All-New-Mazda-BT-50-2021

หลายคนที่กำลังรอคอยคู่แฝดของ Isuzu D-Max (อีซูซุ ดีแมคซ์) มานาน วันนี้มาถึงแล้ว! กับ All-New Mazda BT-50 (มาสด้า บีที-50) เจเนอเรชั่นใหม่ ผนวกคุณสมบัติของรถปิกอัพที่ดีที่สุดในโลกรวมเป็นหนึ่งเดียว ประกอบด้วย ดีไซน์ที่ถูกออกแบบอย่างสง่างามที่สุดในโลก คัดสรรด้วยวัสดุคุณภาพระดับพรีเมียม ประหยัดน้ำมันมากที่สุด มีความทนทานสูงสุด รวมทั้งค่าดูแลรักษาต่ำสุด วางราคาจำหน่ายเริ่มต้นเพียง 5.5 แสนบาท

ด้วยแนวคิด “พร้อม…กับทุกด้านของชีวิต” เติมเต็มทุกมิติของชีวิตดุจ Life-Partner สัมผัสแห่งดีไซน์อันสง่างามจาก “โคโดะ ดีไซน์” เน้นความเรียบง่าย แต่งดงาม ตามคอนเซ็ปต์ “Less is More” ผสานรูปลักษณ์อันทรงพลังสไตล์ปิกอัพ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยล้ำสมัย มอบความสะดวกสบายเสมือนรถเอสยูวี คุ้มค่าด้วยอัตราประหยัดน้ำมันมากที่สุดในคลาสกับตัวเลข 16.1 กม./ลิตร!

รับข้อเสนอพิเศษเฉพาะช่วงเปิดตัว กับดอกเบี้ยต่ำสุด 1.99%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร3 พร้อมเปิดรับจองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ พร้อมส่งมอบรถใหม่ให้กับลูกค้าทันที!

All-New-Mazda-BT-50-2021

แม้ว่าปี 2563 ที่ผ่านมา ทุกภาคส่วนต่างเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 จนส่งผลให้ยอดขายรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลงกว่า 20% แต่เมื่อเจาะลึกข้อมูลรายละเอียดของยอดขายรถยนต์ในแต่ละประเภท พบว่าสัดส่วนการขายรถปิกอัพในปี 2563 อยู่ที่ 45% เติบโตขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ที่ 43%

ดังนั้นการเปิดตัว All-New Mazda BT-50 จึงเป็นตัวแปรที่จะเข้ามาเปลี่ยนทุกมุมมองเกี่ยวกับรถปิกอัพโดยสิ้นเชิง Revolutionary Change

หากย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปี ที่ผ่านมา Mazda ได้สร้างโรงงานเพื่อขึ้นไลน์ผลิตปิกอัพในประเทศไทย ณ โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ จังหวัดระยอง โดยผลิต Mazda Fighter (มาสด้า ไฟเตอร์) ซึ่งเป็นกระบะฝีมือคนไทยรุ่นแรก ที่เริ่มผลิตและจำหน่ายในปี 2541 มียอดขายเฉพาะในไทยกว่า 50,000 คัน

ต่อด้วยรุ่นที่สอง Mazda BT-50 (มาสด้า บีที-50) มียอดขายสะสมกว่า 52,000 คัน และ Mazda BT-50 PRO (มาสด้า บีที-50 โปร) มียอดขายสะสม 120,000 คัน ส่งผลให้มีรถปิกอัพพันธุ์แกร่งของมาสด้าอยู่ในการครอบครองของแฟนมาสด้ากว่า 222,000 คัน

All-New-Mazda-BT50

สำหรับ All-New Mazda BT-50 ถูกวางให้เป็นรถรุ่นใหม่ที่เปิดตัวเป็นรุ่นแรกในปี 2564 โดยใส่ความโดดเด่นของ “โคโดะ ดีไซน์” (KODO Design) ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ มุ่งเน้นให้เกิดความเรียบง่าย แต่งดงาม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Less is More” เฉกเช่นเดียวกับรถยนต์นั่งและรถเอสยูวีตระกูล CX Series เจเนอเรชั่นใหม่ของมาสด้า

การออกแบบที่สง่างามสไตล์ปิกอัพยุคใหม่ การเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัย ให้ความสะดวกสบายที่เทียบเท่ากับรถเอสยูวี อีกทั้งยังเป็นปิกอัพที่มีความอเนกประสงค์ ตอบโจทย์การใช้งานได้ทุกโอกาส หรือ “Built for Dress and Jeans”

All-New-Mazda-BT-50-2021

ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าที่ออกแบบด้วย Signature Wing ขนาดใหญ่ รูปทรงด้านหน้าที่สง่างามในสไตล์รถเอสยูวี ดีไซน์ไฟหน้าและไฟท้ายทรงสปอร์ต โฉบเฉี่ยว

โครงสร้างตัวถังที่ผลิตขึ้นจากเหล็กกล้าที่ทนต่อแรงดึงสูง (High Tensile Steel) แข็งแกร่งกว่าเหล็กธรรมดา เพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ด้วยระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น กับคอยล์สปริงที่ช่วยเพิ่มความนุ่มสบาย พร้อมเหล็กกันโคลงหน้าช่วยเพิ่มเสถียรภาพการทรงตัว ชุดแหนบด้านหลังที่เพิ่มความสามารถในการบรรทุก

All-New-Mazda-BT-50-2021

All-New-Mazda-BT-50-2021

ภายนอก-ภายในของรุ่น Standard Cab

ภายในห้องโดยสารที่เน้นความประณีตใส่ใจในทุกรายละเอียด และการคัดสรรเลือกใช้เฉพาะวัสดุคุณภาพสูงเท่านั้น ผสมผสานกับโทนสีภายในรวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ อย่างลงตัว คอนโซลหน้าถูกตกแต่งด้วยวัสดุสีเงิน เสาภายในและเพดานเลือกใช้โทนสีดำตัดกับหนังสีน้ำตาลเข้มของเบาะนั่งที่ออกแบบให้นั่งสบายในทุกตำแหน่ง และแผงประตูที่เพิ่มความหรูหราด้วยการตกแต่งสไตล์เดียวกับรถเอสยูวี

การจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์โดยให้ผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางตามหลักการ Human Machine Interface ทุกฟังก์ชันจึงง่ายต่อการใช้งาน การรับรู้ข้อมูลการขับขี่รวมถึงสายเรียกเข้าหรือชื่อเพลงบนหน้าจอแบบสี MID (Multi-Information Display) ขนาด 4.2 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลได้หลายรูปแบบ อ่านง่าย มองเห็นชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีหน้าจอแบบ TFT (Thin-film Transistor Technology)

All-New-Mazda-BT-50-2021

All-New-Mazda-BT-50-2021

ภายนอก-ภายในของรุ่น Freestyle Cab

ผู้ขับขี่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้นด้วยพวงมาลัยปรับได้มากถึง 4 ทิศทาง มาพร้อมกับเบาะไฟฟ้าปรับได้ 8 ทิศทางและระบบดันหลัง ควบคุมอุณหภูมิภายในห้องโดยสารได้ดียิ่งขึ้นด้วยระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone ที่สามารถแยกปรับด้านซ้ายและขวาได้อย่างอิสระพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง

ยกระดับความสุนทรีย์ด้วยห้องโดยสารที่เงียบยิ่งขึ้น และลำโพงที่มากถึง 8 ตำแหน่ง นับรวมถึงลำโพงที่ติดตั้งบนหลังคา ผู้โดยสารสะดวกสบายตลอดการเดินทางด้วยที่พักแขนพร้อมที่วางแก้ว 2 ตำแหน่ง และช่องเสียบ USB มีช่องเก็บของภายในห้องโดยสารสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกตำแหน่ง

All-New-Mazda-BT-50-2021

All-New-Mazda-BT-50-2021

ภายนอก-ภายในของรุ่น Double Cab

All-New Mazda BT-50 มาพร้อมกุญแจรีโมทอัจฉริยะ สามารถสตาร์ทเครื่องยนต์ได้ด้วยรีโมท เปิดระบบปรับอากาศก่อนขึ้นรถ และมีระบบไฟในห้องโดยสารส่องสว่างอัตโนมัติในทันทีเมื่อจับสัญญาณจากกุญแจรีโมท

อีกทั้งตอบโจทย์รูปแบบการเชื่อมต่อการสื่อสารในยุคปัจจุบันได้มากยิ่งขึ้น ด้วยระบบ Infotainment ที่มาพร้อมหน้าจอแบบสัมผัสความละเอียดสูงขนาด 9 นิ้ว ที่สามารถตั้งค่า Home Screen ได้หลายรูปแบบ รองรับการเชื่อมต่อได้ทั้ง Apple CarPlay® แบบไร้สาย และ Android Auto™* ซึ่งสามารถใช้งาน Miracast แบบไร้สายผ่าน Wifi และรองรับการเชื่อมต่อแบบ MirrorLink อีกทั้งยังมีระบบนำทางที่ติดตั้งมาให้พร้อมใช้งานโดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต

*เชื่อมต่อในทันทีสำหรับ Android เวอร์ชั่น 10

All-New-Mazda-BT-50-2021

All-New Mazda BT-50 มีให้เลือก 2 เครื่องยนต์

  • เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 1.9 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบควบคุมการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงที่ทำงานได้อย่างแม่นยำ ให้แรงบิดสูงตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ต่ำ ประหยัดน้ำมันที่ดีที่สุดในคลาสกับตัวเลข 16.1 กม./ลิตร* จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถูกวางอยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ ซึ่งเครื่องยนต์ทั้ง 2 ขนาด รองรับน้ำมันได้ถึง B20
  • เครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 450 นิวตัน-เมตร มาพร้อมระบบหัวฉีดน้ำมันแรงดันสูง 250 MPa ให้ละอองน้ำมันละเอียด และการเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ถูกวางอยู่ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่สามารถปรับเปลี่ยนจากการขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ เป็นระบบขับเคลื่อนแบบ 4 ล้อ

*ผลการทดสอบตามมาตรฐานยุโรป UN R101 Combine Mode

ระบบส่งกำลังของ All-New Mazda BT-50 มีให้ 2 ทางเลือก กับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้อัตราเร่งที่ต่อเนื่อง จังหวะการเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวล และสามารถเลือกเปลี่ยนเป็นโหมดแมนนวลได้เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ขับสนุก และตอบสนองได้รวดเร็วยิ่งขึ้น อีก 1 ทางเลือกกับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ที่ออกตัวได้แรง ให้กำลังฉุดลากสูงในทุกช่วงความเร็ว เข้าเกียร์ง่ายและแม่นยำยิ่งขึ้น ผสานการทำงานกับระบบขับเคลื่อนที่มี 2 ทางเลือก ทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และระบบขับเคลื่อน 2 ล้อแบบยกสูง ซึ่งเป็นรุ่น Hi-Racer ตอบโจทย์การขับขี่ได้ทั้งในเมืองและนอกเมือง อีกหนึ่งทางเลือกกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ รองรับการขับขี่ใบรูปแบบออฟโรดด้วยระบบ Electronic Diff-lock ที่เฟืองท้าย อีกทั้งรุ่น Hi-Racer และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ สามารถลุยน้ำได้สูงถึง 800 มิลลิเมตร

All-New-Mazda-BT-50-2021

เพื่อให้ All-New Mazda BT-50 ตอบสนองการใช้งานในทุกรูปแบบ จึงมีให้เลือก 3 รูปแบบตัวถัง ได้แก่ รุ่น Standard Cab (STD) หรือกระบะตอนเดียว รุ่น Freestyle Cab (FSC) หรือกระบะตอนครึ่งรุ่นแค็ปเปิดได้ และรุ่น Double Cab (DBL) หรือรุ่น 4 ประตู ที่ตอบสนองกับไลฟ์สไตล์ได้หลากหลาย

ซึ่งได้ติดตั้งระบบเบรก ABS ระบบกระจายแรงเบรก EBD และระบบช่วยเบรก BA รวมถึงถุงลมนิรภัยคู่หน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย

อีกทั้งในรุ่น Hi-Racer และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ มาพร้อมระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัวของรถ DSC ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล TCS ระบบสัญญาณไฟฉุกเฉินเตือนอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน ESS ระบบช่วยการออกตัวของรถขณะอยู่บนทางลาดชัน HLA ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC และติดตั้งถุงลมนิรภัยสูงสุดถึง 6 ตำแหน่ง เพิ่มความมั่นใจในการเข้าจอด ด้วยระบบเซ็นเซอร์กะระยะด้านหน้าและด้านหลัง รวมสูงสุด 8 ตำแหน่ง พร้อมกล้องมองหลัง

สำหรับรุ่น DBL Hi-Racer และรุ่น DBL ขับเคลื่อน 4 ล้อ ใส่เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงของมาสด้า กับ ระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (ABSM) และระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)

สีภายนอกมีให้เลือกถึง 6 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน กันบลู (Gunblue) สีเทา คอนกรีต เกรย์ (Concrete Gray) สีแดง เรด โวคาโน (Red Volcano) สีดำ ทรู แบล็ก (True Black) สีขาว ไอซ์ ไวท์ (Ice White) และสีเงิน อิงกอท ซิลเวอร์ (Ingot Silver)

เพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์มาสด้า พบกับข้อเสนอสุดพิเศษช่วงเปิดตัวแนะนำกับดอกเบี้ยต่ำสุด 1.99%1 ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mazda Premium Insurance 1 ปี2 ฟรีค่าแรงเช็กระยะ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร3 All-New Mazda BT-50 พร้อมให้ทุกท่านได้ทดลองขับขี่และเปิดรับจองแล้ววันนี้ที่โชว์รูมมาสด้าทั่วประเทศ

All-New-Mazda-BT-50-2021

ราคาจำหน่าย All-New Mazda BT-50 ทั้ง 14 รุ่น / All-New Mazda BT-50 Price, Shown in Thai Baht.

  • Standard Cab 1.9 E ราคา 553,000 บาท
  • Freestyle Cab 1.9 C ราคา 679,000 บาท
  • Freestyle Cab 1.9 C Hi-Racer ราคา 714,000 บาท
  • Freestyle Cab 1.9 C Hi-Racer 6AT ราคา 768,000 บาท
  • Freestyle Cab 1.9 S Hi-Racer ราคา 787,000 บาท
  • Freestyle Cab 1.9 S Hi-Racer 6AT ราคา 812,000 บาท
  • Double Cab 1.9 C ราคา 771,000 บาท
  • Double Cab 1.9 S ราคา 847,000 บาท
  • Double Cab 1.9 S Hi-racer ราคา 891,000 บาท
  • Double Cab 1.9 S Hi-Racer 6AT ราคา 936,000 บาท
  • Double Cab 1.9 SP Hi-Racer ราคา 1,012,000 บาท
  • Double Cab 1.9 SP Hi-Racer 6AT  ราคา 1,070,000 บาท
  • Double Cab 4×4 3.0 SP ราคา 1,118,000 บาท
  • Double Cab 4×4 3.0 SP ราคา 1,153,000 บาท

หมายเหตุ :

1ดาวน์ 25%, ผ่อนนาน 48 เดือน

2บริษัทประกันภัยที่ร่วมโครงการ ได้แก่ (1) บมจ. วิริยะประกันภัย (2) บมจ. ธนชาตประกันภัย (3) บมจ. ประกันภัยไทยวิวัฒน์

3ฟรีค่าแรงการบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 10 ครั้ง ทุก 6 เดือน หรือ ทุก 10,000 กิโลเมตร ตั้งแต่ 10,000 – 100,000 กิโลเมตร

เงื่อนไขเพิ่มเติม :

• เงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามข้อกำหนดของ บมจ. ธนาคารทิสโก้ และ บมจ. ธนาคารธนชาต เท่านั้น

• ข้อเสนอดังกล่าวสำหรับผู้เช่าซื้อที่ผ่านการอนุมัติตามเงื่อนไขของ บมจ.ธนาคารทิสโก้ และ บมจ.ธนาคารธนชาต ที่จองและออกรถ ตั้งแต่วันที่ 21 มกราคม – 28 กุมภาพันธ์ 2564 เท่านั้น

ส่วนใครที่อยากได้ All-New Mazda BT-50 ใหม่ แต่เงินสดมีไม่เพียงพอ ถ้าใช้รถคันเดิมอยู่ สามารถนำมาขายกับทาง CARRO ได้ แม้ว่ารถจะติดไฟแนนซ์ เราก็พร้อมปิดไฟแนนซ์ให้ และยินดีรับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Motor-Expo-2020-Booking

บริษัท สื่อสากล จำกัด เผยยอดจองรถยนต์ในงาน Motor Expo 2020 ท่ามกลางเศรษฐกิจซบเซาในวิกฤตโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก แต่การจำหน่ายรถภายในงานยังเป็นไปอย่างน่าพอใจ เนื่องจากมีเปิดตัวรถใหม่หลายรุ่น พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ สวนกระแสเศรษฐกิจปัจจุบัน เรียกได้ว่า สุขใจทั้งคนซื้อรถ ได้รถใหม่ไปขับ แต่หลายคนก็อาจทุกข์ใจตอนหาเงินผ่อนรถ กับโดนไฟแนนซ์ยึด

โดยยอดจองรถยนต์ทั้ง 31 แบรนด์ ตอนแรกคาดว่ายอดจองประมาณ 25,000-30,000 คัน รถจักรยานยนต์ 5,000 คัน

แต่ตัวเลขยอดจองในปีนี้ ทำได้รวม 38,699 คัน! (หากนับรวมยอดจองรถยนต์อย่างเดียว จะมียอดจองทั้งหมดอยู่ที่ 33,753 คัน) ลดลงจากปีก่อนเพียง 9.9% ส่วนจักรยานยนต์ ลดลง 31.7%

จากข้อมูลผู้ร่วมกิจกรรม “ซื้อรถ…ชิงรถ” พบว่า รถยนต์ที่ผู้ซื้อเข้าร่วมกิจกรรมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ Honda, Toyota, MG, Mazda และ BMW ปีนี้รถเก๋งยังคงได้รับความสนใจสูงสุด มีสัดส่วนยอดขาย 40.9% ลดลงจากปีก่อน (45.5%) แบ่งเป็นเก๋งซีดาน 23.9% แฮทช์แบค 15.6% และเก๋งประเภทอื่น 1.4%

รถกิจกรรมกลางแจ้ง (SUV) มีสัดส่วน 40.4% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน (33.4%) 5 อันดับแรก ได้แก่ MG ZS, Isuzu MU-X, Toyota Corolla Cross, Mazda CX-30 และ Mitsubishi Pajero Sport

รถกระบะมีสัดส่วน 12.2% ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย (14.5%) 5 อันดับแรก ได้แก่ Isuzu D-Max, Ford Ranger, Toyota Revo, Mitsubishi Triton และ Nissan Navara

ส่วนรถหรู มียอดขายรวม 3,783 คัน โดย 5 แบรนด์ ที่ได้รับความสนใจมาก ได้แก่ BMW, Mercedes-Benz, Volvo, Porsche และ Audi

รถจักรยานยนต์ 21 แบรนด์ มียอดจองรวม 4,946 คัน ลดลงจากปีก่อน 31.7 % จากข้อมูลของผู้ร่วมกิจกรรม “ซื้อมอเตอร์ไซค์…ชิงบิ๊กไบค์” พบว่า รถจักรยานยนต์ที่ผู้ซื้อเข้าร่วมกิจกรรมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ Honda, GPX, Yamaha, Kawasaki และ Triumph

Nissan-Almera-N-Sport-Package

ราคาเฉลี่ยของรถที่ขายได้ในงาน 1,424,811 บาท และราคาเฉลี่ยของรถจักรยานยนต์ 230,140 บาท เงินหมุนเวียนภายในงานราว 4.9 หมื่นล้านบาท ผู้เข้าชมงานจำนวน 1,186,387 คน

ส่วนใครอยากขายรถด่วน เพื่อไปซื้อรถป้ายแดง หรือรับเงินก้อนไปใช้ในช่วงสิ้นปี สามารถนำรถมาขาย หรือตีราคารถ ที่ CARRO ได้เลย ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

สรุป

ยอดจองรถยนต์ วันที่ 1 – 13 ธ.ค. 2563 33,753 คัน (หากรวมยอดรถมอเตอร์ไซค์ด้วย เป็น 38,699 คัน)

ยอดจองรถยนต์ วันที่ 28 พ.ย. – 10 ธ.ค. 2562 37,489 คัน (หากรวมยอดรถมอเตอร์ไซค์ด้วย เป็น 44,740 คัน)

ยอดจองรถยนต์ วันที่ 28 พ.ย. – 10 ธ.ค. 2561 44,189 คัน (หากรวมยอดรถมอเตอร์ไซค์ด้วย เป็น 53,358 คัน)

ยอดจองรถยนต์ วันที่ 29 พ.ย. – 11 ธ.ค. 2560 39,832 คัน

ยอดจองรถยนต์ วันที่ 30 พ.ย. – 12 ธ.ค. 2559 32,422 คัน

ยอดจองรถยนต์ 10 อันดับแรกของ Motor Expo 2020 วันที่ 2 – 13 ธ.ค. 2563 (CARRO Update ยอด ณ วันที่ 13 ธ.ค. 2563)

Toyota-GR-Yaris

1. Toyota 5,445 คัน

Honda-City-Hatchback-2021

2. Honda 4,508 คัน

Mazda-100th-Anniversary-Motor-Expo-2020

3. Mazda 4,018 คัน

Isuzu-MU-X-Motor-Expo-2020

4. Isuzu 3,076 คัน

Nissan-Navara-PRO4X-2021

5. Nissan 2,666 คัน

Suzuki-Celerio-Motor-Expo-2020

6. Suzuki 2,652 คัน

MG-ZS-EV-Motor-Expo-2020

7. MG 2,330 คัน

Mercedes-Benz-GLA-200-AMG-Dynamic

8. Mercedes-Benz 1,886 คัน

Mitsubishi-Outlander-PHEV

9. Mitsubishi 1,637 คัน

BMW-X1-2021

10. BMW 1,299 คัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Motor Expo

ดูสรุปยอดจองรถยนต์ในงาน Motor Expo 2019 ได้ที่นี่ >> https://th.carro.co/blog/motor-expo-2019-booking/

ดูสรุปยอดจองรถยนต์ในงาน Motor Expo 2018 ได้ที่นี่ >> https://th.carro.co/blog/motor-expo-2018-booking/

ดูสรุปยอดจองรถยนต์ในงาน Motor Expo 2017 ได้ที่นี่ >> https://th.carro.co/blog/motor-expo-2017-booking/

Ford-Car-Price-List-2020

รวมราคารถใหม่ Ford (ฟอร์ด) ทุกรุ่น Update 16/11/2020

CARRO นำเสนอราคารถใหม่ 2020 – 2021 Ford (ฟอร์ด) ทุกรุ่น Update ล่าสุด ครบถ้วน

ก่อนที่คุณจะดูราคารถใหม่ ซื้อรถใหม่ สามารถมาขายรถคันเดิมกับ CARRO ได้นะครับ

ถ้าคุณอยาก “ขายรถ” คันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเก่ากับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! และฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ ขายรถด่วน! —> เพิ่มเพื่อน

Ford-Ranger-2021

Ranger

  • Standard Chassis Cab 2.2L XL 6MT ราคา 528,000 บาท
  • Standard Cab 2.2L XL 6MT ราคา 559,000 บาท
  • Standard Cab 2.2L XL 4WD 6MT ราคา 649,000 บาท
  • Open Cab 2.2L XL ราคา 629,000 บาท
  • Open Cab 2.2L XL Street 6MT ราคา 669,000 บาท
  • Open Cab 2.2L XL+ Sport Hi-Rider 6MT ราคา 689,000 บาท
  • Open Cab 2.2L XLT Hi-Rider 6MT ราคา 754,000 บาท
  • Open Cab 2.2L XLT 4X4 6AT ราคา 794,000 บาท
  • Open Cab 2.2L XLT 4X4 6MT ราคา 804,000 บาท
  • Double Cab 2.2L XL 6MT ราคา 689,000 บาท
  • Double Cab 2.2L XL+ Hi-Rider 6MT ราคา 749,000 บาท
  • Double Cab 2.2L XLT Hi-Rider 6MT ราคา 854,000 บาท
  • Double Cab 2.2L XLT Hi-Rider 6AT ราคา 899,000 บาท
  • Double Cab 2.0L Turbo Limited 4X4 10AT ราคา 1,039,000 บาท
  • Double Cab 2.0L Turbo Wildtrak Hi-Rider 10AT ราคา 1,029,000 บาท
  • Double Cab 2.0L Turbo Wildtrak Hi-Rider 6MT ราคา 979,000 บาท
  • Double Cab 2.0L Bi-Turbo Wildtrak 4X4 10AT ราคา 1,265,000 บาท
  • Double Cab 2.0L Bi-Turbo Raptor 4X4 10AT ราคา 1,699,000 บาท

Ford-Everest-2021

Everest

  • Trend 2.0L Turbo 2WD ราคา 1,299,000 บาท
  • Titanium 2.0L Turbo 2WD ราคา 1,399,000 บาท
  • Titanium (Sport) 2.0L Turbo 2WD ราคา 1,429,000 บาท
  • Titanium+ 2.0L Turbo 2WD ราคา 1,599,000 บาท
  • Titanium+ 2.0L Bi-Turbo 4WD ราคา 1,799,000 บาท

Ford-Mustang

Mustang

  • 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack ราคา 3,699,000 บาท
  • 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack ราคา 4,899,000 บาท
New-Car-In-Motor-Expo-2020

“มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37” หรือ The 37th Thailand International Motor Expo 2020 ภายใต้แนวคิด “พร้อมขับเคลื่อน ไปในความเปลี่ยนแปลง” หรือ “Whatever Changes will be…Move on” หลังจากที่ต้องเผชิญกับโควิด-19 มาเกือบทั้งปีนี้ จนอ่วมไปตามๆ กัน ทั้งตัวค่ายรถเอง และผู้บริโภคเอง กำลังซื้อหดหายไปอย่างมากในปีนี้

โดยงาน Motor Expo 2020 พร้อมจัดงานในยุค New Normal เตรียมนำรถรุ่นใหม่ และรถรุ่นยอดนิยม มาจัดแสดงส่งท้ายปี 2020 โดยงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2 – 13 ธันวาคม 2563 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ 1-3 เมืองทองธานี

ไหนๆ จะไปดู ไปซื้อรถใหม่ที่งาน Motor Expo 2020 กันแล้ว ถ้าคุณอยากขายรถคันเดิม หรือรับเป็นเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ เราพร้อมรับซื้อรถของคุณ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน Fanpage Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

CARRO ขอนำเสนอรถยนต์ใหม่ๆ ที่เปิดตัวก่อนงานและในงาน Motor Expo 2020 นับตั้งแต่ในเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน บริษัทรถยนต์หลายแบรนด์ ได้เปิดตัวรถรุ่นใหม่ ไปแล้วหลายค่าย CARRO ขอแนะนำให้ทุกท่านได้ทราบข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ครับผม …

Toyota-GR-Yaris-2021

1. Toyota GR Yaris

Toyota เตรียมสั่งนำเข้า Toyota GR Yaris (โตโยต้า จีอาร์ ยาริส) รถสปอร์ตตัวแรง 3 ประตู แต่งซิ่งครบสูตร ด้วยโควต้านำเข้าเพียง 6 คันเท่านั้น ในราคาประมาณ 2.7 ล้านบาท! หลังจากที่เปิตตัวในญี่ปุ่นไปในงาน Tokyo Auto Salon 2020 ช่วงต้นปีที่ผ่านมา และจัดได้ว่าเป็น Yaris ที่แรงที่สุดในโลกด้วย

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินรหัส G16E-GTS ขนาด 1.6 ลิตร Turbo แบบ 3 สูบแถวเรียง ให้แรงม้าสูงสุด 272 แรงม้า ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 370 นิวตัน-เมตร (37.7 กก.-ม.) ที่ 3,000-4,600 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด แบบ iMT บนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ GR4 ที่ถูกพัฒนามาจากในสนามแข่ง WRC

ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 5.5 วินาที และจำกัดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 230 กม./ชม.

Toyota-Innova-Crysta-2021

2. Toyota Innova (Minorchange)

Toyota (โตโยต้า) เผยโฉม Toyota Innova (โตโยต้า อินโนวา) รุ่นไมเนอร์เชนจ์ มีให้เลือก 3 รุ่น คือ 2.8 Crysta Premium, 2.8 Crysta และ 2.0 Entry ปรับเปลี่ยนดีไซน์ภายนอกรอบคัน โฉบเฉี่ยว ทันสมัย โดดเด่นสะดุดตามากขึ้น นับตั้งแต่กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ กันชนหน้าใหม่ ชุดตกแต่งรอบคัน สปอยเลอร์หลัง ล้อแม็กดีไซน์ใหม่ขนาด 16 นิ้ว และ 17 นิ้ว

ภายในออกแบบอย่างมีระดับ กว้างสบาย ตืดตั้งเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay และฟังก์ชันความปลอดภัยอย่าง กล้องมองภาพรอบทิศทาง 360 องศา (Panoramic View Monitor) และสัญญาณกะระยะด้านหน้าและด้านหลัง

พร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร GD-Efficient Boost, เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร Dual VVT-i ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Sequential Shift และเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ในราคา 1,199,000 – 1,429,000 บาท

Nissan-Navara-Pro-4X-2021

3. Nissan Navara

Nissan (นิสสัน) เปิดตัว Nissan Navara (นิสสัน นาวารา) โฉมหน้ายกใหม่!ถอดแบบมาจากรุ่นพี่สายพันธุ์ยักษ์อย่าง Nissan Titan บุกตลาดเป็นประเทศแรกในโลก ด้วยดีไซน์ใหม่ดุดัน เพื่อลูกค้าคนไทยด้วยพลังที่กล้า เพื่อคนแกร่ง จากชื่อเสียงมากกว่า 80 ปี ของรถกระบะนิสสันที่ลูกค้ายอมรับในเรื่องความแข็งแกร่งทนทาน โดยไม่ละทิ้ง DNA ของนิสสันที่ท้าทายทุกขีดจำกัด

ดีไซน์ Concept “Unbreakable Design” คำนึงถึงการใช้งาน และความชื่นชอบของลูกค้า กับรุ่นย่อยใหม่ PRO4X และ PRO2X อีกขั้นของกระบะ Adventure สำหรับทุกความท้าทาย ด้วยดีไซน์ภายนอกที่ดุดัน กระจังหน้าใหม่แบบ Interlock และซุ้มล้อขนาดใหญ่ ชุดไฟหน้าแบบ QUAD – LED คุณภาพสูง 4 ดวง พร้อม Daytime Running Light และไฟท้ายแบบ LED แบบเส้นเดียวที่ทันสมัย

มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ รหัส YS23DDTT ขนาด 2.3 ลิตร 4 สูบ Twin Turbo เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด พร้อมโหมด Manual ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า (PS) และแรงบิด 450 นิวตัน-เมตร (Nm) และ Nissan Intelligent Mobility เทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะเต็มรูปแบบ ในราคา 599,000 – 1,149,000 บาท

All-New-Honda-City-Hatchback-2021

4. Honda City Hatchback

Honda เปิดตัว Honda City Hatchback (ฮอนด้า ซิตี้ แฮทช์แบค) ครั้งแรกในโลกกับฮอนด้า ซิตี้ ในรูปแบบ 5 ประตู ในไทย ตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ พร้อมมาตรวัดเรืองแสง ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และระบบสั่งการด้วยเสียง SIRI

ผสานเอกลักษณ์ความอเนกประสงค์กับเบาะนั่ง อัลตราซีท (ULTR) และการขับขี่ที่สนุกสนานกับ ขุมพลังเทอร์โบ เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร DOHC VTEC TURBO ให้สมรรถนะการขับขี่สูงถึง 122 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิด 173 นิวตัน-เมตร ที่ 2,000 – 4,500 รอบ/นาที

ประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 23.3 กม./ลิตร ตอบสนองทุกการขับขี่ด้วยระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัยแบบ 7 สปีด และสามารถรองรับน้ำมัน E20 ในราคา 599,000 – 749,000 บาท!

New-Honda-City-Hybrid-2021

5. Honda City e:HEV

Honda (ฮอนด้า) เปิดตัว Honda City e:HEV (ฮอนด้า ซิตี้ อีเอชอีวี) ยนตรกรรม Full Hybrid รุ่นแรกของเซกเมนต์ City Car ในประเทศไทย ที่มาพร้อมเทคโนโลยีการขับเคลื่อน Sport Hybrid Intelligent Multi-Mode Drive i-MMD ผสานการทำงานอันทรงพลังของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Atkinson Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว 98 แรงม้า

ส่งกำลังผ่านระบบเกียร์อัตโนมัติ อัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน เป็นระบบ Full Hybrid 109 แรงม้า ที่ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร ที่ 0 – 3,000 รอบ/นาที ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 27.8 กม./ลิตร และรองรับน้ำมัน E20

พร้อมเพิ่มความมั่นใจในทุกการขับขี่กับเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ “ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง” (Honda SENSING) ดีไซน์สปอร์ตโดดเด่น ด้วยชุดแต่งสไตล์ RS เสริมเอกลักษณ์เฉพาะของความเป็นไฮบริดด้วยโลโก้ฮอนด้าสีฟ้า (H Mark) และโลโก้ e:HEV

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบายในทุกมิติ ครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม ในราคา 839,000 บาท!

All-New-Isuzu-MU-X-2020

6. Isuzu MU-X

Isuzu (อีซูซุ) เปิดตัว  “All-New Isuzu MU-X (ออลนิว อีซูซุมิว-เอ็กซ์)” ใหม่ ครั้งแรกของโลก! ยนตรกรรมอเนกประสงค์รุ่นใหม่หมดระดับ Masterpiece ภายใต้นิยาม “เหนือทุกความเชื่อ…เหนือทุกความสำเร็จ (Originality Redefined)” พลิกโฉมใหม่ทั้งภายนอกจรดภายใน ด้วยดีไซน์ที่หรูหรา สะดวกสบาย ประณีตในทุกรายละเอียด ในราคา 1,121,000 บาท (ราคาช่วงแนะนำ 1,109,000 บาท) – 1,579,000 บาท

ตัวรถภายนอก หรู ล้ำสไตล์ สง่างาม โฉบเฉี่ยวเร้าอารมณ์ ภายใต้แนวคิด Emotional & Solid ผสานความหนักแน่นและพลิ้วไหวเข้าไว้ด้วยกันตลอดทั้งคัน ส่วนภายในกว้างขวาง โอ่อ่า ด้วยแนวคิดการออกแบบ Fine, Rich & Impressive Craftsmanship ด้วยวิธีการออกแบบ Integrated Cockpit คอนโซลหน้าเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกับคอนโซลกลาง จัดวางเรียบหรู

มีให้เลือกครบครันด้วยสไตล์ที่หลากหลายรวม 4 รุ่น ได้แก่ Ultimate, Elegant, Luxury และ Active เครื่องยนต์ 3.0 Ddi Blue Power และ 1.9 Ddi Blue Power Gen 2 พร้อมทางเลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติ และเกียร์ธรรมดาแบบ 6 สปีด มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อน 2 ล้อและ 4 ล้อ พร้อมระบบขับเคลื่อน Rough Terrain Mode ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยทำงานได้ทั้ง 2H, 4H และ 4L

Mitsubishi-Outlander-PHEV-2020

7. Mitsubishi Outlander PHEV

Mitsubishi (มิตซูบิชิ) เตรียมรุกตลาดรถยนต์ Plug-In Hybrid เป็นครั้งแรกในไทยกับ Mitsubishi Outlander PHEV (มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ ปลั๊กอินไฮบริด) ที่ผลิตจากโรงงานแหลมฉบัง จ.ชลบุรี เตรียมเปิดตัวในงาน Motor Expo 2020 นี้

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร 4 สูบ 135 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 211 นิวตันเมตร ผสานกำลังกับมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว หน้า-หลัง ให้กำลัง 82 แรงม้า และ 95 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 195 นิวตันเมตรทั้งคู่ ให้กำลังรวมสูงสุด 305 แรงม้า โดยราคารุ่น GT อยู่ที่ 1,640,000 บาท และรุ่น GT Premium ราคา 1,749,000 บาท

Mitsubishi-Xpander-2020

8. Mitsubishi Xpander

Mitsubishi Xpander (มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์) รุ่นปรับปรุงใหม่ โดดเด่นมากขึ้นด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 16 นิ้ว กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ และเสาอากาศแบบครีบฉลาม พร้อมเอกลักษณ์การออกแบบ Advanced ‘Dynamic Shield’ ที่มาพร้อมกับสีภายนอกใหม่ สีเทา Graphite Gray พร้อมด้วยระยะความสูงจากพื้นถึง 205 มม.

ห้องโดยสารภายในสะดวกสบาย กว้างขวาง ตกแต่งด้วยวัสดุบุนุ่มคุณภาพเยี่ยม มีความเงียบเพิ่มมากขึ้น มีเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือนที่ต่ำ (NVH) เพิ่มสุนทรียภาพตามปรัชญาแบบ “โอโมเตะนาชิ” ที่ถ่ายทอดความประณีตและยังใส่ใจในทุกรายละเอียด

สะดวกสบายมากขึ้นด้วยกุญแจอัจฉริยะแบบ KOS พร้อมปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ และระบบปรับอากาศด้านหลังแบบแยกอิสระสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พวงมาลัยสามารถปรับระดับสูง-ต่ำ และปรับเข้า-ออกได้ พร้อมกับสวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย และจอแสดงข้อมูลอเนกประสงค์ TFT ขนาด 4.2 นิ้ว พร้อมการแสดงผลแบบภาพเคลื่อนไหว 3 มิติ ในราคา 789,000 – 863,000 บาท

Ford-Ranger-2021

9. Ford Ranger / Everest

Ford (ฟอร์ด) ปรับโฉม Ford Ranger (ฟอร์ด เรนเจอร์) ใหม่ ภายใต้แนวคิด ‘Live The Ranger Life’ มาพร้อมระบบส่งกำลังที่ได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น โดยรุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ทุกคันจะได้รับประกันเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังนาน 10 ปี หรือ 150,000 กม. (แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) ในราคา 669,000 – 1,699,000 บาท

ภายนอกกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ทรงสี่เหลี่ยมคางหมูตกแต่งตะแกรงสีดำ ในรุ่น XL, XL Street, XL+, XLT และWildtrak, ล้ออัลลอยสีดำและกระจกข้างสีดำในรุ่น XL+ Sport, XL Street, XLT และ Wildtrak, มือจับประตูสีดำในรุ่น XL+ Sport, XLT และ Wildtrak และอุปกรณ์เสริมใหม่ แผ่นเปิด-ปิดฝากระบะท้ายด้วยระบบไฟฟ้า (Power Roller Shutter) เป็นครั้งแรกสำหรับ Wildtrak

ในโอกาสนี้ Ford ยังได้เปิดตัว Ranger XL Street ใหม่ กระบะตอนครึ่งตัวเตี้ยแต่งพิเศษ เป็นรุ่นย่อยใหม่ล่าสุด ด้วยดีไซน์สปอร์ตรอบคัน ผลงานของทีมดีไซเนอร์ของ ฟอร์ด ออสเตรเลีย ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแข่ง Ford Ranger ของทีมฟอร์ด ไทยแลนด์ เรสซิ่ง (Ford Thailand Racing – FTR) มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร ผสานเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

Ford-Everest-2021

และในส่วนของ Ford Everest (ฟอร์ด เอเวอเรสต์) ใหม่ ต่อยอดความสำเร็จของ Ford Everest Sport ที่ได้รับกระแสตอบรับดีจากลูกค้า โดยลูกค้ากว่าครึ่ง ให้ความสนใจเลือกซื้อจากดีไซน์สไตล์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว และดุดัน

ด้วยกระจังหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ ตัวอักษรนูน ‘Everest’ บนฝากระโปรงหน้า พร้อมมือจับ กระจกข้าง และล้ออัลลอยใหม่สำหรับรุ่นเทรนด์ พร้อมมอบตัวเลือกสีภายนอกใหม่ สีขาว สโนว์ เฟลก ไวท์ เพิร์ล สำหรับฟอร์ด เอเวอเรสต์ สำหรับรุ่นเทรนด์, ไทเทเนี่ยม และไทเทเนี่ยม พลัส และสีน้ำเงินดีพ คริสตัล บลู สำหรับรุ่นสปอร์ต ในราคา 1,299,000 – 1,799,000 บาท

Rolls-Royce-Ghost-2021

10. Rolls-Royce Ghost

Rolls-Royce (โรลส์-รอยซ์) เผยโฉม Rolls-Royce Ghost (โรลส์-รอยซ์ โกสต์) เจเนอเรชั่น 2 ในฐานะตัวแทนการเข้าสู่ยุคใหม่ของบริษัท ที่เตรียมมาเปิดตัวเขย่าตู้เซฟเศรษฐีไทย ให้เอาเงินออกมาซื้อได้ในเดือนนี้

Rolls-Royce Ghost ใหม่ พัฒนาขึ้นบนแพลทฟอร์มอลูมิเนียม สเปซเฟรม Architecture of Luxury แบบเดียวกับ Rolls-Royce Phantom และ Rolls-Royce Cullinan การออกแบบตัวรถเน้นความเรียบง่าย ใช้ประตูคู่หลังแบบ Coach Doors กับห้องโดยสารที่เงียบเชียบภายใต้สูตร Formula for Serenity รวมถึงงานตกแต่งพิเศษจากแผนก Bespoke และปรับปรุงระบบฟอกอากาศภายในห้องโดยสารใหม่ Micro-Environment Purification System หรือ MEPS เป็นต้น

ขุมพลังมาจากเครื่องยนต์เบนซินตระกูล N74 ของ BMW แบบ V12 ความจุ 6.75 ลิตร Twin Turbo 563 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ที่ 1,600 รอบ/นาที ให้อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ภายใน 4.8 วินาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะของ ZF พร้อมเทคโนโลยี Satellite Aided Transmission

Maserati-Ghibli-Hybrid-2021

11. Maserati Ghibli Hybrid

Maserati (มาเซราติ) เผยโฉม Maserati Ghibli Hybrid (มาเซราติ กิบลี ไฮบริด) หัวใจลูกผสมแบบ Mild Hybrid เป็นครั้งแรกของค่ายนี้ พร้อมการปรับปรุงใหม่รอบคัน ให้ดูแตกต่างไปจาก Ghibli รุ่นปกติ สำหรับลูกค้าที่มองหาสมรรถนะและความประหยัด เตรียมเปิดตัวในไทยเดือนนี้

ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร Turbo ฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง DOHC 4 สูบเรียง อัดอากาศด้วย Supercharge ไฟฟ้า หรือ E-Booster ให้แรงม้าสูงสุด 330 แรงม้า และส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ของ ZF พร้อมกำลังไฟ 48 โวลต์ ที่ใช้เทคโนโลยี BSG หรือ Belt-Driven Starter Generator สายพานที่รวมกับมอเตอร์สตาร์ท ทำหน้าที่แทน Alternator (ไดชาร์จ) และนำกระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ระบบไฟ 48 โวลท์ ไปเพิ่มแรงบิด และลดการใช้เชื้อเพลิง

ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 5.7 วินาที ทำความเร็วได้สูงสุด 255 กม./ชม. อีกทั้งยังมาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ มีระบบเชื่อมต่อภายใต้โปรแกรม Maserati Connect ให้ข้อมูลผู้ขับขี่ ทำงานร่วมกับชุดระบบมัลติมีเดีย MIA (Maserati Intelligent Assistant) แบบใหม่ ใช้พื้นฐานของ Android Automotive แสดงผลด้วยจอทัชสกรีนขนาด 10.1 นิ้ว

Audi-e-tron-Sportback-55-quattro-S-line-2020

12. Audi e-tron Sportback

Audi (อาวดี้) เปิดตัว Audi e-tron Sportback 55 quattro S line รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% โมเดลที่ 2 ของ Audi เป็นแบรนด์แรกในประเทศไทย ชูจุดเด่นและความสมบูรณ์แบบทางเทคโนโลยีไฟฟ้า 100% ตอบรับกลยุทธ์ของ AUDI AG ที่กำหนดนิยามใหม่ของ “Vorsprung” ให้มีความทันสมัย สะท้อนจุดยืน ความพร้อม และบทบาทของแบรนด์ Audi สำหรับยุคยานยนต์ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า

พร้อมเปิดตัวแคมเปญ Branding ใหม่พร้อมกันทั่วโลก กับสโลแกน “Future is An Attitude” ชูจุดเด่นของเทคโนโลยี ดีไซน์ที่สะท้อน DNA ของ Audi ลุคสปอร์ตพรีเมียมและสมรรถนะอันยอดเยี่ยม ภายในมาพร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit plus ขนาด 12.3 นิ้ว และจอควบคุมมัลติฟังก์ชันแบบสัมผัส พร้อมตอบสนองการสั่งงาน (Haptic Feedback) ขนาด 8.6 นิ้ว เพียงปลายนิ้วสัมผัส รองรับการสั่งการด้วยการเขียนด้วยนิ้ว เชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือด้วย Audi Smartphone Interface และเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ

ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นใหม่ มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะแบบไฟฟ้า (Electric quattro) มอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่ง ให้กำลังสูงสุดถึง 300 กิโลวัตต์ หรือ 408 แรงม้า ระยะทางวิ่งสูงสุด 463 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง (อ้างอิงตามผลการทดสอบโดยใช้มาตรฐาน NEDC) การขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่ง

ผสมผสานกับระบบขับเคลื่อน quattro และมีการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ (Recuperation) อย่างชาญฉลาด 2 รูปแบบ คือ พลังงานจากการปล่อยให้รถวิ่งในลักษณะลอยตัว (Coasting) และพลังงานจากการเบรก (Braking) พร้อมเปิดจองและส่งมอบทันทีในราคา 5,299,000 บาท

BMW-430i-Coupe-M-Sport-2021

13. BMW 430i Coupe M Sport

BMW (บีเอ็มดับเบิลยู) เปิดตัว BMW 430i Coupe M Sport (บีเอ็มดับเบิลยู ซีรี่ส์ 4 คูเป้) ใหม่ มาพร้อมกลิ่นอายที่ผสมผสานทั้งความแข็งแกร่ง ทรงพลัง และความหรูหราในสไตล์คูเป้ของ BMW ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 90 ปี

โดย BMW 430i Coupe M Sport ใหม่ พัฒนาทั้งในด้านสมรรถนะและสุนทรียภาพให้โดดเด่นกว่ารุ่นก่อนหน้า รวมถึง BMW ซีรี่ส์ 3 ซีดาน อย่างชัดเจน ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo รุ่นใหม่ล่าสุด และเทคโนโลยี Mild Hybrid ยกระดับการโต้ตอบให้ฉับไวกว่า มอบสมรรถนะการขับขี่ได้เต็มพิกัด

ส่งพละกำลังสูงสุด 258 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ระหว่าง 1,550- 4,400 รอบ/นาที ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ภายใน 5.8 วินาที ในราคา 3,969,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

BMW-X1-sDrive20d-M-Sport-2021

14. BMW X1

BMW X1 (บีเอ็มดับเบิลยู X1) รถยนต์ Sports Activity Vehicle รุ่นปรับโฉมใหม่ ให้การใช้งานที่หลากหลายยิ่งกว่า และฟีเจอร์การใช้งานและอุปกรณ์ล้ำสมัยอีกมากมาย มาพร้อมเครื่องยนต์ BMW TwinPower Turbo แบบ 3 สูบ และ 4 สูบ

โดย BNW X1 sDrive18i (Iconic) ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ ขนาด 1.5 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 4,600-6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 220 นิวตันเมตร ที่ 1,480-4,200 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับเกียร์ Steptronic อัตโนมัติ 7 จังหวะ คลัทช์คู่ อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ในเวลา 9.7 วินาที สู่ความเร็วสูงสุด 205 กม./ชม.

ในขณะที่ BMW X1 sDrive20d xLine และ BMW X1 sDrive20d M Sport ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ส่งกำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบ/นาที สามารถเร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 7.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 222 กม./ชม.

ซึ่งในรุ่น xLine มาพร้อมเกียร์ Steptronic อัตโนมัติ 8 จังหวะ และในรุ่น M Sport มาพร้อมเกียร์ Steptronic อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบสปอร์ต ในราคา 1,999,000 – 2,559,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

New-MG-HS-PHEV-2020

15. MG HS PHEV

MG (เอ็มจี) เปิดตัว MG HS PHEV (เอ็มจี เอชเอส ปลั๊กอินไฮบริด) ชูแนวคิด “Refinement” พร้อมขับเคลื่อนทุกคุณค่าของชีวิต โดยสะท้อนถึงความเหนือระดับ ทั้งความหรูหรา ความสะดวกสบายความปลอดภัย และการแนะนำเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ที่ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับเทคโนโลยี Plug-in Hybrid ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ Turbo ขนาด 1.5 ลิตร และมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง ที่มาพร้อมนวัตกรรม Hairpin Design พร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion ขนาดใหญ่ 16.6 kWh ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ EDU II – 10 Speeds ให้กำลังสูงสุด 284 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร สามารถเลือกขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV Mode) ได้ไกลถึง 67 กิโลเมตร

พร้อมติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานสูงมากถึง 25 ระบบ พร้อมทั้ง Advanced Driver Assistance System สนับสนุนช่วยเหลือผู้ขับขี่เทียบเท่าระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous) ระดับ 2 ในราคา 1,359,000 บาท

KIA-Grand-Carnival-2021

16. KIA Grand Carnival

KIA (เกีย) ก็ขอเผยโฉมรถใหม่ๆ ในงาน Motor Expo 2020 ครั้งนี้บ้าง ด้วยการเปิดตัว KIA Grand Carnival (เกีย แกรนด์ คานิวัล) ใหม่! เจเนอเรชั่นที่ 4 ที่ส่งตรงจากเกาหลีใต้มาถึงไทย ที่เตรียมเปิดราคาในงานนี้ด้วยเลย

สำหรับ KIA Grand Carnival โฉมนี้ ปรับรูปโฉมใหม่หมดที่ดูคล้ายกับ SUV และรถมินิแวนในฝั่งอเมริกันมากขึ้น พร้อมกระจังหน้าแบบ Tiger Nose และเส้นสายตัวถังแบบใหม่ เพิ่มเหลี่ยมมุมมากขึ้น สร้างขึ้นบนแพลทฟอร์มใหม่ล่าสุดอย่าง “Grand Utility Vehicle” ที่ใช้ร่วมกับรุ่น Optima และ Sorento พร้อมห้องโดยสารภายในที่หรูหรามากขึ้น โดดเด่นด้วยจอ Infotainment ขนาดใหญ่ด้านคอนโซลหน้า

มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.2 ลิตร CRDi Turbo 202 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด

Isuzu (อีซูซุ) เปิดตัวไลฟ์สไตล์ปิกอัพรุ่นล่าสุด “All-New Isuzu X-Series” (ออลนิว อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์) พร้อมนิยามใหม่ “ท้าทายทุกลิมิต…สุดขีดสไตล์เอ็กซ์” (Infinite X-Life) ยนตรกรรมดีไซน์เท่เหนือชั้น จัดเต็มด้วยชุดแต่ง X-Stylish Package ใหม่หมดทั้งภายนอกและภายใน ทั้งแนวสปอร์ตเรซซิ่งในรุ่น Speed และสปอร์ตพรีเมียมในรุ่น Hi-Lander

ในปีนี้ รถปิกอัพ “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์” ได้เปิดจำหน่ายครบทุกรุ่น รวมทั้งเพิ่มเกียร์อัตโนมัติในรุ่นความสูงมาตรฐานให้เลือก โดยมีกระแสตอบรับที่ดีมาก แม้ว่าสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวยก็ตาม และด้วยเทรนด์ผู้ใช้รถปิกอัพรุ่นใหม่ๆ มีความชื่นชอบมอเตอร์สปอร์ตและรถแต่งแนวเรซซิ่ง อีซูซุ จึงได้เปิดตัว “ออลนิว อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์” ไลฟ์สไตล์ปิกอัพดีไซน์เท่ ภายในโทนสีแดง-ดำ เอกลักษณ์แห่งจิตวิญญาณสายพันธุ์สปอร์ต ตอบรับนิยาม “ท้าทายทุกลิมิต…สุดขีดสไตล์เอ็กซ์” ใหม่หมดทั้งภายนอกและภายใน

มาพร้อมชุดแต่ง X-Stylish Package แบบจัดเต็ม ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่หลงใหลในความเร็ว แรง เร้าใจ ฉีกทุกข้อจำกัดไปกับสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร เท่เป็นตัวเองอย่างที่ใจต้องการ โดยมีให้เลือก 2 รุ่นต่างสไตล์อย่างชัดเจน ได้แก่ “ออลนิว อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่น Speed” สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตสนุก ๆ แนวสปอร์ตเรซซิ่ง และ “ออลนิว อีซูซุ เอ็กซ์-ซีรี่ส์ รุ่น Hi-Lander” ที่สื่อความเป็นตัวตนในแบบสปอร์ต พรีเมียม และมีไลฟ์สไตล์ทันสมัยเหนือระดับ

พร้อมทะยานแรงเต็มขั้นด้วยขุมพลังใหม่ เครื่องยนต์อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ GEN 2 ตอบสนองฉับไว ทนทาน รองรับการขับขี่ที่สปอร์ตเร้าใจ ที่สุดแห่งความประหยัดน้ำมัน สมบูรณ์แบบด้วยระบบความบันเทิง ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยสูงสุดตามแบบฉบับอีซูซุ โดยทั้ง 2 รุ่นจะออกจำหน่ายตั้งแต่วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม ศกนี้”

All-New-Isuzu-D-Max-X-Series-2020

All-New Isuzu X-Series “SPEED”

ยนตรกรรมสุดสปอร์ตที่เร้าอารมณ์และจิตวิญญาณ โฉบเฉี่ยวทุกองศา สะกดทุกสายตา ด้วยแนวคิดการออกแบบ BOLD but EMOTIONAL บึกบึน เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง แต่ปราดเปรียว คล่องตัวตามหลักอากาศพลศาสตร์ พร้อมเปิดประสบการณ์สปอร์ตเต็มรูปแบบ ด้วยชุดแต่ง X-Stylish Package ภายในห้องโดยสาร ที่จะเปลี่ยนทุกวินาทีหลังพวงมาลัยให้กลายเป็นความตื่นเต้นกับดีไซน์ภายในสีดำ-แดงที่โดดเด่นเร้าใจ เต็มไปด้วยอารมณ์เรซซิ่งในทุกรายละเอียด

All-New-Isuzu-D-Max-X-Series-2020

The Infinite Sporty Style

  • ใหม่! กระจังหน้าสีดำ Glossy Black พร้อมสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง ดูโฉบเฉี่ยว ปราดเปรียวทุกองศา
  • ใหม่! ชุดแต่งสเกิร์ตรอบคัน พร้อมกันชนหน้า-หลัง ลายเคฟลาร์ โดดเด่นด้วยเส้นขอบล่างสีแดง ดีไซน์ลู่ลม เติมเต็มอารมณ์สปอร์ตให้ตัวรถ
  • ใหม่! สติกเกอร์ดีไซน์เท่ สีเทาขอบแดง คาดหน้า-หลัง พร้อมสัญลักษณ์ X ที่ด้านหน้า สะกดทุกสายตา
  • ใหม่! สัญลักษณ์ X ด้านข้างตัวรถ สีแดง โดดเด่นสะดุดตา เสริมอารมณ์สปอร์ต
  • ใหม่! ล้ออัลลอย 16 นิ้ว สีดำ Glossy Black เข้ากับตัวรถ โดดเด่นด้วยสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง เท่ สปอร์ตเต็มอารมณ์
  • ไฟหน้าหล่อเข้ม ISUZU Vision Bi-LED เพิ่มความสว่าง ส่องได้ไกลและกว้างขึ้น ปรับระดับไฟหน้า สูง-ต่ำ ได้ 4 ระดับ พร้อม Auto Lights Off และไฟท้าย Dual-Sonic LED โดดเด่นมีสไตล์ แบบ Clear Lens ให้ความสว่างชัดเจน

All-New-Isuzu-D-Max-X-Series-2020

All-New-Isuzu-D-Max-X-Series-2020

The Infinite Comfort Style

  • ใหม่! ชุดแต่งคอนโซลหน้า ไล่เฉดสีแดง-ดำ พร้อมสัญลักษณ์ X
  • ใหม่! ชุดแต่งแผงข้างประตูสีดำ Piano Black และสีแดง โฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้นด้วยขอบที่เปิดประตูสีแดง
  • ใหม่! เบาะนั่งทูโทนสีดำแดง ทรงสปอร์ต โอบกระชับ นั่งสบาย พร้อมสัญลักษณ์ X สีแดงสุดเท่ที่เบาะคู่หน้า
  • สัญลักษณ์ X ที่หน้าปัดแสดงความเร็ว
  • พวงมาลัยเพาเวอร์มัลติฟังก์ชั่น พร้อมสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง ปรับระดับได้ 4 ทิศทาง (Tilt & Telescopic)
  • ชุดคันเกียร์พร้อมเบรกมือ ดีไซน์หุ้มหนัง เสริมอารมณ์สปอร์ตด้วยด้ายแดง
  • ระบบกรองอากาศเข้าห้องโดยสาร High Efficiency Filter ช่วยดักฝุ่นขนาดเล็กได้ถึงระดับ PM 2.5

All-New-Isuzu-D-Max-X-Series-2020

All-New Isuzu X-Series “Hi-Lander”

ยนตรกรรมสปอร์ตหรู มาพร้อมชุดแต่งสปอร์ตพรีเมียมรอบคัน เพิ่มความโดดเด่น และสร้างไดนามิคให้กับตัวรถ ตามแนวคิดการออกแบบ BOLD but EMOTIONAL แข็งแกร่ง บึกบึน เส้นสายคมชัด โฉบเฉี่ยวปราดเปรียว ตามหลักอากาศพลศาสตร์ เอกลักษณ์เฉพาะอีซูซุ พร้อมมอบประสบการณ์เหนือระดับ ไปกับดีไซน์ภายในสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ด้วยชุดแต่ง X-Stylish Package วัสดุพรีเมียม เติมเต็มอารมณ์สปอร์ตให้เต็มสไตล์ตลอดการเดินทาง

All-New-Isuzu-D-Max-X-Series-2020

The Infinite Superior Style

  • ใหม่! กระจังหน้าสีดำ Glossy Black พร้อมสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง คมเข้ม ดุดัน สะท้อนจิตวิญญาณสปอร์ต
  • ใหม่! สเกิร์ตกันชนหน้าสีเดียวกับตัวรถ พร้อมขอบล่างสีเงิน
  • ใหม่! สติกเกอร์คาดหน้า-หลัง พร้อมสัญลักษณ์ X ที่ด้านหน้า ตกแต่งขอบด้วยสีเงิน Silver-Grey ในรุ่นสีขาว / ตกแต่งขอบด้วยสีทอง Light Gold-Silver ในรุ่นสีดำ
  • ใหม่! สัญลักษณ์ X ด้านข้างตัวรถ สีแดง โดดเด่นสะดุดตา เสริมอารมณ์สปอร์ต
  • ใหม่! บันไดข้างแบบชิ้นเดียว เรียบหรู มีสไตล์ ตกแต่งด้วยสีเงิน Silver Grey ในรุ่นสีขาว / ตกแต่งด้วยสีเทาเข้ม Dark Grey ในรุ่นสีดำ
  • ใหม่! สปอร์ตบาร์สีเดียวกับตัวรถ ดีไซน์ลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์
  • ใหม่! ล้ออัลลอย สีดำ Glossy Black เท่ ดุดัน โดดเด่นด้วยสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง เข้มเต็มอารมณ์สปอร์ต ขนาด 18 นิ้ว ในรุ่น 4 ประตู / ขนาด 17 นิ้ว ในรุ่น 2 ประตู
  • ไฟหน้าหล่อเข้ม ISUZU Vison Bi-LED เพิ่มความสว่าง ส่องได้ไกลและกว้างขึ้น ปรับระดับไฟหน้า สูง-ต่ำ ได้ 4 ระดับ พร้อม Auto Lights Off ระบบปิดไฟหน้าอัตโนมัติเมื่อดับเครื่องยนต์และเปิดประตูรถ พร้อม Multifunctional Daylight แบบ Built-in ส่องสว่างในเวลากลางวัน และเป็นไฟหรี่ในเวลากลางคืน และไฟท้าย Dual-Sonic LED โดดเด่นมีสไตล์แบบ Clear Lens ให้ความสว่างชัดเจน
  • กันชนท้าย Integrated Bumper ดีไซน์สปอร์ตเท่ สีเดียวกับตัวรถ ออกแบบให้ขึ้น-ลงง่าย

All-New-Isuzu-D-Max-X-Series-2020

The Infinite Superior Comfort

  • ใหม่! ชุดแต่งคอนโซลหน้าสีดำ Piano Black พร้อมสัญลักษณ์ X เติมความเร้าใจด้วยปุ่มควบคุมและสวิตช์ต่าง ๆ
  • ใหม่! ชุดแต่งแผงข้างประตูสีดำ Piano Black
  • ใหม่! เบาะนั่งกึ่งหนังแท้ ทรงสปอร์ต โอบกระชับ นั่งสบาย พร้อมสัญลักษณ์ X ปักด้ายแดงสุดเท่ที่เบาะคู่หน้า
  • พวงมาลัยเพาเวอร์มัลติฟังก์ชั่น ดีไซน์หุ้มหนังเดินด้ายแดง พร้อมสัญลักษณ์ ISUZU สีแดง ปรับระดับได้ 4 ทิศทาง (Tile & Telescopic)
  • ชุดคันเกียร์พร้อมเบรกมือ หุ้มหนังเดินด้ายแดง
  • ระบบกรองอากาศเข้าห้องโดยสาร High Efficiency Filter ช่วยดักฝุ่นขนาดเล็กได้ถึงระดับ PM 2.5
  • หน้าจอ Smart MID ขนาดใหญ่ 4.2 นิ้ว จอแสดงข้อมูลอัจฉริยะ สวยงาม โดดเด่น อ่านข้อมูลง่าย และชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีหน้าจอแบบ TFT (Thin-film Transistor Technology) แสดงข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ
  • สัญลักษณ์ X ที่หน้าปัดแสดงความเร็ว
  • Push Start ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ สตาร์ทเครื่องยนต์เพียงปลายนิ้ว พร้อม Isuzu Genius Entry

All-New Isuzu X-Series ทั้ง 2 รุ่น มีให้เลือกสีขาวและสีดำ ทั้งแบบ 2 ประตู และ 4 ประตู โดยมีรายละเอียดและราคา ดังนี้

  • รุ่น Speed มีสีขาวไซบีเรียน (Siberian White) และดำบาวาเรียน ไมก้า (Bavarian Black Mica) ราคา 723,000 – 821,000 บาท
  • รุ่น Hi-Lander มีสีขาวมุกเอเวอเรสต์ (Everest Pearl White) และดำบาวาเรียน ไมก้า (Bavarian Black Mica) นอกจากนี้ในรุ่น 4 ประตู ยังมีเกียร์อัตโนมัติให้เลือกอีกด้วย ราคา 838,000 – 974,000 บาท

ถ้าคุณเกิดอยากตัดสินใจขายรถคันเดิม เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ มาขายรถคันเดิมกับ CARRO Express สิ แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express ก็พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง รับเงินสดทันที! หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Change-Tires-At-Shop-Or-Tire-Service-Center

สวัสดีครับ ไทร์บิด กลับมาอีกครั้งครับ วันนี้อยากพูดคุยกับเพื่อนๆครับ ว่าจริงๆ แล้ว ศูนย์บริการที่ปัจจุบันที่มีเยอะขึ้นมาก กับร้านยางดั้งเดิม (ที่ไม่ใช่เป็นเพิงข้างทางนะครับ) แตกต่างกันอย่างไรบ้างครับ

เพื่อนๆ ไทร์บิดหรือว่าจะเป็นคนยุคเก่ายุคใหม่ที่ใช้รถคงหนีไม่พ้นที่จะต้องเปลี่ยนยางรถกัน แต่ว่าร้านยางหรือไม่ว่าจะเป็นศูนย์บริการเปลี่ยนยางนั้นมีเยอะมากจนเพื่อนๆ นั่นไม่แน่ใจว่าจะเลือกเข้ารับบริการเปลี่ยนยางในรูปแบบร้านไหนดีใช่ไหมครับ

วันนี้ ไทร์บิดจะมาให้ข้อมูล ข้อดี ข้อเสีย ระหว่างสองรูปแบบ ว่ามีแตกต่างกันยังไงเป็นข้อๆ ครับ

Change-Tires-At-Shop-Or-Tire-Service-Center

เรื่องแรก คุณภาพของยาง ไม่ว่าจะเป็นศูนย์บริการ หรือ ร้านยางดั้งเดิม นั้น คุณภาพยางใหม่เหมือนกันแน่นอนเพราะมาจากโรงงานเดียวกันในยี่ห้อแบรนด์ชั้นนำนะครับ ไม่นับรวมยางจีนหรือยางไม่มียี่ห้อนะครับ

เพราะยี่ห้อยางชั้นนำโดยปกติก็ขายตรงให้กับร้านยางแบบดั้งเดิมอยู่แล้วครับ ส่วนในเรื่องปีผลิตนั้นจริงๆ ไม่แตกต่างกันครับ เพราะร้านยางดั้งเดิมปัจจุบัน มีการปรับตัวทำให้ยางที่เป็นสต็อกของร้านนั้นค่อนข้างจะปีใหม่อยู่แล้วครับ แต่ทางไทร์บิดชี้แจงครับว่า เดือนผลิตที่แตกต่าง ไม่มีผลต่อการใช้งานแน่นอนครับ

Change-Tires-At-Shop-Or-Tire-Service-Center

เรื่องที่สอง เรื่องราคา เรื่องนี้จะเป็นข้อได้เปรียบของร้านยางดั้งเดิมครับ ในกรณีที่ขายปกติไม่รวมช่วงโปรโมชั่นต่างๆ ครับ เนื่องจากร้านยางดั้งเดิม จะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าศูนย์บริการแน่นอนครับ ในเรื่องของค่าการตลาด และ ค่าอื่นๆ ที่ทางศูนย์บริการมีเยอะกว่า

ทำให้ร้านยางดั้งเดิม มีโอกาสขายยางได้ในราคาที่ถูกกว่าศูนย์บริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของยางธรรมดา และยางรันแฟลตครับ แต่ว่าในความแพงก็มีส่วนดีหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรับประกันทุกกรณี ที่ทางศูนย์บริการมีมาให้เพิ่มเติมมากกว่าร้านดั้งเดิมครับ

อันนี้เพื่อนๆ อาจจะต้องลองชั่งน้ำหนักดูว่าการใช้งานของทางเรามีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด อันไหนคุ้มกว่ากันครับ

Change-Tires-At-Shop-Or-Tire-Service-Center

เรื่องที่สาม คุณภาพการติดตั้ง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างตอบยากเพราะว่าขึ้นอยู่กับงานฝีมือของช่างไม่ว่าจะเป็นการถอดประกอบใส่ หรือ จะเป็นเรื่องของการถ่วงล้อ

แต่ถามว่าการใช้เครื่องมือ หรือ อุปกรณ์ช่วยเสริมต่างๆนั้น ศูนย์บริการค่อนข้างจะได้มาตรฐานมากกว่า อาทิ การใช้ครีมทายางก่อนประกอบใส่เพื่อป้องกันขอบยางฉีกขาด หรือ ไม่ว่าจะเป็นการขันนอตที่ใช้กากบาท และใช้ประแจปอนด์ย้ำเพื่อความแน่นของนอตล้อ

แต่ปัจจุบัน ร้านยางดั้งเดิมที่ปรับเปลี่ยนมาเป็นศูนย์บริการ ก็มีการปรับเปลี่ยนทำให้งานติดตั้งได้มาตรฐาน ซึ่งเพื่อนๆ หายห่วงได้แน่นอนครับ

Change-Tires-At-Shop-Or-Tire-Service-Center

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของความสะดวกในการรับบริการ ก็ถือว่าศูนย์บริการยุคใหม่นั้น ค่อนข้างได้เปรียบเพราะว่าเพื่อนๆ สามารถเข้าใช้บริการได้ทุกสาขาเหมือนกัน

แต่หลักๆ น่าจะเป็นในช่วงเกิดเหตุฉุกเฉิน ที่เราจะใช้ศูนย์บริการที่มีหลายสาขา หรือ อีกเรื่องคือการเติมลมยางที่สะดวกมีที่เติมลมในทุกๆ ที่ แต่ถ้าถามว่าในเรื่องของบริการหลังกายขายเช่นสลับยางถ่วงล้อ นั้น เราก็คงเลือกร้านยางหรือศูนย์บริการใกล้ๆ บ้านอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่มีความแตกต่างอะไรกันมากระหว่างศูนย์บริการกับร้านยางดั้งเดิม

ก็เป็น 4 เรื่องหลักๆ ที่ ไทร์บิดอยากมาบอกต่อกับเพื่อนๆเพื่อให้ทราบถึง ข้อดี ข้อเสีย ของการเข้าศูนย์บริการกับร้านยางดั้งเดิมนั่นมีความแตกต่างกันอย่างไรเพื่อให้เพื่อนๆ ได้ลองชั่งใจและเลือกใช้บริการดูครับว่าเมื่อถึงเวลาเราเปลี่ยนยางนั้นเราจะเข้าที่ไหนดีครับ

แต่ถ้าเพื่อนๆไม่แน่ใจว่าเข้าที่ไหน หรือเลือกยางอะไร ทางไทร์บิดของเรา มีจุดบริการรองรับเพื่อน พร้อมทั้งยังมีรถบริการเปลี่ยนยางถึงบ้าน ที่ได้มาตรฐานเหมือนเข้าที่จุดบริการแน่นอนครับ เพื่อนๆ สามารถเข้าที่เว็บไซต์ไทร์บิดของเรา www.tiresbid.com เพื่อศึกษาข้อมูลไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยาง และ เรื่องของการบริการได้ครับ แถมอ่านบทความยาง เพิ่มความรู้กันแบบฟรีๆ อีกด้วย

แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าจะสะดวกแบบไหนสามารถสอบถามไทร์บิดผ่านทาง Line Official : @tiresbid ได้ครับ

ทางเรามีทีมงานคอยให้คำแนะนำกับเพื่อนๆไทร์บิดทุกท่านครับ โอกาสหน้าติดตามบทความดีดีจากไทร์บิดกันอีกนะครับ

All-New-Isuzu-Dmax-Automatic-2020

Isuzu (อีซูซุ) เอาใจคนชอบความสะดวกสบายในทุกการขับขี่ เพิ่มรถรุ่นเกียร์อัตโนมัติที่มาพร้อมระบบความปลอดภัยครบครันในรถปิกอัพ “ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ พลานุภาพ…พลิกโลก!” (The “All-New Isuzu D-Max…Infinite Potential”) ครบทุกรุ่น เป็นทางเลือกใหม่ ตอกย้ำในความเป็นรถที่คุ้มค่าเงินสูงสุด

All-New-Isuzu-Dmax-Spark-Automatic

ด้วยสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ประกอบกับวิกฤติโควิด-19 ส่งผลกระทบให้ยอดขายในตลาดรถยนต์เมืองไทย 8 เดือนแรกของปีนี้หดตัวลงไปมากเมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีที่แล้ว

แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ในทุกวิกฤติ รถปิกอัพจะเป็นที่ต้องการมาก เพราะสามารถนำมาใช้งานได้อเนกประสงค์ และลูกค้าจะคิดถึงรถที่คุ้มค่าเงินเป็นหลัก

All-New-Isuzu-Dmax-Spacecab-Automatic

ดังนั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้รถ และเพิ่มทางเลือกแห่งความสะดวกสบายในการขับขี่ อีซูซุ จึงได้เพิ่มรุ่นรถที่มีเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด พร้อมโหมดการขับขี่แบบสปอร์ต Rev Tronic ซึ่งสามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้แบบเกียร์ธรรมดา ใน “All-New Isuzu D-Max” จนครบทุกรุ่น

All-New-Isuzu-Dmax-Cab4-Automatic

ซึ่งมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่เหนือชั้นในรถปิกอัพความสูงมาตรฐาน ได้แก่ รุ่น Spark, รุ่น Space Cab และรุ่น Cab4 ขับเคลื่อน 2 ล้อ พร้อมส่งมอบกลางเดือนตุลาคม ศกนี้ เป็นต้นไป

All-New-Isuzu-Dmax-Cab4-Automatic-Interior

รถปิกอัพ All-New Isuzu D-Max เครื่องยนต์ 1.9 Ddi Blue Power ที่มีการเพิ่มรุ่นเกียร์อัตโนมัติให้เลือก มาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ช่วยในการควบคุมรถได้ง่ายทุกสถานการณ์อย่างครบครัน ได้แก่

  • ระบบควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESC (Electronic Stability Control)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีขณะออกตัว TCS (Traction Control System)
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน HSA (Hill Start Assist) และ
  • ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน HDC (Hill Descent Control)

All-New-Isuzu-Dmax-Spark-Automatic-Interior

โดยมีรายละเอียดและราคา ดังนี้

  • ใหม่! ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ แค็บ/แชสซีส์ ราคา 545,000 บาท
  • ใหม่! ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ สปาร์ค 4×2 ซึ่งปรับโฉมห้องโดยสารใหม่ เพิ่มที่วางแขนพร้อมช่องเก็บของระหว่างที่นั่งคนขับและผู้โดยสาร ราคา 607,000 บาท (สีเมทัลลิก เพิ่ม 7,000 บาท)
  • ใหม่! ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ สเปซแค็บ รุ่น S ราคา 640,000 บาท (สีเมทัลลิก เพิ่ม 7,000 บาท)
  • ใหม่! ออลนิว อีซูซุดีแมคซ์ แค็บโฟร์ รุ่น S ราคา 721,000 บาท (สีเมทัลลิก เพิ่ม 7,000 บาท)

All-New-Isuzu-Dmax-Automatic-Price

สำหรับใครมีแพลนจะเปลี่ยนรถใหม่ และอยากขายรถคันเดิม สามารถขายรถกับทาง CARRO ได้ง่ายๆ เพียงแค่ลงประกาศขายรถฟรี เราพร้อมรับซื้อรถมือสอง โดยให้ราคาที่คุณพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Best-Tire-For-Highway-Driving

สวัสดีครับ จอร์จ จากไทร์บิดกลับมาอีกครั้งครับ วันนี้อยากมาแนะนำว่าทำไมเราถึงขับรถทางไกลแล้วเหนื่อย แล้วมีวิธีไหนที่จะทำให้เราลดอาการเหนื่อยล้าจากการขับรถได้บ้างครับ จริงๆ แล้วการขับรถก็ไม่ได้ต่างอะไรกับการออกกำลังกาย โดยใช้เครื่องสั่นบริเวณท้องที่ทำให้ช่วยลดน้ำหนักที่เราเห็นตามทีวีกันครับ เพราะยิ่งเครื่องสั่นจะช่วยทำให้เราใช้พลังงานเยอะขึ้น ถ้าใช้พลังงานเยอะขึ้นก็จะยิ่งทำให้เราเหนื่อยล้าด้วยครับ

เพราะฉะนั้น การที่ทำให้เราเหนื่อยน้อยลง เราก็ควรเลือกยางรถยนต์ที่ทำให้เพื่อนๆขับสบาย นุ่ม ลดอาการสั่นให้มากที่สุดครับ เพื่อลดการใช้พลังงานของร่างกายจะทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนล้าน้อยลงครับ

จริงๆ แล้ว ยางมีให้เลือกหลากหลายฟังก์ชั่นการใช้งานครับ เพราะฉะนั้นเพื่อนๆควรเลือกยางประเภทนุ่ม ซึ่งเป็นยางที่สามารถซึมซับแรงกระแทกได้ดีจะช่วยลดอาการสั่นได้ดีครับโดย จอร์จ จะมาแนะนำเป็นแต่ละประเภทการใช้งานของรถให้เพื่อนๆ กันครับ

Best-Tire-For-Highway-Driving

โดยรถเก๋ง กลุ่มนี้ จอร์จ แนะนำว่ามีให้เลือกค่อนข้างหลากหลายรุ่นมาก แต่จอร์จ จะเรียงจากระดับพรีเมี่ยมๆ ลงไปถึงยางราคาประหยัดที่มีความนุ่มขับสบายครับ โดย แบรนด์ชั้นนำ ก็จะมี Yokohama V552, Michelin Primacy 4, Bridgestone T005A, Continental UC6, Goodyear Triplemax2, Dunlop LM705, Apollo Alnac4g, Maxxis MS800 ฯลฯ

Best-Tire-For-Highway-Driving

ต่อมาก็จะเป็นกลุ่มรถ SUV และรถกระบะครับ ซึ่ง จอร์จ ก็จะแนะนำยางจากพรีเมี่ยม ลง ไปถึงราคาประหยัดครับ โดยเริ่มจาก Michelin Primacy SUV, Yokohama G056, Bridgestone HL001, Continental UC6 SUV, Goodyear Efficient Grip Performance SUV, Dunlop PT3, Apollo Apterra HT2, Maxxis HT770 ฯลฯ

Best-Tire-For-Highway-Driving

โดยจริงๆ มีแบรนด์อื่นที่จอร์จไม่ได้พูดถึงอีกครับ แต่ขอแนะนำว่าถ้าเพื่อนๆ ที่ต้องการลดอาการเหนื่อยล้าจากการขับรถระยะทางไกลนั่นยางที่มีความนุ่มลดอาการสั่นในการขับขี่ก็เป็นส่วนช่วยส่วนหนึ่ง ไม่มากก็น้อยที่จะทำให้เพื่อนๆนั่นลดอาการเหนื่อยได้ครับ แต่ก็จะมีส่วนอื่นๆอีกไม่ว่าจะเป็นโช้คอัพที่คอยช่วยซึมซับแรงกระแทก หรือ จะเป็นรถที่เหมาะสมกับการขับขี่ทางไกลเช่นรถที่มีกำลังเครื่องที่ใหญ่ตั้งแต่ 1800 ขึ้นไป ก็จะยิ่งช่วยลดการขับแบบเหยียบตลอดเวลา และยังช่วยลดอาการสึกหรอของรถได้อีกด้วย เพราะถ้าเรายิ่งเร่งเครื่องตลอดเวลา ก็อาจจะยิ่งทำให้เครื่องยนต์ หรือ รถ ของเพื่อนๆ ชำรุดได้เร็วขึ้นครับ

หากเพื่อนๆ ที่ต้องการสอบถาม หรือ ต้องการคำแนะนำเรื่องยาง ที่ไทร์บิดออนไลน์ของเรามีผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำเรื่องยางเพื่อให้ตรงกับประเภทการใช้งานของเพื่อนๆครับเพราะบางครั้งเพื่อนๆอาจจะเลือกยางผิดแล้วไม่ตรงกับฟังก์ชั่นการใช้งานเช่นต้องการยางนุ่มเงียบแต่กลับไปใช้ยางสไตล์สปอร์ตทำให้มีความกระด้างมากกว่าครับ

หรือเพื่อนๆ จะเข้าอ่านรีวิวยางรุ่นต่างๆ ผ่านเว็บไซต์ของไทร์บิด www.tiresbid.com ได้ครับผม หรือแอดไลน์เข้ามาสอบถามที่ Line Official : @tiresbid ทางไทร์บิดเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะคอยให้คำแนะนำกับเพื่อนๆ ครับ โอกาสหน้าติตามบทความใหม่ๆ ของไทร์บิดอีกครับ ขอบคุณครับ

New-Car-Booking-MotorShow-2020

บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เผยยอดจองรถยนต์หลังการจัดงาน Motor Show 2020 แม้จะต้องเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิค-19 แต่ก็ยังมีผู้เข้าชมงานเป็นจำนวนถึง 1,049,046 คน ขณะที่ยอดจองในงานทะลุ 20,000 คัน ส่งผลให้ยอดขายรถในช่วงครึ่งปีหลังมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น

เมื่อรวมเข้ากับสภาวะของเศรษฐกิจที่บรรยากาศไม่เอื้อต่อการจับจ่ายของผู้บริโภค แม้ค่ายรถยนต์จะพยายามนำเสนอแคมเปญที่ดีภายในงาน แต่ผู้บริโภคก็ยังคงชะลอการตัดสินใจในการซื้อรถออกไป สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น มีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้บริโภค ในการตัดสินใจใช้เงินในสภาวะเช่นนี้

ยอดจองรถยนต์ วันที่ 29 มี.ค. – 9 เม.ย. 2560 รวม 36,093 คัน

ยอดจองรถยนต์ วันที่ 28 มี.ค. – 8 เม.ย. 2561 รวม 36,587 คัน

ยอดจองรถยนต์ วันที่ 27 มี.ค. – 7 เม.ย. 2562 รวม 49,278 คัน

ยอดจองรถยนต์ วันที่ 15 ก.ค. – 26 ก.ค. 2563 รวม 22,791 คัน

ตัวเลขยอดจองรวมทุกค่ายอยู่ที่ 22,791 คัน แบ่งเป็นรถยนต์ 18,381 คัน และรถจักรยานยนต์ 4,410 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับเป้าที่แต่ละบริษัทฯ ได้คาดการณ์ไว้ แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังคงระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก

 ยอดจองรถยนต์ในงาน-Motor-Show-2020

ตารางยอดจองรถยนต์ในงาน Motor Show 2020

ยอดจองรถจักรยานยนต์ในงาน-Motor-Show-2020

ตารางยอดจองรถจักรยานยนต์ในงาน Motor Show 2020

ซึ่งจากตัวเลขยอดจองรถภายในงาน ตลาดรถยนต์ในกลุ่มราคาตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไปยังคงได้รับความสนใจจากผู้บริโภค เนื่องจากมีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์นั่งอเนกประสงค์ ที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น

ยอดจองรถยนต์ 10 อันดับของ Motor Show 2019 วันที่ 15 ก.ค. – 26 ก.ค. 2563

1. Toyota 3,745 คัน

Toyota-Corolla-Cross-2020

2. Mazda 2,365 คัน

Mazda-CX-30-2020

3. Honda 2,001 คัน

Honda-CR-V-2020

4. Suzuki 1,583 คัน

Suzuki-XL7

5. Isuzu 1,510 คัน

Isuzu-D-Max-2020

6. MG 1,399 คัน

MG-ZS-2020

7. Mitsubishi 1,227 คัน

Mitsubishi-Xpander-Cross

8. Nissan 952 คัน

Nissan-Kicks-e-POWER-2020

9. BMW 888 คัน

BMW-X3-2020

10. Ford 742 คัน

Ford-Ranger-Raptor-2020

ส่วนแบรนด์รถจักรยานยนต์ ที่ทำยอดจองสูงสุด ได้แก่ อันดับ 1 ฮอนด้า ยอดจองรวม 1,545 คัน อันดับ 2 ยามาฮ่า 1,387 คัน อันดับ 3 คาวาซากิ ยอดจองรวม 446 คัน อันดับ 4 รอยัล เอนฟิลด์ ยอดจองรวม 321 คัน และอันดับ 5 ซูซูกิ 203 คัน

ส่วนถ้าใครอยากขายรถ เพื่อนำเงินไปซื้อรถใหม่ ง่ายๆ เพียงขายรถคันเก่ากับ CARRO Express ได้เงินไว! เร็ว! พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

The-10-Best-In-Motorshow-2020

งาน “มอเตอร์โชว์ 2020” หรือ “Motor Show 2020” ในยุค New Normal ที่มีรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รุ่นใหม่ๆ มาโชว์แล้ว รวมไปถึงอุปกรณ์เกี่ยวเนื่อง อุปกรณ์ตกแต่ง โปรโมชั่น และพริตตี้สาวสวยในยุคเฟซชิลด์ ที่ดูแปลกตาไปจากปีผ่านๆ มา …

ในงาน Motor Show 2020 ครั้งนี้ ถือเป็นมาตรฐานใหม่ของการจัดงานแสดง เป็นงานอีเว้นท์ใหญ่ของประเทศ ที่มีมาตรการการเฝ้าระวังโรคติดต่อที่มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ โดยการขับเคลื่อนในเชิงธุรกิจ ก็ยังจำเป็นจะต้องดำเนินต่อไป

ภายในงานยังถือได้ว่ามีเรื่องราว “ที่สุด” ของยานยนต์ทั้งหลายที่นำมาโชว์ในงานครั้งนี้ด้วย CARRO ขอรวบรวม “10 ที่สุด” ที่เกี่ยวกับรถยนต์ในงาน “Motor Show 2020” มาให้ทุกท่านได้ทึ่งกัน ว่ามีด้วยหรือเนี่ย!

Suzuki-Celerio-2020

ถูกที่สุด

รถที่ “ถูก” ที่สุดในงาน Motor Show 2020 ครั้งนี้ต้องยกให้ Suzuki Celerio (ซูซูกิ เซเลริโอ) รถ Eco-Car ขนาดเล็กของซูซูกิขายกันมาหลายปี มาในราคาเพียง 318,000 บาท ที่ขายกันมายาวนานหลายปี

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.0 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุด 68 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 90 นิวตัน-เมตร พร้อมระบบส่งกำลังแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT

Rolls-Royce-Phamtom-2020

แพงที่สุด

รถที่ “แพง” ที่สุดในงาน Motor Show 2020 ยังคงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก Rolls-Royce Phantom (โรลส์-รอยซ์ แฟนทอม) เป็นรถยนต์เพียงรุ่นเดียวที่ได้รับการขนานนามให้เป็น “King of cars” หรือรถยนต์ที่ดีสุดในโลก ได้รับความนิยมอย่างมากในบรรดา ดาราฮอลลีวูด, เซเลบริตี้ระดับ A-List รวมถึงนักกีฬาและนักดนตรีระดับแนวหน้า ในราคาคันละ 53,500,000 บาท!!!

ทะยานอย่างฉับไวแต่เงียบเชียบ ผสานความนุ่มนวลของการขับเคลื่อนแบบพรมวิเศษ (Magic Carpet Ride) ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน Twin Turbo V12 สูบ ขนาด 6.75 ลิตร ตัวถังสีทูโทน ล้อแม็กขอบ 22 นิ้ว ห้องโดยสารแบบ Bespoke Interior มาพร้อมกับ Starlight Headliner ที่ช่วยสร้างบรรยากาศท้องฟ้าในยามค่ำคืน และ The Gallery แบบ Rivenslate ลงตัวกับแดชบอร์ดที่ตกแต่งด้วยสีดำ Piano black

Lamborghini-Aventador-SVJ-Roadster-2020

รถ Super Car แพงที่สุด / เร็วที่สุด

รถ Super Car ที่ขึ้นชื่อว่า “แพง” ที่สุดในงาน Motor Show 2020 ครั้งนี้คือ Lamborghini Aventador SVJ Roadster (ลัมโบร์กินี อเวนทาดอร์ เอสวีเจ โรดสเตอร์) ที่มีราคาสูงถึง 48,980,000 บาท!!! และยังผลิตจำนวนจำกัดเพียง 800 คันทั่วโลก

มาพร้อมกับระบบอากาศพลศาสตร์ ALA (Aerodynamica Lamborghini Attiva) 2.0 ที่พัฒนาให้ทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และมีประสิทธิภาพในการจัดการอากาศได้ดีกว่ารุ่น Aventador SV Roadster ถึง 40%

มาพร้อมกับประสบการณ์ขับขี่แบบ Open Air ที่สมบูรณ์แบบที่สุด ตัวหลังคาทำจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ใช้เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร ที่สามารถรีดพละกำลังสูงสุดถึง 770 แรงม้า ช่วยให้ทะยานจาก 0-100 ภายในเวลาเพียง 2.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 350 กม./ชม.

Rolls-Royce-Cullinan-2020

รถ SUV แพงที่สุด

ส่วนรถ SUV ที่ขึ้นชื่อว่า “แพง” ที่สุดในงาน Motor Show 2020 ได้แก่ Rolls-Royce Cullinan (โรลส์-รอยซ์ คัลลิแนน) ตัวรถระดับ Ultra Luxury SUV รุ่นแรกของ Rolls-Royce ในราคา 33,500,000 บาท!!!

Cullinan ตั้งชื่อตามเพชรที่มีขนาดใหญ่สุดในโลก ซึ่งปัจจุบันถูกนำไปประดับอยู่บนมงกุฏของพระราชินีแห่งอังกฤษ โครงสร้างตัวถังผลิตจากอะลูมิเนียม ที่เป็นสิทธิบัตรของโรลส์-รอยซ์

ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน Twin Turbo V12 สูบ 6.75 ลิตร 563 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 850 นิวตันเมตร ที่ 1,600 รอบ/นาที ส่งกำลังสู่ล้อทั้ง 4 ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ห้องโดยสารสามารถขยายพื้นที่เพื่อเพิ่มความจุสัมภาระได้สูงสุดถึง 1,930 ลิตร

ขณะที่ช่วงล่างหน้าเป็นแบบดับเบิลวิชโบน และหลังแบบ 5 ลิงก์ ปรับความสมดุลอัตโนมัติ นับเป็นยนตรกรรมอเนกประสงค์สุดหรู รุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของ โรลส์-รอยซ์ ที่พร้อมฟันฝ่าอุปสรรคในทุกสภาพเส้นทาง

Takano-Auto-Thailand-2020

รถยนต์ไฟฟ้า ราคาถูกที่สุด

รถยนต์ไฟฟ้า ที่ราคาถูกสุดในงาน Motor Show 2019 ต้องยกให้ รถกระบะไฟฟ้าขนาดจิ๋ว Takano (ทากาโน่) TTE500 พาคุณไปได้ทุกที่ สามารถรับน้ำหนักในการบรรทุกได้มากถึง 300 กิโลกรัม

ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 5 กิโลวัตต์ พร้อมแบตเตอรี่ 12V 125 แอมป์ ขนาด 6 ลูก ใต้พื้นกระบะหลัง และเครื่องยนต์เบนซินขนาดจิ๋วช่วยปั่นไฟฟ้าให้แบตเตอรี่ ให้ระยะทางต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ที่ 100-120 กิโลเมตร โดยใช้เงินเพียง 30 บาท และทำความเร็วได้สูงสุด 60 กม./ชม. ในราคาพิเศษเพียง 388,000 บาท! (จากราคาปกติ 438,000 บาท)

Porsche-Taycan

รถยนต์ไฟฟ้า ราคาแพงที่สุด

รถยนต์ไฟฟ้าแพงที่สุดในงาน อยู่ที่บูธ Porsche นั่นคือ Porsche Taycan (ปอร์เช่ ไทคานน์ ใหม่) รถสปอร์ตคันแรกจากปอร์เช่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสมบูรณ์แบบ ตัวถัง 4 ประตูซีดานที่ยังคงเอกลักษณ์งานออกแบบของปอร์เช่ เอาไว้อย่างครบถ้วน พร้อมสมรรถนะการขับขี่สุดเร้าใจ และเทคโนโลยีล้ำยุค

เปิดตัวด้วยรุ่น ไทคานน์ เทอร์โบ เอส (Taycan Turbo S) พละกำลังสูงสุดกว่า 761 แรงม้า ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 7,100,000 บาท ไทคานน์ เทอร์โบ (Taycan Turbo) พละกำลังสูงสุด 680 แรงม้า ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 9,900,000 บาท

และ ไทคานน์ 4 เอส (Taycan 4S) พละกำลังสูงสุด 530 แรงม้า ที่มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 11,700,000 บาท! จัดว่าเป็นรถ EV ที่แพงที่สุดในงานนี้

Hyundai-County-2020

ใหญ่ที่สุด

ไม่มีใครใหญ่ไปกว่านี้แล้วในงาน Motor Show 2020 ครั้งนี้ ต้องยกให้ Hyundai County (ฮุนได เคานตี้) รถบัสที่บริษัท ฮุนได คอมเมอร์เชียล เวฮิเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ในเครือ ยนตรกิจ คอร์เปอเรชั่น เพิ่งจะได้สิทธิ์เป็นผู้นำเข้าและประกอบขายในบ้านเรา ในชื่อการค้าคือ Hyundai Truck & Bus (ฮุนได ทรัค แอนด์ บัส)

สำหรับ Hyundai County เป็นรถบัสขนาด 18+1 ที่นั่ง มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล D4D ขนาด 3.9 ลิตร แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ราคาเปิดตัวที่ 1,991,000 บาท

Siam-Watercraft-Cobalt

แปลกที่สุด

แปลกที่สุดในงาน Motor Show 2020 ต้องยกให้เรือ Cobalt ลำใหญ่ของบูธ SiamWatercraft ที่มาโชว์ในงานครั้งนี้

BMW-K1600B-2020

รถมอเตอร์ไซค์แพงที่สุด

รถมอเตอร์ไซค์แพงที่สุดในงาน Motor Show 2020 ต้องยกให้ BMW K1600B (บีเอ็มดับเบิลยู เค1600บี) ในราคา 1,695,000 บาท!

Toyota-In-Motor-Show-2020

บูธยี่ห้อรถคนสนใจเยอะสุด

ในงาน Motor Show 2020 ด้วยการจัดงานในรูปแบบวิถีชีวิตใหม่ “New Normal” ทำให้การเข้าชมในบูธนั้น ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ต้องจำกัดผู้คนต่อเนื้อที่ของบูธ สแกนเช็กอิน-เช็กเอาท์ ผ่าน App ไทยชนะ และต้องล้างมือด้วยเจลแอลกฮอลล์ เพื่อป้องการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยบูธที่คนให้ความสนใจมากที่สุดในงานนี้คงต้องยกให้ Toyota (โตโยต้า)

เนื่องจากมีผู้คนสนใจรถรุ่นใหม่ที่ Toyota นำมาโชว์ในงานนี้มาก อาทิเช่น Toyota Corolla Cross, Toyota Hilux Revo และ Toyota Fortuner เป็นต้น ทำให้มีผู้คนยอมรอต่อแถวเข้าคิวยาวเหยียด หรือรอรับบัตรคิวไว้นับพันคนเลยทีเดียว!

ส่วนถ้าใครอยากขายรถ เพื่อนำเงินไปซื้อรถใหม่ ง่ายๆ เพียงขายรถคันเก่ากับ CARRO Express ได้เงินไว! เร็ว! พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณรูปภาพบางส่วนจาก:

1 2 3 8