ค้นหาบทความ

Category : Carro แนะนำรถมือสอง

Nissan-March-K13

Nissan-Cherry-E10

ในยุคตั้งแต่ 40 กว่าปีก่อน สำหรับคนที่มีอายุ 40+ ขึ้นไป ยังคงจำได้กับรถยนต์คันเล็กรูปทรงแหวกแนว จากค่าย Nissan (หรือ Datsun) ที่ผลิตขายโดยสยามกลการอย่างแน่นอน นั่นคือ “Datsun Cherry” (ดัทสัน เชอร์รี่) ในรหัส E10

สำหรับ Datsun Cherry เปิดตัวออกโชว์ครั้งแรกด้วยทรงสปอร์ตล้ำยุค ในชื่อ Datsun 270X ที่งาน Tokyo Motor Show เมื่อปี 1970 ก่อนจะผลิตออกขายครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนตุลาคม 1970

ส่วนในบ้านเรา สยามกลการ ก็มีผลิตขายกับเขาด้วย ในรูปแบบ Sedan 4 ประตู (และมีรุ่น Coupe นำเข้ามาบ้างด้วย) แต่ก็เป็นรถที่ไม่ประสบความสำเร็จด้านการขาย จนต้องเลิกขายไป

Nissan-NX-018

ต่อมา Nissan จึงคิดทำรถแนว Hatchback ขนาดเล็กขึ้นมาอีกรุ่น ด้วยรูปทรงทันสมัย ดึงดูดใจคนรุ่นใหม่ บำรุงรักษาง่าย ขับขี่ง่าย ราคาไม่แพง และประหยัดน้ำมัน นับตั้งแต่การเริ่มต้นพัฒนาในปี 2521 ในชื่อโครงการ The KX Plan (ซึ่งต่อมา ก็นำตัว “K” นี่ล่ะครับ ไปใช้เป็นรหัสรถ Nissan March และ Micra ทุกรุ่น)

ในปี 2524 นิสสันจึงเปิดตัวรถต้นแบบ Nissan NX-018 ในแบบ Hatchback 3 ประตู ที่งาน Tokyo Motor Show เมื่อเดือนตุลาคม 1981

แต่รถต้นแบบรุ่นนี้ ก็ยังขาดชื่อสำหรับในการจำหน่ายจริง Nissan จึงได้จัดประกวดตั้งชื่อรถรุ่นใหม่ขึ้น ได้รับผลตอบรับดีมากในระยะเวลาประมาณ 2 เดือนครึ่ง มีผู้ส่งชื่อร่วมประกวดสูงถึง 5.65 ล้านคน แต่เมื่อประกาศผลโหวตออกไป ชื่อที่ได้รับการโหวตสูงสุดเป็นอันดับแรกๆ ได้แก่

  • Pony (118,820 คน) – ซ้ำกับชื่อของรถอีกรุ่นหนึ่งของยี่ห้อ Hyundai (ฮุนได)
  • Friend (54,152 คน) – เมื่อประกาศผลโหวตออกไป มีกระแสวิพากษ์อย่างกว้างขวางว่า ไม่ควรใช้เป็นชื่อรถ
  • Lovely (42,929 คน) – เมื่อประกาศผลโหวตออกไป มีกระแสวิจารณ์ว่าชื่อ Lovely ควรเป็นชื่อน้ำยาปรับผ้านุ่ม ไม่ใช่ชื่อรุ่นรถ
  • Shuttle (40,304 คน) – ซ้ำกับชื่อรถรุ่นหนึ่งของ Honda ที่มีขายในญี่ปุ่นขณะนั้น
  • Sneaker (30,328 คน) – ตามพจนานุกรมแล้ว Sneaker อาจมีหลายความหมาย แต่มีความหมายหนึ่งแปลว่า “รองเท้า”
  • Rainbow (22,497 คน) – แปลว่า “รุ้ง” ไม่เข้ากับ Concept ของรถ

คณะกรรมการการประกวดเห็นว่า ชื่อส่วนใหญ่ไม่เหมาะสมกับรถ แต่หลังจากได้อ่านชื่อที่ถูกส่งมาประกวดทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ตัดสินใจใช้ชื่อในลำดับที่ 164 ของตาราง คือชื่อ March ซึ่งมีคนส่งชื่อนี้มาเพียง 4,065 คน (จาก 5.65 ล้านคน)

ซึ่งเมื่อดูความหมายตามพจนานุกรมแล้ว March นอกจากจะแปลว่า “เดือนมีนาคม” หรือ “การเดินสวนสนาม” แล้ว ยังแปลว่า “การมุ่งไปข้างหน้า” หรือ “กรีธาทัพ” ได้อีกด้วย

ในที่สุด Nissan March รุ่นแรก ก็ได้เปิดตัวขึ้นในญี่ปุ่นเมื่อ 22 ตุลาคม 1982

Nissan-March-K10

ถ้าย้อนกลับไปตั้งแต่สมัยที่ บริษัท สยามกลการ จำกัด ยังเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ของ “นิสสัน” อยู่ จะเห็นได้ว่า เมื่อต้นปี 2528 สยามกลการ ได้เปิดตัว “Nissan March” รุ่นแรก (K10) ที่นำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบขายในประเทศไทยยุคนั้น และใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตร เพื่อชิงส่วนแบ่งการตลาดจาก Toyota Starlet, Mitsubishi Mirage, Suzuki Cultus (SA413) และ Daihatsu Charade

แต่คนไทยในสมัยนั้น ยังมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อรถท้ายตัด ด้วยเกรงว่าผู้โดยสารที่เบาะหลังจะได้รับอันตรายได้ง่ายหากถูกชนท้าย เพราะไม่มีกระโปรงหลังคอยกั้น ทำให้ยอดขาย นิสสัน มาร์ช ในแต่ละเดือนมียอดขายประมาณ 20 กว่าคันเท่านั้น ช่วงที่เรียกว่าบูมที่สุดก็ประมาณ 30 กว่าคันเท่านั้นเอง

ซึ่งก็ … ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะออพชั่นหลายสิ่งหลายอย่างของ March ในยุคนั้นถูกตัดออกเกือบหมดเมื่อขายเมืองไทย ซึ่งเทียบกับของยี่ห้ออื่นแล้ว แถมราคายังใกล้เคียงกับรถขนาด Compact ในยุคนั้นมาก ทำให้ยอดขายแทบไม่เดิน ก่อนจะเลิกขายไปในปี 2530 และทำให้ March รุ่นที่ 2 และ 3 ไม่ได้มาเกิดในไทย

และต่อจากนี้ไป MR.CARRO จะขอแนะนำ “Nissan March” (นิสสัน มาร์ช) มือสอง ในรหัส “K13” ที่ถือกำเนิดขึ้นมาในตลาดรถ Eco-Car (รถอีโคคาร์) ก่อนใครเพื่อนในไทย ให้ท่านอ่านกันได้อย่างจุใจครับ.

เริ่มต้นใหม่ในยุค Eco-Car (อีโคคาร์)

Nissan-March-Drawing

พอหลังจากที่ บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เข้ามาทำตลาดเองในบ้านเราแล้ว ช่วงหลายปีก่อน ทางภาครัฐมีโครงการเรื่อง Eco-Car พอดี Nissan เองก็พอมองเห็นช่องทางการตลาด เลยตัดสินใจผลิต Nissan March ในประเทศไทยอีกครั้ง โดยใช้ชื่อในการโฆษณาว่า “Nissan Ecocar” (นิสสัน อีโคคาร์) ซึ่งจะใช้เครื่องยนต์ 1200 ซีซี 3 สูบ สามารถประหยัดน้ำมันได้ถึง 20 กม./ลิตร

เปิดตัวครั้งแรก … ในรูปแบบของภาพรถต้นแบบก่อน เมื่อปลายปี 2552

Nissan-March-Production-2010

ต่อมาในในวันที่ 12 มีนาคม 2553 บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้จัดงานฉลองการเริ่มผลิตรถยนต์ Nissan March ใหม่ โดยนิสสัน มาร์ช รุ่นใหม่นี้ ผ่านเกณฑ์มาตรฐานข้อกำหนดรถประหยัดพลังงานสากล (อีโคคาร์) ซึ่งมีข้อกำหนดดังนี้

1. ประหยัดน้ำมันไม่ต่ำกว่า 20 กม./ลิตร
2. ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 120 กรัม/กม. และได้รับมาตรฐานไอเสียสะอาดระดับยูโร 4
3. มีความปลอดภัยตามมาตรฐานยุโรป
4. ใช้เครื่องยนต์ขนาดลูกสูบไม่เกิน 1300 ซีซี สำหรับเครื่องเบนซิน และไม่เกิน 1400 ซีซี สำหรับเครื่องดีเซล

รถที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอีโคคาร์ ในประเทศไทย จะได้รับผลประโยชน์ในการลดภาษีสรรพสามิตเหลือร้อยละ 17 (รถเก๋งที่ไม่ผ่านเกณฑ์อีโคคาร์ ต้องจ่ายภาษีร้อยละ 30-50)

Nissan-March-Ken

พร้อมกับดึงดาราดังอย่าง “เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์” พระเอกสุดฮอต มาเป็นพรีเซ็นเตอร์

Nissan-March-2010

นิสสัน มาร์ช ใหม่ ผลิตบนแพลตฟอร์มเอนกประสงค์ใหม่ ที่เรียกว่า V-Platform โดดเด่นด้วยสไตล์โฉบเฉี่ยว รูปทรงกะทัดรัด คล่องตัวแบบแฮทช์แบค สะดุดตาด้วยรูปทรงอ้วนกลม กระจังหน้าสองชั้น ไฟหน้าทรงกลมขนาดใหญ่ มีเส้นโค้งบริเวณขอบหน้าต่าง (Arched Side Window) ที่โดดเด่น ให้พื้นที่กระจกกว้าง ดูโปร่ง สะดุดตา มีร่องรูปทรงบูมเมอแรงบนหลังคารถ ช่วยลดการสั่นสะเทือน ด้านท้ายมีเซ็นเซอร์ถอยหลัง 4 จุด และกระจกมองข้างพับเก็บอัตโนมัติเมื่อล็อครถ (เฉพาะรุ่น EL และ VL) เป็นต้น

Nissan-March-2010

มร. มาโกโตะ ยามาเน (Mr.Makoto Yamane) รองหัวหน้าฝ่ายออกแบบผลิตภัณฑ์ ให้ความเห็นว่า “รถยนต์รุ่นนี้ ต้องมีสไตล์ และกลิ่นไอของความพิถีพิถัน” 

มิติตัวรถยาว 3,780 มม. กว้าง 1,665 มม. สูง 1,515 มม. ระยะฐานล้อ 2,450 มม.

Nissan-March-2010

ห้องโดยสารภายในที่กว้างขวาง ขนาดเท่ากับรถขนาด 1.5 ลิตร นั่งสบาย และมีที่เก็บของอเนกประสงค์มาให้อย่างจุใจ อัดออพชั่นเพียบทั้งวิทยุแบบ Built-In ระบบแอร์แบบดิจิตอล กุญแจอัจฉริยะพร้อมระบบกันขโมย Immobilizer และปุ่ม Push Start เป็นต้น และอุ่นใจกับระบบความปลอดภัยอย่างถุงลมนิรภัย SRS ด้านคนขับในทุกรุ่น ระบบเบรคป้องกันล้อล็อค (ABS) ระบบควบคุมและกระจายแรงเบรคด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) และ ระบบเสริมแรงเบรค (BA)

Nissan-March-2010

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร รหัส HR12DE แบบ 3 สูบ DOHC 12 วาล์ว CVTC ให้แรงม้าสูงสุด 79 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 10.8 กก.-ม. (106 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติแบบ Xtronic CVT

หลังจากนั้น นิสสัน มาร์ช ก็สร้างกระแส Talk Of The Town ตั้งแต่ในวันเปิดตัว มี 6 รุ่นย่อย ได้แก่ S, E, E CVT, EL, V และ VL แถมราคาในรุ่นเริ่มต้น (S) เพียง 375,000 บาท …

ด้วยข้อดีข้อเด่นต่างๆ ที่กล่าวมา ทำให้ นิสสัน มาร์ช สามารถกวาดยอดจองไปถึง 5,000 กว่าคัน หลังเปิดตัวเพียง 2 สัปดาห์ และตามมาด้วยยอดขายอีกหลายหมื่นคันในเวลาไม่นานนัก

Nissan-March-Sport-Version-2011

ต่อมาในเดือนมีนาคม 2554 … Nissan ได้เปิดตัว March Sport Version นี้ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “มาร์ชที่ทำให้คุณแตกต่าง” และออกแบบโดย Autech Japan (ออเทค เจแปน) เพิ่มออพชั่นด้านหน้าด้วยกระจังหน้าสีดำ และกันชนสปอร์ตแบบใหม่ ด้านหลังติดสัญลักษณ์รุ่น “Sports Version” และโดดเด่นด้วยลายเบาะผ้าใหม่ สีทูโทน ดำสลับเทา

มีให้เลือกสองรุ่นคือ 1.2 EL Sports Version และ 1.2 VL Sports Version โดยทั้งสองรุ่นจะมีสีให้เลือก 3 สี คือ สีขาวไวท์เพิร์ล สีดำแบล็ก สตาร์ และ สีเงินบริลเลียนท์ ซิลเวอร์

Nissan-March-2012

Nissan-March-2012

ในเดือนมีนาคม 2555 Nissan March ได้ปรับปรุงและเพิ่มอุปกรณ์อเนกประสงค์ให้มากขึ้น คือ เพิ่มช่องเก็บของพร้อมฝาปิดบริเวณคอนโซลหน้า หมอนรองศรีษะเบาะหลัง และเบาะหลังปรับให้พับได้ 60:40 ส่วนในรุ่น Sports version ได้รับการติดตั้งสเกิร์ตข้าง และเบาะนั่งสีดำใหม่เพื่อเพิ่มอารมณ์เข้มสไตล์สปอร์ต

นอกจากนี้นิสสัน มาร์ช รุ่นปรับโฉมใหม่นี้ ยังมาพร้อมสีภายนอกใหม่ สีม่วง พลัม ให้เลือกด้วย

Nissan-Eco-Car-100000

โดยในเดือนสิงหาคม 2555 บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้ประกาศความสำเร็จของยอดขายรถยนต์อีโคคาร์ อย่าง นิสสัน มาร์ช และ นิสสัน อัลเมร่า ทะลุ 100,000 คัน โดยได้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “หนึ่งแสนคัน หนึ่งแสนความมั่นใจ”

Nissan-March-2013

และในวันที่ 22 มีนาคม 2556 Nissan March ก็ได้มีปรับไมเนอร์เชนจ์ ให้ดูสปอร์ตขึ้น โดนเปลี่ยนรูปแบบกระจังหน้าโครเมียมแบบใหม่ ไฟหน้าใหม่พร้อมไฟตัดหมอก ไฟท้ายแบบ LED ล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว ลายใหม่ พร้อมกับเพิ่ม 2 สีใหม่ ได้แก่ สีเขียว กรีน โอลีฟ และ สีชมพู สวีท พิงค์

ส่วนภายในเพิ่มโทนสีเบจ และแผงแสดงผลหน้าจอล้อมกรอบด้วยโครเมียม สวิตซ์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย ช่องเชื่อมต่อ USB ไฟในห้องเก็บสัมภาระ และวัสดุเบาะที่ปรับปรุงให้ดีขึ้น พร้อมประดับแผงคอนโซลด้วยสีดำ Piano Black และเพิ่มระบบเบรก ABS, EBD และ BA ตั้งแต่ในรุ่น E เป็นต้นไป

Nissan-March-2014

มาถึงเดือนสิงหาคม 2557 นิสสัน ได้แนะนำ March สีใหม่อีกครั้ง คือ สีฟ้า คาปรี บลู เพื่อสร้างสีสันและเพิ่มทางเลือกให้แก่ลูกค้ากลุ่มอีโค คาร์ โดยสีฟ้า คาปรี บลู ใหม่ นี้ เป็นสีเมทาลิคที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความแวววาวของน้ำทะเลเกาะคาปรี ทางตะวันตกเฉียงใต้ในประเทศอิตาลี เป็นการเสริมความสดใสใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอีก 1 สี

Nissan-March-Limited-Edition-2014

พอมาถึงเดือนตุลาคม 2557 นิสสัน ได้แนะนำ Nissan March Limited Edition หน้าตาแบบรุ่น Bolero ที่ส่งออกไปขายในญี่ปุ่น กระจังหน้าขนาดใหญ่ลายตาข่ายไขว้ พร้อมช่องดักลมด้านล่างดีไซน์ใหม่ ตกแต่งด้วยเส้นโครเมี่ยม มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย จำกัดจำนวนเพียง 600 คันเท่านั้น

พอมาถึงเดือนกรกฎาคม 2559 นิสสัน อีโคคาร์ ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยการก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำอีโคคาร์รายแรกของไทยที่ผลิตเพื่อจำหน่ายแล้วกว่า 500,000 คัน ทั้ง Nissan March และ Almera … ภายใต้แนวคิด “500,000 รอยยิ้มและความสุข กับครอบครัวนิสสัน อีโคคาร์”

Nissan-500000-Eco-Cars-Produced-In-Thailand-2016

พร้อมแนะนำ Nissan March Limited Edition (อีกครั้ง) โดยเพิ่มชุดคิ้วกันสาดข้างประตู และไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง ชุดคิ้วบันไดสแตนเลสเรืองแสง และปลายท่อไอเสียรุ่นพิเศษ

แล้วหลังจากนี้ Nissan March ก็ไม่มีอะไรใหม่ๆ ออกมากระตุ้นตลาดในบ้านเรา ขายกันไปแบบเรื่อยๆ มาจนถึงปัจจุบัน พร้อมกับรุ่นย่อยที่ลดลงเหลือแค่เพียง 4 รุ่นย่อย ได้แก่ 1.2 S MT, 1.2 E MT, 1.2 E CVT และ 1.2 EL CVT

Nissan-March-Advertorial

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Nissan March (K13) ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยม มีเพื่อนเยอะดี สำหรับคนเมือง และคุณผู้หญิง รูปทรงสวยน่ารัก แต่งสวย สมรรถนะพอเพียง คุณภาพแจ๋ว ประหยัดน้ำมัน ตัวรถเทคโนโลยีไม่ซับซ้อนนัก ราคามือสองไม่แพง

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่เหมาะกับการใช้ในเมือง วงเลี้ยวแคบ หาที่จอดง่าย ภายในกว้างขวางพอประมาณ เบาะหน้าขนาดพอดี นั่งสบายๆ (สำหรับคนตัวไม่ใหญ่นัก) ส่วนด้านหลังตัวโฉมแรกๆ นั่งไม่ค่อยสบายนัก เนื่องจากเนื้อที่เบาะหลังไม่มีพนักพิงศีรษะมาให้ นั่งไกลๆ เมื่อยคอหน่อย

ส่วนข้อด้อยก็มี การเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร ยังไม่ดีนัก เครื่องยนต์ 3 สูบ ที่อาจจะเดินไม่นิ่ง หลายคนมักติ และการออกตัวเร่งแซงที่ไม่ทันใจนัก ใครที่มีนิสัยชอบขับรถเหยียบกระชาก หรือ Kick Down ไม่เหมาะอย่างแรง เพราะเกียร์พยายามจะทดรอบให้รอบต่ำ เพื่อประหยัดน้ำมัน ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการขับใหม่

รวมไปถึงระบบดับเครื่องยนต์อัตโนมัติ Idling Stop ที่ไม่เหมาะกับการจราจรในบ้านเรา จนในเน็ตมีวิธีปิดระบบนี้กันว่อน รุ่นหลังปี 2011 ถึงต้องเอา Option นี้ออกไปเลยทีเดียว

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทานในระดับหนึ่ง ค่าบำรุงรักษาถูก ศูนย์บริการหาไม่ยาก แต่ถ้าหากเป็นรถปีเก่าๆ ต้องระวังเรื่องเกียร์ CVT ที่หลายคันเริ่มมีปัญหา (พัง) เข้าศูนย์ที เปลี่ยนเกียร์ลูกใหม่เป็นแสน … ทางที่ดี ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ให้ไวขึ้น ทุกๆ 3-4 หมื่นกิโลเมตร เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 5,000 – 10,000 บาท ก็ถือว่าพอ ในกรณีที่รถสภาพยังสมบูรณ์อยู่

ส่วนเรื่องอะไหล่เก่า รุ่นนี้มีแน่นอน เพราะ March ที่ไทยส่งไปขายในญี่ปุ่น ก็เริ่มกลับมาเป็นอะไหล่ในบ้านเราพอสมควร …

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 120,000 – 350,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Nissan March รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิกเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Nissan-March ได้เลยครับผม

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Isuzu-D-Max-G1

ถ้าพูดถึงรถกระบะที่ยอดนิยมที่สุด ใช้งานทนทาน แข็งแรง อดทน ทรหด ที่สุด คุณจะนึกถึงรถกระบะรุ่นไหน?

เชื่อได้ว่า หลายคนคงต้องนึกถึง “Isuzu D-Max” (อีซูซุ ดีแมคซ์) แน่นอน เพราะหลายคนใช้อยู่ ที่คงจะสามารถพิสูจน์ได้แล้ว ว่าดีหรือไม่

CARRO ขอแนะนำรถมือสอง : Isuzu D-Max เจเนอเรชั่นที่ 1 โฉมนี้ มีการปรับปรุงเปลี่ยนโฉมกันอยู่หลายครั้ง เปลี่ยนทุกปีก็ว่าได้ มีรุ่นพิเศษที่ค่อนข้างเยอะมาก MR.CARRO ขอรวบรวมข้อมูลไว้แบบละเอียด แต่กระชับ อ่านแล้วเข้าใจง่าย ให้ทุกท่านได้อ่านกันครับ

Isuzu-D-Max-Design

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2545 อีซูซุ ได้เปิดตัวรถกระบะที่สมบูรณ์แบบที่สุดของอีซูซุเท่าที่เคยมีมา คือ “อีซูซุ ดีแมคซ์” (Isuzu D-Max) ส่วนชื่อรุ่น “D” มาจากภาษาไทย หมายถึง “ดี” ส่วน “Max” มาจากภาษาอังกฤษที่แปลว่า “ที่สุด” เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย และได้สร้างกระแส “ดีแมคซ์ ฟีเวอร์” ด้วยยอดจองสูงกว่า 10,000 คัน ภายใน 10 วันแรกของการออกสู่ตลาด และยอดจองกว่า 22,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียงเดือนเศษๆ พร้อมทำยอดขายสูงถึง 100,000 คัน ในเวลาเพียง 1 ปี

คำว่า “D” นั้น อีซูซุ ให้นิยามไว้หลายความหมาย … ยอดแห่งความสมบูรณ์แบบ

  • D : Diesel………ยอดแห่งเครื่องยนต์ดีเซล
  • D : Direct Injection………ยอดแห่งเทคโนโลยีไดเร็คอินเจ็คชั่น
  • D : Design………ยอดแห่งการออกแบบ
  • D : Durability………ยอดแห่งความแข็งแกร่งทนทาน
  • D : Dragon………ยอดแห่งพลังอำนาจมังกรทอง

และคำว่า “Max” อีซูซุ ให้นิยามไว้หลายความหมายเช่นกัน … ยอดแห่งความยอดเยี่ยม

  • Max Design… ยอดแห่งการออกแบบ
  • Max Size… ยอดแห่งขนาดรถ
  • Max Comfort… ยอดแห่งความสะดวกสบาย
  • Max Technology… ยอดแห่งเทคโนโลยี
  • Max Performance… ยอดแห่งสมรรถนะ
  • Max Safety… ยอดแห่งระบบเพื่อความปลอดภัย
  • Max Durability… ยอดแห่งความทนทาน
  • Max Lineup… ยอดแห่งความหลากหลาย

Isuzu-D-Max-Spacecab-2002

รูปโฉมภายนอกถูกเปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นเดิมโดยสิ้นเชิง ลู่ลมด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Cd) ต่ำสุดเพียง 0.43 ตัวถังใหญ่โตบึกบึน โดดเด่นด้วยชุดไฟหน้า ขณะที่กระจังหน้าและกันชนออกแบบดูทันสมัยมากขึ้น กระจกหลังแบบใหม่ไร้ขอบยาง พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 รวมถึงชุดไฟท้ายใหม่แบบ 3 มิติ

ภายในห้องโดยสารออกแบบใหม่สไตล์รถเก๋ง ตกแต่งแผงคอนโซลหน้าแบบ Mono Graphic Interior โดยเน้นโทนสีอ่อน พร้อมมาตรวัดระยะแบบดิจิตอล พวงมาลัยแบบ 4 ก้าน กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน

ในเวลานั้น มีให้เลือกทั้งกระบะตอนเดียว Spark EX, กระบะมีแค็บ Space Cab และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ Rodeo

Isuzu-D-Max-Engine

อย่างไรก็ตาม D-Max รุ่นนี้ยังใช้เครื่องยนต์ตัวเก่าขนาด 2.5 ลิตร รหัส 4JA1-T MAX แบบ 4 สูบ 8 วาล์ว OHV ไดเร็คอินเจคชั่น Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 79 แรงม้า ที่ 3,900 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.9 กก.-ม. (176 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,800 รอบ/นาที แต่ติดตั้งเทคโนโลยีใหม่ ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงแรงดันสูง (Super Pressure) เพิ่มแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้นกว่าเดิม และหัวฉีดใหม่ ฉีดจ่ายน้ำมัน 2 จังหวะ พร้อม Double Scissors Gear ช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานได้เรียบ เงียบ นิ่ง ส่วนระบบส่งกำลัง เป็นแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

และเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4JH1-T MAX แบบ 4 สูบ OHV 8 วาล์ว ไดเร็คอินเจคชั่น Turbo ให้แรงม้าสูงสุด 120 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.0 กก.-ม. (245 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,000 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันแบบ CCI (Isuzu Computer Controlled Injection) พร้อมระบบฉีดจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแรงดันสูง HPI กับเทคโนโลยีระบบเฟืองเก็บเสียง 2 ชั้น ในชุดเฟือง Timing หรือ Double Scissors Gear ช่วยลดเสียง ให้ความเงียบยิ่งกว่า

ระบบส่งกำลังมีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ใหม่! รุ่น MUA-5G ให้อัตราทดสูงขึ้น เพิ่มสมรรถนะบรรทุก เพิ่มกำลังฉุดลาก อัตราเร่งแซงดีขึ้น ต้นแรง ปลายจัด ปีนไต่ได้กำลัง และแบบอัตโนมัติ 4 สปีด

Isuzu-D-Max-Double-Cab-Hi-Lander-2002

พอช่วงปลายๆ ปี 2545 Isuzu จึงส่งรุ่น “Cab4” และรุ่น “Rodeo” แบบ 4 ประตู รวมไปถึง “Hi-Lander” ขับ 2 ยกสูง ออกมาล่ายอดขายในตลาด …

Isuzu-D-Max-Cab4-2003

ในปี 2546 อีซูซุ ย้ายฐานการผลิตรถปิกอัพจากประเทศญี่ปุ่นมาไทยตามนโยบาย “ดีแมคซ์ เมด อิน ไทยแลนด์” เพื่อเตรียมส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกกว่า 100 ประเทศแล้ว อีซูซุยังนำเสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้ผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็น “ดีแมคซ์ สปาร์ค” ที่เครื่องยนต์แรงกว่าเดิม “ดีแมคซ์ สเปซแค็บ” หรูด้วยดีไซน์และเทคโนโลยีครบครัน

โดยแยกอุปกรณ์พิเศษ ไฟหน้าซีนอน เบรก ABS พร้อม EBD และถุงลมนิรภัยคู่ พร้อมแนะนำ “D-Max Rodeo 4WD” ขับเคลื่อน 4ล้อ รวมถึง Isuzu D-Max Cab4 Flex-Plus และ “D-Max Hi-Lander” 4×2 ยกสูง มีให้เลือกทั้ง 2 ประตู และ 4 ประตู

Isuzu-D-Max-Spark-2004

Isuzu-D-Max-Spacecab-2004

Isuzu-D-Max-Cab4-2004

ช่วงกลางปี 2547 หลังจากที่ค่ายคู่แข่ง Toyota นำเสนอรถกระบะ Hilux Vigo ใหม่ พร้อมเครื่องยนต์คอมมอลเรลแบบใหม่หมดจด ในวันที่ 6 ตุลาคม 2547 อีซูซุ ก็สวนกลับด้วยการวางเครื่องยนต์คอมมอนเรลให้กับดีแมคซ์เช่นกัน พร้อมกับสโลแกนเด็ด “ซูเปอร์คอมมอนเรล สายพันธุ์แท้”

Isuzu-D-Max-Hi-Lander-Interior-2004

พร้อมทั้งแนะนำเครื่องยนต์ใหม่ “I-TEQ 3000 Ddi” ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4JJ1-TC แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว Super Commonrail Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 146 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 294 นิวตัน-เมตร ที่ 1,400-3,400 รอบ/นาที ที่ถูกคิดค้นและพัฒนาใหม่หมด

โดยนำข้อดีของระบบไดเร็คอินเจคชั่น ที่โดดเด่นด้านการประหยัดน้ำมัน ความทนทานและการบำรุงรักษา รวมกับข้อดีของระบบคอมมอนเรล ที่โดดเด่นด้านสมรรถนะ และมีความเงียบ รวมถึงการสั่นสะเทือนที่น้อยกว่า ทั้งยังเป็นการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทยอีกเช่นเคย

16 กุมภาพันธ์ 2548 อีซูซู เสริมทัพดีแมคซ์ ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ “I-TEQ 2500 Ddi” ขนาด 2.5 ลิตร ซูเปอร์คอมมอนเรล รหัส 4JK1-TC ให้แรงม้าสูงสุด 116 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที (แรงม้าเพิ่มขึ้น 47%) แรงบิดสูงสุด 280 นิวตัน-เมตร ที่ 1,800-2,200 รอบ/นาที (แรงบิดเพิ่มขึ้น 59%) พร้อมปรับปรุงระบบส่งกำลังทั้ง อัตราทดเกียร์ อัตราทดเฟืองท้าย รวมถึงคลัตช์ใหม่ ขณะเดียวกันยังชูความประหยัดน้ำมันเหมือนเดิม โดยมีให้เลือกในรุ่น Spark EX, Space Cab SX และ SLX, Cab4 SX และ SLX

Isuzu-D-Max-Rodeo

20 กันยายน 2548 อีซูซุ แนะนำ “อีซูซุ ดีแมคซ์ ซูเปอร์คอมมอนเรล ใหม่สุด!” ที่ได้ปรับเปลี่ยนทุกรุ่น ทั้งในรุ่น Econovan รถปิกอัพตู้บรรทุก, Spark, Space Cab, Cab4, Hi-Lander และ Rodeo รวมทั้ง “Isuzu MU-7 ซูเปอร์ คอมมอนเรล โฉมใหม่”

เสริมรูปลักษณ์ภายนอกและภายใน เสริมไฟเลี้ยวแบบ LED ใหม่ ที่กระจกมองข้าง สปอยเลอร์ใต้กันชนหน้าใหม่ (Air Dam) (ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อทุกรุ่น ยกเว้น Hi-Lander) เครื่องเสียงใหม่แบบ Full Logic วิทยุ-เทป CD ขนาด 2 Din และกุญแจรีโมท พร้อมระบบ Immobilizer เป็นต้น พร้อมสีใหม่ให้เลือกมากขึ้นอีก 3 สี ได้แก่ สีฟ้าอ่อนเมทาลิค (Silky Blue Metallic) สีดำเมทาลิค (Starry Black Metallic) และสีเงินเมทาลิค (Sterling Silver Metallic)

ช่วงมอเตอร์โชว์ 2006 อีซูซุ ฉลองยอดขาย 500,000 คัน ของอีซูซุ ดีแมคซ์ พร้อมนำเสนอ อีซูซุ ดีแมคซ์ ซูเปอร์คอมมอนเรล รุ่นพิเศษ “Limited” ทั้งแบบ Rodeo และ Hi-Lander มีจำหน่ายเพียงแค่รุ่นละ 90 คันเท่านั้น

Isuzu D-Max Hi-Lander Super Commonrail รุ่น “Limited” เกียร์ออโตเมติก สีบรอนซ์เงิน (Sterling Silver) ได้รับการตกแต่งด้วยชุดคิ้วกันสาดรอบคัน แถบกันกระแทกประตูข้าง, ล้ออัลลอยด์สีพิเศษ, คอนโซลลายไม้, เครื่องเล่น DVD พร้อมจอด้านหน้า และลำโพงทวีทเตอร์ซ้าย-ขวา ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 90 คันเท่านั้น

Isuzu D-Max Rodeo 4X4 Super Commonrail รุ่น “Limited” สีดำ ตกแต่งพิเศษด้วยชุดเบาะนั่งกึ่งหนังแท้ คอนโซลลายไม้สีพิเศษ ชุดคิ้วกันสาดคู่หน้าดีไซน์แบบโค้งมนเข้ารูป แถบกันกระแทกประตูข้าง สวยงาม เข้ารูป และยางแบบ All Terrain พร้อมล้ออัลลอยด์สีเงาพิเศษ ติดตั้งฝาครอบกระจกมองข้างแบบโครเมี่ยมเข้าชุดกับมือจับที่เปิดประตูแบบโครเมี่ยม พร้อมสัญลักษณ์รุ่น “Limited” จำนวนจำกัดเพียง 90 คันเช่นกัน

Isuzu-D-Max-2006

8 สิงหาคม 2549 อีซูซุ ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ D-Max ใหม่หมดทุกรุ่น พร้อมปรับเครื่องยนต์เป็นขนาด 3.0 ลิตร รหัส 4 JJ1-TCX 3000 Ddi เทอร์โบแปรผัน VGS Turbo และอินเตอร์คูลเลอร์ใหญ่ขึ้น ให้แรงม้าสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 3,600 รอบ/นาที แรงบิด 38.9 กก.-ม. (360 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,800 – 2,800 รอบ/นาที ในรุ่นเกียร์ธรรมดา และ 34.0 กก.-ม. (333 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,600-3,200 รอบ/นาที ในรุ่นเกียร์ออโตเมติก

สำหรับรุ่นเกียร์ออโต้ ได้เพิ่มเกียร์รุ่นใหม่ “Maxmatic III” 4 สปีด พร้อมโอเวอร์ไดรฟ์ ควบคุมด้วยกล่องสมองกลรุ่นล่าสุด พร้อมระบบ 3rd Start Mode ป้องกันการลื่นไถล เมื่อออกรถบนทางลื่น ในรุ่นเครื่องยนต์3000 Ddi VGS Turbo และยังคงเกียร์รุ่น “Maxmatic II” 4 สปีด เอาไว้ในรุ่นเครื่องยนต์ 3000 Ddi เช่นเดิม

อย่างไรก็ตามเครื่องยนต์ใหม่ VGS Turbo จะวางอยู่ใน ดีแมคซ์ ขับเคลื่อน 4 ล้อ Cab4 เท่านั้น (รวมถึง MU-7 ทั้ง 3 รุ่นย่อย) ทั้งยังเพิ่มเครื่องยนต์ 2500 Ddi ใน D-Max Hi-Lander รุ่น 2 ประตู – 4 ประตู และ Rodeo 4WD อีกด้วย

Isuzu-D-Max-Gold-Series-2007

ในเดือนมีนาคม 2550 เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีทอง การดำเนินกิจการอีซูซุในประเทศไทย และฉลองยอดผลิต และยอดจำหน่ายอีซูซุทุกรุ่นครบ 2,000,000 คัน แนะนำสุดยอดยนตรกรรมรุ่นพิเศษ “Isuzu D-Max Gold Seriesใหม่!” ที่สุดแห่งคุณค่าระดับทอง และ “Isuzu MU-7 Gold Series ใหม่!”

Isuzu-D-Max-Gold-Series-2007

มาพร้อมโลโก้ Isuzu สีทองรอบคัน, กระจังหน้าแบบ Full Face Grille, กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวแบบ LED, เสาอากาศแบบ Active Roof Antenna , ไฟเบรคดวงที่ 3 แบบ LED และกุญแจแบบ Integrated Key เป็นต้น พร้อมคว้า 4 ศิลปินชื่อดัง “ก๊อท – จักรพันธ์ ครบุรีธีรโชติ, โดม – ปกรณ์ ลัม, ปีเตอร์ – ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล และ มอส – ปฏิภาณ ปฐวีกานต์” มาเป็นพรีเซ็นเตอร์

อีกทั้งยังเพิ่มรุ่นย่อย “SLX Smart” โดยต่างจากรุ่น SLX ตรงที่ชุดไฟหน้าไม่ใช่แบบโปรเจคเตอร์ และไม่มีไฟตัดหมอกหน้า

ในระยะเวลาเพียง 5 ปีเศษ อีซูซุ ดีแมคซ์ สามารถสร้างยอดจำหน่ายมากกว่า 800,000 คัน!

ในเดือนพฤศจิกายน 2550 อีซูซุ ได้ออกรุ่นพิเศษอย่าง D-Max Gold Series “Speed” ขับ 2 ล้อ เกียร์ธรรมดา ใส่ชุดแต่งทั้งคัน มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์แบบ 2.5 ลิตร และขนาด 3.0 ลิตร และ D-Max Cab4 Gold Series “GT” ขับเคลื่อน 4 ล้อ ใส่ชุดแต่งรอบคัน จำนวนจำกัด มีใเฉพาะเครื่องยนต์แบบ 3.0 ลิตร เท่านั้น

Isuzu-D-Max-Platinum-2008

9 ตุลาคม 2551 “อีซูซุ” จัดงานเปิดตัว D-Max และ MU-7 “Platinum” (แพลททินั่ม) แต่งหน้านิดหน่อย เสริมออพชั่นเพิ่ม กระจังหน้า และโลโก้คำว่า อีซูซุ ทุกตำแหน่งที่เคยเป็นสีทอง เปลี่ยนไปเป็นสีเงินแบบ แพลททินั่ม

Isuzu-D-Max-Super-Platinum-2009

17 กันยายน 2552 “อีซูซุ” เปิดตัว D-Max และ MU-7 “Super Platinum” (ซูเปอร์ แพลททินั่ม) ซึ่งได้รับการปรับโฉมเล็กน้อย อาทิ กันชนหน้า กระจังหน้า ล้ออัลลอยด์ลายใหม่ พร้อมเพิ่มทางเลือกด้วย “ไอ-จินนี่” ระบบนำทางที่ติดตั้งเป็นมาตรฐานจากผู้ผลิตครั้งแรกในตลาดปิกอัพเมืองไทย

ห้องโดยสารโทนสีเบจในรุ่น 4 ประตู และแผงคอนโซลสไตล์ “Black Modern Graphite” เพียบพร้อมด้วย Platinum Entertainment จาก Kenwood ด้วยเครื่องเล่น DVD จอ LCD ขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบไร้สาย Built-in Bluetooth และสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์บันเทิงได้ทั้ง iPhone, iPod และ เครื่องเล่น MP3 พร้อมเมนูภาษาไทย ติดตั้ง กล้องมองภาพขณะถอยจอด Platinum Vision Camera จาก Kenwood รวมถึงระบบนำทาง “ไอ-จินนี่” ที่ติดตั้งเป็นมาตรฐานจากผู้ผลิตครั้งแรกในตลาดปิกอัพเมืองไทย

Isuzu-D-Max-Super-Platinum-Modern-Move-2009

ในงาน Motor Expo 2009 อีซูซุ ส่งรุ่นพิเศษกระตุ้นตลาด “Isuzu D-Max Hi-Lander Super Platinum” รุ่น 4 ประตู Modern Move สี “Omega White Pearl” แต่งแบบ “Modern Move” รอบคัน ภายในเบาะหนังสีเบจ พร้อมลายไม้ “Black Blue Pearl” และอุปกรณ์ตกแต่งอื่นๆ จำนวนจำกัดเพียง 300 คันเท่านั้น

และรุ่นพิเศษ “Isuzu D-Max Space Cab Super Platinum Speed 2500 DDi” สีพิเศษ “Starry Black Mica” มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน ภายในตกแต่งด้วยลายไม้ “Black Blue Pearl” ผลิตจำนวนจำกัด 1,200 คัน (เฉพาะสีดำ ผลิตเพียง 720 คัน)

Isuzu-D-Max-X-Series-2009

18 กุมภาพันธ์ 2553 อีซูซุ เปิดตัว “Isuzu D-Max X-Series” (อีซูซุดีแมคซ์ เอ็กซ์- ซีรี่ส์) ใหม่ เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบรถกระบะแนวสปอร์ตโดยเฉพาะ ใส่ชุดแต่งทั้งภายนอกและภายใน เน้นสีดำ-แดง

Isuzu-D-Max-Super-Titanium-2010

23 กันยายน 2553 อีซูซุ เปิดตัว “Isuzu D-Max” และ “MU-7 “Super Titanium” (ซูเปอร์ ไททาเนียม) อีกแล้ว! และเป็นครั้งสุดท้ายที่มีปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ของรุ่นนี้ โดยครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในวงการรถปิคอัพในเมืองไทย ที่มีการติดตั้ง กล้องมองภาพด้านหน้า หรือที่ อีซูซุ เรียกว่า Titanium Vision ช่วยในการมองภาพในมุมอับเวลาถอยจอด โดยกล้องมองภาพด้านหน้า มีมุมมองด้านหน้า กว้าง 190 องศา ในขณะที่ด้านหลัง กว้าง 135 องศา

และในส่วนของภายใน ใช้มาตรวัดเรืองแสงแบบ สีส้มแอมเบอร์ สไตล์สปอร์ต แบบ Super Vision พร้อมจอแสดงข้อมูลแบบ Multi-information Meter ส่วนระบบเนวิเกเตอร์ i-Genii มากับดีไซน์ ไอคอนเมนูใหม่ Scrolling 3D Icon และทำการอัพเกรดซอฟต์แวร์ใหม่, แผนที่ใหม่ แสดงผลแบบ 3 มิติ

มีให้เลือกทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ในรุ่น Speed, รุ่น Hi-Lander 2 ประตู และ 4 ประตู แบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ในรุ่น Rodeo และรุ่น LS 4 ประตู …

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

สำหรับ Isuzu D-Max เจเนอเรชั่นแรก ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถกระบะมือสองรุ่นยอดนิยมสุดๆ รูปทรงสวย ทนทาน อะไหล่หาง่าย คุณภาพคับแก้ว ของแต่งเยอะ แข็งแกร่งและประหยัดตามสไตล์อีซูซุ และราคาขายต่อ ที่ตกน้อยกว่า

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถกระบะยอดอรรถประโยชน์ ทนทาน แข็งแกร่ง ไม่จุกจิก สำหรับไว้ใช้งาน ภายในกว้างขวาง จะบรรทุกขนของ ขับขี่ท่องเที่ยวก็ได้ ประหยัดน้ำมัน แต่ข้อด้อยก็อาจจะมี ตรงที่ปัญหาแหนบดัง กินน้ำมันเครื่อง (ในรุ่นที่ต่ำกว่าปี 2008) หรือเสียงเครื่องดีเซลดังเป็นเอกลักษณ์ เป็นต้น

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้เรื่องอะไหล่ไม่ต้องกังวล กระบะรุ่นนี้ทนทาน ยอดขายเยอะ อะไหล่ก็มีเยอะตามไปด้วย จะเข้าศูนย์บริการ หรือซ่อมอู่ข้างนอกก็ย่อมได้ ศูนย์บริการดี เคลมง่าย อันไหนพัง เปลี่ยนให้ใหม่เลย จบ … เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 – 20,000 บาท ก็พอแล้ว

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 90,000 – 400,000 บาท (ขึ้นอยู่กับสภาพรถ ปีรถ รุ่นย่อย แบบของตัวรถกระบะ)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Isuzu D-Max รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิ๊กเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/isuzu-d-max ได้เลยครับผม

ส่วนใครที่อยากขายรถ เพื่อนำเงินไปใช้ในช่วงโควิด-19 ระบาด CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Toyota-Corolla-Altis-ZZE121-ZZE122

ถ้าจะพูดถึงรถยนต์ Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) ที่จำหน่ายในบ้านเราและได้รับความนิยมจากผู้ใช้ ก็มีอยู่นับสิบกว่าเจเนอเรชั่น ตั้งแต่รุ่นแรก (KE10) ที่เปิดตัวกันเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1966 ขึ้นชื่อว่าเป็นรถที่แข็งแรง ทนทาน อะไหล่หาง่าย ซ่อมง่าย และมีการพัฒนามาตลอดอายุการผลิต 50 กว่าปี ทำให้ Toyota สามารถผงาดสู่ความเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยยอดขาย Corolla ที่มากถึง 44.1 ล้านคัน (ยอดถึงปี 2016) ซึ่งมากพอที่จะเอารถที่ผลิตทุกคัน มาจอดเรียงกันวนรอบโลกได้ถึง 5 รอบ!

แต่สำหรับเวอร์ชั่นที่ได้ชื่อว่า ยอดนิยมมากที่สุดอีกหนึ่งรุ่น รวมไปถึงยอดจำหน่ายที่มากพอสมควร และมีกลุ่มคนนิยมใช้กันเป็นจำนวนมาก และยังเป็นขวัญใจแท็กซี่อีกด้วย คงต้องยกให้ “Toyota Corolla Altis” (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) โฉม “ZZE121 และ ZZE122” ครับผม

MR.CARRO วันนี้จะมาพูดถึง “อัลติสมือสอง” หรือ “อัลติสหน้าหมู” รถสุดยอดนิยมของคนไทยอีกหนึ่งรุ่น เผื่อจะได้ช่วยให้คนตัดสินใจหารถมือสองรุ่นนี้มาใช้ จะได้มีตัวเลือกในการพิจารณามากขึ้น

Toyota-Corolla-JDM

Toyota Corolla เจเนอเรชั่นที่ 9 เปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2000 ภายใต้แนวคิด “New Century Value” (NCV) มาพร้อมรูปทรงอ้วนป่อง พลิกโฉมการออกแบบจากรุ่นที่แล้วอย่างสิ้นเชิง โดย Corolla เวอร์ชั่นญี่ปุ่น จะใช้รูปทรงเดียวกับเวอร์ชั่นยุโรป แต่การออกแบบและตกแต่งหน้าตา ต่างกันไปตามรสนิยมของคนในภูมิภาคนั้นๆ

หลายคนอาจจะสงสัย ว่า? ทำไม Corolla รุ่นนี้ ถึงไม่มีรถคู่แฝดอย่าง “Sprinter” (สปริ้นเตอร์) และรถ 2 ประตู Coupe คู่แฝดอย่าง “Toyota Corolla Levin” (โตโยต้า โคโรลล่า เลวิน) และ “Toyota Sprinter Trueno” (โตโยต้า สปริ้นเตอร์ ทรูโน่) ออกมาขายด้วยในโฉมนี้? นั่นก็คือการตลาดที่ซ้ำซ้อนกัน ไม่คุ้มค่าในการทำตลาด ทำให้ Toyota ต้องเลือกยุบ Sprinter ไป

Toyota-Corolla-Fielder-JDM

Toyota Corolla Fielder (ZZE123) เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

Toyota-Corolla-Runx-JDM

Toyota Corolla Runx เวอร์ชั่น Hatchback 5 ประตู

Toyota-Allex-JDM

Toyota Allex คู่แฝดของ Corolla Runx แต่เน้นหรูมากกว่า ในเวอร์ชั่น Hatchback 5 ประตู

Toyota-Corolla-Hatchback-EU

Toyota Corolla Hatchback เวอร์ชั่นที่ขายในยุโรป

โดย Corolla Wagon เปลี่ยนมาใช้ชื่อใหม่ในชื่อ “Corolla Fielder” รวมไปถึงในรุ่นแฮทช์แบค 3 และ 5 ประตู ใช้ชื่อว่า “Allex” และ “Corolla RunX”

ส่วน “โคโรลล่า อัลติส” ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 9 แบบเวอร์ชั่นไทย มาภายใต้แนวคิด “Break Into Style” พัฒนาใหม่หมด ทั้งการออกแบบ เทคโนโลยี รวมถึงรูปโฉมของตัวรถภายนอก โดยเวอร์ชั่นไทย พัฒนาให้แตกต่างไปจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ใช้รูปโฉมแบบเดียวกันกับเวอร์ชั่นจีน, ไต้หวัน และอเมริกาเหนือ เป็นต้น

Brad-Pitt-Toyota-Corolla-Altis

เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 – 20 พฤษภาคม 2544 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมจ้างดาราฮอลลีวู้ด “Brad Pitt” (แบรด์ พิตต์) มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตลอดระยะเวลา 1 ปี

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

การออกแบบภายนอก ผสานความเท่ สปอร์ต และงามหรูหราเข้าด้วยกัน กระจังหน้าขนาดใหญ่ มาคู่กับไฟหน้ามัลติรีเฟล็กเตอร์ขนาดใหญ่แบบ 4 ดวง ให้ความสว่างกว่าเดิมถึง 2 เท่า พร้อมระบบเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ (Auto Light Control System) และชุดไฟท้าย เพิ่มไฟตัดหมอกหลัง ซึ่งเป็นมาตรฐานยุโรป (มารุ่นหลังๆ ก็เลิกติดมาให้แล้ว) ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Cd) เพียง 0.30 เทียบเท่ารถสปอร์ตชั้นนำ

มิติตัวรถยาว 4,530 มม. กว้าง 1,705 มม. สูง 1,480 มม. ระยะฐานล้อ 2,600 มม.

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

ห้องโดยสารภายในของรุ่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการออกแบบได้ดี เพิ่มพื้นที่ห้องโดยสารกว้างและโปร่งขึ้น ด้วยปริมาตรภายในห้องโดยสาร 3.37 ลบ.ม. (ใหญ่กว่าภายในของ Corona Exsior ซะอีก) กระจกบังลมหน้ามีขนาดใหญ่มากขึ้น คอนโซลหน้าขนาดใหญ่แบบบุนวม แพรวพราวด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ มาตรวัดเรืองแสง Optitron สามารถเปลี่ยนได้ถึง 3 เฉดสี ระบบเครื่องเสียงแบบ Full-Logic บรรจุ CD ได้ 6 แผ่น ด้านหน้าตัวเครื่อง แอร์แบบ Push Type ตกแต่งลายไม้ภายใน คันเกียร์อัตโนมัติแบบ Gate-Type หรูหรา กระจกไฟฟ้า แผงเสาอากาศวิทยุแบบฝังในกระจกหลัง พร้อมม่านบังแดดหลัง และกันขโมยแบบ Immobilizer

และห้องโดยสารภายใน ยังเลือกใช้วัสดุเส้นใยพิเศษใหม่ชื่อ “Kenaf” (ใยปอแก้ว) เป็นวัสดุในการบุหลังคาด้านในถึง 50% ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมของโลก

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

ระบบความปลอดภัยมีมาให้ครบๆ ในยุคนั้น ทั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า เบาะนั่งแบบ WIL (Whiplash Injury Lessening) ป้องกันการบาดเจ็บที่เบาะนั่งคู่หน้า เมื่อเกิดการชนจากด้านหลัง, Head Impact Protection Structure ระบบปกป้องการบาดเจ็บของศีรษะด้านข้าง ด้วยโครงสร้างแบบครีบ ระบบเบรก ABS (Anti-Lock Braking System), ระบบ EBD (Electronic Brake-Force Distribution) พร้อมระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist) และยังติดตั้งระบบ Vehicle Stability Control (VSC) ควบคุมการทรงตัว มาติดตั้งเป็นครั้งแรกอีกด้วย

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ ต้อนรับศตวรรษที่ 21 ด้วยตระกูล “ZZ-FE” VVT-i ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ TCCS ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ 16 บิต และมีเทคโนโลยีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์แบบ ทำให้โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส ผ่านมาตรฐานมลพิษจากไอเสียรถยนต์ Emission Standard Step 3 ซึ่งเป็นมาตรฐานมลพิษฯ ลำดับต่อไปของกระทรวงอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะประกาศใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า (ในเวลานั้น) โดยไอเสียที่ออกมาจาก โคโรลล่า อัลติส ต่ำกว่ามาตรฐานมลพิษฯ Emission Standard Step 2 ในปัจจุบันกว่า 80%

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

Toyota Corolla Altis ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3ZZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 110 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.3 กก.-ม. (150 นิวตัน-เมตร) ที่ 3,800 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.4 กก.-ม. (171 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ระบบช่วงล่าง ปรับปรุงใหม่ ด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วงล่างหลังแบบ ETA Beam พร้อมเหล็กกันโคลง

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

โฉมแรกมีให้เลือกหลายแบบ อาทิเช่น 1.6 J M/T และ A/T (ใช้ชื่อ Corolla อย่างเดียว), 1.6 E M/T – A/T, 1.8 E, 1.8 G VSC และรุ่นย่อย “Limo (ลิโม)” (ย่อมาจากคำว่า Limousine) ตัด Option ต่างๆ ออก มีเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ตัวรถกันชนหน้า-หลัง สีดำ ไฟหน้า-ไฟท้าย แบบโคมสึดำ ใช้ล้อกระทะเหล็กขนาด 14 นิ้ว ภายในเป็นเบาะหนังไวนิล ในราคาขณะนั้น 668,000 บาท สำหรับกลุ่มตลาดรถ Fleet และรถ Taxi ซื้อไปใช้เท่านั้น

หลังจากวางตลาด โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส โฉมนี้ ปรากฏว่าได้กระแสตอบรับถล่มทลายจากผู้บริโภคในเวลานั้น โดยสามารถกวาดยอดจองหลังจาก 14 วัน ของการเปิดตัวได้มากถึง 6,495 คัน

Toyota-Corolla-Altis-TH-2002

หลังจากนั้น ก็มีรุ่นพิเศษออกมาเป็นระยะๆ เช่นในเดือนตุลาคม 2545 ออกรุ่น 1.8 G ฉลองครบรอบ 40 ปี บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่มาพร้อมเบาะนวดหลังไฟฟ้าด้านคนขับ พรมปูพื้น พรมปูท้ายรถ เครื่องฟอกอากาศ และสัญลักษณ์พิเศษ ฉลอง 40 ปี Toyota ประเทศไทย

Toyota-Corolla-Altis-TH-2002

ต่อมาในเดือน พฤศจิกายน 2545 โตโยต้า ได้ทำการเพิ่มรุ่นย่อย 1.6 E เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ABS + Airbag ด้านคนขับ และรุ่นย่อย 1.8 S Sporty โดดเด่นด้วยชุดแต่งรอบคัน อาทิ ไฟหน้าโคมสีเทาเงิน สเกิร์ตรอบคัน สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกแบบ LED … ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยสีเมทัลลิก หัวเกียร์ทรงกลมชุบโครเมียม และเบาะหนังแท้สีดำ พร้อมกับสีดำ Black Mica มาให้เลือก

เดือนมีนาคม 2546 Toyota เปิดตัวรุ่นพิเศษ 1.6 E Limited ด้วยไฟตัดหมอกหน้า, เบาะหนังดีไซน์ใหม่, ชุดตกแต่งลายไม้, สัญญาณกันขโมย พร้อมกุญแจรีโมท TVSS และสัญลักษณ์ “Limited” ใต้ไฟเลี้ยวด้านข้างตัวถัง (สังเกตดีๆ เพราะส่วนใหญ่จะหายหมด)

Toyota-Corolla-Altis-TH-2003

ในเดือนสิงหาคม 2546 โตโยต้า เพิ่มรุ่นพิเศษ “1.6 E Premium” มีให้เลือกทั้งในแบบ 1.6 E เกียร์ธรรมดา, 1.6 E เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และ 1.6 E เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ABS + Airbag … มาพร้อมสปอยเลอร์กันชนหน้า สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกแบบ LED ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยสีเมทัลลิก พร้อมกับเบาะหนังสีเบจดีไซน์ใหม่ และระบบกันขโมย TVSS พร้อมรีโมท จำนวนจำกัดเพียง 1,200 คัน

Toyota-Corolla-Altis-TH-2003

Toyota-Corolla-Altis-TH-2003

พอมาถึงเดือนพฤศจิกายน 2546 ก็ถึงเวลาปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ … มาพร้อมสโลแกนใหม่ “Sense the Movement” ปรับรูปแบบของกระจังหน้าใหม่ ชุดกันชนหน้าใหม่ ชุดไฟหน้าใหม่ แบบ HID ชุดไฟท้ายใหม่ ที่ใช้ไฟเบรกแบบ LED เป็นครั้งแรก และล้อแม็กลายใหม่ ในทุกรุ่น ส่วนภายใน เพิ่มเบาะไฟฟ้า (ด้านคนขับ) เป็นต้น

Toyota-Corolla-Altis-TH-2005

เดือนมีนาคม 2548 Toyota เปิดตัว Altis รุ่น Limited ทั้งในแบบ 1.6 E (ABS + Airbag) และ 1.8 G ด้วยภายในเบาะหนังแท้ มีไฟตัดหมอกหน้า ล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว ปัดเงา, สัญญาณกันขโมยพร้อมรีโมท TVSS สัญลักษณ์ “Limited” และเครื่องเล่น DVD พร้อมจอ 6.5 นิ้ว (ในรุ่น 1.8 G)

Toyota-Corolla-Altis-TH-2006

ในวันที่ 24 มีนาคม 2549 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์กันอีกรอบ ดูโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบซี่ตรง ไฟหน้าแบบ HID และคิ้วขอบป้ายทะเบียนหลังดีไซน์ใหม่ พร้อมนำเสนออุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้น อาทิ กล้องมองขณะถอยหลังเข้าจอด พร้อมจอ LCD ขนาด 6.5″ เครื่องเสียงแบบ Full-Logic พร้อมระบบ Touch Screen ระบบกันขโมย TVSS พร้อมรีโมท ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย เบาะนั่งปรับไฟฟ้า (เฉพาะด้านคนขับ) ปรับระดับได้ 8 ทิศทาง เป็นต้น

แถมยังเพิ่มรุ่น 1.6 G เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกด้วยครับ

และในเดือนพฤศจิกายน 2549 ยังมีรุ่นพิเศษอย่าง Toyota Corolla Altis 1.6 G G-Edition มาพร้อมไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง และสัญลักษณ์ “G-Edition”, สเกิร์ตรอบคันพร้อมสปอยเลอร์หลัง, เบาะหนังโทนสีเข้ม, แผงคอนโซลหน้าลายไม้, พวงมาลัย และหัวเกียร์หุ้มหนังแบบเจาะรู กับเครื่องเสียงแบบ 2 DIN พร้อม CD 6 แผ่น และ MP3 มี 2 สี ให้เลือก นั่นคือ White Pearl Crystal และ Silver Metallic

Toyota-Corolla-Altis-TH-2007

ในเดือนพฤษภาคม 2550 เพิ่มรุ่นพิเศษ Limited (อีกรอบ) ทั้งในแบบ 1.6 E, 1.6 G และ 1.8 E ใส่ชุดแต่งสปอร์ตทั้งคัน (สเกิร์ตรอบคัน และสปอยเลอร์หลัง) ไฟหน้า-ไฟท้าย โคมดำ, ล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว รมดำ (ล้อแม็กขนาด 16 นิ้ว รมดำ ในรุ่น 1.8 E), สัญลักษณ์ “Limited”

ห้องโดยสารภายในตกแต่งแบบแบบสีทูโทน พวงมาลัยหุ้มหนังสีดำ หัวเกียร์หุ้มหนังสีดำ เบรกมือหุ้มหนังสีดำ และเครื่องเล่น DVD VCD CD MP3 1 แผ่น คู่ไปกับหน้าจอขนาด 7″ แบบ Touch Screen (เฉพาะรุ่น 1.8 E) ส่วนในรุ่น 1.6 E ใช้เบาะผ้าลายสปอร์ต ปั้มสัญลักษณ์ “Altis” ไว้ที่เบาะ และระบบกันขโมย TVSS พร้อมกุญแจรีโมท

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Corolla Altis (ZZE121/ZZE122) ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยมมาก แท็กซี่ก็นิยมเช่นกัน รูปทรงสวย สมรรถนะดี คุณภาพคับแก้ว ทนทานและประหยัดตามสไตล์โตโยต้า อะไหล่หาง่าย อู่ทั่วไปก็ซ่อมได้ ยังมีคนใช้งานกันอยู่เยอะ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่ตัวถังภายในกว้างขวาง ตำแหน่งเบาะนั่งสูง นั่งสบายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พื้นที่วางขาถือว่ากว้างใช้ได้ ในรุ่น Top มาพร้อมออพชั่นที่มากและโดดเด่นกว่ารถคู่แข่งในระดับเดียวกัน แอร์เย็น เครื่องยนต์ VVT-i ให้อัตราเร่งดี ทั้งในรุ่น 1.6 และ 1.8 ทนทาน ประหยัดน้ำมัน แต่ไม่ค่อยทนแก๊ส ระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT เป็นแบบฟันเฟือง ทนทาน

แต่ข้อเสียก็มี อาทิ ระบบเบรกไม่นุ่มนวลนัก หรือช่วงล่างที่นิ่มก็จริง แต่เวลาวิ่งเร็วๆ แล้ว ไม่ค่อยเกาะถนน เป็นต้น

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้เรื่องอะไหล่ไม่ต้องกังวล เพราะเป็นรถที่ทนทาน ขายได้เยอะ อะไหล่ก็มีเยอะตามไปด้วย จะเข้าศูนย์บริการ หรือซ่อมอู่ข้างนอกก็ย่อมได้ ระบบไม่ซับซ้อน ซ่อมได้ทุกจุด ค่าซ่อมถูก ซ่อมได้ทุกอู่ ของเก่าจากเซียงกงก็มีพร้อม เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 – 20,000 บาท ก็พอแล้ว

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 80,000 – 170,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ) และหากรถที่เคยเป็นแท็กซี่เก่ามาก่อน ราคาขายต่อก็จะถูกกว่านี้มาก (เริ่มต้นประมาณ 3-4 หมื่นบาท ก็สามารถซื้อได้แล้ว)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Toyota Corolla Altis (ZZE121/ZZE122) รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิ๊กเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Toyota-Altis ได้เลยครับผม

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Carro-แนะนำรถมือสอง-Honda-Civic-FD

Honda Civic FD มือสอง รูปทรงสวย สมรรถนะดี ถูกใจขาซิ่ง เป็นเจ้าของได้

Honda-Civic
Honda-Civic

ถ้าจะพูดถึงรถยนต์ Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) ที่จำหน่ายในบ้านเราและได้รับความนิยมจากผู้ใช้ ก็มีอยู่หลายเจเนอเรชั่น แต่สำหรับเวอร์ชั่นที่ได้ชื่อว่า สร้างความฮือฮาให้กับวงการรถยนต์บ้านเรา รวมไปถึงยอดจำหน่ายที่น่าพึงพอใจ และมีกลุ่มคนนิยมใช้กันเป็นจำนวนมาก และประสบความสำเร็จด้านยอดขายมากที่สุดในบรรดา Civic ทุกรุ่นที่เคยประกอบขายในเมืองไทย คงต้องยกให้ “Honda Civic” โฉม “FD” ครับผม

Honda-Civic

Honda-Civic-TypeR

Honda-Civic-TypeR

Honda Civic Type R ปฐมบทของความแรง รุ่นสุดท้ายในเวอร์ชั่น 4 ประตู

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2005 เป็นวันที่ Honda Civic และ Civic Hybrid ได้ทำการเปิดตัวในญี่ปุ่น ก่อนจะเผยโฉมในงาน Tokyo Motor Show เดือนตุลาคมปีนั้น และก็สร้างความนิยมจากผู้ใช้ได้อย่างมากมาย ขายดีมากทั้งในญี่ปุ่น และในสหรัฐอเมริกา โดยมาพร้อมโฉมที่เรียกว่า “ใหม่หมดจด” ไม่มีกลิ่นอายเดิมๆ หลงเหลืออยู่เลย มีออกมาให้เลือกทั้งรุ่นซีดาน, ไฮบริด, คูเป้, แฮทช์แบ็ค และรุ่นพลังแรงอย่าง “Type R”

Honda-Civic-2006-US

Civic FD เวอร์ชั่นสหรัฐอเมริกา และเวอร์ชั่นจีน หน้าตาประมาณนี้ครับ

ในรุ่นซีดาน ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชันญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกา โครงสร้างตัวถังหลักเหมือนกัน แตกต่างกันตรงที่ไฟหน้า กระจังหน้า กันชนหน้า รวมถึงชุดไฟท้าย และฝากระโปรงท้าย ซึ่งออกแบบใหม่ให้สอดคล้องกับรสนิยมของคนที่นั่น

Honda Civic (FD) ถึงขนาดที่ทำให้คู่แข่งที่สำคัญอย่าง Toyota Corolla ต้องชลอการเปิดตัว Corolla เวอร์ชั่นตลาดโลก (หรือ Corolla Altis เวอร์ชั่นบ้านเรา) พร้อมกับต้องออกแบบตัวรถมาใหม่ ทั้งภายนอกและภายในอีกครั้งเลยทีเดียว

โฆษณา Honda Civic เวอร์ชั่นไทย

ในบ้านเรา Honda Civic โฉม FD เปิดตัวในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2548 ซึ่งถือว่ารวดเร็วมาก สร้างความฮือฮาให้กับวงการรถยนต์บ้านเราเช่นกัน มาพร้อมสโลแกน “Rising Spirit” … ได้รับความสนใจจากผู้ใช้รถในประเทศไทยจำนวนมาก รวมไปถึงขาซิ่งหลายๆ ท่าน ด้วยรูปทรงที่ล้ำสมัยโดดเด่นเหนือคู่แข่งในเวลานั้น อีกทั้งยังมีทำชุดแต่ง Modulo ออกมาให้ขาซิ่งได้ซื้อไปใส่อีกด้วย

Civic-Design

แนวทางการออกแบบ แบบ “Sensuous Quality”

Honda-Civic-Dimensional

มิติตัวรถยาว 4,540 มม. กว้าง 1,750 มม. สูง 1,440 มม. ระยะฐานล้อ 2,700 มม.

Honda-Civic-2005

ห้องโดยสารภายในของรุ่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการออกแบบได้ดีที่สุดอีกรุ่นหนึ่ง ดูล้ำยุค แม้จะผ่านไปหลายปีแล้วแต่ก็ยังดูทันสมัย กระจกบังลมบานใหญ่ คอนโซลหน้าขนาดใหญ่ มาตรวัดเรืองแสงแบบ Multiplex Meter ออกแบบให้เป็นแบบ 2 ชั้น โดยมาตรวัดความเร็วอยู่ด้านบน ส่วนมาตรวัดรอบอยู่ด้านล่าง รวมไปถึงเบาะนั่งขนาดใหญ่โอบกระชับ วิทยุแบบ Built-In กับชุดคันเกียร์และคันเบรกมือที่ดูโดดเด่นสะดุดตา ขับสนุกไปกับระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift)

Multiplex-Meter

มาตรวัดเรืองแสงแบบ Multiplex Meter ออกแบบให้เป็นแบบ 2 ชั้น

Honda Civic ในโฉม FD ผลิตที่โรงงานฮอนด้านิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีกำลังผลิต 4,000 คัน/เดือน แบ่งเป็นสัดส่วนการจำหน่ายในประเทศ 60% ที่เหลือ 40% จะเป็นการส่งออก

Honda Civic (FD) ในบ้านเราใช้เครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 1.8 ลิตร รหัส R18A แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC เจเนอเรชั่นใหม่ พร้อมระบบลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้า DBW (Drive By Wire) ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า (PS) ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.7 กก.-ม. (174 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,300 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

ราคาจำหน่ายในช่วงเปิดตัวนั้น แบ่งออกเป็นรุ่นย่อยต่างๆ ได้ดังนี้

1.8 S i-VTEC M/T ราคา 799,000 บาท
1.8 S i-VTEC A/T ราคา 845,000 บาท
1.8 S i-VTEC A/T (AS) ราคา 863,000 บาท
1.8 E i-VTEC M/T ราคา 894,000 บาท
1.8 E i-VTEC A/T ราคา 930,000 บาท

และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส K20Z2 ปรับปรุงใหม่ แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 155 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.2 กก.-ม. (188 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด เท่านั้น

ราคาจำหน่ายในช่วงเปิดตัวนั้น แบ่งออกเป็นรุ่นย่อยต่างๆ ได้ดังนี้

2.0 E i-VTEC A/T ราคา 1,020,000 บาท
2.0 EL i-VTEC A/T ราคา 1,068,000 บาท

หลังจากวางตลาด ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ ในช่วงปลายปี 2548 ปรากฏว่าได้กระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคในเวลานั้น โดย 6 เดือนแรกของปี 2549 สามารถทำยอดขายได้ถึง 14,350 คัน ทั้งยังครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 41.8%!

Honda-Civic-2008

พอมาถึงปี 2551 ก็ถึงเวลาปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ … ปรับโฉมภายนอกนิดหน่อย เปลี่ยนกระจังหน้า กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าแบบ Smoked Chrome ไฟท้ายทรง 8 เหลี่ยม ส่วนห้องโดยสารภายใน เพิ่มเครื่องเล่น DVD รวมถึง Navigator แบบหน้าจอสัมผัส ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการติดตั้งระบบนี้ในรถยนต์นั่งขนาด Compact

Honda Civic ไมเนอร์เชนจ์ มีให้เลือกสามรุ่นย่อยหลัก คือ S, E และ EL โดยรุ่น S และ E มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า ในขณะที่รุ่น EL ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 155 แรงม้า ทั้งสามรุ่นสามารถใช้ได้กับแก๊สโซฮอล์ E20 เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด โดย Honda Civic S รุ่นเดียว ที่มีทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ

สำหรับ Civic 1.8 S รุ่นเกียร์ธรรมดา ราคา 749,000 บาท (เดิม 732,000 บาท) และรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ราคา 789,000 บาท (เดิม 768,000 บาท) รุ่นเกียร์อัตโนมัติ พร้อมถุงลมคู่หน้า ราคา 831,000 บาท (เดิม 814,000 บาท)

สำหรับ Civic 1.8 E เพิ่มเติมกระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวในตัว และ Civic 1.8 E Navi ราคา 964,000 บาท ติดตั้งระบบนำทาง Navigator แบบหน้าจอสัมผัส + DVD โดยทั้ง 2 รุ่น มีระบบ Cruise Control และสวิทช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย

และในส่วนของ Civic 2.0 EL ราคา 1,046,000 บาท (เดิม 1,026,000 บาท) มีสัญญาณกะระยะกันชนหลัง 4 ตำแหน่ง ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบเกียร์ธรรมดา ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ สวิทช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัยและล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว รุ่นสูงสุด ซีวิค 2.0 EL Navi ราคา 1,101,000 บาท มีระบบนำทางแบบสัมผัสหน้าจอ เครื่องเล่นดีวีดีและสัญญาณกะระยะกันชนหลัง 4 ตำแหน่ง

พอช่วงเดือนมิถุนายน 2552 ฮอนด้า ได้นำเสนอรถรุ่นพิเศษ “Wise Edition” ให้กับรถทุกโมเดล ซึ่งรวมไปถึง Civic รุ่นนี้ด้วย ผลิตออกมาจำนวนจำกัด

มาพร้อมสีขาว Taffeta White และภายในห้องโดยสารเบาะหนังสีดำใหม่ กับชุดสเกิร์ตรอบคันและสปอยเลอร์หลัง หม้อพักไอเสียแบบท่อคู่ และแป้นวางเท้าแบบสปอร์ต มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น 1.8E AT AS ราคาในตอนนั้น 958,000 บาท และรุ่น 1.8E AT AS (Navi) ราคาในตอนนั้น 1,013,000 บาท

Honda-Civic-2009

สำหรับ Honda Civic (FD) ช่วงปี 2552 ได้เพิ่มสีน้ำเงิน Dyno Blue Pearl ออกมาให้เลือกอีกหนึ่งแบบ

Honda-Civic-Modulo

ใกล้เข้าสู่ช่วงปลายอายุตลาด ในเดือน สิงหาคม 2553 ฮอนด้า ได้เผยโฉม Civic “Modulo” มีให้เลือก 2 สี คือ สีขาวทาฟเฟต้า (ภายในสีดำ) และสีดำคริสตัล (มุก) (ภายในสีเบจ) มาพร้อมชุดตกแต่งสปอร์ต Modulo รอบคัน ด้วยกระจังหน้า สเกิร์ตหน้า สเกิร์ตข้างและสเกิร์ตหลังดีไซน์ใหม่แบบสปอร์ต เพิ่มสปอยเลอร์หลัง และล้ออัลแม็ก Modulo ขนาด 16 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ที่มีให้เลือก 2 สีตามสีของตัวรถ พร้อมป้ายสัญลักษณ์ “Modulo” ด้านท้ายรถ

ภายในห้องโดยสาร แต่งเติมด้วย แป้นวางเท้าแบบสปอร์ต พร้อมพรมปูพื้น และป้ายสัญลักษณ์ “Modulo” ระบุรหัสเฉพาะคัน (Serial Number) ไว้ที่บริเวณแผงคันเกียร์

Honda Civic Modulo มีเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ i-VTEC ขนาด 1.8 ลิตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด แบ่งขายเป็น 2 รุ่นย่อย คือ E AT AS ในราคาตอนนั้น 956,600 บาท และรุ่น E AT AS (Navi) ในราคาตอนนั้น 1,011,600 บาท (ราคาเพิ่มขึ้นแต่ละรุ่นประมาณ 42,000 บาท)

Honda-Civic-Sport-Pearl

และรุ่นพิเศษท้ายสุดจริงๆ สำหรับ Honda Civic Sport Pearl ผลิตจำนวนจำกัด ออกมาในวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตรอบคัน พร้อมสีพิเศษใหม่ ขาวบริลเลียนท์ (มุก) และสัญลักษณ์ Sport Pearl ส่วนภายในตกแต่งด้วยคิ้วบันไดสแตนเลสดีไซน์ใหม่ แป้นวางเท้าแบบสปอร์ตสี Gun Metallic ใหม่ โดย Modulo และ พรมปูพื้นดีไซน์สีแดง แนว Civic Type R พร้อมสัญลักษณ์ Sport Pearl

โดยจะมีเครื่องยนต์ให้เลือกเฉพาะรุ่น 1.8 ลิตร เท่านั้น ในราคาตอนนั้นที่ 949,000 บาท

จุดสังเกต ว่า Honda Civic FD ตัวไหนมาก่อน มาหลัง แบบง้ายง่าย สำหรับคนไม่เชี่ยวชาญเรื่องรถ …

Honda-Civic-FD-Taillight

โฉมแรก ไฟท้ายจะเป็นแบบ “วงกลม”

Honda-Civic-FD-Taillight

โฉมไมเนอร์เชนจ์ ส่วนหลักๆ ที่สังเกตได้ คือ จะมีการเปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ ชุดกันชนหน้าใหม่ ล้อแม็กลายใหม่ รวมไปถึงเลนส์ชุดไฟท้ายแบบ “8 เหลี่ยม”

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

ปัจจุบัน Honda Civic FD มือสอง ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยม รูปทรงสวยถูกใจ สมรรถนะดี คุณภาพคับแก้ว อะไหล่หาง่าย ยังมีคนใช้งานกันอยู่เยอะ ถ้าเน้นขับรถต่างจังหวัด และขับรถเร็วพอสมควร ไม่ซีเรียสว่ารถตกรุ่นมา 2 รุ่นแล้ว ถือว่า OK น่าใช้ครับ ถ้าเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ เติมแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ด้วย ประหยัดขึ้นเยอะ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

ด้วยรูปทรงที่ยังดูสวย สปอร์ต ภายในห้องโดยสาร ดูโปร่ง โล่ง แผงคอนโซลดูล้ำยุค เบาะนั่งกระชับ พวงมาลัยควบคุมง่าย รถวิ่งนิ่ง เกาะถนน ช่วงล่างหลังแข็งกระด้างสไตล์ฮอนด้า เล่นรอบเครื่องได้มันส์ ทำความเร็วขึ้นระดับ 200 กม./ชม. ได้สบายๆ

แต่ก็มีข้อด้อยอยู่บ้าง เช่น การประกอบไม่เรียบร้อยในบางจุด การเก็บเสียงไม่ดี มีเสียงเครื่องยนต์ชอบดังต๊อกๆ กระจกไฟฟ้าด้านคนขับชอบตกร่อง กดไม่ค่อยขึ้น ลูกปีนล้อหลังแตกไว หรือยางแท่นเครื่องบางจุดชอบทรุด (ในรุ่นที่ผลิตออกมาปีแรกๆ ถ้าเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ปัญหาส่วนใหญ่ถูกแก้ไปแล้ว) เป็นต้น

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้เรื่องอะไหล่ไม่ต้องกังวล เพราะมีเพียบ จะเข้าศูนย์บริการ หรือซ่อมอู่ข้างนอกก็ย่อมได้ มีทั้งของใหม่และของเก่าเซียงกง เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 20,000 – 30,000 บาท ก็เพียงพอแล้ว

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

สำหรับราคามือสองในตลาดรถปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 180,000 – 350,000 บาท ขึ้นอยู่กับปีรถ รุ่นย่อย และสภาพของตัวรถ ครับ

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Honda Civic (FD) รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิกเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Honda-Civic ได้เลยครับผม

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(สงวนลิขสิทธิ์)

BMW-Series-3-E90

BMW Series-3 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3) ถือได้ว่าเป็นรถยนต์นั่งระดับหรูหราขนาด Compact ที่คนไทยรู้จักกันดี และเป็นรถในอนุกรมของ BMW ที่ผลิตขายดีที่สุดนับตั้งแต่เริ่มต้นผลิตรุ่นแรกในปี 1975 ด้วยยอดขายสะสมที่มากกว่าสิบล้านคัน หลังจากที่ BMW เริ่มต้นพัฒนาซีรี่ส์ 3 เจเนอเรชั่นที่ 5 ตั้งแต่กลางปี 2002 ใช้เวลาอยู่ประมาณ 30 เดือน ถึงเปิดตัวอย่างเป็นทางการสู่ชาวโลกในเดือนธันวาคม 2004

BMW-Joji-Nagashima

Joji Nagashima ชาวญี่ปุ่นที่ไปเป็นนักออกแบบรถในต่างประเทศ กับผลงาน BMW ซีรี่ส์ 3 (E90) ของเขา

หลายท่านอาจคาดไม่ถึงว่า ผู้ที่ออกแบบตัวรถ BMW ซีรี่ส์ 3 ในรุ่นซีดานและทัวริ่งโฉมนี้ จะเป็นคนญี่ปุ่น ชื่อ Joji Nagashima และในส่วนของรุ่นคูเป้ และรุ่นเปิดประทุน ออกแบบตัวรถโดย Marc Michael Markefka ชาวเยอรมนี ตามแนวทางของ Chris Bangle ที่เคยเป็น Head of Design ในเวลานั้นครับ

BMW-Marc-Michael-Markefka

ผลงานการออกแบบรุ่น Coupe และ Cabriolet ของ Marc Michael Markefka

ด้วยภาพลักษณ์ที่หลายคนมองว่า BMW 3-Series ดูสปอร์ตกว่ารถค่ายคู่แข่งอย่าง Mercedes-Benz C-Class จึงกลายเป็นที่นิยมในกลุ่มคนวัยทำงาน หรือผู้ใหญ่ที่ชื่นชอบรถสไตล์นี้ ซึ่งเคยได้ชื่อเสียงจากสื่อมวลชนในต่างประเทศว่า เป็น “รถยนต์นั่งแบบ Compact ที่ดีที่สุดในโลกอีกรุ่นหนึ่ง” อีกทั้งเครื่องยนต์ดีเซลของ BMW หลายรุ่นก็ถือว่าแรงเอาการ แถมประหยัดน้ำมันกว่ารถญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป

BMW-Series-3-E90-Design

ขั้นตอนการออกแบบและพัฒนา BMW ซีรี่ส์ 3 โฉมนี้

สำหรับ “แนะนำรถมือสอง” ในครั้งนี้ MR.CARRO ขอแนะนำ BMW 3-Series รหัส E90 เจเนอเรชั่นที่ 5 ที่เปิดตัวจำหน่ายในบ้านเราตั้งแต่ปี 2548-2555 ครับ.

BMW-Series-3-E90-E91

BMW ซีรี่ส์ 3 Sedan และ Touring รถยอดนิยมของคนทั่วโลก

BMW ได้ทำการเปิดตัว BMW 3-Series เจเนอเรชั่นที่ 5 ในตลาดโลก มาพร้อมตัวถังที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานหลักๆ ร่วมกับ ซีรีส์ 3 E46 รุ่นเดิม โดยคงมีให้เลือกหลากหลายประเภท อาทิ ซีดาน รหัส “E90”, แวกอน (BMW เรียกว่า “Touring”) รหัส “E91”, คูเป้ รหัส “E92” (ออกมาในปี 2006) และเปิดประทุน รหัส “E93” (ออกมาในปี 2007) และ “M3” (E92/E93) (ออกมาในปี 2007)

BMW-Series-3-E92-E93

BMW-M3-Coupe-2007

โดยเฉพาะ BMW 3-Series (E90) ในรุ่นซีดานนั้น มีจำนวนการผลิตในทั่วโลกมากถึง 1,825,549 คัน

ส่วนรุ่นแยกย่อยนั้น มีให้เลือกและออกมาค่อนข้างเยอะมาก ในที่นี้เราจะขออธิบายเฉพาะรุ่นย่อยที่มีจำหน่ายในประเทศไทยเท่านั้นละกันครับ

BMW-Series-3-E90

BMW 3-Series (E90) เปิดตัวในไทยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2548 เริ่มแรกมีเฉพาะรุ่น 320i, 320iSE และ 330i (ส่วน 325i ทยอยตามมาทีหลัง) และเปิดตัวสู่สาธารณชนอีกครั้ง ในงาน Motor Show ปี 2548

รูปลักษณ์ด้านหน้า ดูสวยคมลงตัวกว่าในรุ่นพี่อย่าง ซีรีส์ 5 ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ Cd = 0.28 และด้านข้างตัวรถมีเส้นสันที่มองเห็นเด่นชัด ส่วนท้ายแม้ว่าจะมีส่วนคล้ายกับ ซีรีส์ 5 และซีรี่ส์ 7 แต่ไฟท้ายออกแบบดูเรียบง่ายกว่า ล้อแม็ก มีให้เลือกในหลายขนาด ตั้งแต่ 16-18 นิ้ว พร้อมยาง Run Flat (ซึ่งหมายถึง รถรุ่นนี้ไม่มียางอะไหล่มาให้ แต่จะมีชุดปะยางติดมาให้แทน)

มาพร้อมมิติตัวถังยาว 4,520 มม. กว้าง 1,817 มม. สูง 1,421 มม. ระยะฐานล้อ 2,760 มม. มีขนาดรถที่ใหญ่กว่าซีรี่ส์ 3 รุ่นเดิมในทุกมิติ (ยกเว้นระยะฐานล้อ ยังคงเท่ากับในรุ่น E46)

BMW-Series-3-E90

ห้องโดยสารภายใน คอนโซลหน้าดูหรูหราและคลาสสิก ตกแต่งด้วยหนังแท้และลายไม้ เบาะนั่งคู่หน้าและด้านหลังสไตล์สปอร์ต มีขนาดที่ใหญ่ นั่งสบายกว่ารุ่นเดิม ได้รับอิทธิพลการออกแบบภายในมาจากรุ่นพี่อย่าง ซีรี่ส์ 5 เต็มๆ และห้องเก็บสัมภาระด้านหลังตัวรถ ใหญ่ที่สุดของเซกเมนต์ ด้วยความจุถึง 460 ลิตร

BMW-Series-3-E90

อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น มีสวิทช์ควบคุมระบบเครื่องเสียง และโทรศัพท์ มีช่องแช่เย็นในที่วางแขนด้านหน้า พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารในแถวหลัง และ Onboard Monitor พร้อมฟังก์ชั่นดูโทรทัศน์ และปุ่มควบคุมระบบการทำงานภายในรถ (iDrive)

BMW-Series-3-E90

ครบเครื่องเรื่องความปลอดภัยยามชับขี่ อาทิ ถุงลมนิรภัยสำหรับ ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารด้านหน้า และถุงลมนิรภัยป้องกันศีรษะให้แก่ผู้โดยสารในทุกตำแหน่ง และยังมี ระบบไฟหน้าแบบปรับตามทิศทางของพวงมาลัย อีกด้วย

ช่วงล่างหน้าแบบ แมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลัง เป็นแบบ มัลติลิงค์ 5 จุด กระจายน้ำหนัก หน้า/หลัง

BMW-Series-3-E90

ในส่วนของเครื่องยนต์ เวอร์ชั่นบ้านเรา มีอยู่ 5 แบบหลักๆ ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน รหัส N46 (2.0), N52 (2.5) และ N52N (3.0) และเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ รหัส M47N2 (2.0) และรหัส N47 (2.0) พร้อมรองรับน้ำมันเบนซินได้ตั้งแต่แก๊สโซฮอล์ E10 ออกเทน 91 หรือ 95 และในส่วนของดีเซล รอรับน้ำมันไบโอดีเซล B2 และ B5

BMW 320iSE แบบ 6 สูบแถวเรียง DOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.4 กก.-ม. (200 นิวตัน-เมตร) ที่ 3,600 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Steptronic

BMW 325i ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร แบบ 6 สูบแถวเรียง DOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 218 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.4 กก.-ม. (250 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,750-4,250 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Steptronic

BMW 330i ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 3.0 ลิตร แบบ 6 สูบแถวเรียง DOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 258 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.6 กก.-ม. (300 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,500-4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Steptronic ราคาจำหน่ายในขณะนั้น 4,300,000 บาท!

BMW-Series-3-E90

ในเดือนสิงหาคม 2549 BMW ได้เพิ่มรุ่น “318i” ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้าแบบ Bi-Xenon ระบบ Bluetooth สำหรับรับสัญญาณโทรศัพท์ เบาะปรับไฟฟ้า กระจกไฟฟ้าข้างแบบพับได้ เป็นต้น

BMW 318i ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ Valvetronic ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 18.4 กก.-ม. (180 นิวตันเมตร) ที่ 5,750 รอบ/นาที

อีกทั้งยังเพิ่ม BMW 320i เข้ามาเสริมตลาดอีกด้วย …

BMW-Series-3-Coupe-E92

ในเดือนพฤศจิกายน 2549 BMW ประเทศไทย ได้ทำการเปิดตัว 325i และ 335i คูเป้ เอาใจกลุ่มลูกค้า Niche มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร แบบ 6 สูบแถวเรียง 24 วาล์ว 218 แรงม้า ที่ 6,500 รอบนาที แรงบิดสูงสุด 25.6 กก.-ม. (250 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,750-4,000 รอบ/นาที

และเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้แรงม้าสูงสุดถึง 306 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 40.6 กก.-ม. (400 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,300-5,000 รอบ/นาที

ทั้ง 2 รุ่น ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ทำงานแบบ Sequential กับราคาที่ตั้งไว้อยู่ที่ 4,600,000 บาท ในรุ่น 325i และราคา 7,500,000 บาท (สำหรับรุ่น 335i)

ในเดือนมีนาคม 2551 BMW ประเทศไทย ได้เปิดตัวรถยนต์ BMW 320d ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดของกลยุทธ์ EfficientDynamics ที่มุ่งเน้นด้านการประหยัดเชื้อเพลิงและลดปริมาณไอเสีย แต่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ในราคาจำหน่ายตอนนั้น 2,849,000 บาท

BMW 320d ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว พร้อมหัวฉีด PIEZO ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่โดดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซลของ BMW ให้แรงอัดมากถึง 1,800 บาร์ มอบแรงม้าสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 35.7 กก.-ม. (350 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,750-3,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Steptronic

BMW-Series-3-Cabrio-E93

ในส่วนของ BMW 325i เปิดประทุน (Convertible) เริ่มเผยโฉมออกมาประมาณปี 2007 ในตลาดโลก แต่กว่าจะมาถึงบ้านเราก็ประมาณต้นปี 2551 ถึงพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าที่จองเอาไว้ แต่ก็มีนับคันได้ สำหรับในแบบเปิดประทุน ในราคาตอนออกใหม่ 5,290,000 บาท!

BMW 325i ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร แบบ 6 สูบแถวเรียง DOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 218 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.6 กก.-ม. (250 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,750-4,250 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Steptronic

BMW-Series-3-E90-LCI

ในช่วงกลางปี 2008 ที่ประเทศเยอรมนี BMW ก็ถึงเวลาทำการปรับโฉมเจ้า ซีรี่ส์ 3 ใหม่ (LCi = Life Cycle Impulse) ก่อนจะเริ่มจำหน่ายในช่วงปลายปี 2008 เช่นเดียวกับในส่วนของเวอร์ชั่นไทย ได้เปิดตัวตามหลังไปในเดือนมีนาคม 2552 สำหรับรุ่นซีดาน แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย ได้แก่ 318i ในราคา 2,399,000 บาท, 320i ราคา 2,649,000 บาท และรุ่นเครื่องดีเซลอย่าง 320d SE ราคา 2,899,000 บาท (ราคาในขณะนั้น)

BMW-Series-3-E90-LCI

ด้วยหน้าตาที่ดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้นกับเส้นสายรูปตัว “V” บนฝากระโปรงหน้า กระจังหน้า “ไตคู่” ลายใหม่ กันชนหน้าแบ่งช่องรับลมออกเป็น 3 ส่วน ออกแบบไฟหน้าใหม่ใช้ชุดไฟเลี้ยวแบบ LED ปรับรูปทรงไฟท้ายแบบใหม่ เพิ่มไฟเบรกแบบ LED มา ดูโฉบเฉี่ยวสวยงามยิ่งขึ้น และกระจกมองข้างดูใหญ่ขึ้น เส้นสายด้านข้างตัวรถดูบึกบึนขึ้น

BMW-Series-3-E90-LCI

ห้องโดยสารภายใน ก็มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดหลายๆ จุด ทั้งในส่วนของแผงหน้าปัด และคอนโซลกลาง การเปลี่ยนตำแหน่งของอุปกรณ์บังคับควบคุมบางชิ้น รวมทั้งการเพิ่มออพชั่นอีกหลายชิ้นด้วย เช่น รีโมทตัวใหม่ ที่เชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สาย (Comfort Access) พร้อมกับ Update ระบบ iDrive ใหม่ ใช้งานง่ายขึ้น พร้อมช่องเสียบ USB ที่เพิ่มมาให้เป็นมาตรฐาน และช่องใส่แผ่น DVD ที่เดิมเคยมีแยกต่างหากนั้น ถูกรวมไปกับช่องเล่นแผ่น CD ด้วยกัน

ต่อมาในช่วงต้นปี 2552 BMW ได้นำเสนอ 325i Coupe SE มาให้เลือกอีกแบบ

BMW-320d-SE-E90-2009

เดือนกันยายน 2552 BMW แนะนำ BMW 320d SE ที่มาพร้อมเครื่องเล่น DVD และระบบนำทาง Navigator

พอช่วงเดือนมีนาคม 2553 BMW เริ่มแนะนำเทคโนโลยี “EfficientDynamics” ที่รองรับพลังงานทางเลือกอย่างแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ และแนะนำ BMW 320i Special Edition กับ BMW 325i Sport ผลิตมาจำนวนจำกัดเพียง 48 คัน มาชุดแต่ง M Aerodynamics Kit

ในเดือนกันยายน 2553 BMW แนะนำ 325i เวอร์ชั่นประกอบในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมกับเปิดตัว ซีรี่ส์ 3 คูเป้ (320i/325i) และ ซีรี่ส์ 3 เปิดประทุน (320i/325i) ไปในคราวเดียวกันในงาน BMW Xpo 2010

BMW-320d-Sport-E90-2010

พร้อมทั้งการตามมาของ BMW 320d Sport เพิ่มชุดแต่ง M Sports Package ให้เลือก ก่อนจะเปิดตัว BMW ซีรี่ส์ 3 (F30) รุ่นใหม่ในช่วงเดือนมีนาคม 2555 …

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO …

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

รุ่นนี้ในตลาดรถมือสอง ถือว่าได้รับความนิยมพอสมควรจากสาวก Bimmer ที่ชื่นชอบในรูปร่าง สมรรถนะ การใช้งานของ BMW รุ่นนี้ เรียกได้ว่าซื้อไปแล้ว คุณจะได้อยู่ในกลุ่มของคนเล่นรถรุ่นนี้ที่มีมากพอสมควร รวมถึงภาพลักษณ์ของรถยุโรป แบบสปอร์ตหรูหราจาก BMW ถ้าเทียบกับได้ขับรถที่คุณชอบ ผมว่ามันคุ้มค่าครับ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

คุณจะได้เพลิดเพลินไปกับสมรรถนะรถ ที่ขับสนุก ช่วงล่างหนึบ เกาะถนน พวงมาลัยหนัก ขับแล้วมั่นใจแบบรถยุโรป รวมไปถึงเครื่องยนต์กำลังสูง ทำความเร็วได้ดี แต่อาจจะกินน้ำมันหน่อยในเครื่องยนต์เบนซิน แต่ถ้าเป็นดีเซลแล้วประหยัดพอสมควร รวมไปถึงออพชั่นต่างๆ ที่ดูหรูหรา มีของเล่นอย่าง iDrive ให้ใช้งาน

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

ตอนซ่อม ตอนเข้าศูนย์ อาจจะต้องยอมรับได้ กับราคาอะไหล่ต่างๆ ของรถยุโรป ก็มีหลายอย่างที่แพงเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากรถรุ่นนี้ ส่วนใหญ่หมด BSI (BMW Service Inclusive) (หรือ สิทธิพิเศษฟรีค่าบริการดูแลบำรุงรักษา) ไปแล้ว อาจจะต้องเตรียมงบไว้สำหรับดูแล อย่างน้อยๆ ปีละ 20,000 – 30,000 บาท (กรณีดูแลรักษาทั่วไป) หรืออย่างน้อยๆ 50,000 บาทขึ้นไป (กรณีซ่อมใหญ่ เช่น เปลี่ยนชิ้นส่วนเครื่องยนต์/ช่วงล่าง/ภายในห้องโดยสาร) ครับ

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

สำหรับ BMW ซีรี่ส์ 3 (E90) โฉมนี้ มีราคามือสองอยู่ที่ 400,000 – 1,100,000 บาท (เป็นราคาในตลาดรถปี 2563 โดยประมาณ ของรุ่นซีดาน เครื่องเบนซิน/ดีเซล และขึ้นอยู่กับปีรถ รุ่นย่อย กับ สภาพของตัวรถ)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ BMW รุ่นนี้อยู่ พิเศษ! ทาง CARRO เราก็มีรถยนต์ BMW ซีรี่ส์ 3 (E90) โฉมซีดาน ให้ท่านเลือกอยู่หลายคัน หากท่านสนใจสามารถคลิ๊กเข้าไปดูได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/BMW-Series-3 ครับผม

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

รถมือสอง

จะซื้อรถมือสองสักคันดีไหม ? คำถามนี้ต้องอยู่ในใจมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ

อย่างที่หลายคนรู้กันว่าระบบขนส่งสาธารณะของบ้านเรายังไม่ครอบคลุมมากนัก แถมเรื่องความสะดวกสบายนั้นไม่ต้องพูดถึง เผลอๆ การเดินทางไป – กลับจากที่ทำงานยังเหนื่อยกว่าการนั่งทำงานทั้งวันเสียอีก ! 

การมีรถเป็นของตัวเองสักคันน่าจะช่วยให้ชีวิตของมนุษย์เงินเดือนชาวกรุงฯ สบายขึ้นมากทีเดียว แต่การซื้อรถมือหนึ่งอาจจะเป็นภาระที่หนักหน่วงเกินไปสำหรับพนักงานเบี้ยน้อยหอยน้อย ฉะนั้นซื้อรถมือสองดีกว่า ประหยัดกว่ากันเยอะ

ใครที่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อรถรุ่นไหนดีที่เหมาะกับชีวิตมนุษย์เงินเดือน CARRO ได้รวบรวมรถมือสอง 5 รุ่นขวัญใจมนุษย์เงินเดือนมาให้ชมกันแล้ว! รับรองว่าราคาไม่พาช้ำใจ ประหยัดน้ำมัน และเหมาะกับชีวิตในเมืองอย่างแน่นอน

รถมือสอง ยอดนิยม

อันดับ 5 : Mazda 2

ถือเป็นรถที่ถูกถามถึงอย่างมากมายจากคนใช้รถมือสอง เพราะเป็นรถที่มีขนาดกะทัดรัด แต่ดีไซน์ที่ให้ความปลอดโปร่งภายในห้องโดยสารทำให้ไม่รู้สึกไม่อึดอัด Mazda 2 เป็นรถที่ขึ้นชื่อในเรื่องช่วงล่างดี เกาะถนนแน่น ตีวงเลี้ยวได้แคบ และไม่มีหลุด อีกทั้งยังเป็นรถที่ไม่ซดน้ำมันอีกด้วย ! แต่หากต้องการรถ Mazda 2 รุ่นที่ประหยัดน้ำมันมากกว่าก็เลือกรุ่นที่เป็น Eco Car ได้เลย 

รถมือสอง ยอดนิยม

อันดับ 4 : Toyota Corolla Altis

อันดับต่อมา มาพร้อมกับราคาที่ขยับขึ้นมาอีกเล็กน้อย Altis ถือเป็นรถยอดนิยมอีกรุ่นหนึ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปทั้งจากมนุษย์เงินเดือนและจาก Taxi (ของเค้าดีจริง!) ข้อดีของอัลติสที่หลายคนประทับใจคือ เครื่องยนต์เล็กแต่ขับสนุก เสียงเครื่องยนต์ไม่ดังหนวกหู ภายในรถโล่งโปร่ง เบาะนั่งสบาย สาดโค้งได้ดีพอใช้ และไฟท้ายสวยโดดเด่น ที่สำคัญคือพะยี่ห้อ Toyota มาแล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องศูนย์บริการและอะไหล่แน่นอน

รถมือสอง ยอดนิยม

อันดับ 3 : Nissan March

ใครชอบรถที่ดูน่ารักต้องไม่พลาด Nissan March แน่นอน! จัดว่าเป็นรถที่ได้ใจสาวๆ และหนุ่มๆ จำนวนมากทีเดียวด้วยดีไซน์ตัวถังที่กลมมนน่ารัก (แต่ March รุ่นใหม่ล่าสุดมีการเปลี่ยนดีไซน์ให้ดุขึ้นแล้ว) ห้องโดยสารกว้างโล่ง รวมถึงขนาดตัวถังที่กะทัดรัดปราดเปรียว สามารถจอดตามซอกตามหลืบได้ง่าย อีกทั้งยังประหยัดน้ำมันมากอีกด้วยเพราะเป็น Eco Car แต่! ในทุกข้อดีย่อมมีข้อเสีย ข้อเสียของ March ก็คือ เป็นรถน้ำหนักเบา ไม่เหมาะแก่การสาดโค้งหรือเร่งเครื่องแรงๆ ไม่เหมาะแก่การขับแบบฮาร์ดคอร์ ขับทางไกล หรือขับขึ้นดอย และเป็นรถที่ไม่ค่อยจะเก็บเสียงอีกด้วย แต่ถ้าคุณกำลังมองหารถราคาไม่แพงไว้ขับชิลๆ ไปทำงาน มาร์ชนี่แหละใช่เลย!

รถมือสอง ยอดนิยม

อันดับ 2 : Suzuki Swift

ถ้า Nissan March ครองตำแหน่งรถน่ารัก Suzuki Swift ก็ต้องครองตำแหน่งรถสวย! Swift นั้นขึ้นชื่อมากในเรื่องของดีไซน์ ทั้งดีไซน์ตัวถัง และดีไซน์ภายในห้องโดยสาร เป็นรถที่ดูสวยแบบคลาสสิก แถมยังแต่งขึ้นด้วย! เหมาะกับคนที่มองหารถสำหรับใช้ไปยาวๆ จุดเด่นอื่นๆ ของสวิฟต์ก็คือช่วงล่างดี เข้าโค้งง่าย ไม่มีเป๋ เบาะสวยและนั่งสบาย อีกทั้งออพชั่นภายในก็จัดมาเต็มด้วย เช่น ปุ่ม Start Engine กระจกมองข้างพับไฟฟ้า ฯลฯ ถือว่าเกินคาดหมายในหลายด้านสำหรับรถ Segment นี้

รถมือสอง ยอดนิยม

อันดับ 1 : Toyota Vios

ตำแหน่งอันดับ 1 ตกเป็นของ Toyota Vios อย่างไม่มีการพลิกโผ! ด้วยอัตราการประหยัดน้ำมันที่ขึ้นชื่อ ดีไซน์ตัวถังที่เรียบแต่หรู เครื่องยนต์แรง และทนทานสมชื่อโตโยต้า ศูนย์บริการและอะไหล่หาง่าย อายุการใช้งานยืนยาว อีกทั้งเป็นรถที่เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการรถสำหรับใช้งานนานๆ ขับขี่ประจำวันที่ไม่สมบุกสมบันมาก รวมถึงคนที่ต้องการติดแก๊สเพื่อเพิ่มความคุ้มค่า หากมองด้านความคุ้ม ความประหยัด ความทนทาน Vios คือคำตอบแน่นอน

Sale-Isuzu-D-Max-With-Carro-Express

รถมือสองทั้งหมดนี้ บอกเลยว่า เหมาะกับชีวิตมนุษย์เงินเดือนอย่างแน่นอน! หากคุณต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพ ทาง CARRO เราก็มีรถมือสองให้เลือกหลากหลาย สามารถเข้าไปเลือกชมได้ที่ https://th.carro.co/taladrod ถ้าสนใจที่จะขายรถของคุณแบบด่วนๆ เชิญที่ https://th.carro.co/sell-car/express หรือ Inbox สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Fanpage CARRO Thailand ครับ


ซื้อรถมือสองเถอะ แล้วชีวิตคุณจะง่ายขึ้นอีกเยอะ !

5-Secondhand-Cars-Not-Over-300000-Baht

5 รถมือสองราคาไม่เกิน 300,000 บาท ที่น่าเล่น

เมื่อคุณคิดจะตัดสินใจซื้อรถมือสองสักคันหนึ่ง ในวงเงิน 300,000 บาท ซึ่งก็มีตัวเลือกอยู่มากมายหลายรุ่น ทั้งรถแบรนด์ญี่ปุ่น รถยุโรป ให้เลือกมากมาย เป็นธรรมดาที่ผู้บริโภคจะหาคำตอบที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ทั้งจำนวนเงินในกระเป๋า ความคุ้มค่าต่อราคา และความชอบส่วนตัว

ราคาขายต่อในแต่ละรุ่นก็ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าความนิยม กระแสของคนเล่นรถรุ่นนั้น ศูนย์บริการของรถรุ่นนั้นๆ หรือปัญหายอดฮิตของรถรุ่นนั้น ว่าชอบเสียจุดไหนบ้าง รวมไปถึงความยากง่ายในการหาอะไหล่ เป็นต้น

Carro ขอแนะนำรถยนต์มือสอง 5 รุ่น ในราคาไม่เกิน 300,000 บาท ที่น่าซื้อมาใช้ ให้ทุกท่านได้พิจารณากันครับ

1.Toyota Corolla Altis

Toyota-Corolla-Altis

สำหรับ Toyota Corolla Altis (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) ในโฉม “หน้าแบน” นี้ เป็นถือเป็นรถที่ได้รับความนิยมมากมายจากแท็กซี่ หรือมวลชน เพราะขึ้นชื่อถึงเรื่องความทนทาน อะไหล่หาง่าย ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้ เช่นเคย โดยย้อนกลับไปวันที่ 29 มกราคม 2551 เป็นวันที่เปิดตัว Corolla Altis รุ่นนี้ ภายใต้แนวคิด “Be Your Own Star” ที่พัฒนาใหม่หมดอย่างเป็นทางการ ห้องโดยสารกว้างขวาง หรูหรา ทันสมัย สะดวกสบายยิ่งกว่า พร้อมใช้พรีเซนเตอร์คนดังอย่าง “ออรัลโด บลูม”

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3ZZ-FE 109 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE 132 แรงม้า และขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE 145 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 รวมไปถึงมีรุ่นใช้ก๊าซธรรมชาติ CNG ให้เลือก

พอไมเนอร์เชนจ์ ปี 2553 เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 1ZR-FE 109 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FBE 139 แรงม้า และขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE 145 แรงม้า มีให้เลือกเกียร์ธรรมดา 6 สปีด, เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i 7 สปีด รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ส่วนรุ่นใช้ก๊าซธรรมชาติ CNG ยังใช้เครื่องเดิม รหัส 3ZZ-FE

อีกทั้งยังมีรุ่นพิเศษต่างๆ ออกมาสร้างสีสันในตลาดตามมาตลอดของอายุรถรุ่นนี้ ที่ขายมาจนถึงต้นปี 2557 … ขณะนี้มีราคาจำหน่ายในตลาดรถมือสอง อยู่ประมาณ 150,000 – 430,000 บาท

2.Toyota Wish

Toyota-Wish

Toyota Wish (โตโยต้า วิช) นี่ก็ถือว่าเป็นรถที่น่าใช้อีกรุ่น เหมาะสำหรับคนมีครอบครัวแล้ว เพราะมีเบาะนั่งถึง 6-7 ที่นั่ง เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2546 รูปทรงดูทันสมัย สไตล์สปอร์ตหรู มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 1AZ-FE 150 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT + Sport Sequential

มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2548 แต่เนื่องจากกลุ่มตลาดที่ซ้ำซ้อนกับ Toyota Innova และยอดขายที่ตกมาก Wish จึงขายในไทยแค่โฉมนี้โฉมเดียวเท่านั้น …

โดย Wish ในตลาดรถมือสอง อยู่ที่ประมาณ 260,000 – 550,000 บาท

3. Honda Civic (FD)

Honda-Civic-FD

Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) โฉม “FD” เจเนอเรชั่นที่ 8 เป็นรุ่นที่เรียกได้ว่า แต่งซิ่งแต่งสวยได้เลย เพราะรูปทรงช่างสวยและทันสมัยไม่เคยเปลี่ยน เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มใหม่ ระบบกันสะเทือนใหม่ เครื่องยนต์และระบบเกียร์พัฒนาใหม่ และห้องโดยสารกว้างขึ้น และระบบความปลอดภัยระดับแนวหน้า

มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ 1.8 ลิตร i-VTEC 140 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร i-VTEC 155 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 5 สปีด

ขณะนี้มีราคาจำหน่ายในตลาดรถมือสอง (โฉมแรก ก่อนรุ่นไมเนอร์เชนจ์) อยู่ประมาณ 250,000 – 390,000 บาท

4. Ford Focus

Ford-Focus

สำหรับคนที่ชื่นชอบรถแนวยุโรป สำหรับ Ford Focus (ฟอร์ด โฟกัส) ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2548 สำหรับแบบ 4 ประตูซีดาน และ 5 ประตูแฮทช์แบค ในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ยนตรกรรมระดับยุโรป ซึ่งตอนนั้นฟอร์ดคุยว่าออกแบบพัฒนาทางด้านวิศวกรรมจากเยอรมันเลยทีเดียว

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร Duratec 125 แรงม้า และขนาด 2.0 ลิตร Duratec 145 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบ Sequential Sports Shift (SSS) รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 และในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ยังรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นรายแรกในไทยอีกด้วย

Ford Focus มีราคาจำหน่ายในตลาดรถมือสอง อยู่ประมาณ 140,000 – 300,000 บาท

5. BMW Series 3 (E46)

BMW-Series-3

อันนี้เหมาะสำหรับคนชื่นชอบรถเยอรมนีโดยเฉพาะ สำหรับ BMW Series 3 (E46) (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3) โฉม “ไฟตก” (ปี 2000-2003) และ “ไฟยก” (ปี 2003-2007) เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2543 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปลายปี 2545 แม้ว่าจะเป็นรถสิบกว่าปี ไปจนเกือบๆ 20 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงความน่าใช้ เอาไว้อยู่อย่างเต็มเปี่ยม เป็นรถที่สวย ช่วงล่างดี ตัวถังเบา ปลอดภัย จะหรูก็ได้ สปอร์ตก็ลงตัว

ในไทย E46 มีให้เลือกหลายหลายมากจริงๆ ตั้งแต่แบบ 4 ประตูซีดาน, 2 ประตูคูเป้ รวมไปถึงรุ่นเปิดประทุน (จำได้ว่า รุ่นแวกอน ในบ้านเราก็มี) รวมไปถึงรุ่นพลังแรงอย่าง M3 ก็มี แต่คงไม่มีในราคาไม่เกินสามแสนแน่ๆ โดยราคานี้ จะมีเฉพาะรุ่น 318i, 318iA SE, 323i, 323iA SE, 325i หรือ 330i มากกว่าครับ

เครื่องยนต์มีให้เลือกทั้งรหัส M43 4 สูบ 8 วาล์ว, N42 4สูบ 16 วาล์ว (จะมีในรุ่นไฟยก), N46 4สูบ 16 วาล์ว (มาในโฉมไมเนอร์เชนจ์) , M52TU 6 สูบ และ M54 6 สูบ

โดย BMW Series 3 (E46) ในตลาดรถมือสอง อยู่ที่ประมาณ 210,000 – 500,000 บาท

Carro หวังว่า รถ 5 รุ่นที่เรานำเสนอ คงจะถูกใจท่านไม่มากก็น้อยครับ …

8-Popular-Secondhand-Eco-Car

ในปัจจุบัน “รถมือสอง” นั้นจะมีตัวเลือกในท้องตลาดอย่างมหาศาล และมีรถหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่สภาพเก่าๆ ราคาเพียงหลักหมื่นต้นๆ ไปจนถึงราคาหลายล้านบาท ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่ใช้แล้วไม่ถูกใจ ใช้แล้วเบื่อ อยากขายแล้วซื้อใหม่ หรือครอบครัวขยายขึ้น ต้องเปลี่ยนรถใหญ่ขึ้นก็มี

แต่อีกหนึ่งในรถที่ให้ความคุ้มค่าในการใช้งาน ในยุคเศรษฐกิจขาขึ้นก่ายหน้าผากแบบนี้ นั่นคือรถยนต์ “Eco-Car” ที่เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำงานใหม่ๆ แม่บ้าน หรือนักศึกษา เป็นต้น อยากได้รถมือสองประหยัดน้ำมัน หาที่จอดง่าย ไว้ใช้งานในเมือง ไปจ่ายตลาด หรือขับไปมหาวิทยาลัย ในงบประมาณจำกัด และมีราคารถมือสองที่ไม่แพงมาก ซื้อขายง่าย

ตัวเลือกอย่างรถยนต์ Eco-Car (อีโคคาร์) ถือได้ว่าเหมาะสมกับงบประมาณและสภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ … CARRO ขอแนะนำ 8 รถมือสอง Eco-Car สุดคุ้มน่าใช้ มีรุ่นที่น่าสนใจกันไหนบ้าง รับชมกันได้เลยครับ

Toyota-Yaris-2014

1. Toyota Yaris 

Toyota Yaris (โตโยต้า ยาริส) ในอดีตถือเป็นรถ Sub-Compact ที่ยอดนิยมที่สุดอีกหนึ่งรุ่นในท้องตลาด ซึ่งรุ่นแรกก่อนหน้านั้น ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แต่ในเจเนอเรชั่นที่เป็น Eco-Car ตอนนี้ เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2556 ด้วยรูปลักษณ์ใหม่ เน้นกลุ่มวัยรุ่น ความปลอดภัยครบครัน และผ่านการปรับโฉมมาสองครั้ง แถมยังมีรถใหม่ป้ายแดงขายในตอนนี้อยู่ด้วย เป็นรถที่ดูแลง่าย ทนทาน ค่าซ่อมไม่แพง

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร รหัส 3NR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i 86 แรงม้า ปัจจุบัน Yaris มีราคาอยู่ในตลาดรถมือสองประมาณ 260,000 – 460,000 บาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ

Toyota-Yaris-ATIV-2017

2. Yaris ATIV

Toyota Yaris ATIV (โตโยต้า ยาริส เอทีฟ) จัดเป็นรถ Sedan ในรูปแบบ Eco-Car รุ่นยอดนิยมอีกหนึ่งรุ่นในท้องตลาด ที่ทาง Toyota ตั้งใจออกมาขายเพื่อชนกับ Eco-Car ซีดานค่ายอื่นๆ โดยเฉพาะ เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 ด้วยรูปลักษณ์สปอร์ต เจาะกลุ่มวัยรุ่น ความปลอดภัยครบครัน แถมยังมีรถใหม่ป้ายแดงขายอยู่ด้วย เป็นรถที่ดูแลง่าย ทนทาน ค่าซ่อมไม่แพง ใช้อะไหล่ร่วมกับ Yaris โฉม Hatchback ได้พอสมควร

โดยทั้ง Yaris และ Yaris ATIV ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร รหัส 3NR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i 86 แรงม้า ปัจจุบัน Yaris มีราคาอยู่ในตลาดรถมือสองประมาณ 345,000 – 480,000 บาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ

Nissan-March-2010

3. Nissan March

Nissan March (นิสสัน มาร์ช) ถือเป็นรถ Eco-Car รุ่นแรกที่ทำตลาดในโครงการนี้ ซึ่งในยุคของสยามกลการ เคยทำรุ่นนี้ขายเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เปิดตัวเมื่อ 12 มีนาคม 2553 มีราคาจำหน่ายที่สามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย ได้รับความนิยมอย่างมากและมียอดขายสะสมรวมหลายแสนคัน แถมยังส่งออกไปขายในญี่ปุ่นอีกด้วย และปัจจุบันยังมีแบบรถป้ายแดงขาย จึงไม่ต้องกังวลเรื่องอะไหล่นัก

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร HR12DE ขนาด 3 สูบ 12 วาล์ว CVTC 79 แรงม้า ประหยัดนํ้ามันได้มากถึง 20 กม./ลิตร ปัจจุบันมีราคาอยู่ในตลาดรถมือสองประมาณ 140,000 – 340,000 บาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ

Nissan-Almera-2011

4. Nissan Almera

Nissan Almera (นิสสัน อัลเมร่า) เป็นรถ Eco-Car ขนาด 4 ประตู รุ่นแรกที่ผลิตออกมาในตลาดประเทศไทย เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2554 พร้อมทั้งมีรุ่นพิเศษออกมาหลายครั้ง รวมไปถึงการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ และเวอร์ชั่นใส่ชุดแต่ง NISMO ด้วย มีความโดดเด่นด้วยขนาดห้องโดยสารที่กว้างขวางกว่ารถรุ่นเดียวกันมาก

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร HR12DE ขนาด 3 สูบ 12 วาล์ว CVTC 79 แรงม้า ประหยัดน้ำมันได้มากถึง 20 กม./ลิตร ปัจจุบันมีราคาอยู่ในตลาดรถมือสองประมาณ 160,000 – 400,000 บาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ

Suzuki-Swift-2012

5. Suzuki Swift

Suzuki Swift (ซูซูกิ สวิฟท์) สำหรับโฉมนี้ เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2555 เป็นรุ่นที่ประกอบในบ้านเรา ด้วยรูปแบบ Eco-Car ที่ขายดีของซูซูกิ นำเสนอด้วยรูปทรงน่ารักเหมือนรถ Hatchback จากฝั่งยุโรป ออพชั่นแพรวพราว แต่งสวย ประหยัดน้ำมันได้มากถึง 20 กม./ลิตร และมีรุ่นพิเศษออกมากระตุ้นตลาดอยู่เรื่อยๆ

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร รหัส K12B ขนาด 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT 91 แรงม้า ปัจจุบันมีราคาอยู่ในตลาดรถมือสองประมาณ 220,000 – 380,000 บาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ

Suzuki-Ciaz-2015

6. Suzuki Ciaz

Suzuki Ciaz (ซูซูกิ เซียส) (ชื่อรุ่น มาจากคำว่า “City A-Z”) เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2558 เป็นรถซีดาน 4 ประตู ที่มีอะไรร่วมกันกับ Swift หลายๆ อย่าง แต่งสวย สปอร์ต ภายในมีพื้นที่กว้างขวาง ประหยัดน้ำมันมากถึง 20 กม./ลิตร และตอนนี้ก็ยังมีรถป้ายแดงขายอยู่

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร รหัส K12B ขนาด 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT 91 แรงม้า ปัจจุบันมีราคาอยู่ในตลาดรถมือสองประมาณ 225,000 – 380,000 บาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ

Mitsubishi-Mirage-2012

7. Mitsubishi Mirage

Mitsubishi Mirage (มิตซูบิชิ มิราจ) ชื่อที่คนรุ่นก่อนคุ้นเคยตั้งแต่ 30 กว่าปีที่แล้ว ในรูปแบบของรถ 4 ประตู และ 5 ประตู ก่อนจะกลับมาเป็นรถ Eco-Car ขายในตลาดบ้านเราอีกครั้ง เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2555 ชูรูปทรงขนาดเล็กน่ารัก แล้วก็ยังมีในรูปแบบรถป้ายแดงให้เลือกเช่นกัน

มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร MIVEC 78 แรงม้า ประหยัดน้ำมันได้ถึง 20 กม./ลิตร ปัจจุบันมีราคาอยู่ในตลาดรถมือสองประมาณ 160,000 – 370,000 บาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ

Mitsubishi-Attrage-2013

8. Mitsubishi Attrage

Mitsubishi Attrage (มิตซูบิชิ แอททราจ) สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดตัวที่แรกในโลกในไทย อีกหนึ่งในรถ Eco­-Car แบบ 4 ประตู แบรนด์ที่สอง ที่ออกแนะนำสู่ท้องตลาดในวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ชูจุดเด่นด้วยการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับรถ อีโคคาร์ ซีดาน จากเทคโนโลยีการออกแบบชั้นสูง และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มีให้ครบครัน แล้วก็ยังมีในรูปแบบรถป้ายแดงให้เลือกเช่นกัน

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 3 สูบ 12 วาล์ว MIVEC 78 แรงม้า รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 22 กม./ลิตร ปัจจุบันมีราคาอยู่ในตลาดรถมือสองประมาณ 215,000 – 400,000 บาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ

หวังว่ารถที่เรานำมาเสนอนี้ น่าจะถูกใจคุณผู้อ่านนะครับ …

สำหรับใครมีแพลนอยากขายรถคันเดิม สามารถขายรถกับทาง CARRO ได้ง่ายๆ เพียงแค่ลงประกาศขายรถฟรี เราพร้อมรับซื้อรถมือสอง โดยให้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน