Toyota-Pickup-And-Van-Nickname

ตลาดรถยนต์มือสองโดยทั่วไปนั้น มักจะมีรถหลากหลายรุ่นที่วนเวียนมาขายกันอยู่มากมาย มีบรรดาคนในวงการเต็นท์รถมือสองตั้งแต่ยุคในอดีต จะให้เรียกชื่อรุ่นรถยาวๆ บางทีก็จำไม่ได้ จึงตั้ง “ฉายา” หรือ “ชื่อเล่น” สั้นๆ เฉพาะรถรุ่นนั้นๆ ขึ้นมา จนกระจายออกไปกลายเป็นชื่อที่ฮิตติดปาก โดยส่วนใหญ่มักจะตั้งฉายารถ จากส่วนต่างๆ ของรถว่าคล้ายกับสิ่งใด ที่บางทีได้ยินแล้วก็ต้องอุทานว่า … “คิดไปได้นะ!”

MR.CARRO ขอนำเสนอฉายารถสุดแปลกแหวกแนว สำหรับตอนที่ 2 นี้ ขอเสนอฉายาของรถกระบะ และรถตู้ จากรถ Toyota รุ่นต่างๆ ที่มีได้ยินคุ้นหูกันมาตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน ให้ทุกท่านได้รับชมต่อครับ

Toyota-Hilux-RN20

คำว่า “Hi-Lux” มาจากคำเต็มๆ ว่า “Highly Luxurious”

1. Toyota Hilux (RN20/RN25) “หางหงส์”

สำหรับ Toyota Hilux (โตโยต้า ไฮลักซ์) เจเนอเรชั่นที่ 2 นี้ เปิดตัวจำหน่ายในไทยเมื่อปี 2515 โดยเริ่มแรกเป็นรุ่นไฟกลม 4 ดวง ชุดกระจังหน้าและไฟหน้าจะดูหนาหน่อย ตรา Toyota ติดบนฝากระโปรงหน้า เมื่อปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ กระจังหน้าจะเป็นแบบยาว ตรา Toyota ติดด้านหน้ากระจังหน้า มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น (RN20) และแบบช่วงยาว (RN25) มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12R มีให้เลือกทั้งเกียร์มือ (เกียร์คอพวงมาลัย) และเกียร์กระปุก

Toyota-Hilux-RN20

สติ๊กเกอร์ข้างกระบะท้าย ที่มาของคำว่า “หางหงส์”

CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน

ฉายา “หางหงส์” หลายคนงงสุดๆ มาได้มาจากไหน? … ที่มาของฉายานี้คือ สติ๊กเกอร์ที่ติดด้านข้างกระบะท้ายแบบในรูป ที่สะบัดพลิ้วเหมือนหางหงส์ครับ

Toyota-Hilux-Superstar

Toyota Hi-Lux Superstar ไฟกลม

2. Toyota Hilux (RN30/RN40/LN40) “Super Star”, “ม้ากระโดด” และ “กรุง ศรีวิไล”

Toyota-Hilux-4WD

Toyota Hilux 4WD รุ่นแรกที่ขายในไทย

Toyota-Hilux-Superstar-5

สติ๊กเกอร์ข้างกระบะท้าย ที่มาของคำว่า “ม้ากระโดด”

สำหรับ Toyota Hilux (โตโยต้า ไฮลักซ์) เจเนอเรชั่นที่ 3 นี้ เริ่มมีรูปร่างที่ดูเหมือนรถเก๋งมากขึ้นทั้งภายนอกและภายใน สำหรับตลาดประเทศไทย (แต่ชื่อรุ่น ยังเขียนว่า “Hi-Lux” โดยมีขีดตรงกลางอยู่) เปิดตัวจำหน่ายเมื่อมิถุนายน 2522 โดยเริ่มแรกเป็นรุ่นไฟกลม 4 ดวง เมื่อไมเนอร์เชนจ์จึงเป็นไฟเหลี่ยมเล็ก มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12R ต่อมาจึงเพิ่มเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.2 ลิตร รหัส L ทั้งรุ่นช่วงสั้น, ช่วงยาว และ “SR5” ให้เลือก ในราคาป้ายแดงเพียงแสนกว่าบาท

นอกจากนั้นยังมีรุ่น 4WD ซึ่งถือได้ว่าเป็นรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อที่ถูกนำเข้ามาขายอย่างเป็นทางการรุ่นแรก โดยเป็นการสั่งเข้ามาใช้กับหน่วยงานราชการ ได้แก่ กรมป่าไม้ และกรมแผนที่ทหาร เป็นต้น

ฉายา “ม้ากระโดด” นั้นได้มาจากสติ๊กเกอร์ด้านข้างกระบะของรถรุ่นนี้ ส่วนฉายา “Super Star” ใช้ในรุ่นไฟกลม และฉายา “Super Star Dynamic 5” มาจากเครื่องยนต์ดีเซล เกียร์ธรรมดา 5 สปีด ส่วน “กรุง ศรีวิไล” ได้มาจาก กรุง ศรีวิไล ช่วงกำลังโด่งกับภาพยนตร์ “ซุปเปอร์ลูกทุ่ง” มาเป็นพรีเซนเตอร์ของรถรุ่นนี้ (โฉมตัวไฟเหลี่ยม) ครับ

Toyota-Hilux-Hero

3. Toyota Hilux (YN50/YN55/YN57/LN51/LN56) “Hercules” และ “Hero”

Toyota Hilux เจเนอเรชั่นที่ 4 เปิดตัวไปในเดือน … ปี 2527 มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น และช่วงยาว ระบบเบรกด้านหน้าใช้แบบแบบดิสก์เบรก ปรับปรุงช่วงล่างใหม่ “Berlin Eye” มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 1Y ต่อมาจึงเพิ่มเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.45 ลิตร รหัส 2L มาให้เลือก

ที่มาของชื่อ โตโยต้า ได้เพิ่มชื่อต่อท้ายรุ่นเป็น “ฮีโร่” (Hero) พร้อมจ้าง “ไทด์-เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์” มาเป็นพรีเซนเตอร์ ควบคู่ไปกับสโลแกน “แกร่งกล้า สง่างาม Hilux Hercules Hero” และ “ทิ้งห่างอย่างเหนือชั้น”

Toyota-Hilux-Hero

ในโฉมไมเนอร์เชนจ์ เปิดตัวไปในเดือน … ปี 2530 มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น และช่วงยาว เช่นเคย พร้อมเครื่องยนต์เบนซินแบบใหม่ ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2Y และ 2.0 ลิตร รหัส 3Y และเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.45 ลิตร รหัส 2L-II มาให้เลือก

Toyota-Hilux-Hero-DoubleCab

Toyota-Hilux-StationWagon

รุ่น Station Wagon ที่ออกแบบและผลิต (ครึ่งคันหลัง) โดย ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์

และเริ่มมีรุ่นดับเบิ้ลแค็บ 4 ประตู ที่ทำออกมาโดยผู้แทนจำหน่าย เป็นแบบรถกระบะดัดแปลงที่กำลังฮิตในยุคนั้น และแบบสเตชั่นแวกอน ที่ผลิตออกมาโดย ไทยรุ่งยูเนี่ยนคาร์

Toyota-Hilux-Hero-XtraCab

พิเศษ! ในเดือนมกราคม 2532 โตโยต้า เพิ่มรุ่นแค็บต่อท้าย “X-Tra Cab” (LN56) สำหรับ Hilux เป็นครั้งแรก (หลังจากที่เห็น อีซูซุ ออก Faster Z Spacecab มานานแล้ว) โดยหลังคารถ จะมีความสูงมากกว่าหลังคาเดิมเล็กน้อย (เหมือนแบบ Hi-Roof ในเวอร์ชั่นต่างประเทศ) และมีพื้นที่กว้างขึ้น โดยมีให้เลือกเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.45 ลิตร รหัส 2L-II เท่านั้น

Toyota-Hilux-Mighty-X

Hilux Mighty-X โฉมแรก กระจังหน้า “Toyota” ด้านข้างตัวรถ มีติดคำว่า “89HP”

4. Toyota Hilux (YN80/YN85/YN91/LN90/LN91/LN95/YN106/LN106/LN111) “Mighty-X”

ถือเป็น Toyota Hilux รุ่นที่เริ่มปรับปรุงรูปลักษณ์ให้เหมือนรถเก๋งมากขึ้น ทั้งภายนอกและภายใน เป็นรถกระบะที่ขายดีมากๆ อีกหนึ่งรุ่น แถมยังมีการปรับโฉมหลายครั้ง รุ่นย่อยเยอะจนจำไม่ไหว แถมยังเซ็นสัญญาให้ Volkswagen นำไปใช้ชื่อ “Volkswagen Taro” จำหน่ายขายกันอีก

โฉมต่อมา กระจังหน้าใช้โลโก้ “3 ห่วง”

เปิดตัวในไทยในเดือนมกราคม 2533 มาพร้อมแบบมาตรฐาน ช่วงสั้น และช่วงยาว, รุ่น X-Tra Cab ที่ผลิตขายออกมาแบบจริงจังละ และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2Y, 2.0 ลิตร รหัส 3Y และ 2.2 ลิตร (ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ) และเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร รหัส 2L-II กับขนาด 2.8 ลิตร รหัส 3L (ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ)

โฉมต่อมา กระจังหน้ารูปตัว “T” กับโลโก้ “3 ห่วง” ด้านข้างตัวรถ มีติดคำว่า “Power Steering” (พวงมาลัยเพาเวอร์)

Toyota-Hilux-Mighty-X-Luxury

Hilux Mighty-X รุ่น Luxury

เริ่มปรับโฉมเล็กๆ ครั้งแรก ในเดือนตุลาคม 2534 ด้วยการเปลี่ยนกระจังหน้าที่มีคำว่า “Toyota” มาเป็นโลโก้ “สามห่วง” ที่โตโยต้าเริ่มนำมาใช้กับรถรุ่นต่างๆ ตั้งแต่ในปี 2532

Toyota-Hilux-Mighty-X-4X4

สำหรับรุ่น 4X4 ที่นำเข้าจากออสเตรเลีย มีในรูปแบบตัวถังมาตรฐาน และ X-Tra Cab (มีหูช้างที่กระจกมองข้าง)  ใช้ช่วงล่างแบบ หน้าทอร์ชั่นบาร์ หลังแบบแหนบ พร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.8 ลิตร รหัส 3L ในส่วนของรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน ถูกถอดออกจากสายพานการผลิตนับแต่ในช่วงนี้

Toyota-Hilux-Mighty-X

Toyota-Hilux-Mighty-X-StationWagon

หลังจากที่โตโยต้าเปิดโรงงาน TAW (Toyota Auto Works) ในเดือนมิถุนายน 2535 Toyota จึงได้นำ Mighty-X มาประกอบขายในรูปแบบของกระบะ 4 ประตู และแบบสเตชั่นแวกอน ซึ่งก็ได้รับความนิยมพอสมควร

Toyota-Hilux-Mighty-X

ต่อมาในปี 2539 ก็ปรับโฉมใหญ่อีกครั้ง ด้วยไฟหน้าเต็มเหมือนรุ่น 4×4 (แบบเดียวกับตัว 4Runner ที่โตโยต้านำเข้ามาจำหน่าย) ที่มีไฟเลี้ยวทรงเฉียงขึ้นพร้อมด้วย โป่งล้อหน้า แล้วเพิ่มเกียร์อัตโนมัติ ที่ควบคู่มากับเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร รหัส 2L-II

Toyota-Hilux-Mighty-X-Plus

โดยในช่วงปลายปีเดียวกัน ยังมี “Mighty X-Plus” เพิ่มมาอีก ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.8 ลิตร รหัส 3L ซึ่งจุดเด่นของรุ่นนี้ คือ “ไฟเบรกดวงที่ 3 บนหลังคา” ในรุ่นย่อย SGL และมีรุ่นพิเศษออกมาอีกหลายครั้ง (มีอยู่รุ่นนึง ให้ Sunroof มาด้วย) ก่อนจะยุติสายการผลิตไปในปี 2541 เพื่อให้ “Hilux Tiger” มาแทน

ในส่วนของ Toyota Hilux “Tiger” และ “Vigo” คิดว่าท่านผู้อ่านหลายๆ คน น่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว จึงขอยกยอดไปไม่กล่าวถึงในตอนนี้นะครับ

Toyota LiteAce “ตู้เล็ก”

Toyota LiteAce (โตโยต้า ไลท์เอซ) ถือเป็นรถตู้ขนาดเล็กของ Toyota ที่ถือว่ายอดนิยมพอสมควรในอดีต แต่ในปัจจุบันก็ถูกลืมไปเยอะแล้ว รวมไปถึงตัวรถที่หายากขึ้นด้วย ในอดีตรถตู้รุ่นนี้ มีทั้งแบบนำเข้ามาจากญี่ปุ่น และประกอบในประเทศไทย เอาล่ะ ไปอ่านกันเลยดีกว่า

สำหรับฉายา “ตู้เล็ก” นั้น อาจจะไม่ใช่ฉายาที่เป็นทางการนัก แต่ถ้าคนเล่นรถตู้พูดถึง “ตู้เล็ก” ทีไร ก็มักจะนึกถึง “Toyota Liteace” มาเป็นอันดับแรก (ส่วน “Nissan Vanette” มาเป็นอันดับสอง) แม้ว่าในญี่ปุ่น Liteace จะมีเวอร์ชั่นแบบกระบะบรรทุกด้วยก็ตาม แต่ในบ้านเรา มีเฉพาะรถเก่า กับรถจดประกอบ เอาเข้ามาใช้งานเท่านั้น

Toyota-Liteace

1. Toyota LiteAce KM10/KM11

Toyota-Liteace

รุ่นนี้ถือว่าหายากในบ้านเราแล้ว และรายละเอียดที่ขายในบ้านเรา ก็มีไม่มากนัก ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.2 ลิตร รหัส 3K และขนาด 1.3 ลิตร รหัส 4K เกียร์คอพวงมาลัย 4 สปีด

Toyota-Liteace

2. Toyota LiteAce KM20/CM20

ถือเป็น Liteace ที่เริ่มได้รับความนิยมในบ้านเรามากขึ้น และรายละเอียดที่ขายในบ้านเรา ก็มีไม่มากนัก ในเวอร์ชั่นไทย ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.3 ลิตร รหัส 4K และเริ่มนำเสนอเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1C

Toyota-Liteace-4

3. Toyota Liteace KM36/CM36

ถือเป็น Liteace ที่ได้รับความนิยมในบ้านเราสุดขีด เป็นที่นิยมมากในหลายหน่วยงาน แต่ที่เห็นเด่นสุดคือเป็นรถตู้ของ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) ที่ใช้เป็นรถตู้ปฏิบัติงาน ในเวอร์ชั่นไทย ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5K และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร รหัส 2C

Toyota-Liteace

4. Toyota Liteace KR27/CR27

เข้าสู่ยุคขาลงของ Liteace และเป็นรถตู้เล็กรุ่นสุดท้าย ที่โตโยต้านำเข้ามาขายในไทย ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร รหัส 5K และเครื่องยนต์ดีเซล 2.0 ลิตร รหัส 2C

Toyota-Hiace-หัวแตงโม

5. Toyota Hi-Ace (H20/H40) “หัวแตงโม”

Toyota Hi-Ace (โตโยต้า ไฮ-เอซ) เจเนอเรชั่นที่ 2 ออกแบบให้มีความลู่ลมมากขึ้น มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น และช่วงยาว เวอร์ชั่นไทย มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ทั้งแบบเบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12R และเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร รหัส L

ที่มาของฉายา “หัวแตงโม” น่าจะมาจากด้านหน้าที่ดูเรียบๆ และมีเส้นสายตัวรถที่อยู่กึ่งกลางระหว่างไฟหน้าสองด้านครับ

Toyota-Hiace-ตาหวาน

Hiace “ตาหวาน” โฉมแรก ไฟกลม

6. Toyota Hiace (H50/H60) “ตาหวาน”

Toyota Hiace เจเนอเรชั่นที่ 3 รุ่นนี้ มีตัวถังใหญ่ขึ้น เวอร์ชั่นไทย เปิดตัวในเดือนมีนาคม 2526 มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น และช่วงยาว รวมถึงรุ่นหลังคาสูง (Commuter) ที่เริ่มแนะนำในรุ่นนี้เป็นครั้งแรก

Toyota-Hiace-ตาหวาน

ไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรก “ไฟเหลี่ยม”

Toyota-Hiace-ตาหวาน

ไมเนอร์เชนจ์ครั้งที่ 2 “ไฟหน้าเหลี่ยมใหญ่” พร้อมสัญลักษณ์ “H” แบบเดียวกับใน Hiace Wagon เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

สำหรับหน้าตาในโฉมแรกจะเป็นแบบไฟกลม ส่วนเวอร์ชั่นไมเนอร์เชนจ์ จะเป็นไฟเหลี่ยม (ที่มีทั้งไฟเหลี่ยมธรรมดา และไฟเหลี่ยมแบบเต็ม) มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ทั้งแบบเบนซิน และเครื่องยนต์ดีเซล

Toyota-Hiace-หัวจรวด

7. Toyota Hiace (LH100/RZH102/RZH112/LH112/RZH113) “หัวจรวด”

Toyota Hiace เจเนอเรชั่นที่ 4 มีรหัสตัวถัง H100 เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนตุลาคม 2532 และเป็นรถตู้โฉมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของ Hiace ด้วยระยะเวลาการขายที่มากถึง 15 ปี (2532-2547) โดยใช้เป็นทั้งรถตู้ขนของ รถตู้ของรถโรงเรียน รถตู้บริษัทนำเที่ยว และรถตู้รับ-ส่ง ผู้โดยสาร เป็นต้น

Toyota-Hiace-หัวจรวด

Toyota-Commuter

ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งแรก พร้อมรุ่น Commuter ช่วงยาว หลังคาสูง นำเข้าจากญี่ปุ่น

มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์หลักๆ ถึง 3 ครั้ง (สำหรับรุ่นหลังคาสูง Commuter ตามมาในช่วงประมาณปี 2535)

Toyota-Hiace-หัวจรวด

ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ครั้งที่สอง หน้าตาแบบนี้

Toyota-Hiace-หัวจรวด

หากเป็นรุ่นตู้ทึบ หรือรุ่นถูกสุด หน้าตาจะไฟเหลี่ยมดวงเล็กแบบนี้ เหมือนกันทุกโฉม

สำหรับรุ่นที่ขายในบ้านเรา ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร รหัส 2L และในส่วนของรุ่น Commuter ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร รหัส 3L ภายหลังจึงเพิ่มรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร รหัส 5L เข้ามา

อีกทั้งยังมีเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร รหัส 1RZ ให้เลือก

Toyota-Super-Wagon

Toyota Super Custom โฉมแรก มีเฉพาะแบบช่วงสั้นและช่วงยาว หลังคาเตี้ย

อีกทั้งยังขยายความต้องการของผู้บริโภค ที่ต้องการรถตู้สำหรับครอบครัว หรือเน้นความหรูหราขึ้น ประมาณปี 2540 โตโยต้า จึงออก “Super Custom” (ซูเปอร์ แวกอน) (RZH135) แบบช่วงยาว โดยชุดเบาะด้านหลัง สามารถปรับหันหน้าเข้ากันได้ ออกมาจำหน่าย

Toyota-Super-Wagon

Toyota Grand Wagon ใส่สเกิร์ตรอบคัน สปอยเลอร์หลัง และล้อแม็ก 15 นิ้ว มาให้จากโรงงาน

และแบบ “Super Wagon” (ซูเปอร์ แวกอน) กับ “Grand Wagon” (แกรนด์ แวกอน) เป็นแบบหรูหราเหมือน “Hiace Wagon” ทีจำหน่ายในญี่ปุ่นในตอนนั้น ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.5 ลิตร รหัส 2RZ-E (ซึ่งตอนหลังพัฒนากลายมาเป็นรุ่น Ventury ที่ขายในปัจจุบันนั่นเอง)

ส่วนใครที่อยากขายรถตู้ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถตู้อยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดย CARRO Blog)

ร้อนเงิน! อยากขายรถ จบด่วน! CARRO ช่วยคุณได้ รับซื้อทุกรุ่นทุกยี่ห้อ