ค้นหาบทความ

Category : Carro แนะนำรถมือสอง

Carro-แนะนำรถมือสอง-Honda-Civic-FD

Honda Civic FD มือสอง รูปทรงสวย สมรรถนะดี ถูกใจขาซิ่ง เป็นเจ้าของได้

Honda-Civic
Honda-Civic

ถ้าจะพูดถึงรถยนต์ Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) ที่จำหน่ายในบ้านเราและได้รับความนิยมจากผู้ใช้ ก็มีอยู่หลายเจเนอเรชั่น แต่สำหรับเวอร์ชั่นที่ได้ชื่อว่า สร้างความฮือฮาให้กับวงการรถยนต์บ้านเรา รวมไปถึงยอดจำหน่ายที่น่าพึงพอใจ และมีกลุ่มคนนิยมใช้กันเป็นจำนวนมาก และประสบความสำเร็จด้านยอดขายมากที่สุดในบรรดา Civic ทุกรุ่นที่เคยประกอบขายในเมืองไทย คงต้องยกให้ “Honda Civic” โฉม “FD” ครับผม

Honda-Civic

Honda-Civic-TypeR

Honda-Civic-TypeR

Honda Civic Type R ปฐมบทของความแรง รุ่นสุดท้ายในเวอร์ชั่น 4 ประตู

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2005 เป็นวันที่ Honda Civic และ Civic Hybrid ได้ทำการเปิดตัวในญี่ปุ่น ก่อนจะเผยโฉมในงาน Tokyo Motor Show เดือนตุลาคมปีนั้น และก็สร้างความนิยมจากผู้ใช้ได้อย่างมากมาย ขายดีมากทั้งในญี่ปุ่น และในสหรัฐอเมริกา โดยมาพร้อมโฉมที่เรียกว่า “ใหม่หมดจด” ไม่มีกลิ่นอายเดิมๆ หลงเหลืออยู่เลย มีออกมาให้เลือกทั้งรุ่นซีดาน, ไฮบริด, คูเป้, แฮทช์แบ็ค และรุ่นพลังแรงอย่าง “Type R”

Honda-Civic-2006-US

Civic FD เวอร์ชั่นสหรัฐอเมริกา และเวอร์ชั่นจีน หน้าตาประมาณนี้ครับ

ในรุ่นซีดาน ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชันญี่ปุ่นหรือสหรัฐอเมริกา โครงสร้างตัวถังหลักเหมือนกัน แตกต่างกันตรงที่ไฟหน้า กระจังหน้า กันชนหน้า รวมถึงชุดไฟท้าย และฝากระโปรงท้าย ซึ่งออกแบบใหม่ให้สอดคล้องกับรสนิยมของคนที่นั่น

Honda Civic (FD) ถึงขนาดที่ทำให้คู่แข่งที่สำคัญอย่าง Toyota Corolla ต้องชลอการเปิดตัว Corolla เวอร์ชั่นตลาดโลก (หรือ Corolla Altis เวอร์ชั่นบ้านเรา) พร้อมกับต้องออกแบบตัวรถมาใหม่ ทั้งภายนอกและภายในอีกครั้งเลยทีเดียว

โฆษณา Honda Civic เวอร์ชั่นไทย

ในบ้านเรา Honda Civic โฉม FD เปิดตัวในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2548 ซึ่งถือว่ารวดเร็วมาก สร้างความฮือฮาให้กับวงการรถยนต์บ้านเราเช่นกัน มาพร้อมสโลแกน “Rising Spirit” … ได้รับความสนใจจากผู้ใช้รถในประเทศไทยจำนวนมาก รวมไปถึงขาซิ่งหลายๆ ท่าน ด้วยรูปทรงที่ล้ำสมัยโดดเด่นเหนือคู่แข่งในเวลานั้น อีกทั้งยังมีทำชุดแต่ง Modulo ออกมาให้ขาซิ่งได้ซื้อไปใส่อีกด้วย

Civic-Design

แนวทางการออกแบบ แบบ “Sensuous Quality”

Honda-Civic-Dimensional

มิติตัวรถยาว 4,540 มม. กว้าง 1,750 มม. สูง 1,440 มม. ระยะฐานล้อ 2,700 มม.

Honda-Civic-2005

ห้องโดยสารภายในของรุ่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการออกแบบได้ดีที่สุดอีกรุ่นหนึ่ง ดูล้ำยุค แม้จะผ่านไปหลายปีแล้วแต่ก็ยังดูทันสมัย กระจกบังลมบานใหญ่ คอนโซลหน้าขนาดใหญ่ มาตรวัดเรืองแสงแบบ Multiplex Meter ออกแบบให้เป็นแบบ 2 ชั้น โดยมาตรวัดความเร็วอยู่ด้านบน ส่วนมาตรวัดรอบอยู่ด้านล่าง รวมไปถึงเบาะนั่งขนาดใหญ่โอบกระชับ วิทยุแบบ Built-In กับชุดคันเกียร์และคันเบรกมือที่ดูโดดเด่นสะดุดตา ขับสนุกไปกับระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift)

Multiplex-Meter

มาตรวัดเรืองแสงแบบ Multiplex Meter ออกแบบให้เป็นแบบ 2 ชั้น

Honda Civic ในโฉม FD ผลิตที่โรงงานฮอนด้านิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยมีกำลังผลิต 4,000 คัน/เดือน แบ่งเป็นสัดส่วนการจำหน่ายในประเทศ 60% ที่เหลือ 40% จะเป็นการส่งออก

Honda Civic (FD) ในบ้านเราใช้เครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 1.8 ลิตร รหัส R18A แบบ 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว i-VTEC เจเนอเรชั่นใหม่ พร้อมระบบลิ้นปีกผีเสื้อไฟฟ้า DBW (Drive By Wire) ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า (PS) ที่ 6,300 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.7 กก.-ม. (174 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,300 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด

ราคาจำหน่ายในช่วงเปิดตัวนั้น แบ่งออกเป็นรุ่นย่อยต่างๆ ได้ดังนี้

1.8 S i-VTEC M/T ราคา 799,000 บาท
1.8 S i-VTEC A/T ราคา 845,000 บาท
1.8 S i-VTEC A/T (AS) ราคา 863,000 บาท
1.8 E i-VTEC M/T ราคา 894,000 บาท
1.8 E i-VTEC A/T ราคา 930,000 บาท

และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส K20Z2 ปรับปรุงใหม่ แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 155 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.2 กก.-ม. (188 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด เท่านั้น

ราคาจำหน่ายในช่วงเปิดตัวนั้น แบ่งออกเป็นรุ่นย่อยต่างๆ ได้ดังนี้

2.0 E i-VTEC A/T ราคา 1,020,000 บาท
2.0 EL i-VTEC A/T ราคา 1,068,000 บาท

หลังจากวางตลาด ฮอนด้า ซีวิค ใหม่ ในช่วงปลายปี 2548 ปรากฏว่าได้กระแสตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคในเวลานั้น โดย 6 เดือนแรกของปี 2549 สามารถทำยอดขายได้ถึง 14,350 คัน ทั้งยังครองส่วนแบ่งการตลาดถึง 41.8%!

Honda-Civic-2008

พอมาถึงปี 2551 ก็ถึงเวลาปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ … ปรับโฉมภายนอกนิดหน่อย เปลี่ยนกระจังหน้า กันชนหน้าดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าแบบ Smoked Chrome ไฟท้ายทรง 8 เหลี่ยม ส่วนห้องโดยสารภายใน เพิ่มเครื่องเล่น DVD รวมถึง Navigator แบบหน้าจอสัมผัส ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการติดตั้งระบบนี้ในรถยนต์นั่งขนาด Compact

Honda Civic ไมเนอร์เชนจ์ มีให้เลือกสามรุ่นย่อยหลัก คือ S, E และ EL โดยรุ่น S และ E มาพร้อมกับเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า ในขณะที่รุ่น EL ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร i-VTEC ให้แรงม้าสูงสุด 155 แรงม้า ทั้งสามรุ่นสามารถใช้ได้กับแก๊สโซฮอล์ E20 เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด โดย Honda Civic S รุ่นเดียว ที่มีทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ

สำหรับ Civic 1.8 S รุ่นเกียร์ธรรมดา ราคา 749,000 บาท (เดิม 732,000 บาท) และรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ราคา 789,000 บาท (เดิม 768,000 บาท) รุ่นเกียร์อัตโนมัติ พร้อมถุงลมคู่หน้า ราคา 831,000 บาท (เดิม 814,000 บาท)

สำหรับ Civic 1.8 E เพิ่มเติมกระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวในตัว และ Civic 1.8 E Navi ราคา 964,000 บาท ติดตั้งระบบนำทาง Navigator แบบหน้าจอสัมผัส + DVD โดยทั้ง 2 รุ่น มีระบบ Cruise Control และสวิทช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย

และในส่วนของ Civic 2.0 EL ราคา 1,046,000 บาท (เดิม 1,026,000 บาท) มีสัญญาณกะระยะกันชนหลัง 4 ตำแหน่ง ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบเกียร์ธรรมดา ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ สวิทช์ควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัยและล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว รุ่นสูงสุด ซีวิค 2.0 EL Navi ราคา 1,101,000 บาท มีระบบนำทางแบบสัมผัสหน้าจอ เครื่องเล่นดีวีดีและสัญญาณกะระยะกันชนหลัง 4 ตำแหน่ง

พอช่วงเดือนมิถุนายน 2552 ฮอนด้า ได้นำเสนอรถรุ่นพิเศษ “Wise Edition” ให้กับรถทุกโมเดล ซึ่งรวมไปถึง Civic รุ่นนี้ด้วย ผลิตออกมาจำนวนจำกัด

มาพร้อมสีขาว Taffeta White และภายในห้องโดยสารเบาะหนังสีดำใหม่ กับชุดสเกิร์ตรอบคันและสปอยเลอร์หลัง หม้อพักไอเสียแบบท่อคู่ และแป้นวางเท้าแบบสปอร์ต มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น 1.8E AT AS ราคาในตอนนั้น 958,000 บาท และรุ่น 1.8E AT AS (Navi) ราคาในตอนนั้น 1,013,000 บาท

Honda-Civic-2009

สำหรับ Honda Civic (FD) ช่วงปี 2552 ได้เพิ่มสีน้ำเงิน Dyno Blue Pearl ออกมาให้เลือกอีกหนึ่งแบบ

Honda-Civic-Modulo

ใกล้เข้าสู่ช่วงปลายอายุตลาด ในเดือน สิงหาคม 2553 ฮอนด้า ได้เผยโฉม Civic “Modulo” มีให้เลือก 2 สี คือ สีขาวทาฟเฟต้า (ภายในสีดำ) และสีดำคริสตัล (มุก) (ภายในสีเบจ) มาพร้อมชุดตกแต่งสปอร์ต Modulo รอบคัน ด้วยกระจังหน้า สเกิร์ตหน้า สเกิร์ตข้างและสเกิร์ตหลังดีไซน์ใหม่แบบสปอร์ต เพิ่มสปอยเลอร์หลัง และล้ออัลแม็ก Modulo ขนาด 16 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ที่มีให้เลือก 2 สีตามสีของตัวรถ พร้อมป้ายสัญลักษณ์ “Modulo” ด้านท้ายรถ

ภายในห้องโดยสาร แต่งเติมด้วย แป้นวางเท้าแบบสปอร์ต พร้อมพรมปูพื้น และป้ายสัญลักษณ์ “Modulo” ระบุรหัสเฉพาะคัน (Serial Number) ไว้ที่บริเวณแผงคันเกียร์

Honda Civic Modulo มีเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ i-VTEC ขนาด 1.8 ลิตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด แบ่งขายเป็น 2 รุ่นย่อย คือ E AT AS ในราคาตอนนั้น 956,600 บาท และรุ่น E AT AS (Navi) ในราคาตอนนั้น 1,011,600 บาท (ราคาเพิ่มขึ้นแต่ละรุ่นประมาณ 42,000 บาท)

Honda-Civic-Sport-Pearl

และรุ่นพิเศษท้ายสุดจริงๆ สำหรับ Honda Civic Sport Pearl ผลิตจำนวนจำกัด ออกมาในวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ด้วยชุดแต่งสไตล์สปอร์ตรอบคัน พร้อมสีพิเศษใหม่ ขาวบริลเลียนท์ (มุก) และสัญลักษณ์ Sport Pearl ส่วนภายในตกแต่งด้วยคิ้วบันไดสแตนเลสดีไซน์ใหม่ แป้นวางเท้าแบบสปอร์ตสี Gun Metallic ใหม่ โดย Modulo และ พรมปูพื้นดีไซน์สีแดง แนว Civic Type R พร้อมสัญลักษณ์ Sport Pearl

โดยจะมีเครื่องยนต์ให้เลือกเฉพาะรุ่น 1.8 ลิตร เท่านั้น ในราคาตอนนั้นที่ 949,000 บาท

จุดสังเกต ว่า Honda Civic FD ตัวไหนมาก่อน มาหลัง แบบง้ายง่าย สำหรับคนไม่เชี่ยวชาญเรื่องรถ …

Honda-Civic-FD-Taillight

โฉมแรก ไฟท้ายจะเป็นแบบ “วงกลม”

Honda-Civic-FD-Taillight

โฉมไมเนอร์เชนจ์ ส่วนหลักๆ ที่สังเกตได้ คือ จะมีการเปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ ชุดกันชนหน้าใหม่ ล้อแม็กลายใหม่ รวมไปถึงเลนส์ชุดไฟท้ายแบบ “8 เหลี่ยม”

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

ปัจจุบัน Honda Civic FD มือสอง ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยม รูปทรงสวยถูกใจ สมรรถนะดี คุณภาพคับแก้ว อะไหล่หาง่าย ยังมีคนใช้งานกันอยู่เยอะ ถ้าเน้นขับรถต่างจังหวัด และขับรถเร็วพอสมควร ไม่ซีเรียสว่ารถตกรุ่นมา 2 รุ่นแล้ว ถือว่า OK น่าใช้ครับ ถ้าเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ เติมแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ด้วย ประหยัดขึ้นเยอะ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

ด้วยรูปทรงที่ยังดูสวย สปอร์ต ภายในห้องโดยสาร ดูโปร่ง โล่ง แผงคอนโซลดูล้ำยุค เบาะนั่งกระชับ พวงมาลัยควบคุมง่าย รถวิ่งนิ่ง เกาะถนน ช่วงล่างหลังแข็งกระด้างสไตล์ฮอนด้า เล่นรอบเครื่องได้มันส์ ทำความเร็วขึ้นระดับ 200 กม./ชม. ได้สบายๆ

แต่ก็มีข้อด้อยอยู่บ้าง เช่น การประกอบไม่เรียบร้อยในบางจุด การเก็บเสียงไม่ดี มีเสียงเครื่องยนต์ชอบดังต๊อกๆ กระจกไฟฟ้าด้านคนขับชอบตกร่อง กดไม่ค่อยขึ้น ลูกปีนล้อหลังแตกไว หรือยางแท่นเครื่องบางจุดชอบทรุด (ในรุ่นที่ผลิตออกมาปีแรกๆ ถ้าเป็นรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ปัญหาส่วนใหญ่ถูกแก้ไปแล้ว) เป็นต้น

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้เรื่องอะไหล่ไม่ต้องกังวล เพราะมีเพียบ จะเข้าศูนย์บริการ หรือซ่อมอู่ข้างนอกก็ย่อมได้ มีทั้งของใหม่และของเก่าเซียงกง เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 20,000 – 30,000 บาท ก็เพียงพอแล้ว

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

สำหรับราคามือสองในตลาดรถปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 180,000 – 350,000 บาท ขึ้นอยู่กับปีรถ รุ่นย่อย และสภาพของตัวรถ ครับ

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Honda Civic (FD) รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิกเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Honda-Civic ได้เลยครับผม

ถ้าคุณตัดสินใจอยากขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(สงวนลิขสิทธิ์)

BMW-Series-3-E90

BMW Series-3 (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3) ถือได้ว่าเป็นรถยนต์นั่งระดับหรูหราขนาด Compact ที่คนไทยรู้จักกันดี และเป็นรถในอนุกรมของ BMW ที่ผลิตขายดีที่สุดนับตั้งแต่เริ่มต้นผลิตรุ่นแรกในปี 1975 ด้วยยอดขายสะสมที่มากกว่าสิบล้านคัน หลังจากที่ BMW เริ่มต้นพัฒนาซีรี่ส์ 3 เจเนอเรชั่นที่ 5 ตั้งแต่กลางปี 2002 ใช้เวลาอยู่ประมาณ 30 เดือน ถึงเปิดตัวอย่างเป็นทางการสู่ชาวโลกในเดือนธันวาคม 2004

BMW-Joji-Nagashima

Joji Nagashima ชาวญี่ปุ่นที่ไปเป็นนักออกแบบรถในต่างประเทศ กับผลงาน BMW ซีรี่ส์ 3 (E90) ของเขา

หลายท่านอาจคาดไม่ถึงว่า ผู้ที่ออกแบบตัวรถ BMW ซีรี่ส์ 3 ในรุ่นซีดานและทัวริ่งโฉมนี้ จะเป็นคนญี่ปุ่น ชื่อ Joji Nagashima และในส่วนของรุ่นคูเป้ และรุ่นเปิดประทุน ออกแบบตัวรถโดย Marc Michael Markefka ชาวเยอรมนี ตามแนวทางของ Chris Bangle ที่เคยเป็น Head of Design ในเวลานั้นครับ

BMW-Marc-Michael-Markefka

ผลงานการออกแบบรุ่น Coupe และ Cabriolet ของ Marc Michael Markefka

ด้วยภาพลักษณ์ที่หลายคนมองว่า BMW 3-Series ดูสปอร์ตกว่ารถค่ายคู่แข่งอย่าง Mercedes-Benz C-Class จึงกลายเป็นที่นิยมในกลุ่มคนวัยทำงาน หรือผู้ใหญ่ที่ชื่นชอบรถสไตล์นี้ ซึ่งเคยได้ชื่อเสียงจากสื่อมวลชนในต่างประเทศว่า เป็น “รถยนต์นั่งแบบ Compact ที่ดีที่สุดในโลกอีกรุ่นหนึ่ง” อีกทั้งเครื่องยนต์ดีเซลของ BMW หลายรุ่นก็ถือว่าแรงเอาการ แถมประหยัดน้ำมันกว่ารถญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป

BMW-Series-3-E90-Design

ขั้นตอนการออกแบบและพัฒนา BMW ซีรี่ส์ 3 โฉมนี้

สำหรับ “แนะนำรถมือสอง” ในครั้งนี้ MR.CARRO ขอแนะนำ BMW 3-Series รหัส E90 เจเนอเรชั่นที่ 5 ที่เปิดตัวจำหน่ายในบ้านเราตั้งแต่ปี 2548-2555 ครับ.

BMW-Series-3-E90-E91

BMW ซีรี่ส์ 3 Sedan และ Touring รถยอดนิยมของคนทั่วโลก

BMW ได้ทำการเปิดตัว BMW 3-Series เจเนอเรชั่นที่ 5 ในตลาดโลก มาพร้อมตัวถังที่ใช้โครงสร้างพื้นฐานหลักๆ ร่วมกับ ซีรีส์ 3 E46 รุ่นเดิม โดยคงมีให้เลือกหลากหลายประเภท อาทิ ซีดาน รหัส “E90”, แวกอน (BMW เรียกว่า “Touring”) รหัส “E91”, คูเป้ รหัส “E92” (ออกมาในปี 2006) และเปิดประทุน รหัส “E93” (ออกมาในปี 2007) และ “M3” (E92/E93) (ออกมาในปี 2007)

BMW-Series-3-E92-E93

BMW-M3-Coupe-2007

โดยเฉพาะ BMW 3-Series (E90) ในรุ่นซีดานนั้น มีจำนวนการผลิตในทั่วโลกมากถึง 1,825,549 คัน

ส่วนรุ่นแยกย่อยนั้น มีให้เลือกและออกมาค่อนข้างเยอะมาก ในที่นี้เราจะขออธิบายเฉพาะรุ่นย่อยที่มีจำหน่ายในประเทศไทยเท่านั้นละกันครับ

BMW-Series-3-E90

BMW 3-Series (E90) เปิดตัวในไทยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2548 เริ่มแรกมีเฉพาะรุ่น 320i, 320iSE และ 330i (ส่วน 325i ทยอยตามมาทีหลัง) และเปิดตัวสู่สาธารณชนอีกครั้ง ในงาน Motor Show ปี 2548

รูปลักษณ์ด้านหน้า ดูสวยคมลงตัวกว่าในรุ่นพี่อย่าง ซีรีส์ 5 ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศ Cd = 0.28 และด้านข้างตัวรถมีเส้นสันที่มองเห็นเด่นชัด ส่วนท้ายแม้ว่าจะมีส่วนคล้ายกับ ซีรีส์ 5 และซีรี่ส์ 7 แต่ไฟท้ายออกแบบดูเรียบง่ายกว่า ล้อแม็ก มีให้เลือกในหลายขนาด ตั้งแต่ 16-18 นิ้ว พร้อมยาง Run Flat (ซึ่งหมายถึง รถรุ่นนี้ไม่มียางอะไหล่มาให้ แต่จะมีชุดปะยางติดมาให้แทน)

มาพร้อมมิติตัวถังยาว 4,520 มม. กว้าง 1,817 มม. สูง 1,421 มม. ระยะฐานล้อ 2,760 มม. มีขนาดรถที่ใหญ่กว่าซีรี่ส์ 3 รุ่นเดิมในทุกมิติ (ยกเว้นระยะฐานล้อ ยังคงเท่ากับในรุ่น E46)

BMW-Series-3-E90

ห้องโดยสารภายใน คอนโซลหน้าดูหรูหราและคลาสสิก ตกแต่งด้วยหนังแท้และลายไม้ เบาะนั่งคู่หน้าและด้านหลังสไตล์สปอร์ต มีขนาดที่ใหญ่ นั่งสบายกว่ารุ่นเดิม ได้รับอิทธิพลการออกแบบภายในมาจากรุ่นพี่อย่าง ซีรี่ส์ 5 เต็มๆ และห้องเก็บสัมภาระด้านหลังตัวรถ ใหญ่ที่สุดของเซกเมนต์ ด้วยความจุถึง 460 ลิตร

BMW-Series-3-E90

อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น มีสวิทช์ควบคุมระบบเครื่องเสียง และโทรศัพท์ มีช่องแช่เย็นในที่วางแขนด้านหน้า พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารในแถวหลัง และ Onboard Monitor พร้อมฟังก์ชั่นดูโทรทัศน์ และปุ่มควบคุมระบบการทำงานภายในรถ (iDrive)

BMW-Series-3-E90

ครบเครื่องเรื่องความปลอดภัยยามชับขี่ อาทิ ถุงลมนิรภัยสำหรับ ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารด้านหน้า และถุงลมนิรภัยป้องกันศีรษะให้แก่ผู้โดยสารในทุกตำแหน่ง และยังมี ระบบไฟหน้าแบบปรับตามทิศทางของพวงมาลัย อีกด้วย

ช่วงล่างหน้าแบบ แมคเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลัง เป็นแบบ มัลติลิงค์ 5 จุด กระจายน้ำหนัก หน้า/หลัง

BMW-Series-3-E90

ในส่วนของเครื่องยนต์ เวอร์ชั่นบ้านเรา มีอยู่ 5 แบบหลักๆ ได้แก่ เครื่องยนต์เบนซิน รหัส N46 (2.0), N52 (2.5) และ N52N (3.0) และเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ รหัส M47N2 (2.0) และรหัส N47 (2.0) พร้อมรองรับน้ำมันเบนซินได้ตั้งแต่แก๊สโซฮอล์ E10 ออกเทน 91 หรือ 95 และในส่วนของดีเซล รอรับน้ำมันไบโอดีเซล B2 และ B5

BMW 320iSE แบบ 6 สูบแถวเรียง DOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 20.4 กก.-ม. (200 นิวตัน-เมตร) ที่ 3,600 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Steptronic

BMW 325i ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร แบบ 6 สูบแถวเรียง DOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 218 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.4 กก.-ม. (250 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,750-4,250 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Steptronic

BMW 330i ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 3.0 ลิตร แบบ 6 สูบแถวเรียง DOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 258 แรงม้า ที่ 6,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.6 กก.-ม. (300 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,500-4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Steptronic ราคาจำหน่ายในขณะนั้น 4,300,000 บาท!

BMW-Series-3-E90

ในเดือนสิงหาคม 2549 BMW ได้เพิ่มรุ่น “318i” ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้าแบบ Bi-Xenon ระบบ Bluetooth สำหรับรับสัญญาณโทรศัพท์ เบาะปรับไฟฟ้า กระจกไฟฟ้าข้างแบบพับได้ เป็นต้น

BMW 318i ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผันอัจฉริยะ Valvetronic ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 18.4 กก.-ม. (180 นิวตันเมตร) ที่ 5,750 รอบ/นาที

อีกทั้งยังเพิ่ม BMW 320i เข้ามาเสริมตลาดอีกด้วย …

BMW-Series-3-Coupe-E92

ในเดือนพฤศจิกายน 2549 BMW ประเทศไทย ได้ทำการเปิดตัว 325i และ 335i คูเป้ เอาใจกลุ่มลูกค้า Niche มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร แบบ 6 สูบแถวเรียง 24 วาล์ว 218 แรงม้า ที่ 6,500 รอบนาที แรงบิดสูงสุด 25.6 กก.-ม. (250 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,750-4,000 รอบ/นาที

และเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ให้แรงม้าสูงสุดถึง 306 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 40.6 กก.-ม. (400 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,300-5,000 รอบ/นาที

ทั้ง 2 รุ่น ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ทำงานแบบ Sequential กับราคาที่ตั้งไว้อยู่ที่ 4,600,000 บาท ในรุ่น 325i และราคา 7,500,000 บาท (สำหรับรุ่น 335i)

ในเดือนมีนาคม 2551 BMW ประเทศไทย ได้เปิดตัวรถยนต์ BMW 320d ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดของกลยุทธ์ EfficientDynamics ที่มุ่งเน้นด้านการประหยัดเชื้อเพลิงและลดปริมาณไอเสีย แต่ยังคงไว้ซึ่งสมรรถนะเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ในราคาจำหน่ายตอนนั้น 2,849,000 บาท

BMW 320d ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว พร้อมหัวฉีด PIEZO ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่โดดเด่นของเครื่องยนต์ดีเซลของ BMW ให้แรงอัดมากถึง 1,800 บาร์ มอบแรงม้าสูงสุด 177 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 35.7 กก.-ม. (350 นิวตัน-เมตร) ที่ 1,750-3,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Steptronic

BMW-Series-3-Cabrio-E93

ในส่วนของ BMW 325i เปิดประทุน (Convertible) เริ่มเผยโฉมออกมาประมาณปี 2007 ในตลาดโลก แต่กว่าจะมาถึงบ้านเราก็ประมาณต้นปี 2551 ถึงพร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าที่จองเอาไว้ แต่ก็มีนับคันได้ สำหรับในแบบเปิดประทุน ในราคาตอนออกใหม่ 5,290,000 บาท!

BMW 325i ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร แบบ 6 สูบแถวเรียง DOHC 24 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 218 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.6 กก.-ม. (250 นิวตัน-เมตร) ที่ 2,750-4,250 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมระบบ Steptronic

BMW-Series-3-E90-LCI

ในช่วงกลางปี 2008 ที่ประเทศเยอรมนี BMW ก็ถึงเวลาทำการปรับโฉมเจ้า ซีรี่ส์ 3 ใหม่ (LCi = Life Cycle Impulse) ก่อนจะเริ่มจำหน่ายในช่วงปลายปี 2008 เช่นเดียวกับในส่วนของเวอร์ชั่นไทย ได้เปิดตัวตามหลังไปในเดือนมีนาคม 2552 สำหรับรุ่นซีดาน แบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย ได้แก่ 318i ในราคา 2,399,000 บาท, 320i ราคา 2,649,000 บาท และรุ่นเครื่องดีเซลอย่าง 320d SE ราคา 2,899,000 บาท (ราคาในขณะนั้น)

BMW-Series-3-E90-LCI

ด้วยหน้าตาที่ดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้นกับเส้นสายรูปตัว “V” บนฝากระโปรงหน้า กระจังหน้า “ไตคู่” ลายใหม่ กันชนหน้าแบ่งช่องรับลมออกเป็น 3 ส่วน ออกแบบไฟหน้าใหม่ใช้ชุดไฟเลี้ยวแบบ LED ปรับรูปทรงไฟท้ายแบบใหม่ เพิ่มไฟเบรกแบบ LED มา ดูโฉบเฉี่ยวสวยงามยิ่งขึ้น และกระจกมองข้างดูใหญ่ขึ้น เส้นสายด้านข้างตัวรถดูบึกบึนขึ้น

BMW-Series-3-E90-LCI

ห้องโดยสารภายใน ก็มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดหลายๆ จุด ทั้งในส่วนของแผงหน้าปัด และคอนโซลกลาง การเปลี่ยนตำแหน่งของอุปกรณ์บังคับควบคุมบางชิ้น รวมทั้งการเพิ่มออพชั่นอีกหลายชิ้นด้วย เช่น รีโมทตัวใหม่ ที่เชื่อมต่อข้อมูลแบบไร้สาย (Comfort Access) พร้อมกับ Update ระบบ iDrive ใหม่ ใช้งานง่ายขึ้น พร้อมช่องเสียบ USB ที่เพิ่มมาให้เป็นมาตรฐาน และช่องใส่แผ่น DVD ที่เดิมเคยมีแยกต่างหากนั้น ถูกรวมไปกับช่องเล่นแผ่น CD ด้วยกัน

ต่อมาในช่วงต้นปี 2552 BMW ได้นำเสนอ 325i Coupe SE มาให้เลือกอีกแบบ

BMW-320d-SE-E90-2009

เดือนกันยายน 2552 BMW แนะนำ BMW 320d SE ที่มาพร้อมเครื่องเล่น DVD และระบบนำทาง Navigator

พอช่วงเดือนมีนาคม 2553 BMW เริ่มแนะนำเทคโนโลยี “EfficientDynamics” ที่รองรับพลังงานทางเลือกอย่างแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ และแนะนำ BMW 320i Special Edition กับ BMW 325i Sport ผลิตมาจำนวนจำกัดเพียง 48 คัน มาชุดแต่ง M Aerodynamics Kit

ในเดือนกันยายน 2553 BMW แนะนำ 325i เวอร์ชั่นประกอบในประเทศไทยเป็นครั้งแรก พร้อมกับเปิดตัว ซีรี่ส์ 3 คูเป้ (320i/325i) และ ซีรี่ส์ 3 เปิดประทุน (320i/325i) ไปในคราวเดียวกันในงาน BMW Xpo 2010

BMW-320d-Sport-E90-2010

พร้อมทั้งการตามมาของ BMW 320d Sport เพิ่มชุดแต่ง M Sports Package ให้เลือก ก่อนจะเปิดตัว BMW ซีรี่ส์ 3 (F30) รุ่นใหม่ในช่วงเดือนมีนาคม 2555 …

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO …

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

รุ่นนี้ในตลาดรถมือสอง ถือว่าได้รับความนิยมพอสมควรจากสาวก Bimmer ที่ชื่นชอบในรูปร่าง สมรรถนะ การใช้งานของ BMW รุ่นนี้ เรียกได้ว่าซื้อไปแล้ว คุณจะได้อยู่ในกลุ่มของคนเล่นรถรุ่นนี้ที่มีมากพอสมควร รวมถึงภาพลักษณ์ของรถยุโรป แบบสปอร์ตหรูหราจาก BMW ถ้าเทียบกับได้ขับรถที่คุณชอบ ผมว่ามันคุ้มค่าครับ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

คุณจะได้เพลิดเพลินไปกับสมรรถนะรถ ที่ขับสนุก ช่วงล่างหนึบ เกาะถนน พวงมาลัยหนัก ขับแล้วมั่นใจแบบรถยุโรป รวมไปถึงเครื่องยนต์กำลังสูง ทำความเร็วได้ดี แต่อาจจะกินน้ำมันหน่อยในเครื่องยนต์เบนซิน แต่ถ้าเป็นดีเซลแล้วประหยัดพอสมควร รวมไปถึงออพชั่นต่างๆ ที่ดูหรูหรา มีของเล่นอย่าง iDrive ให้ใช้งาน

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

ตอนซ่อม ตอนเข้าศูนย์ อาจจะต้องยอมรับได้ กับราคาอะไหล่ต่างๆ ของรถยุโรป ก็มีหลายอย่างที่แพงเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากรถรุ่นนี้ ส่วนใหญ่หมด BSI (BMW Service Inclusive) (หรือ สิทธิพิเศษฟรีค่าบริการดูแลบำรุงรักษา) ไปแล้ว อาจจะต้องเตรียมงบไว้สำหรับดูแล อย่างน้อยๆ ปีละ 20,000 – 30,000 บาท (กรณีดูแลรักษาทั่วไป) หรืออย่างน้อยๆ 50,000 บาทขึ้นไป (กรณีซ่อมใหญ่ เช่น เปลี่ยนชิ้นส่วนเครื่องยนต์/ช่วงล่าง/ภายในห้องโดยสาร) ครับ

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

สำหรับ BMW ซีรี่ส์ 3 (E90) โฉมนี้ มีราคามือสองอยู่ที่ 400,000 – 1,100,000 บาท (เป็นราคาในตลาดรถปี 2563 โดยประมาณ ของรุ่นซีดาน เครื่องเบนซิน/ดีเซล และขึ้นอยู่กับปีรถ รุ่นย่อย กับ สภาพของตัวรถ)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ BMW รุ่นนี้อยู่ พิเศษ! ทาง CARRO เราก็มีรถยนต์ BMW ซีรี่ส์ 3 (E90) โฉมซีดาน ให้ท่านเลือกอยู่หลายคัน หากท่านสนใจสามารถคลิ๊กเข้าไปดูได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/BMW-Series-3 ครับผม

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

รถมือสอง

จะซื้อรถมือสองสักคันดีไหม ? คำถามนี้ต้องอยู่ในใจมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ

อย่างที่หลายคนรู้กันว่าระบบขนส่งสาธารณะของบ้านเรายังไม่ครอบคลุมมากนัก แถมเรื่องความสะดวกสบายนั้นไม่ต้องพูดถึง เผลอๆ การเดินทางไป – กลับจากที่ทำงานยังเหนื่อยกว่าการนั่งทำงานทั้งวันเสียอีก ! 

การมีรถเป็นของตัวเองสักคันน่าจะช่วยให้ชีวิตของมนุษย์เงินเดือนชาวกรุงฯ สบายขึ้นมากทีเดียว แต่การซื้อรถมือหนึ่งอาจจะเป็นภาระที่หนักหน่วงเกินไปสำหรับพนักงานเบี้ยน้อยหอยน้อย ฉะนั้นซื้อรถมือสองดีกว่า ประหยัดกว่ากันเยอะ

ใครที่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อรถรุ่นไหนดีที่เหมาะกับชีวิตมนุษย์เงินเดือน CARRO ได้รวบรวมรถมือสอง 5 รุ่นขวัญใจมนุษย์เงินเดือนมาให้ชมกันแล้ว! รับรองว่าราคาไม่พาช้ำใจ ประหยัดน้ำมัน และเหมาะกับชีวิตในเมืองอย่างแน่นอน

รถมือสอง ยอดนิยม

อันดับ 5 : Mazda 2

ถือเป็นรถที่ถูกถามถึงอย่างมากมายจากคนใช้รถมือสอง เพราะเป็นรถที่มีขนาดกะทัดรัด แต่ดีไซน์ที่ให้ความปลอดโปร่งภายในห้องโดยสารทำให้ไม่รู้สึกไม่อึดอัด Mazda 2 เป็นรถที่ขึ้นชื่อในเรื่องช่วงล่างดี เกาะถนนแน่น ตีวงเลี้ยวได้แคบ และไม่มีหลุด อีกทั้งยังเป็นรถที่ไม่ซดน้ำมันอีกด้วย ! แต่หากต้องการรถ Mazda 2 รุ่นที่ประหยัดน้ำมันมากกว่าก็เลือกรุ่นที่เป็น Eco Car ได้เลย 

รถมือสอง ยอดนิยม

อันดับ 4 : Toyota Corolla Altis

อันดับต่อมา มาพร้อมกับราคาที่ขยับขึ้นมาอีกเล็กน้อย Altis ถือเป็นรถยอดนิยมอีกรุ่นหนึ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปทั้งจากมนุษย์เงินเดือนและจาก Taxi (ของเค้าดีจริง!) ข้อดีของอัลติสที่หลายคนประทับใจคือ เครื่องยนต์เล็กแต่ขับสนุก เสียงเครื่องยนต์ไม่ดังหนวกหู ภายในรถโล่งโปร่ง เบาะนั่งสบาย สาดโค้งได้ดีพอใช้ และไฟท้ายสวยโดดเด่น ที่สำคัญคือพะยี่ห้อ Toyota มาแล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องศูนย์บริการและอะไหล่แน่นอน

รถมือสอง ยอดนิยม

อันดับ 3 : Nissan March

ใครชอบรถที่ดูน่ารักต้องไม่พลาด Nissan March แน่นอน! จัดว่าเป็นรถที่ได้ใจสาวๆ และหนุ่มๆ จำนวนมากทีเดียวด้วยดีไซน์ตัวถังที่กลมมนน่ารัก (แต่ March รุ่นใหม่ล่าสุดมีการเปลี่ยนดีไซน์ให้ดุขึ้นแล้ว) ห้องโดยสารกว้างโล่ง รวมถึงขนาดตัวถังที่กะทัดรัดปราดเปรียว สามารถจอดตามซอกตามหลืบได้ง่าย อีกทั้งยังประหยัดน้ำมันมากอีกด้วยเพราะเป็น Eco Car แต่! ในทุกข้อดีย่อมมีข้อเสีย ข้อเสียของ March ก็คือ เป็นรถน้ำหนักเบา ไม่เหมาะแก่การสาดโค้งหรือเร่งเครื่องแรงๆ ไม่เหมาะแก่การขับแบบฮาร์ดคอร์ ขับทางไกล หรือขับขึ้นดอย และเป็นรถที่ไม่ค่อยจะเก็บเสียงอีกด้วย แต่ถ้าคุณกำลังมองหารถราคาไม่แพงไว้ขับชิลๆ ไปทำงาน มาร์ชนี่แหละใช่เลย!

รถมือสอง ยอดนิยม

อันดับ 2 : Suzuki Swift

ถ้า Nissan March ครองตำแหน่งรถน่ารัก Suzuki Swift ก็ต้องครองตำแหน่งรถสวย! Swift นั้นขึ้นชื่อมากในเรื่องของดีไซน์ ทั้งดีไซน์ตัวถัง และดีไซน์ภายในห้องโดยสาร เป็นรถที่ดูสวยแบบคลาสสิก แถมยังแต่งขึ้นด้วย! เหมาะกับคนที่มองหารถสำหรับใช้ไปยาวๆ จุดเด่นอื่นๆ ของสวิฟต์ก็คือช่วงล่างดี เข้าโค้งง่าย ไม่มีเป๋ เบาะสวยและนั่งสบาย อีกทั้งออพชั่นภายในก็จัดมาเต็มด้วย เช่น ปุ่ม Start Engine กระจกมองข้างพับไฟฟ้า ฯลฯ ถือว่าเกินคาดหมายในหลายด้านสำหรับรถ Segment นี้

รถมือสอง ยอดนิยม

อันดับ 1 : Toyota Vios

ตำแหน่งอันดับ 1 ตกเป็นของ Toyota Vios อย่างไม่มีการพลิกโผ! ด้วยอัตราการประหยัดน้ำมันที่ขึ้นชื่อ ดีไซน์ตัวถังที่เรียบแต่หรู เครื่องยนต์แรง และทนทานสมชื่อโตโยต้า ศูนย์บริการและอะไหล่หาง่าย อายุการใช้งานยืนยาว อีกทั้งเป็นรถที่เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการรถสำหรับใช้งานนานๆ ขับขี่ประจำวันที่ไม่สมบุกสมบันมาก รวมถึงคนที่ต้องการติดแก๊สเพื่อเพิ่มความคุ้มค่า หากมองด้านความคุ้ม ความประหยัด ความทนทาน Vios คือคำตอบแน่นอน

Sale-Isuzu-D-Max-With-Carro-Express

รถมือสองทั้งหมดนี้ บอกเลยว่า เหมาะกับชีวิตมนุษย์เงินเดือนอย่างแน่นอน! หากคุณต้องการซื้อรถมือสองคุณภาพ ทาง CARRO เราก็มีรถมือสองให้เลือกหลากหลาย สามารถเข้าไปเลือกชมได้ที่ https://th.carro.co/taladrod ถ้าสนใจที่จะขายรถของคุณแบบด่วนๆ เชิญที่ https://th.carro.co/sell-car/express หรือ Inbox สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Fanpage CARRO Thailand ครับ


ซื้อรถมือสองเถอะ แล้วชีวิตคุณจะง่ายขึ้นอีกเยอะ !

5-Secondhand-Cars-Not-Over-300000-Baht

5 รถมือสองราคาไม่เกิน 300,000 บาท ที่น่าเล่น

เมื่อคุณคิดจะตัดสินใจซื้อรถมือสองสักคันหนึ่ง ในวงเงิน 300,000 บาท ซึ่งก็มีตัวเลือกอยู่มากมายหลายรุ่น ทั้งรถแบรนด์ญี่ปุ่น รถยุโรป ให้เลือกมากมาย เป็นธรรมดาที่ผู้บริโภคจะหาคำตอบที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ทั้งจำนวนเงินในกระเป๋า ความคุ้มค่าต่อราคา และความชอบส่วนตัว

ราคาขายต่อในแต่ละรุ่นก็ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าความนิยม กระแสของคนเล่นรถรุ่นนั้น ศูนย์บริการของรถรุ่นนั้นๆ หรือปัญหายอดฮิตของรถรุ่นนั้น ว่าชอบเสียจุดไหนบ้าง รวมไปถึงความยากง่ายในการหาอะไหล่ เป็นต้น

Carro ขอแนะนำรถยนต์มือสอง 5 รุ่น ในราคาไม่เกิน 300,000 บาท ที่น่าซื้อมาใช้ ให้ทุกท่านได้พิจารณากันครับ

1.Toyota Corolla Altis

Toyota-Corolla-Altis

สำหรับ Toyota Corolla Altis (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) ในโฉม “หน้าแบน” นี้ เป็นถือเป็นรถที่ได้รับความนิยมมากมายจากแท็กซี่ หรือมวลชน เพราะขึ้นชื่อถึงเรื่องความทนทาน อะไหล่หาง่าย ช่างที่ไหนก็ซ่อมได้ เช่นเคย โดยย้อนกลับไปวันที่ 29 มกราคม 2551 เป็นวันที่เปิดตัว Corolla Altis รุ่นนี้ ภายใต้แนวคิด “Be Your Own Star” ที่พัฒนาใหม่หมดอย่างเป็นทางการ ห้องโดยสารกว้างขวาง หรูหรา ทันสมัย สะดวกสบายยิ่งกว่า พร้อมใช้พรีเซนเตอร์คนดังอย่าง “ออรัลโด บลูม”

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3ZZ-FE 109 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE 132 แรงม้า และขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE 145 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 รวมไปถึงมีรุ่นใช้ก๊าซธรรมชาติ CNG ให้เลือก

พอไมเนอร์เชนจ์ ปี 2553 เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 1ZR-FE 109 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FBE 139 แรงม้า และขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE 145 แรงม้า มีให้เลือกเกียร์ธรรมดา 6 สปีด, เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i 7 สปีด รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ส่วนรุ่นใช้ก๊าซธรรมชาติ CNG ยังใช้เครื่องเดิม รหัส 3ZZ-FE

อีกทั้งยังมีรุ่นพิเศษต่างๆ ออกมาสร้างสีสันในตลาดตามมาตลอดของอายุรถรุ่นนี้ ที่ขายมาจนถึงต้นปี 2557 … ขณะนี้มีราคาจำหน่ายในตลาดรถมือสอง อยู่ประมาณ 150,000 – 430,000 บาท

2.Toyota Wish

Toyota-Wish

Toyota Wish (โตโยต้า วิช) นี่ก็ถือว่าเป็นรถที่น่าใช้อีกรุ่น เหมาะสำหรับคนมีครอบครัวแล้ว เพราะมีเบาะนั่งถึง 6-7 ที่นั่ง เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2546 รูปทรงดูทันสมัย สไตล์สปอร์ตหรู มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 1AZ-FE 150 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT + Sport Sequential

มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปี 2548 แต่เนื่องจากกลุ่มตลาดที่ซ้ำซ้อนกับ Toyota Innova และยอดขายที่ตกมาก Wish จึงขายในไทยแค่โฉมนี้โฉมเดียวเท่านั้น …

โดย Wish ในตลาดรถมือสอง อยู่ที่ประมาณ 260,000 – 550,000 บาท

3. Honda Civic (FD)

Honda-Civic-FD

Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) โฉม “FD” เจเนอเรชั่นที่ 8 เป็นรุ่นที่เรียกได้ว่า แต่งซิ่งแต่งสวยได้เลย เพราะรูปทรงช่างสวยและทันสมัยไม่เคยเปลี่ยน เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2548 ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยแทบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มใหม่ ระบบกันสะเทือนใหม่ เครื่องยนต์และระบบเกียร์พัฒนาใหม่ และห้องโดยสารกว้างขึ้น และระบบความปลอดภัยระดับแนวหน้า

มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ 1.8 ลิตร i-VTEC 140 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร i-VTEC 155 แรงม้า มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 5 สปีด

ขณะนี้มีราคาจำหน่ายในตลาดรถมือสอง (โฉมแรก ก่อนรุ่นไมเนอร์เชนจ์) อยู่ประมาณ 250,000 – 390,000 บาท

4. Ford Focus

Ford-Focus

สำหรับคนที่ชื่นชอบรถแนวยุโรป สำหรับ Ford Focus (ฟอร์ด โฟกัส) ก็ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2548 สำหรับแบบ 4 ประตูซีดาน และ 5 ประตูแฮทช์แบค ในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ยนตรกรรมระดับยุโรป ซึ่งตอนนั้นฟอร์ดคุยว่าออกแบบพัฒนาทางด้านวิศวกรรมจากเยอรมันเลยทีเดียว

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร Duratec 125 แรงม้า และขนาด 2.0 ลิตร Duratec 145 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบ Sequential Sports Shift (SSS) รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 และในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ยังรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นรายแรกในไทยอีกด้วย

Ford Focus มีราคาจำหน่ายในตลาดรถมือสอง อยู่ประมาณ 140,000 – 300,000 บาท

5. BMW Series 3 (E46)

BMW-Series-3

อันนี้เหมาะสำหรับคนชื่นชอบรถเยอรมนีโดยเฉพาะ สำหรับ BMW Series 3 (E46) (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 3) โฉม “ไฟตก” (ปี 2000-2003) และ “ไฟยก” (ปี 2003-2007) เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2543 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในปลายปี 2545 แม้ว่าจะเป็นรถสิบกว่าปี ไปจนเกือบๆ 20 ปีแล้ว แต่ก็ยังคงความน่าใช้ เอาไว้อยู่อย่างเต็มเปี่ยม เป็นรถที่สวย ช่วงล่างดี ตัวถังเบา ปลอดภัย จะหรูก็ได้ สปอร์ตก็ลงตัว

ในไทย E46 มีให้เลือกหลายหลายมากจริงๆ ตั้งแต่แบบ 4 ประตูซีดาน, 2 ประตูคูเป้ รวมไปถึงรุ่นเปิดประทุน (จำได้ว่า รุ่นแวกอน ในบ้านเราก็มี) รวมไปถึงรุ่นพลังแรงอย่าง M3 ก็มี แต่คงไม่มีในราคาไม่เกินสามแสนแน่ๆ โดยราคานี้ จะมีเฉพาะรุ่น 318i, 318iA SE, 323i, 323iA SE, 325i หรือ 330i มากกว่าครับ

เครื่องยนต์มีให้เลือกทั้งรหัส M43 4 สูบ 8 วาล์ว, N42 4สูบ 16 วาล์ว (จะมีในรุ่นไฟยก), N46 4สูบ 16 วาล์ว (มาในโฉมไมเนอร์เชนจ์) , M52TU 6 สูบ และ M54 6 สูบ

โดย BMW Series 3 (E46) ในตลาดรถมือสอง อยู่ที่ประมาณ 210,000 – 500,000 บาท

Carro หวังว่า รถ 5 รุ่นที่เรานำเสนอ คงจะถูกใจท่านไม่มากก็น้อยครับ …

8-Popular-Secondhand-Eco-Car

ในปัจจุบัน “รถมือสอง” นั้นจะมีตัวเลือกในท้องตลาดอย่างมหาศาล และมีรถหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่สภาพเก่าๆ ราคาเพียงหลักหมื่นต้นๆ ไปจนถึงราคาหลายล้านบาท ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่ใช้แล้วไม่ถูกใจ ใช้แล้วเบื่อ อยากขายแล้วซื้อใหม่ หรือครอบครัวขยายขึ้น ต้องเปลี่ยนรถใหญ่ขึ้นก็มี

แต่อีกหนึ่งในรถที่ให้ความคุ้มค่าในการใช้งาน ในยุคเศรษฐกิจขาขึ้นก่ายหน้าผากแบบนี้ นั่นคือรถยนต์ “Eco-Car” ที่เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นทำงานใหม่ๆ แม่บ้าน หรือนักศึกษา เป็นต้น อยากได้รถมือสองประหยัดน้ำมัน หาที่จอดง่าย ไว้ใช้งานในเมือง ไปจ่ายตลาด หรือขับไปมหาวิทยาลัย ในงบประมาณจำกัด และมีราคารถมือสองที่ไม่แพงมาก ซื้อขายง่าย

ตัวเลือกอย่างรถยนต์ Eco-Car (อีโคคาร์) ถือได้ว่าเหมาะสมกับงบประมาณและสภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้ … CARRO ขอแนะนำ 8 รถมือสอง Eco-Car สุดคุ้มน่าใช้ มีรุ่นที่น่าสนใจกันไหนบ้าง รับชมกันได้เลยครับ

Toyota-Yaris-2014

1. Toyota Yaris 

Toyota Yaris (โตโยต้า ยาริส) ในอดีตถือเป็นรถ Sub-Compact ที่ยอดนิยมที่สุดอีกหนึ่งรุ่นในท้องตลาด ซึ่งรุ่นแรกก่อนหน้านั้น ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร แต่ในเจเนอเรชั่นที่เป็น Eco-Car ตอนนี้ เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2556 ด้วยรูปลักษณ์ใหม่ เน้นกลุ่มวัยรุ่น ความปลอดภัยครบครัน และผ่านการปรับโฉมมาสองครั้ง แถมยังมีรถใหม่ป้ายแดงขายในตอนนี้อยู่ด้วย เป็นรถที่ดูแลง่าย ทนทาน ค่าซ่อมไม่แพง

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร รหัส 3NR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i 86 แรงม้า ปัจจุบัน Yaris มีราคาอยู่ในตลาดรถมือสองประมาณ 260,000 – 460,000 บาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ

Toyota-Yaris-ATIV-2017

2. Yaris ATIV

Toyota Yaris ATIV (โตโยต้า ยาริส เอทีฟ) จัดเป็นรถ Sedan ในรูปแบบ Eco-Car รุ่นยอดนิยมอีกหนึ่งรุ่นในท้องตลาด ที่ทาง Toyota ตั้งใจออกมาขายเพื่อชนกับ Eco-Car ซีดานค่ายอื่นๆ โดยเฉพาะ เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 ด้วยรูปลักษณ์สปอร์ต เจาะกลุ่มวัยรุ่น ความปลอดภัยครบครัน แถมยังมีรถใหม่ป้ายแดงขายอยู่ด้วย เป็นรถที่ดูแลง่าย ทนทาน ค่าซ่อมไม่แพง ใช้อะไหล่ร่วมกับ Yaris โฉม Hatchback ได้พอสมควร

โดยทั้ง Yaris และ Yaris ATIV ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร รหัส 3NR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i 86 แรงม้า ปัจจุบัน Yaris มีราคาอยู่ในตลาดรถมือสองประมาณ 345,000 – 480,000 บาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ

Nissan-March-2010

3. Nissan March

Nissan March (นิสสัน มาร์ช) ถือเป็นรถ Eco-Car รุ่นแรกที่ทำตลาดในโครงการนี้ ซึ่งในยุคของสยามกลการ เคยทำรุ่นนี้ขายเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เปิดตัวเมื่อ 12 มีนาคม 2553 มีราคาจำหน่ายที่สามารถเป็นเจ้าของได้ง่าย ได้รับความนิยมอย่างมากและมียอดขายสะสมรวมหลายแสนคัน แถมยังส่งออกไปขายในญี่ปุ่นอีกด้วย และปัจจุบันยังมีแบบรถป้ายแดงขาย จึงไม่ต้องกังวลเรื่องอะไหล่นัก

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร HR12DE ขนาด 3 สูบ 12 วาล์ว CVTC 79 แรงม้า ประหยัดนํ้ามันได้มากถึง 20 กม./ลิตร ปัจจุบันมีราคาอยู่ในตลาดรถมือสองประมาณ 140,000 – 340,000 บาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ

Nissan-Almera-2011

4. Nissan Almera

Nissan Almera (นิสสัน อัลเมร่า) เป็นรถ Eco-Car ขนาด 4 ประตู รุ่นแรกที่ผลิตออกมาในตลาดประเทศไทย เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2554 พร้อมทั้งมีรุ่นพิเศษออกมาหลายครั้ง รวมไปถึงการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ และเวอร์ชั่นใส่ชุดแต่ง NISMO ด้วย มีความโดดเด่นด้วยขนาดห้องโดยสารที่กว้างขวางกว่ารถรุ่นเดียวกันมาก

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร HR12DE ขนาด 3 สูบ 12 วาล์ว CVTC 79 แรงม้า ประหยัดน้ำมันได้มากถึง 20 กม./ลิตร ปัจจุบันมีราคาอยู่ในตลาดรถมือสองประมาณ 160,000 – 400,000 บาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ

Suzuki-Swift-2012

5. Suzuki Swift

Suzuki Swift (ซูซูกิ สวิฟท์) สำหรับโฉมนี้ เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2555 เป็นรุ่นที่ประกอบในบ้านเรา ด้วยรูปแบบ Eco-Car ที่ขายดีของซูซูกิ นำเสนอด้วยรูปทรงน่ารักเหมือนรถ Hatchback จากฝั่งยุโรป ออพชั่นแพรวพราว แต่งสวย ประหยัดน้ำมันได้มากถึง 20 กม./ลิตร และมีรุ่นพิเศษออกมากระตุ้นตลาดอยู่เรื่อยๆ

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร รหัส K12B ขนาด 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT 91 แรงม้า ปัจจุบันมีราคาอยู่ในตลาดรถมือสองประมาณ 220,000 – 380,000 บาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ

Suzuki-Ciaz-2015

6. Suzuki Ciaz

Suzuki Ciaz (ซูซูกิ เซียส) (ชื่อรุ่น มาจากคำว่า “City A-Z”) เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2558 เป็นรถซีดาน 4 ประตู ที่มีอะไรร่วมกันกับ Swift หลายๆ อย่าง แต่งสวย สปอร์ต ภายในมีพื้นที่กว้างขวาง ประหยัดน้ำมันมากถึง 20 กม./ลิตร และตอนนี้ก็ยังมีรถป้ายแดงขายอยู่

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร รหัส K12B ขนาด 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT 91 แรงม้า ปัจจุบันมีราคาอยู่ในตลาดรถมือสองประมาณ 225,000 – 380,000 บาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ

Mitsubishi-Mirage-2012

7. Mitsubishi Mirage

Mitsubishi Mirage (มิตซูบิชิ มิราจ) ชื่อที่คนรุ่นก่อนคุ้นเคยตั้งแต่ 30 กว่าปีที่แล้ว ในรูปแบบของรถ 4 ประตู และ 5 ประตู ก่อนจะกลับมาเป็นรถ Eco-Car ขายในตลาดบ้านเราอีกครั้ง เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2555 ชูรูปทรงขนาดเล็กน่ารัก แล้วก็ยังมีในรูปแบบรถป้ายแดงให้เลือกเช่นกัน

มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.2 ลิตร MIVEC 78 แรงม้า ประหยัดน้ำมันได้ถึง 20 กม./ลิตร ปัจจุบันมีราคาอยู่ในตลาดรถมือสองประมาณ 160,000 – 370,000 บาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ

Mitsubishi-Attrage-2013

8. Mitsubishi Attrage

Mitsubishi Attrage (มิตซูบิชิ แอททราจ) สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดตัวที่แรกในโลกในไทย อีกหนึ่งในรถ Eco­-Car แบบ 4 ประตู แบรนด์ที่สอง ที่ออกแนะนำสู่ท้องตลาดในวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ชูจุดเด่นด้วยการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับรถ อีโคคาร์ ซีดาน จากเทคโนโลยีการออกแบบชั้นสูง และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่มีให้ครบครัน แล้วก็ยังมีในรูปแบบรถป้ายแดงให้เลือกเช่นกัน

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 3 สูบ 12 วาล์ว MIVEC 78 แรงม้า รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 และประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 22 กม./ลิตร ปัจจุบันมีราคาอยู่ในตลาดรถมือสองประมาณ 215,000 – 400,000 บาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ

หวังว่ารถที่เรานำมาเสนอนี้ น่าจะถูกใจคุณผู้อ่านนะครับ …

สำหรับใครมีแพลนอยากขายรถคันเดิม สามารถขายรถกับทาง CARRO ได้ง่ายๆ เพียงแค่ลงประกาศขายรถฟรี เราพร้อมรับซื้อรถมือสอง โดยให้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน