
  • เครื่องเสียง พร้อมวิทยุ FM/AM Apple CarPlay / Android Auto พร้อม จอ Touch Screen 8 นิ้ว
  • ระบบนำทาง
  • จอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
  • พวงมาลัยพาวเวอร์ปรับระดับได้ ชนิดหุ้มหนัง 3 ก้าน พร้อมตกแต่งสีเงิน ปุ่มควบคุมเครื่องเสียง การสั่งงานด้วยเสียง
  • มาตรวัดแสดงข้อมูลการขับขี่ TFT 5 นิ้ว และ Off Road Meter
  • รองรับการเชื่อมต่อ Bluetooth
  • เบาะนั่งแถวที่ 1 ฝั่งผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้าได้ 8 ทิศทาง พร้อมที่ดันหลังปรับไฟฟ้า ฝั่งผู้โดยสารปรับได้ 4 ทิศทาง พร้อมหมอนรองศีรษะ
  • เบาะนั่งแถวที่ 2 ชนิด แบบแยก 60:40 ปรับระดับได้ เลื่อนตำแหน่งหน้า-หลัง, ปรับเอนและพับได้จากตำแหน่งคนขับ พร้อมหมอนรองศีรษะสำหรับ 2 ที่นั่ง
  • เบาะนั่งแถวที่ 3 ชนิดแบบแยก 50:50 ปรับระดับได้ ปรับแบนราบกับพื้นห้องโดยสารได้ พร้อมหมอนรองศีรษะสำหรับ 2 ที่นั่ง
  • กระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อนพร้อมกล้องส่องภาพจากภายนอก (Smart rear view mirror)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ Cruise Control
  • ระบบ Push Start
  • ระบบเบรก ABS พร้อม EBD และ BA
  • ถุงลม 6 จุด คู่หน้า / ด้านข้าง / และม่านถุงลม
  • ระบบลิมิเต็ดสลิป B-LSD
  • ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ Vehicle Dynamic Control (VDC)
  • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน Hill Descent Control (HDC)
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist (HSA)
  • ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกทาง Lane Departure Warning (LDW)
  • ระบบเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Warning (BSW)
  • กระจกบังลมหน้าแบบป้องกันเสียงรบกวน (Acoustic Glass) แบบอัดซ้อนนิรภัย (Laminated Glass)
  • กุญแจรีโมทพร้อม Immobilizer และสัญญาณกันขโมย
  • กล้องมองหลัง
  • กล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor (iAVM)
  • ระบบตรวจจับและส่งเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน Moving Object Detection (MOD)
  • สัญญาณเตือนระยะจอดด้านหลัง 4 จุด
  • ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง

เครื่องยนต์ : ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร รหัส YS23DDTT แบบ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว Twin Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 440 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 รอบ/นาที

ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT 7 สปีด ทุกรุ่น ให้รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 5.7 เมตร

มิติตัวรถ : ยาว 4,885 มม. กว้าง 1,865 มม. สูง 1,835 มม. ระยะฐานล้อ 2,850 มม. ระยะต่ำสุดจากพื้น 225 มม.

ราคาจำหน่าย : (Update ล่าสุด เดือนธันวาคม 2563)

  • 2.3 V 2WD ราคา 1,299,000 บาท
  • 2.3 VL 2WD ราคา 1,349,000 บาท
  • 2.3 VL 4WD ราคา 1,459,000 บาท

*หมายเหตุ : สีขาวมุก เพิ่มเงิน 12,000 บาท

Ford-Everest-2021

Ford Everest 2020

ข้อดี : โฉมนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ ที่มีขนาดเล็กลง แต่ให้กำลังมากขึ้น พร้อมชุดเกียร์ใหม่ พร้อมแก้ปัญหาต่างๆ ของตัวรถที่เคยได้รับเสียงตำหนิมาจากผู้บริโภคก่อนหน้า เช่น ปัญหาคราบน้ำมันเครื่องบริเวณฝาครอบหน้าเครื่องยนต์ เป็นต้น ทาง Ford ได้ปรับปรุงซีลหน้าเครื่องให้มิดชิด เฟืองปั้มเกียร์ที่แข็งแรงขึ้น ผนังลูกสูบที่เรียบลื่นขึ้น และ Torque Converter ที่แน่นหนากว่าเดิม

ข้อด้อย : เบาะนั่งในแถวที่สาม นั่งค่อนข้างยากสำหรับผู้ใหญ่ แต่ในโฉมนี้ก็ได้ชดเชยด้วยระบบปรับพับด้วยไฟฟ้ามาให้ กับปัญหาของตัวรถ ที่ต้องลุ้นกันต่อว่าจะมีหรือไม่

รายละเอียดตัวรถ : สำหรับ Ford Everest แม้ว่าจะขายกันมานานหลายปีได้ ในโฉมปี 2020 – 2021 ได้ตกแต่งชุดกระจังหน้าใหม่, ตัวอักษร Everest บนฝากระโปรงหน้าแบบนูนต่ำ, มือเปิดประตูโครเมียม, กระจกมองข้างโครเมียม, บันไดข้างสีดำ และชุดตกแต่งสีเงิน เป็นต้น

มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร เทอร์โบคู่สุดล้ำ และเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ของฟอร์ด การทำงานของเทอร์โบทั้งสองเครื่องที่อิสระจากกัน มาพร้อมเครื่องยนต์อันทรงพลังถึง 213 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุดถึง 500 นิวตันเมตร ช่วยเพิ่มความแรง และความเร็วได้ดั่งใจคุณต้องการ อีกทั้งยังประหยัดน้ำมัน

ผสานความสะดวกสบายระดับพรีเมี่ยม ให้ทุกรายละเอียดของห้องโดยสารภายใน ไม่ว่าจะเป็นเบาะนั่งหุ้มหนัง 7 ที่นั่งที่เดินเส้นปักแบบใหม่ หัวเกียร์ที่ออกแบบใหม่ เทคโนโลยีการตัดเสียงรบกวนอัจฉริยะ และหลังคา Panoramic Moonroof แบบปรับไฟฟ้า พร้อมระบบประตูไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น

แถมทุกรุ่นมาพร้อมข้อเสนอพิเศษ โปรแกรมรับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง 10 ปี หรือ 150,000 กม. ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง ฟรีชุดอุปกรณ์ตกแต่งไฟฟ้า (Electric Pack) มูลค่า 11,350 บาท

มีให้เลือกถึง 7 สี ได้แก่ สีขาวมุก Snowflake White Pearl, สีขาว Artic White, สีแดง Sunset Metallic, สีเงิน Aluminum Metallic, สีฟ้า Reflex Blue, สีน้ำเงิน Deep Crystal Blue และสีดำ Absolute Black Metallic

อุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ :

  • กุญแจอัจฉริยะและปุ่มสตาร์ท
  • หน้าจอ Multi-Touch ขนาด 8 นิ้ว
  • ระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC 3 ภาษาไทยพร้อมการเชื่อมต่อ Bluetooth และ Wi-fi
  • ประตูท้ายเปิด-ปิด ด้วยไฟฟ้าแบบ Hands Free
  • หลังคา Panoramic Moonroof
  • ไฟวิ่งกลางวันแบบ LED
  • ชุดชายบันไดสแตนเลสแบบ LED
  • ปลั๊กไฟบ้าน AC 230 V
  • ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวาล
  • เบาะนั่งปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมปรับดันหลัง 2 ทิศทาง ด้านคนขับและผู้โดยสารด้านหน้า
  • เบาะแถวที่ 3 พับไฟฟ้า
  • ระบบช่วยโทรฉุกเฉิน
  • ระบบตรวจจับรถในจุดบอด
  • ระบบป้องกันล้อหมุน TC และระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ESP
  • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน
  • ระบบช่วยออกตัวขณะจอดบนทางลาดชัน HLA
  • จำนวนถุงลมนิรภัย ถุงลมนิรภัย 7 จุด คู่หน้า / ด้านข้าง / หัวเข่าฝั่งคนขับ / และม่านถุงลมนิรภัย

เครื่องยนต์ : ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 420 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750 – 2,500 รอบ/นาที

และดีเซลขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว Bi-Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 213 แรงม้า ที่ 3,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 500 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750 – 2,000 รอบ/นาที

สามารถใช้กับน้ำมันดีเซล B20 ได้ ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ 10 สปีด พร้อม Selection Shift

มิติตัวรถ : ยาว 4,903 มม. กว้าง 1,869 มม. สูง 1,837 มม. ระยะฐานล้อ 2,850 มม. ระยะต่ำสุดจากพื้น 225 มม.

ราคาจำหน่าย : (Update ล่าสุด เดือนธันวาคม 2563)

  • Trend 2.0L Turbo 2WD ราคา 1,299,000 บาท
  • Titanium 2.0L Turbo 2WD ราคา 1,399,000 บาท
  • Titanium (Sport) 2.0L Turbo 2WD ราคา 1,429,000 บาท
  • Titanium+ 2.0L Turbo 2WD ราคา 1,599,000 บาท
  • Titanium+ 2.0L Bi-Turbo 4WD ราคา 1,799,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ขอให้บทความนี้เป็นเครื่องมือช่วยให้ทุกท่าน เลือกรถคู่ใจได้ตามความต้องการ และตามงบที่มี เพราะการเลือกซื้อรถแต่ละคัน แต่ละคนย่อมมีรสนิยม ความชอบ ความพึงพอใจ ในหลายองค์ประกอบไม่เหมือนกัน

รวมไปถึงความเชื่อมั่นในแบรนด์ด้วย ที่ต่างคนก็ต่างมีประสบการณ์ในการเจอที่ปรึกษาการขาย เจอดีลเลอร์ เจอการซ่อม การเคลม หรือราคาอะไหล่ที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การที่คุณเลือกรถใช้แบรนด์ต่างจากคนอื่น ไม่ใช่เรื่องผิดแต่ประการใดจ้า

Carro-Toyota-Fortuner-G1

นับตั้งแต่ที่ Toyota ผลิตเจ้า Hilux Sport Rider (ไฮลักซ์ สปอร์ตไรเดอร์) ออกมาขายช่วงประมาณปี 2541 เป็นต้นมา ถือเป็นการเปิดตลาดรถยนต์ในรูปแบบของ รถ PPV (= Pickup Passenger Vehicle หรือรถยนต์รูปแบบของ SUV บนโครงสร้างพื้นฐานของรถกระบะ) ให้เฟื่องฟูขึ้นมากๆ จนคู่แข่งก็อดรนทนดูไม่ได้ ต้องทำรถในแนวใกล้เคียงกันผลิตออกมาจำหน่ายบ้าง

หลังจากที่มีข่าวแพล่มๆ เรื่องรถยนต์ในโครงการ IMV (Innovative International Multi-Purpose Vehicle) ที่ Toyota ลงทุนเม็ดเงินไปนับ 3 หมื่นล้านบาท ย้ายฐานผลิตรถกระบะจากญี่ปุ่น มาไทยทั้งหมด ตั้งแต่ช่วงหลายปีก่อนหน้าที่ Fortuner รุ่นนี้ จะเกิดขึ้น เพราะต้องทำออกมาให้พลิกโฉม เอาชนะคู่แข่งตัวฉกาจให้ได้ …

ต่อมา รถยนต์ที่มีรหัสโครงการพัฒนา 698N ของ “Fortuner” ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น …

และต่อไปนี้ MR.CARRO จะมาเล่ารายละเอียดของ Toyota Fortuner (โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์) ให้คุณรู้จักมากกว่าใครๆ ครับ …

Toyota-Fortuner-2004

โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ได้เริ่มแนะนำรถในโครงการ IMV เมื่อ 25 สิงหาคม 2547 ภายใต้ชื่อ “Hilux Vigo” (ไฮลักซ์ วีโก้), “Innova” (อินโนว่า) และ “Fortuner” (ฟอร์จูนเนอร์) รถอเนกประสงค์ขับเคลื่อน 4 ล้อ พลิกโฉมใหม่หมดจดทั้งคัน ก็ได้เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ไทย เมื่อ 24 พฤศจิกายน 2547

ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ยอดจองถล่มทลาย กลายเป็นผู้นำตลาดรถอเนกประสงค์ ประเภท PPV ในประเทศไทย และยังเป็นรถยอดฮิตในตลาดต่างประเทศอีกด้วย โดยกลุ่มเป้าหมายของรุ่นนี้ เน้นกลุ่มคนในเมือง ไลฟ์สไตล์ชอบรถ SUV แนวหรูหรา เทคโนโลยีเด่นๆ คุ้มค่าคุ้มราคา

Toyota-Fortuner-2004

Fortuner เป็นรถที่นำคำว่า Fortune + er มาเชื่อมต่อกันเป็นคำใหม่ มาในสโลแกน “The World is Mine” ชูจุดเด่นหลากหลาย อาทิเช่น พัฒนาช่วงล่างมาจาก Land Cruiser Prado โดยด้านหน้า แบบคอยล์สปริง พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบ 4 ลิงค์ พร้อมคอยล์สปริง

มิติตัวรถ ยาว 4,695 มม. กว้าง 1,840 มม. สูง 1,795 มม. และระยะฐานล้อ 2,750 มม.

ห้องโดยสารแบบ 7 ที่นั่ง นั่งสบายทุกที่นั่ง พร้อมมีแอร์ที่เบาะแถว 2 และเบาะแถว 3 ให้ และยังปรับพับได้ ตกแต่งภายในอย่างหรูหรา

โฉมแรก มีให้เลือก 3 รุ่น คือดีเซล 1KD-FTV เกียร์ธรรมดา / เกียร์ออโต้ และ เบนซิน 2.7 ลิตร รหัส 2TR-FE เกียร์ออโต้ มีสีให้เลือก 5 สี คือ เงิน Silver Mica M., เทา Dark Grey Mica M., ดำ Black Mica, ทอง Beige Mica M., น้ำเงิน Blue M. (M คือ สีเมทัลลิก)

Toyota-Fortuner-Exclusive-2005

เดือนมีนาคม 2548 เปิดตัวรุ่นพิเศษ Exclusive มีสีขาวมุกให้เลือก ภายในมาพร้อมชุดลายไม้ประดับแผงคอนโซล และพวงมาลัย

Toyota-Fortuner-Smart-2006

เดือนมีนาคม 2549 เพิ่มรุ่น Smart ใส่ชุดแต่ง TRD รอบคัน ล้อแม็ก 18 นิ้ว พร้อมชุดช่วงล่าง TRD ภายในตกแต่งลายเคฟลาร์ และเบาะหนัง Perforated

ในเดือนสิงหาคม 2549 ปรับออพชั่นใหม่ เช่น หัวเกียร์หุ้มหนัง แผงบังแดดกำมะหยี่ และที่วางแก้วด้านผู้โดยสารตอนหลัง (ในรุ่น V) เป็นต้น

Toyota-Fortuner-2007

Toyota-Fortuner-2007

ในเดือนสิงหาคม 2550 Toyota ได้ออก Fortuner รุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ 2.7V VVT-i และดึงตัว “แพนเค้ก” เขมนิจ จามิกรณ์ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ให้กับรถรุ่นนี้ เพราะ Toyota ได้เริ่มวางกลุ่มเป้าหมายหลัก ให้เป็นผู้หญิงทำงานอายุ 25 ปีขึ้นไป และใช้ชีวิตในเมือง ต้องการรถ SUV (หรือรถแบบใกล้เคียง) ที่มีความคล่องตัว เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มผู้หญิงให้มากขึ้น

ปรับโฉมครั้งที่ 1 ปี 2551

Toyota-Fortuner-2008

วันที่ 5 สิงหาคม 2551 Fortuner ได้ปรับโฉมบางส่วน (ไมเนอร์เชนจ์) ครั้งแรก ปรับหน้าตาภายนอกใหม่ ใช้ชุดกระจังหน้าใหม่ พร้อมกับไฟหน้าใหม่เป็นโปรเจคเตอร์ ออกแบบเลนส์ไฟท้ายใหม่ ล้อแม็กลายใหม่ ขนาด 17 นิ้ว มีระบบ VSC และ TRC เปลี่ยนจานเบรกใหญ่ขึ้น หม้อลมเบรกใหญ่ขึ้น เพิ่มแรงดันแม่ปั้มเบรกอีก 50%

Toyota-Fortuner-2008

เพิ่มระบบเสริมแรงเบรก BA รวมไปถึงระบบปรับอากาศ จากที่อยู่ด้านหลังขวา มาเป็นอยู่บนเพดานทุกที่นั่ง พร้อมเครื่องเล่น DVD และระบบ Navigator ให้เลือก (เฉพาะรุ่น 3.0V 4WD Navi) และเพิ่มรุ่นดีเซลขับเคลื่อน 2 ล้อ 3.0V เกียร์อัตโนมัติ

เพื่อตอกย้ำจุดขายที่แตกต่าง Fortuner โฉมนี้ ยังใช้ดาราดังอย่าง แอฟ-ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ภายใต้ Concept ของความหรูหราที่ดาราสาวนิยม

Toyota-Fortuner-TRD-Sportivo-2008

เดือนพฤศจิกายน 2551 เพิ่มรุ่นพิเศษ “TRD Sportivo” ผลิตจำนวนจำกัด มาพร้อมสเกิร์ตรอบคันของ TRD, สปอยเลอร์หลัง TRD, กระจกมองมุม, บันไดข้าง อลูมิเนียมอโนไดซ์, ปลายท่อไอเสียสแตนเลส, ชุดคอยล์สปริงและโช๊คอัพของ TRD และภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยเคฟล่าร์ กับเบาะหนัง และหัวเกียร์หุ้มหนัง Perforated

Toyota-Fortuner-TRD-Sportivo-II-2009

ในเดือนมีนาคม 2552 รุ่นพิเศษอย่าง “TRD Sportivo II” และ “Aperto” ก็ได้ตามออกมา

โดย TRD Sportivo เวอร์ชั่น 2 ผลิตจำนวนจำกัด 1,600 คัน มาพร้อมสเกิร์ตรอบคันของ TRD, สปอยเลอร์หลัง TRD, กระจกมองมุม, บันไดข้าง อลูมิเนียมอโนไดซ์, ปลายท่อไอเสียสแตนเลส และล้อแม็กขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 265/60R18

ส่วนภายใน ตกแต่งด้วยโทนสีสไตล์สปอร์ตทูโทน Black & Sand Beige พร้อมประดับเคฟล่าร์บริเวณคอนโซลและแผงเกียร์ หัวเกียร์หุ้มหนัง, เบาะนั่งปั้มโลโก้ TRD Sportivo, เครื่องเล่น DVD ความละเอียด 1.15 ล้านพิกเซล CD/MP3/WMA และช่องต่อ USB/AUX, จอ LCD ระบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว จาก Alpine, จอ LCD จาก ALlpine ขนาด 8.5 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารแถวหลัง และโช้คอัพและคอยล์สปริง TRD Sportivo

Toyota-Fortuner-Aperto-2009

ส่วน Aperto ผลิตจำนวนจำกัด 800 คัน ตกแต่งด้วยโทนสีดำ, เครื่องเล่น DVD ความละเอียด 1.15 ล้านพิกเซล CD/MP3/WMA และช่องต่อ USB/AUX, จอ LCD ระบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว จาก Alpine, จอ LCD จาก Alpine ขนาด 8.5 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารแถวหลัง

Toyota-Fortuner-25G-Turbo-2009

เดือนธันวาคม 2552 ปรับปรุงรุ่น G โดยตัดรุ่น 3.0G 4WD ออก แล้วแทนที่ด้วยรุ่น 2.5G Turbo แรงไปกับเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร 144 แรงม้า มีจุดเด่นๆ อย่าง กระจังหน้าดีไซน์หรู พร้อมสัญลักษณ์ “VN Turbo”, ไฟหน้า Projector, ไฟท้ายแบบ Multi-Reflector, กระจกมองข้างและมือจับประตูข้างแบบโครเมียม และล้อแม็กขนาด 17 นิ้ว ส่วนรายละเอียดภายใน ไม่ต่างจากรุ่นก่อนๆ

เดือนมีนาคม 2553 เพิ่มรุ่นพิเศษ “Aperto II” “สนุกไร้ขีดจำกัด” มาพร้อมสเกิร์ตหน้า-หลัง, กระจกมองมุม, ล้อแม็กขนาด 17 นิ้ว พร้อมบันไดข้างอะลูมีเนียมอะโนไดซ์ มีกล้องมองหลัง และสปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 ในราคา 1,349,000 บาท

ส่วนภายใน ตกแต่งด้วยโทนสีสไตล์สปอร์ตทูโทน Black & Sand Beige พร้อมลายไม้ สี Dark Walnut, เครื่องเล่น DVD ความละเอียด 1.15 ล้านพิกเซล CD/MP3/WMA และช่องต่อ USB/AUX, จอ LCD ระบบสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว จาก Alpine, จอ LCD จาก Alpine ขนาด 8.5 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารแถวหลัง

Toyota-Fortuner-TRD-Sportivo-III-2010

ช่วงเดือนสิงหาคม 2553 รุ่นพิเศษ TRD Sportivo III ผลิตจำนวนจำกัด ก็ได้ตามออกมาอีกครั้ง ตัวรถตกแต่งด้วยสเกิร์ตรอบคันของ TRD, สปอยเลอร์หลัง TRD, กระจกมองมุม, บันไดข้าง อลูมิเนียมอโนไดซ์, ปลายท่อไอเสียสแตนเลส และล้อแม็กขนาด 18 นิ้ว สีเทาดำ

ส่วนภายใน ตกแต่งด้วยโทนสีสไตล์สปอร์ตทูโทน Black & Sand Beige พร้อมประดับเคฟล่าร์บริเวณคอนโซลและแผงเกียร์ หัวเกียร์หุ้มหนัง Perforated พร้อมแป้นเกียร์ลายเคฟลาร์โทนดำ, เบาะนั่งปั้มโลโก้ TRD Sportivo, เครื่องเล่น DVD/CD/MP3/WMA และช่องต่อ USB/AUX, จอ LCD ระบบสัมผัส ขนาด 6.1 นิ้ว, จอ LCD จาก ALlpine ขนาด 8.5 นิ้ว สำหรับผู้โดยสารแถวหลัง และโช้คอัพและคอยล์สปริง TRD Sportivo

ปรับโฉมครั้งที่ 2 ปี 2554

Toyota-Fortuner-2011

ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2554 ปรับโฉมครั้งใหญ่ (บิ๊กไมเนอร์เชนจ์) พร้อมกับการเปิดตัว Toyota Hilux Vigo Champ (โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ แชมป์) โฉมนี้มาใน Concept “Above & Beyond” เหนือใครในทุกมุมมอง ในราคา 1,059,000 – 1,489,000 บาท

โดยภายนอกมีการเปลี่ยนไฟหน้าเป็น Projector แบบ HID ปรับระดับ สูง-ต่ำ อัตโนมัติ พร้อมที่ฉีดน้ำไฟหน้า ออกแบบกระจังหน้า และไฟท้ายใหม่ กันชนหน้าใหม่ มีไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง กันชนท้ายใหม่ โดยมีคิ้วสแตนเลสเขียนว่า Fortuner เหนือกรอบทะเบียน ทับทิมที่กันชนทรงใหม่ และย้ายตัวอักษรบอกรุ่นเครื่องยนต์ไว้ด้านท้าย

Toyota-Fortuner-2011

ภายใน ปรับปรุงหลายอย่าง เช่น พวงมาลัย 4 ก้าน พร้อมฟังก์ชันควบคุมเครื่องเสียงและโทรศัพท์ ตกแต่งด้วยลายไม้ เครื่องเล่น DVD ขนาด 6.1 นิ้ว แบบจอสัมผัส รองรับ DVD/CD/MP3/WMA/Bluetooth พร้อมช่องต่อ USB และ AUX และมีกล้องมองหลังให้ (ยกเว้นรุ่น 2.5G M/T)

Toyota-Fortuner-2011

ส่วนเครื่องยนต์ยังคงเดิม … แบบดีเซลขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2KD-FTV (I/C) VN Turbo 144 แรงม้า และขนาด 3.0 ลิตร รหัส 1KD-FTV (I/C) VN Turbo 163 แรงม้า และแบบเบนซิน ขนาด 2.7 ลิตร รหัส 2TR-FE VVT-i 160 แรงม้า

Toyota-Fortuner-50th-Anniversary-Toyota-Thailand-2012

เดือนมีนาคม 2555 Toyota ออก Fortuner รุ่นพิเศษ Limited Edition ฉลองครบรอบ 50 ปี Toyota ประเทศไทย ด้วยรุ่นย่อย 3.0 V A/T 2WD ในราคา 1,379,000 บาท

พิเศษเฉพาะรุ่นกับสีพิเศษ Light Purple Mica Metallic, ล้ออัลลอยรมดำ, ภายในโทนสีดำ มีพรมรองพื้น, Smart G-BOOK และสัญลักษณ์ 50 ปี บริเวณท้ายรถ

Toyota-Fortuner-TRD-Sportivo-2012

และในวันที่ 10 สิงหาคม 2555 Toyota ปรับปรุง Fortuner ใหม่อีกครั้ง ด้วยการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติลูกใหม่ เฉพาะรุ่นดีเซล จากเดิม 4 สปีด เป็น 5 สปีด เพิ่มรุ่นย่อย 2.5G เกียร์อัตโนมัติ และปรับกำลังรุ่นเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร เป็น 171 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 360 นิวตัน-เมตร แต่หน้าตาภายนอกเหมือนเดิม ในราคา 1,085,000 – 1,449,000 บาท

ส่วนภายในเพิ่มระบบนำทาง Eco Navi พร้อมประมวลผลพฤติกรรมการขับขี่แบบ Real Time มีเครื่องเล่น DVD และจอแสดงผล LCD แบบสัมผัส ขนาด 6.1 นิ้ว

Toyota-Fortuner-2013

วันที่ 2 กันยายน 2556 Toyota ปรับปรุง ใหม่อีกรอบ (ปรับกันทุกปีจริงๆ) และในรุ่น Toyota Fortuner TRD Sportivo ภายในปรับโทนสีใหม่ เพิ่มความหรูหรา เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและความบันเทิงครบครัน

Toyota-Fortuner-2013

ห้องโดยสารภายใน สีภายในแผงคอนโซลหน้า ใช้โทนสีดำ/เบจ และ ดำ/ดำ ส่วนเครื่องเสียง ปรับรูปแบบใหม่พร้อมรองรับระบบนำทางอัจฉริยะ Smart G-BOOK และระบบโทรออกด้วยเสียง อีกทั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น และระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบไร้สาย (Bluetooth Hands free) มีในทุกรุ่นย่อย

และปรับเปลี่ยนรุ่น 2.5G 5A/T เป็นรุ่น 2.5V 5A/T ปรับปรุงแผงคอนโซลกลางเป็นแบบมีลายไม้ แอร์แบบอัตโนมัติ มีกล้องมองหลัง พร้อมจอแสดงข้อมูลขับขี่ (MID) และเครื่องเล่น DVD กับระบบนำทาง และรองรับระบบนำทางอัจฉริยะ Smart G-BOOK

Toyota-Fortuner-TRD-Sportivo-2013

ส่วนในรุ่น TRD Sportivo ห้องโดยสารภายในปรับสีเป็นโทนสีดำ เบาะหนังและหนังสังเคราะห์สีดำแบบเจาะรู พร้อมสัญลักษณ์ TRD Sportivo และเพิ่มระบบนำทางและเครื่องเล่น DVD หน้าจอขนาด 7 นิ้ว พร้อมรองรับระบบนำทางอัจฉริยะ Smart G-BOOK

Toyota-Fortuner-TRD-Sportivo-2014

ในเดือนมีนาคม 2557 ปรับโฉม Toyota Fortuner TRD Sportivo กันอีกรอบ เป็นเวอร์ชั่นที่ 5 แล้ว มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน สเกิร์ตหน้า-หลัง สปอยเลอร์หลัง กระจังหน้าสไตล์สปอร์ต และปลายท่อไอเสียสแตนเลส พร้อมสัญลักษณ์ TRD กับบันไดข้าง พร้อมโลโก้ TRD Sportivo ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางขนาด 265/60/R18 และระบบกันสะเทือนหน้าและหลัง แบบ TRD Sportivo

ห้องโดยสารภายในสีดำ ตกแต่งด้วยสีแดง เบาะนั่งหนังลายคาร์บอนเคฟลาร์ พร้อมตกแต่งคาร์บอนเคฟลาร์ตามจุดต่างๆ ในรถ พวงมาลัย และหัวเกียร์หุ้มหนังเดินด้ายสีแดง พร้อมฐานเกียร์ลายคาร์บอนเคฟลาร์

มีเครื่องเล่น DVD หน้าจอสัมผัส ขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อ บลูทูธ AUX, USB และระบบนำทางที่รองรับ Smart G-Book กับจอ LED ขนาด 10.2 นิ้วสำหรับผู้โดยสาร และรีโมทควบคุมเครื่องเสียง เป็นต้น

ในช่วงเดือนสิงหาคม 2557 โตโยต้า ได้เพิ่มรุ่นพิเศษ “Midnight Shine Edition” ที่เรียกว่าเป็นท้ายสุดแล้วจริงๆ ของ Fortuner รุ่นแรกนี้ … งวดนี้ใช้ ชาคริต แย้มนาม เป็นพรีเซนเตอร์เช่นเดิม ตั้งแต่เดือนเมษายน 2557 ที่ผ่านมา

จุดเด่น อาทิเช่น ไฟหน้ารมดำแบบ Projector โดยรุ่น 3.0V 4WD มาพร้อมหลอดแบบ HID ปรับระดับสูง-ต่ำ อัตโนมัติ และระบบทำความสะอาดไฟหน้าแบบเก็บได้ ไฟตัดหมอกตกแต่งกรอบโครเมียม ไฟท้ายกรอบใสด้านในรมดำ แบบ Multi-Reflector และล้อแม็กรมดำ ขนาด 17 นิ้ว

ห้องโดยสารตกแต่งโทนสีดำ (ยกเว้นรุ่น 2.5 G เกียร์ธรรมดา) พวงมาลัย 4 ก้าน พร้อมฟังก์ชันควบคุมเครื่องเสียงและโทรศัพท์ ส่วนหัวเกียร์หุ้มหนังสีดำ สลับลายไม้สีดำ

เบาะนั่งหุ้มหนัง และหนังสังเคราะห์สีดำ เบาะคนขับปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง และระบบแอร์แบบอัตโนมัติ (ยกเว้นรุ่น 2.5 G เกียร์ธรรมดา) เบาะแถวที่ 2 แบบแยกพับ/ปรับเอน 60:40 เบาะแถวที่ 3 แบบแยกพับ/ปรับเอน 50:50

มาตรวัดแบบ Optitron เครื่องเล่น DVD และจอแสดงผล LCD แบบสัมผัส ขนาด 6.1 นิ้ว พร้อมช่อง USB/AUX ระบบ Bluetooth และระบบนำทางแบบ 3 มิติ รองรับแอพพลิเคชัน Smart G-Book พร้อมกล้องมองหลัง (ยกเว้นรุ่น 2.5 G เกียร์ธรรมดา)

Toyota Fortuner มีเครื่องยนต์ให้เลือก ดังนี้

  • ดีเซลขนาด 3.0 ลิตร รหัส 1KD-FTV แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VN Turbo Intercooler Commonrail ให้แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400 – 3,200 รอบ/นาที (รุ่นปี 2554 ปรับแรงม้าขึ้นเป็น 171 แรงม้า)
  • ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2KD-FTV แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VN Turbo Intercooler Commonrail ให้แรงม้าสูงสุด 144 แรงม้า ที่ 3,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 343 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที (มาในปลายปี 2552)
  • (รุ่นปี 2554 ขยับแรงบิดขึ้นเป็น 1,600 – 2,800 รอบ/นาที)
  • และเบนซินขนาด 2.7 ลิตร รหัส 2TR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 160 แรงม้า ที่ 5,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 241 นิวตัน-เมตร ที่ 3,800 รอบ/นาที

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Fortuner นับได้ว่าเป็นรถมือสองยอดนิยมสุดๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่จากการซาวด์เสียงถึงผู้ใช้งานหลายๆ ท่าน ก็ล้วนแล้วมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งถ้าใครจะซื้อก็ต้องมาดูกันก่อนว่า รับได้หรือเปล่านะ

ข้อดี ก็อย่างที่ทราบกันว่า ราคามือสองดีกว่ารุ่นอื่นๆ อะไหล่หาง่าย ใช้กันได้กับ Hilux Vigo เยอะ รวมไปถึงศูนย์บริการมีเพียบ ไม่ลำบากเวลา Service รถ ยิ่งในรุ่นล๊อตหลังๆ ช่วงล่างและระบบเบรก หม้อลมเบรก และจานเบรก ปรับปรุงดีขึ้นกว่ารุ่นแรกๆ มาก และเบาะที่นั่งแถว 3 ผู้ใหญ่นั่งสบายกว่ารุ่นอื่นๆ หน่อย

ส่วนข้อเสียจะมีในเรื่องของไฟหน้าแยงตารถคันอื่น เอ๊ย ไม่ใช่! ข้อเสียอาจจะเป็นตัวรถที่สูง ขึ้น-ลง ลำบากนิดนึง แอร์ในเบาะแถวที่ 3 รุ่นแรกๆ จะอยู่ที่ด้านหลังขวา กระจายความเย็นไม่ทั่วนัก ส่วนช่วงล่างด้านหลังแบบ 4-Link พร้อมคอยล์สปริง พอนุ่มนวลในระดับหนึ่ง แต่ถ้าอยากให้นุ่มขึ้น ก็สามารถเปลี่ยนโช๊คอัพ และคอยล์สปริงใหม่ได้ ส่วนระบบเบรกในตัวรุ่นแรกๆ อาจจะมีอาการยวบหย่อยหากเบรกขณะใช้ความเร็วสูง

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

รุ่นนี้เน้นความกว้างสบาย หรูหรา นั่งขับสบาย ช่วงล่างที่ดีในระดับหนึ่ง ลุยน้ำได้ ใช้พาครอบครัว กับลูกๆ 1-2 คนไปเที่ยว ออกต่างจังหวัดได้สบาย ลุยได้กับระบบ 4WD แต่ใช้ความเร็วสูงมากๆ ก็ต้องลงทุนทำช่วงล่างหน่อยถึงจะน่าขับขึ้น ส่วนรุ่นที่เป็นเครื่องยนต์เบนซิน ข้อดีอยู่ตรงที่เสียงเครื่องยนต์เงียบกว่า ไม่สั่นกว่า แต่ก็จะกินน้ำมันหน่อยนึง สามารถนำไปติดแก๊ส LPG ได้

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้อะไหล่มีเพียบ ศูนย์บริการหายห่วง มีเยอะ ช่างส่วนใหญ่ซ่อมกันได้อยู่แล้ว เพราะเป็นรถยนต์พื้นฐานใช้งานร่วมกันกับ Hilux Vigo และ Innova เก็บเงินไว้ดูแลปีละ 10,000 – 20,000 บาท ก็เพียงพอ

คุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 330,000 – 830,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

New-Toyota-Hilux-Revo-And-Fortuner-2020

บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดตัวรถกระบะคุณภาพระดับโลก Toyota Hilux Revo (โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่) ใหม่ และรถอเนกประสงค์สุดหรู Toyota Fortuner (โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์) ใหม่ ผ่านระบบออนไลน์เป็นครั้งแรก

New-Toyota-Hilux-Revo-Pre-Runner-2020

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2547 เวลานั้น Toyota เริ่มต้นโครงการ IMV (Innovative International Multi-purpose Vehicle) โดยเป็นการย้ายฐานการผลิตรถกระบะ และรถอเนกประสงค์จากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทย เพื่อทำการผลิตและจำหน่ายในประเทศ และส่งออกจำหน่ายในทุกภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากลูกค้าในระยะเวลาอันรวดเร็ว รวมไปถึงรถอเนกประสงค์อย่าง Toyota Fortuner

ส่งผลให้รถทั้ง 2 รุ่นดังกล่าวเป็นรถยอดนิยมของคนไทย โดยมีลูกค้าเป็นเจ้าของรวมทั้งสิ้นกว่า 2.6 ล้านคัน* (*ข้อมูลยอดขายสะสมของโครงการ IMV ตั้งแต่ปี 2547 – พฤษภาคม 2563)

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

โดยในปี 2562 โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ และ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ยังคงมียอดขายเป็นอันดับ 1 ครองส่วนแบ่งการตลาดรถกระบะ Pure Pick-up 38.3% และส่วนแบ่งการตลาดรถ PPV 43.4% ส่งผลให้ได้รับความไว้วางใจจากบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ที่เชื่อมั่นในด้านคุณภาพการผลิตและศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ออกแบบและพัฒนาโดยคนไทย อีกทั้งยังประกอบขึ้นด้วยฝีมือคนไทย และส่งออกไปยังทั่วโลกโดยคนไทย

สรุปอย่างเร็ว … มีอะไรเด่นๆ เปลี่ยนใหม่บ้าง ใน Toyota Hilux Revo 2020 ใหม่?

  • ไฟหน้าดีไซน์ใหม่แบบ Bi-Beam + ไฟ LED Daytime Running Light และไฟท้ายแบบ LED Light Guiding
  • ภายในหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่รองรับ Apple CarPlay เชื่อมต่อทุกความบันเทิงได้อย่างอิสระ พร้อม T-Connect และมาตรวัดดีไซน์ใหม่
  • สำหรับรุ่นพิเศษ Rocco นอกจากจะมีชุดตกแต่งพิเศษ อาทิ สปอร์ตบาร์ ล้ออัลลอยดีไซน์พิเศษ พร้อมยางแบบ White Letters
  • ช่วงล่างที่ถูกปรับปรุงและพัฒนาขึ้นใหม่ โดยเฉพาะในส่วนของการดูดซับแรงกระแทกของโช๊คอัพ และเปลี่ยนวัสดุของแหนบ
  • ปรับปรุงสมรรถนะเครื่องยนต์ใหม่ในรุ่น 2.8 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุดถึง 204 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิดที่ 500 นิวตันเมตร (Nm) ในช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่กว้างตั้งแต่ 1,600-2,800 รอบ/นาที
  • สำหรับรุ่น Off-Road เครื่องยนต์มีการปรับลดความเร็วรอบเดินเบา (จาก 850 รอบ/นาที เป็น 680 รอบ/นาที) สามารถลุยเส้นทาง Off-Road ได้อย่างมั่นคง
  • ระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC (Variable Flow Control)
  • ครั้งแรกที่ติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense)
  • ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System)
  • ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control)
  • ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ (Lane Departure Alert)

การเปิดตัว โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ในครั้งนี้ ภายใต้แนวคิดหลัก “พลังแกร่งเหนือนิยาม” หรือ “The Unbeatable” โดยสื่อถึงสมรรถนะพลังของเครื่อง GD Super Power ใหม่ ที่ดุดัน เร้าใจ ที่มาพร้อมความแกร่งเกินนิยาม คือ ทั้งแข็งแรง หนักแน่น แต่ก็นุ่มนวลได้อย่างเหนือความคาดหมาย พร้อมด้วยช่วงล่าง Super Flex Suspension

ทั้งหมดนี้เป็นการสะท้อนเอกลักษณ์ของคนไทย ที่มีความเป็นนักสู้ที่กล้าแกร่ง ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค แม้ต้องเจอปัญหาหนักแค่ไหนก็พร้อมจะฝ่าฟัน

โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายของลูกค้าในทุกกลุ่มอาชีพ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม

New-Toyota-Hilux-Revo-B-Cab-2020

Toyota Hilux Revo รุ่นมาตรฐาน (B-Cab) เหมาะสำหรับใช้งานบรรทุกหนักเป็นหลัก เช่น กลุ่มธุรกิจที่เพื่อการขนส่ง (Logistics) และเกษตรกรขนผลิตผล ที่ผ่านมายืนยันได้จากส่วนแบ่งการตลาดสูงที่สุดใน Segment นี้

New-Toyota-Hilux-Revo-B-Cab-2020

ซึ่งในรุ่นมาตรฐานนี้ ได้รับการออกแบบมาเพื่อการบรรทุกอย่างแท้จริง ด้วยเครื่องยนต์ที่มีพละกำลังสูง 204 แรงม้า และประหยัดน้ำมัน รวมถึงระบบช่วงล่างที่แข็งแกร่งรองรับน้ำหนักบรรทุกได้อย่างดีเยี่ยม ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ากลุ่มธุรกิจได้ในทุกมิติ ครอบคลุมทุกประเภทการใช้งาน ทั้งแบบขับเคลื่อนสองล้อ แบบขับเคลื่อนสี่ล้อ และแบบ หัวเดี่ยว (Cab & Chassis) ที่รองรับการติดตั้งเพิ่มเติม เช่น ต่อเติมตู้แห้ง-ตู้เย็น ต่อคอก โดยลูกค้า สามารถจบทุกความต้องการได้ด้วยการบริการทางการเงินที่ครอบคลุมแบบ One Stop Service

New-Toyota-Hilux-Revo-B-Cab-2020

พร้อมกันนี้ ยังติดตั้งอุปกรณ์เชื่อมโยงเครือข่าย T-Connect และ Fleet Telematics Service ระบบบริหารยานพาหนะและการขนส่งครบวงจร ช่วยให้การจัดการและการดำเนินธุรกิจขนส่ง มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านเวลา ต้นทุน และคุณภาพสินค้า อีกทั้งยังให้บริการทางด้านการเงิน Full Service Lease ในการเช่าซื้อแบบครบวงจร เพื่อช่วยในการบริหารสภาพคล่องทางการเงินในยุคเศรษฐกิจเช่นนี้ ทำให้ลูกค้าสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างสบายใจ ไร้กังวล

New-Toyota-Hilux-Revo-Z-Edition-2020

Toyota Hilux Revo รุ่น Z-edition สำหรับรถกระบะตัวเตี้ย มีความหลากหลายในการใช้งาน ที่เหมาะสำหรับทั้งใช้ในชีวิตประจำวัน หรือทำธุรกิจ งานบรรทุก การค้าขายปลีก-ส่ง ซึ่งสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้ครบถ้วน

โดยที่ผ่านมามีกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นที่ต้องการมีรถยนต์เป็นคันแรก โตโยต้าได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่ ด้วย “Z-Edition ตัวเตี้ยหน้าหล่อ” ที่มีดีไซน์ที่โดนใจ เสริมทัพด้วยการจัดกิจกรรม “Racing Mania” ที่เป็นการรวมกลุ่มทำกิจกรรมของผู้ที่หลงใหลการแต่งรถ ให้มาแลกเปลี่ยนไอเดียกัน

New-Toyota-Hilux-Revo-Z-Edition-2020

โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ จึงได้พัฒนารูปลักษณ์ใหม่ที่เท่ห์สะดุดตา ทันสมัย สวยเร้าใจ สำหรับลูกค้าที่ต้องการความแตกต่างและโดดเด่น สามารถตกแต่งเพิ่มได้ตามความต้องการจากร้านรถแต่งชั้นนำ ด้านสมรรถนะมีขุมพลังจากเครื่องยนต์ GD Super Power 2.4 ลิตร ที่ประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์ความบันเทิงในรถ แบบหน้าจอสัมผัส Touchscreen ที่รองรับการใช้งาน Apple CarPlay โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ

นอกจากนี้เพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์การซื้อรูปแบบใหม่ (New Buying Experience) เราได้มีการจัดแต่งรถในโชว์รูม เพื่อเป็นตัวอย่างแนวทางการใช้งานและไอเดียในการแต่งรถ ด้วยแพ็กเกจชุดแต่งหลากหลายทางเลือกแบบ One Stop Service และพร้อมเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ด้วยระบบ Connected Auto Loan หรือ CAL และบริการ Sabuy 😀 ที่ฉีกมิติใหม่ในการเช่าซื้อ ด้วยการผ่อนต่ำลง 18% เมื่อเทียบกับโปรแกรมเช่าซื้อปกติ แต่รวมแพคเกจเช็กระยะ 23,000 กม. พร้อมรับประกันราคาขายต่อในอนาคต และระบบ Theft Track หรือการติดตามการโจรกรรม ที่เสมือนรถอยู่ในสายตาให้ความปลอดภัยจากการโจรกรรมตลอดเวลา

New-Toyota-Hilux-Revo-Pre-Runner-2020

Toyota Hilux Revo รุ่นยกสูง (Pre-Runner) ถือได้ว่าเป็นรถกระบะยอดนิยมของคนไทย ตอบโจทย์การใช้งานที่อเนกประสงค์ และสะดวกสบายเช่นเดียวกับรถยนต์นั่ง ด้วยดีไซน์ ที่สวยงาม ทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ง่าย ระบบช่วงล่างและระบบความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงสิ่งอำนวยสะดวกภายในรถที่ครบครัน

ทำให้โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ รุ่นยกสูง ประสบความสำเร็จทั้งด้านการขาย และได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั้งชาย-หญิง ในหลากหลายกลุ่มอาชีพ อาทิ ข้าราชการ และบุคคลทั่วไป

New-Toyota-Hilux-Revo-Pre-Runner-2020

โดยรุ่นใหม่นี้ ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้นในทุกมิติ ด้วยดีไซน์ภายนอกที่ดูบึกบึน ทันสมัย ไฟหน้าดีไซน์ใหม่ โฉบเฉี่ยวและส่องสว่างได้ดียิ่งขึ้น ขุมพลังจากเครื่องยนต์ GD Super Power ใหม่ ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องพละกำลังและความประหยัดสูงสุด ระบบช่วงล่างใหม่ “Super Flex Suspension” ที่นุ่มนวลเช่นเดียวกับรถยนต์นั่ง

พร้อมเพิ่มระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC ที่ช่วยในการควบคุมพวงมาลัย ลดความเหนื่อยล้าในการขับขี่สำหรับผู้ที่ต้องขับรถในระยะทางไกลๆ และระบบ VSC ที่ติดตั้งในรุ่นกลางเป็นต้นไป

New-Toyota-Hilux-Revo-Pre-Runner-2020

สำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบการตกแต่งรถเพิ่มเติม สามารถซื้ออุปกรณ์ตกแต่งของแท้จากโตโยต้า TGA (Toyota Genuine Accessories) ที่ออกแบบใหม่ให้ตรงกับความต้องการใช้งานของลูกค้ามากขึ้น

New-Toyota-Hilux-Revo-Pre-Runner-2020

รวมไปถึงประกันภัยรูปแบบใหม่ ประกันภัยขับดีลดให้ Toyota Care PHYD (Pay How You Drive) ที่จะทำให้ประหยัดได้มากกว่า ด้วยส่วนลดจากการวิเคราะห์ข้อมูลการขับขี่ ขับรถดี ขับปลอดภัย จะมีส่วนลดค่าเบี้ยประกันต่ออายุ สูงสุดถึง 45% สามารถซ่อมได้ที่ศูนย์บริการมาตรฐานโตโยต้า ได้นานสูงสุด 8 ปี

New-Toyota-Hilux-Revo-Rocco-2020

Toyota Hilux Revo รุ่นพิเศษ Rocco และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ เหมาะสำหรับลูกค้าที่ใช้งาน ในเมือง เน้นความสง่างาม ชื่นชอบกิจกรรมในยามว่าง และมีงานอดิเรก ชอบท่องเที่ยวแบบผจญภัย ลูกค้าจึงมีความต้องการรถที่มีสมรรถนะการขับขี่ และความสะดวกสบายดีเยี่ยม รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับสูง

New-Toyota-Hilux-Revo-Rocco-2020

โดยปัจจุบัน Hilux Revo รุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ และรุ่น Rocco ได้รับความนิยมและครองใจแฟนๆ จากสิงห์รถกระบะอย่างหนักแน่น ตอกย้ำฉายา “King of Off-Road” โดยรุ่นใหม่นี้ได้รับการปรับเปลี่ยนดีไซน์ทั้งภายนอกและภายในแบบ Exclusive เฉพาะในรุ่น Rocco เพื่อสื่อถึงความพรีเมียม แข็งแกร่ง ทรงพลัง และสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

New-Toyota-Hilux-Revo-Rocco-2020

นอกจากนี้ในด้านสมรรถนะการขับขี่ได้ปรับปรุงขุมพลังใหม่ เครื่องยนต์ GD เจเนเรชั่นที่ 2 “GD Super Power” ให้กำลังสูงสุดถึง 204 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร พร้อมทั้งพัฒนาประสิทธิภาพการขับขี่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ (4WD) ที่ทำงานร่วมกับช่วงล่างใหม่ Super Flex Suspension ที่เกาะถนนและนุ่มนวลยิ่งขึ้น

New-Toyota-Hilux-Revo-Rocco-2020

ครั้งแรกกับการนำเทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นสูง Toyota Safety Sense มาใช้ในรถกระบะ โตโยต้าในประเทศไทย ให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมั่นใจและปลอดภัยทุกเส้นทาง และเพิ่มความอุ่นใจ ปลอดภัยไร้กังวลด้วย ระบบป้องกันการโจรกรรม (Theft Track) หรือ การติดตามการโจรกรรม การแสดงข้อมูลการขับขี่ Trip Report การเช็กตำแหน่งรถ (Find My Car) และยังมีบริการผู้ช่วยส่วนตัว ที่จะดูแลให้ความช่วยเหลือลูกค้าตลอดเวลาในทุกเส้นทาง Toyota Tube ที่จะเป็นสื่อแนะนำการใช้รถยนต์ในรูปแบบวีดีโอบนโทรศัพท์มือถือ

สำหรับโตโยต้า ไฮลักว์ รีโว่ ใหม่ จะเริ่มส่งมอบรถให้ลูกค้าได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 เป็นต้นไป

New-Toyota-Fortuner-2020

New-Toyota-Fortuner-2020-1

และมีอะไรใหม่ๆ บ้าง ใน Toyota Fortuner 2020 ใหม่?

  • กระจังหน้าใหม่ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น พร้อมแถบกันชนล่างสีเงิน
  • ไฟหน้า DayTime Running Light แบบ Light Guiding ดีไซน์ใหม่ และปรับชุดไฟท้ายดีไซน์ใหม่เป็นแบบ LED พร้อมกับ Light Guiding
  • ล้ออัลลอย 18 นิ้วดีไซน์ใหม่
  • หน้าจอสัมผัสที่รองรับ Apple CarPlay เชื่อมต่อทุกความบันเทิงได้อย่างอิสระ พร้อมระบบ T-Connect
  • กล้องมองภาพรอบคันพร้อมมุมมองแบบ 3 มิติ
  • สัญญาณเตือนกะระยะ หรือ Park Sensor
  • ระบบ Activated Kick Door เปิดประตูหลังได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องใช้มือสัมผัสตัวรถ
  • แท่นชาร์จไร้สาย
  •  เครื่องยนต์ใหม่ในรุ่น 2.8 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุดได้ถึง 204 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิดที่ 500 นิวตันเมตร (Nm) ในช่วงความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่กว้างตั้งแต่ 1,600-2,800 รอบ/นาที
  • เพิ่มเพลาปรับสมดุล (Balance Shaft) ในเครื่องยนต์ 2.8 ลิตร ช่วยลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนที่ส่งเข้าสู่ห้องโดยสาร
  • สำหรับรุ่น Off-Road เครื่องยนต์มีการปรับลดความเร็วรอบเดินเบา (จาก 850 รอบต่อนาที เป็น 680 รอบต่อนาที) สามารถลุยเส้นทาง Off-Road ได้อย่างมั่นคง
  • แสดงข้อมูลตำแหน่งองศาของล้อบนหน้าจอ MID และติดตั้งสัญญาณเตือนกะระยะด้านท้าย และมุมกันชนหน้า-หลัง
  • ระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC (Variable Flow Control) ควบคุมพวงมาลัยแปรผันตามระดับความเร็ว
  • Sport Mode ปรับการทำงานของคันเร่งให้ตอบสนองเร็วยิ่งขึ้น และปรับการทำงานของพวงมาลัยให้มีน้ำหนักมากขึ้น เหมาะสำหรับการเร่งแซงและการขับขี่ที่ใช้ความเร็วสูง
  • ครั้งแรกที่ติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานระดับโลกของรถโตโยต้า (Toyota Safety Sense)
  • ระบบความปลอดภัยก่อนการชน (Pre-Collision System)
  • ระบบควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติ (Dynamic Radar Cruise Control)
  • ระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน พร้อมหน่วงกลับอัตโนมัติ (Lane Departure Alert)
    —–
  • พร้อมรุ่นพิเศษ ที่ใช้ชื่อรุ่นว่า “Legender”
  • ไฟหน้า DayTime Running Light แบบ Light Guiding ดีไซน์ใหม่ ที่มาพร้อมกับไฟเลี้ยว LED แบบ Sequential ไฟสูงและไฟต่ำแบบ LED
  • ปรับดีไซน์กันชนหลังใหม่
  • ล้ออัลลอย 20 นิ้ว ดีไซน์ใหม่
  • หลังคาสีทูโทน

New-Toyota-Fortuner-2020

Toyota Fortuner (โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์) รถยนต์อเนกประสงค์ประเภท PPV ที่มียอดขายสูงสุดในประเทศไทยมาโดยตลอด ตั้งแต่การเปิดตัวเมื่อ 15 ปีก่อน และครองอันดับ 1 ในตลาดรถอเนกประสงค์ ประเภท PPV อย่างต่อเนื่อง

นับตั้งแต่มีการเปิดตัวในเจเนเรชั่นที่ 2 ซึ่งครั้งนี้ถือเป็นการปรับโฉมอย่างเป็นทางการในรอบ 5 ปี พัฒนารูปลักษณ์ให้มีความ “Prestige & Cool” มากยิ่งขึ้น เพื่อสะท้อนตัวตนความเป็นผู้นำของผู้ขับขี่อย่างมีระดับ เน้นความหรูหราและทันสมัย เหมาะกับคนรุ่นใหม่และกลุ่มวัยกลางคนที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยว และใช้งานในชีวิตประจำวัน

และสำคัญที่สุดคือ ความคุ้มค่าของรถที่มีให้กับลูกค้า จึงเป็นที่มาของการสื่อสารทางการตลาด ภายใต้สโลแกน “Wisdom of a Leader” หรือ “สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ” สะท้อนความเป็นยนตรกรรมที่ผสานทุกความเป็นที่สุดไว้ในหนึ่งเดียว สู่สัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของผู้นำ

ในครั้งนี้ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ มาพร้อมกันถึง 2 รุ่น 2 ดีไซน์ โดยมีรุ่นมาตรฐาน และรุ่นพิเศษ Legender

New-Toyota-Fortuner-2020

Toyota Fortuner รุ่นมาตรฐาน เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีครอบครัว มองหารถที่ใหญ่ขึ้น และให้ความสำคัญด้านความคุ้มค่า โดยรุ่นมาตรฐานนี้ได้ปรับปรุงเครื่องยนต์ 2.4 GD Super Power ให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม และตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบบังคับเลี้ยวแบบ VFC (Variable Flow Control) ทำให้น้ำหนักพวงมาลัยแปรผันตามความเร็ว ควบคุมรถได้แม่นยำและมั่นใจมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับระบบ Cruise Control และสัญญาณกะระยะ 6 ตำแหน่ง พร้อมกับระบบ Apple Carplay ที่จะเชื่อมต่อคุณและความบันเทิงได้อย่างอิสระ

สำหรับการเปิดตัวครั้งนี้ จะเป็นครั้งแรกในการนำเสนอประสบการณ์การซื้อรูปแบบใหม่ (New Buying Experience) ที่ลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลสถานะคงเหลือของรถ (Stock) อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบระยะเวลาการส่งมอบรถได้อย่างแม่นยำกับระบบ Estimate Time of Arrival (ETA) และฟังก์ชันพิเศษที่จะปฏิวัติการอนุมัติสินเชื่อรถยนต์ให้เป็นเจ้าของรถง่ายยิ่งขึ้นด้วยระบบ Connected Auto Loan (CAL)

ในขณะเดียวกัน ลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานรูปแบบใหม่ (New Usage Experience) เพียงแค่ลงทะเบียนผ่าน Application T-Connect by Toyota ที่มีฟังก์ชันหลากหลาย อาทิ บริการผู้ช่วยส่วนตัว ตลอด 24 ชั่วโมง เชื่อมต่อความสุข และสร้างความสบายใจให้ตลอดทุกเส้นทาง

พร้อมกับประกันภัยรูปแบบใหม่ ประกันภัยขับดีลดให้ Toyota Care PHYD (Pay How Your Drive) ซึ่งทำให้ลูกค้าจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยตามพฤติกรรมการขับขี่ ผู้ที่ขับขี่อย่างปลอดภัยจะได้ประโยชน์เป็นส่วนลดและยังเป็นการสร้างความปลอดภัยในสังคมมากยิ่งขึ้น

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

Toyota Fortuner รุ่นพิเศษ สะท้อนสัญลักษณ์ตัวตนของผู้นำ จะใช้ชื่อว่า Toyota Fortuner Legender เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้านักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มองหารถที่โดดเด่นด้านรูปลักษณ์ และฟังก์ชันการใช้งานที่ทันสมัย

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

โดยโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รุ่น Legender มาพร้อมความหรูหรา และยกระดับความโฉบเฉี่ยวมากยิ่งขึ้น ด้วยกระจังหน้าและกันชนหลังดีไซน์ใหม่ และเครื่องยนต์ 2.8 GD Super Power ใหม่ เพิ่มสมรรถนะการขับขี่แรงขึ้นกว่าเดิม 15% ด้วยกำลังสูงสุด 204 แรงม้า และฟังก์ชัน Sport Mode ที่จะทำให้การขับขี่สนุกและเร้าใจมากยิ่งขึ้น

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

นอกจากนี้ยังเพิ่ม Balance shaft ที่จะช่วยลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนที่ส่งเข้าสู่ห้องโดยสาร กล้องมองรอบคัน ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ให้ปลอดภัย ตอบรับไลฟ์สไตล์ชีวิตประจำวันด้วย แท่นชาร์จไฟแบบไร้สาย และ ระบบประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยไฟฟ้า พร้อม Kick Sensor และยังเป็นครั้งแรกในรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ที่ติดตั้งระบบ Toyota Safety Sense

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

พร้อมยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้กับลูกค้าทุกท่านด้วยระบบ T-Connect ที่สามารถเช็กตำแหน่งรถตามเวลาจริง (Real Time) ได้ทุกที่ ทุกเวลา รวมถึงระบบป้องกันการโจรกรรม (Theft Track) และระบบประสานความช่วยเหลือ SOS ของโตโยต้าได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีบริการแจ้งเตือนล่วงหน้าสำหรับเข้าศูนย์บริการ Telematic Care ช่วยให้การดูแลรถยนต์ของลูกค้าเป็นเรื่องง่าย และแม่นยำมากยิ่งขึ้น

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ จะเปิดให้จองได้ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2563 ทั้งนี้ รุ่นมาตรฐานสามารถส่งมอบรถให้ลูกค้าตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 และสำหรับรุ่น Legender จะสามารถส่งมอบได้ในเดือนสิงหาคม 2563 เป็นต้นไป

พร้อมเป็นเจ้าของ Toyota Hilux Revo ใหม่…พลังแกร่งเหนือนิยาม 40 รุ่นย่อย

มีสีภายนอกให้เลือก 8 สี (สีใหม่ 3 สี)

  • Dark Blue Mica (ใหม่) (เฉพาะรุ่นยกสูง แบบขับเคลื่อน 2 ล้อ / ขับเคลื่อน 4 ล้อ)
  • Emotional Red (ใหม่) * (เฉพาะรุ่น Rocco)
  • Oxide Bronze Metallic (ใหม่) * (เฉพาะรุ่น Rocco)
  • White Pearl CS* (เฉพาะรุ่น Rocco / ขับเคลื่อน 4 ล้อ เกรด High / ยกสูง แบบขับเคลื่อน 2 ล้อ)
  • Silver Metallic (ยกเว้นรุ่น Rocco)
  • Dark Grey Metallic (ยกเว้นรุ่น Rocco / Cab & Chasis)
  • Attitude Black Mica (ยกเว้นรุ่นมาตรฐาน)
  • Super White** (ยกเว้นรุ่น Rocco / ขับเคลื่อน 4 ล้อ / ยกสูง ขับเคลื่อน 2 ล้อ Pre-Runner เกรด High)

ราคา

Hilux Revo รุ่นมาตรฐาน

  • มี 7 รุ่น ราคา 544,000 – 704,000 บาท
    (*สำหรับสี Emotional Red และ สี White Pearl CS เพิ่ม 10,000 บาท / ** สี Super White ลด 7,000 บาท)

Hilux Revo Z-Edition

  • มี 12 รุ่น ราคา 609,000 – 809,000 บาท

Hilux Revo ยกสูง แบบขับเคลื่อน 2 ล้อ Pre-Runner

  • มี 12 รุ่น ราคา 707,000 – 1,009,000 บาท

Hilux Revo แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

  • มี 5 รุ่น ราคา 862,000 – 1,159,000 บาท

Hilux Revo Rocco

  • มี 4 รุ่น ราคา 949,000 – 1,239,000 บาท

สำหรับลูกค้าที่ซื้อ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ใหม่ทุกคัน จะได้รับแคมเปญช่วงแนะนำ และแพ็คเกจการรับประกันคุณภาพ เพิ่มเติมเป็น 5 ปี 150,000 กม. พร้อมค่าแรงเช็กระยะฟรีไปจนถึง 100,000 กม. รวมมูลค่ากว่า 60,000 บาท เพิ่มเติมสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าโตโยต้ากับ Toyota Privilege More

New-Toyota-Fortuner-Legender-2020

พร้อมเป็นเจ้าของ Toyota Fortuner ใหม่ และ Toyota Fortuner รุ่น Legender มี 4 รุ่นย่อย (เริ่มส่งมอบเดือนสิงหาคม 2563)

มีสีภายนอกให้เลือก 3 สี (สีใหม่ 1 สี)

  • Emotional Red Black Top (ใหม่) ***
  • White Pearl CS Black Top ***
  • Attitude Black Mica

ราคา

  • 2.4 Legender เกียร์อัตโนมัติ 1,564,000 บาท
  • 2.4 Legender เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,634,000 บาท
  • 2.8 Legender เกียร์อัตโนมัติ 1,769,000 บาท
  • 2.8 Legender เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,839,000 บาท

(*** สำหรับสี Emotional Red Black Top และ สี White Pearl CS Black Top เพิ่ม 20,000 บาท)

โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ รุ่นมาตรฐาน มี 3 รุ่นย่อย มีสีภายนอกให้เลือก 6 สี (สีใหม่ 2 สี)

  • Dark Blue Mica (ใหม่)
  • Emotional Red (ใหม่) ****
  • White Pearl CS ****
  • Silver Metallic
  • Dark Grey Metallic
  • Attitude Black Mica

ราคา (เปิดตัววันนี้ – 30 กันยายน 2563)

  • 2.4G เกียร์อัตโนมัติ 1,319,000 บาท จาก 1,349,000 บาท
    (**** สำหรับสี Emotional Red และ สี White Pearl CS เพิ่ม 12,000 บาท)
  • 2.4V เกียร์อัตโนมัติ 1,424,000 บาท จาก 1,454,000 บาท
  • 2.4V เกียร์อัตโนมัติ ขับเคลื่อน 4 ล้อ 1,494,000 บาท จาก 1,524,000 บาท

สำหรับลูกค้าที่ซื้อ โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ใหม่ จะได้รับแพ็คเกจรับประกันคุณภาพ 5 ปี 150,000 กม. และขยายค่าแรงเช็กระยะฟรี จนถึง 100,000 กม. มูลค่ากว่า 45,000 บาท พิเศษวันนี้ ถึง 30 กันยายนเท่านั้น

ส่วนใครที่อยากได้ Toyota Hilux Revo และ Fortuner ใหม่ แต่กำลังสู้กับวิกฤตโควิด-19 อยู่ และเงินสดมีไม่เพียง ถ้าใช้รถคันเดิม สามารถนำมาขายกับทาง CARRO ได้ แม้ว่ารถจะติดไฟแนนซ์ เราก็พร้อมปิดไฟแนนซ์ให้ และยินดีรับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน