10-Cars-Built-By-Recycled-Parts-From-Other-Brands

การที่บริษัทรถยนต์จะสร้างรถรุ่นหนึ่งขึ้นมา ต้องระดมวิศวกร นักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ วิจัยและพัฒนา ซึ่งต้องใช้งบมหาศาลนับพันล้านหมื่นล้านบาท เพื่อรังสรรค์รถออกมาขายชาวโลกกันสักรุ่น

แต่รถจากบริษัทที่มีต้นทุนไม่สูงล่ะ หรือบริษัทที่ผลิตรถสปอร์ต รถซูเปอร์คาร์ในตำนานทั้งหลาย ที่อยากสร้างรถยนต์ออกมาสักคัน แต่จะจ้างให้ซัพพลายเออร์ผลิตชิ้นส่วนออกมาใหม่ทั้งหมดเลย ต้นทุนก็อาจจะมากหลายแน่ๆ เอาชิ้นส่วนจากรถบ้าน รถราคาถูก ที่มาใส่แล้วดูลงตัว มาใช้เลยดีไหมล่ะ!

MR.CARRO ขอนำเสนอ 10 รถในตำนาน ที่มีชิ้นส่วนจากรถแบรนด์อื่น มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วย จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยดีกว่า …

Citroen-CX-Jaguar-XJ220

1. กระจกมองข้าง Citroen CX ใน Venturi Atlantique, Aston Martin Virage, Lotus Esprit (MK2), TVR Griffith, McLaren F1, Spectre R42 และ Jaguar XJ220

ถ้าจะบอกว่า กระจกมองข้างรถรุ่นอะไร ที่เหล่ารถซูเปอร์คาร์ นิยมหยิบยืมมาใช้กันมากที่สุด? ผมคงต้องยกให้ กระจกมองข้างของ “Citroen CX (ซีตรอง ซีเอ็กซ์)” นั่นล่ะครับ แต่ขอบอกว่าเป็นกระจกของ Citroen CX ในรุ่นช่วงประมาณยุค 80 ครับ

ซึ่งเจ้ากระจกมองข้างนี้ ดีไซน์ได้สวย จนเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง สำหรับสำนักผลิตรถสปอร์ตจากอังกฤษ และฝรั่งเศส ในยุค 80 และ 90 เอามากๆ รวมไปถึงในรถยี่ห้อ TVR แทบทุกรุ่น และยี่ห้อ Marcos มีเห็นใช้กันเยอะซะจนนึกว่า มันร่วงลงมาจากท้องฟ้าเลยทีเดียว!

Mazda-Astina-Aston-Martin-DB7

2. ไฟท้าย Mazda 323 Astina ใน Aston Martin DB7

Aston Martin DB7 (แอสตันมาร์ติน ดีบี7) นับว่าเป็นรถในตระกูล DB ที่ถูกพัฒนาขึ้นและออกขายในปี 1994 แต่ด้วยต้นทุนที่จำกัด บวกกับ Ford ไม่เห็นด้วยกับใช้งบพัฒนารถใหม่ ทำให้ Aston Martin จึงต้องนำ XX Project ที่จะเอาไปพัฒนา Jaguar F-Type (XJ41/42) ของ Ian Callum และ Keith Helfet ออกแบบไว้ มามาปรับปรุงแทน ซึ่ง Project นี้ก็ใช้งบไปถึง 30 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ แล้ว

ซึ่ง Aston Martin DB7 จำเป็นต้องหยิบยืมที่เปิดประตูจาก Mazda MX-5, หรือสวิตซ์กระจกไฟฟ้าจาก Ford Scoprio รวมไปถึงกระจกมองข้างจาก Citroen CX และไฟท้ายจาก Mazda Astina (หรือ 323F ในยุโรป) มาใช้รถตัวเอง แต่มันก็ดูลงตัวดีนะ

Austin-Maestro-Van-Land-Rover-Discovery

3. ไฟท้าย Austin Maestro Van ใน Land Rover Discovery

แม้ว่ารถ Austin Maestro ในบ้านเราจะแทบไม่มีใครรู้จัก แต่กับ Land Rover Discovery (แลนด์โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี่) เป็นรถที่ขึ้นชื่อในบ้านเรามาก ในช่วงที่รถ SUV กำลังบูมในยุค 80 ตัวบริษัท Land Rover เอง ฐานะก็ไม่ได้มั่นคงอะไรนัก การที่คิดสร้างใหม่ ก็คงต้องมองหาชิ้นส่วนจากรถในเครือมาร่วมใช้ เพื่อประหยัดเงินค่าผลิตได้มากที่สุด

ซึ่งต่างจากในปัจจุบันลิบลับ เพราะเจ้า Discovery ดูหรูหราราคาแพงเอามากๆ ในตอนนั้น Land Rover Discovery ต้องหยิบยืมแชสซีส์แบบขั้นบันได ประตู กระจกหน้ารถ จากรุ่นใหญ่อย่าง Range Rover และไฟท้ายจาก Austin Maestro Van มาใช้

Rover-Toyota-Lotus-Esprit

4. ไฟท้าย Rover SD1 และ Corolla Levin ใน Lotus Esprit

ถ้าให้ผมพูดถึง Rover SD1 (โรเวอร์ เอสดี 1) นี่นับว่าเป็นรถธงรุ่นหรูหราของ Rover ในยุคก่อนขาลงเลย ซึ่งก็มีราคาแพงมากอีกด้วย (ในเมืองไทย ผมเคยเห็นรถรุ่นนี้เพียงแค่คันเดียว) สำหรับ SD นั้นย่อมาจาก “Specialist Division” ส่วน “1” ก็เป็นรถรุ่นที่หนึ่ง ที่ทีมดีไซน์ได้ทำเป็นคันแรก ต่อมารุ่นนี้ คือรถในตระกูล Rover 800

ทีมงานของ Lotus บริษัทเล็กๆ ที่ก่อตั้งโดย Colin Chapman จึงขอหยิบยืมไฟท้ายรถรุ่นต่างๆ มาใช้ใน Lotus Esprit (โลตัส เอสพรี) นับตั้งแต่ไฟท้าย Series 1 ที่นำมาจาก Fiat X1/9 หรือ Series 4 หยิบยืมไฟท้ายมาจาก Corolla Levin มาใช้ (หรือ Toyota AE86 ที่เรารู้จักกันนั่นเอง)

Morris-Marina-Lamborghini-Urraco

5. ที่เปิดประตูของ Morris Marina ใน Lamborghini Urraco, Range Rover, Lotus Esprit และ Reliant Scimitar

รถอังกฤษในยุค 70 ที่ในบ้านเราคนไม่นิยมกันเท่าไหร่ รวมไปถึงคนอังกฤษด้วยนั่นล่ะ รถที่ราคาถูกแต่คนกลับเฉยๆ อย่าง Morris Marina ที่เคยคิดเทียบชั้น Volkswagen Golf สุดท้ายก็พังพินาศไปพร้อมกับ British Leyland กลับมีบางสิ่งบางอย่างที่ถูกใจผู้ผลิตรถสปอร์ตกันเป็นแถว

ที่เปิดประตูของ Morris Marina มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเรียบๆ กลับถูกใจรถยนต์หลายแบรนด์ทั้ง Lamborghini, Range Rover และ Ralient จนต้องขอนำไปใช้ซะงั้น

Ford-Mondeo-Noble-M12

6. ไฟท้าย Ford Mondeo ใน Noble M12

ถ้าจะให้พูดถึง Noble บ้านเราอาจจะนึกถึงบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง แต่ในอังกฤษ ชื่อนี้นอกจากจะหมายถึงขุนนางแล้ว ยังหมายถึงบริษัทผู้ผลิตรถสปอร์ตอีกด้วย โดย Noble M12 รถสปอร์ตตัวถังกว้างคันนี้ ถูกผลิตขึ้นในปี 2000 – 2008 ใช้เครื่องยนต์แบบ V6 ขนาด 2.5 ลิตร 300 แรงม้า ขนาด 3.0 ลิตร 350 แรงม้า ที่โมดิฟายจาก Ford

ไหนๆ ก็ใช้เครื่องยนต์ของ Ford แล้ว ก็ขอยืมไฟท้าย Ford Mondeo Mk1 ที่ขายในช่วงปี 1992 – 1996 มาใช้ด้วยซะเลย

Bova-Futura-McLaren-F1

7. ไฟท้าย Bova Futura ใน McLaren F1

McLaren F1 (แม็กลาเรน เอฟ1) ถือเป็นรถที่สุดยอดอีกคันหนึ่งที่ผลิตออกมาในปี 1992 – 1998 เพียงแค่ 106 คันในโลก สร้างตำนานให้กับวงการรถซูเปอร์คาร์ เริ่มตั้งแต่ที่นั่งคนขับที่อยู่ตรงกลางแบบรถ F1 รวมไปถึงขุมพลังขนาด 6.1 ลิตร จาก BMW S70/2 V12 ให้ม้า 618 ตัว ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด สร้างสถิติความเร็วสูงสุดได้ถึง 386.4 กม./ชม. เอากินเนสส์บุ๊คไปเลย!

แต่ใครจะไปรู้ว่า กระจกมองข้างของ McLaren F1 หยิบยืมมาจาก Volkswagen Corrado และไฟท้ายจะหยิบยืมมาจากรถโค้ชคันใหญ่อย่าง Bova Futura แห่งเนเธอร์แลนด์ …

Fiat-Punto-MG-XPower-SV

8. ไฟหน้า Fiat Punto ใน MG XPower SV

MG XPower SV รถสปอร์ตอังกฤษรุ่นสุดท้ายจากค่าย MG ผลิตในปี 2003 – 2005 ในยุคที่ยังไม่แปลงสัญชาติเป็นจีนแบบทุกวันนี้ ภายใต้แบรนด์ MG ที่ตั้ง X Power ขึ้นมาเพื่อแต่งรถในเครือโดยเฉพาะ

เป็นรถรุ่นเกิดจากรถต้นแบบ MG X80 ที่เอา MG TF มาพัฒนา ขยายร่างให้กว้างขึ้น ใช้เครื่องยนต์ขนาด 4.6 ลิตร 320 แรงม้า และ 5.0 ลิตร 385 แรงม้า จาก Ford และเอาอะไรหลายๆ อย่างมารวมๆ กัน อย่างไฟหน้าก็ยืมมาจาก Fiat Punto มาใส่ … จึงมีผู้กล้าซื้อแค่ 9 คัน!

Nissan-300ZX-Lamborghini-Diablo

9. ไฟหน้า Nissan Fairlady Z 300ZX ใน Lamborghini Diablo

รถที่ถือว่าเป็นซูเปอร์คาร์แรงแห่งยุค 90 อีกหนึ่งรุ่นนั่นก็คือ Lamborghini Diablo (ลัมโบร์กินี ไดอะโบล) ที่ผลิตออกมาในปี 1990 – 2001 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 5.7 ลิตร V8 ด้วยยอดการผลิตประมาณ 2,900 คัน ซึ่งคำว่า Diablo หมายถึง “ปีศาจ” ในภาษาสเปน

แต่ไฟหน้าแบบ Pop-Up แบบนี้ ไม่ปลอดภัยแก่ผู้เดินถนน (เวลาโดนชน) เอาเสียเลย ค่ายรถแต่ละค่ายต้องทยอยปรับเปลี่ยนกันเป็นแถว ส่วน Lamborghini นึกไม่ออกว่าจะปรับโฉมหน้าตาเจ้า Diablo อย่างไรดี ในปี 1998 ก็เลยขอยืมไฟหน้าของ Nissan Fairlady Z (Z33) มาใส่เลยละกัน ดูลงตัวดีด้วย

BMW-E21-Venturi-400GT

10. ไฟท้าย BMW E21 ใน Venturi 400GT

Venturi (เวนทูรี่) ค่ายรถสปอร์ตจากฝรั่งเศส (ในอดีต) จาก 2 วิศวกร Claude Poiraud และ Gérard Godfroy ก่อตั้ง MVS (Manufacture de Voitures de Sport) เพื่ออยากให้ฝรั่งเศส มีรถแนว GT เหมือนรถของประเทศอื่นๆ บ้าง ในปี 1984

และมีรถที่แรงที่สุดในค่ายอย่าง Venturi 400GT ใช้เครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร V6 ของ PRV รีดแรงม้าออกมาได้ 408 ตัว ทำความเร็วได้สูงสุด 290 กม./ชม.

ที่ค่ายรถที่เคยมีคนไทย (เจ้าของบริษัท เบนซ์ศรีนครินทร์ หรือ นิช คาร์ ในปัจจุบัน) ซื้อมาเป็นเจ้าของบริษัทอยู่ช่วงสั้นๆ แต่เกิดช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งพอดี บริษัทนี้ก็ล้มไปอีกรอบ ปัจจุบันกลายเป็นของ Gildo Pallanca Pastor คนสัญชาติโมนาโกซื้อไปตั้งแต่ปี 2001 ตอนนี้เน้นไปทางรถยนต์ไฟฟ้า และ Formula E มากกว่า

สำหรับ Venturi Coupe, Venturi 260, Venturi 400GT หรือ ได้หยิบยืมชุดปัดน้ำฝนมาจาก Mercedes-Benz มาใส่ มันก็ดูลงตัวดีนะ พร้อมกับไฟท้ายจาก BMW Series-3 (E21) ส่วน Venturi Atlantique หยิบยืมชุดไฟท้ายมาจาก Ford Sierra Sapphire

แล้วคุณล่ะ คิดว่าแต่ละอย่างที่หยิบยืมมาใส่ “ลงตัว” พอแล้วหรือยัง?

ส่วนช่วงนี้ถ้าเกิดใครร้อนเงินเพราะโควิด-19 วิธีขายรถที่ได้เงินเร็วไว ง่ายนิดเดียว เพียงนำรถมาขายกับ CARRO Express ได้เลย แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand เลยนะจ๊ะ

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ข้อมูลส่วนหนึ่งจาก :

Leave a Reply

Your email address will not be published.

You may use these <abbr title="HyperText Markup Language">html</abbr> tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

*