Taximeter-Extended-Lifetime

กรมการขนส่งทางบก รับลูก ครม. อนุมัติขยายอายุการใช้งานรถแท็กซี่จากเดิม 9 ปี เป็น 12 ปี โดยต้องเป็นรถที่จดทะเบียน “ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2563” และผ่านการตรวจสภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด มีความมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัยต่อการให้บริการ

ที่สำคัญ ต้องผ่านเกณฑ์การตรวจสภาพ ที่กรมการขนส่งทางบก และกรมควบคุมมลพิษร่วมกันกำหนดขึ้น เพื่อให้มีมาตรฐานสมรรถนะ ความมั่นคงแข็งแรง และความปลอดภัยในการใช้งาน มีคุณภาพและความเรียบร้อยในการรับจ้างจนสิ้นอายุการใช้งาน

ทั้งนี้ รถแท็กซี่ที่ได้รับการขยายอายุการใช้งานต้องผ่านการตรวจสภาพและเกณฑ์การวินิจฉัยการตรวจสภาพรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ พ.ศ. 2555 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียนกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการตรวจสภาพรถยนต์รับจ้างบรรทุกผู้โดยสารไม่เกินเจ็ดคนเพื่อขยายอายุการใช้งานจาก 9 ปี เป็น 12 ปี ในปี 2564 จะมีรายการที่ต้องตรวจสภาพเพิ่มเติม ดังนี้

1. ตรวจก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และก๊าซไฮโดรคาร์บอนจากท่อไอเสีย โดยใช้เครื่องวิเคราะห์ก๊าซในขณะที่เครื่องยนต์อยู่ในรอบเดินเบาและไม่มีภาระ และให้ตรวจทุกชนิดเชื้อเพลิงในกรณีมีการใช้เชื้อเพลิงมากกว่า 1 ชนิด โดยค่าก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ต้องไม่เกินร้อยละ 0.5 โดยปริมาตร และค่าก๊าซไฮโดรคาร์บอนต้องไม่เกิน 100 ส่วนในล้านส่วน

2. โครงสร้างและตัวถังรถ ต้องมีความมั่นคงแข็งแรงสามารถรองรับการทำงานของรถขณะมีน้ำหนักเต็มอัตราบรรทุกได้ในทุกสภาพการใช้งาน ไม่ชำรุด ผุกร่อน จนมีผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของรถ เป็นต้น

3. ประตูและพื้นรถ ต้องไม่ชำรุด ผุกร่อน จนมีผลกระทบต่อความมั่นคงแข็งแรงของรถและความปลอดภัยในการใช้งาน สะอาด ไม่มีคราบเปื้อน คราบสกปรก หรือขยะ

4. ที่นั่งผู้ขับรถ ที่นั่งคนโดยสารและพนักพิงศีรษะ ไม่ชำรุดทรุดโทรมหรือเสียหาย ที่นั่งต้องยึดติดกับโครงสร้างรถและตัวถังรถอย่างมั่นคงแข็งแรง

5. ตรวจเข็มขัดนิรภัยและจุดยึดเข็มขัดนิรภัย รวมถึงตรวจการล็อกและปลดล็อกของเข็มขัดนิรภัยโดยการกระตุกหรือกระชากต้องทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. สีรถ ภายนอกตัวรถ ไม่มีรอยแตกร้าว รอยด่าง คราบสนิม หรือรอยหลุดลอกชำรุดจำนวนมากหรือขนาดใหญ่ และสีรถถูกต้องตามเอกสารหลักฐานหรือเป็นไปตามเงื่อนไขที่ทางราชการกำหนด

7. เครื่องปรับอากาศ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถปรับอากาศภายในรถและภายในห้องโดยสารได้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส ปรับทิศทางและแรงลมได้ ไม่มีน้ำรั่วซึมออกจากระบบปรับอากาศภายในรถหรือภายในห้องโดยสาร ไม่มีเสียงดังรบกวน มีกลิ่นเหม็น หรือกลิ่นอับชื้น

8. ที่เก็บสัมภาระท้ายรถสำหรับผู้โดยสารต้องมีสภาพดี ไม่ชำรุดหรือเสียหาย ผนังทุกด้านปิดทึบมั่นคงแข็งแรงและถาวร รวมถึงมีความสะอาด เรียบร้อย ไม่มีสิ่งของที่จะเป็นอุปสรรคในการวางสัมภาระของผู้โดยสาร

https://dlt.go.th/web-upload/m_news/172/2810/file_photo/a96a53a8d171efa4a5f342fc8cb2109f.jpg

เจ้าของรถที่มีความประสงค์จะขยายอายุการใช้งานรถแท็กซี่สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานการขนส่งผู้โดยสาร กรมการขนส่งทางบก ส่วนรถที่จดทะเบียนต่างจังหวัดยื่นความประสงค์ได้ที่กลุ่มวิชาการ สำนักงานขนส่งแต่ละจังหวัด

หลักฐานประกอบการดำเนินการ ได้แก่ใบคู่มือจดทะเบียนหรือภาพถ่าย หลักฐานประจำตัวเจ้าของรถ ใบอนุญาตขับรถสาธารณะหรือใบอนุญาตขับรถตามกฎหมายในประเภทที่ใช้แทนกันได้ที่ยังไม่สิ้นอายุ หลักฐานการจัดให้มีประกันภัยคุ้มครองบุคคลที่ 3 และประกันภัยเพิ่มเติมที่ให้การคุ้มครองความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัย ในวงเงินไม่ต่ำกว่า 50,000 บาท สำหรับการชดใช้ค่าเสียหายต่อคนในแต่ละครั้ง และความเสียหายต่อทรัพย์สินในวงเงินไม่ต่ำกว่า 200,000 บาท สำหรับการชดใช้ค่าเสียหายในแต่ละครั้ง

รถแท็กซี่ที่ได้รับการขยายอายุการใช้งานจาก 9 ปี เป็น 12 ปี จะต้องเข้ารับการตรวจสภาพระหว่างการใช้งานปีละ 4 ครั้ง เพื่อให้รถมีสภาพมั่นคงแข็งแรงและปลอดภัยเพียงต่อการให้บริการ

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดให้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบรายเดือนแทนการใช้วิทยุสื่อสารได้ โดยต้องแสดงหมายเลขโทรศัพท์ไว้ภายในห้องโดยสารที่ผู้โดยสารสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน และบริเวณประตูตอนหลังด้านนอกทั้งสองด้าน และด้านบนของกระจกบังลมหน้ารถด้วย

แหล่งที่มา :

Toyota-Corolla-Altis-ZZE141-ZZE142-ZRE143

รถยนต์ที่คนทั่วโลกรู้จักและเชื่อมั่นในคุณภาพ อย่าง Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ ก็มีอยู่ด้วยกันกว่าสิบกว่าเจเนอเรชั่น ตั้งแต่รุ่นแรก (KE10) ที่เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 1966 และมีการพัฒนามาตลอดอายุการผลิต 50 กว่าปี ทำให้ Toyota สามารถผงาดสู่ความเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยยอดขาย Corolla ที่มากถึง 47 ล้านคัน

ซึ่งรถยนต์ Corolla หนึ่งคัน จะถูกขายทุกๆ 15 วินาที ในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดสำหรับโตโยต้าทั่วโลก และยอดขายสะสมกว่า 800,000 คัน ในไทย (ยอดถึงปี 2019)

แต่สำหรับเวอร์ชั่นที่ได้ชื่อว่า ยอดนิยมที่สุดอีกหนึ่งรุ่น รวมไปถึงยอดจำหน่ายที่มากพอสมควร และมีกลุ่มคนนิยมใช้กันเป็นจำนวนมาก และยังเป็นขวัญใจแท็กซี่อีก (เช่นกัน) นั่นคือ “Toyota Corolla Altis” (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) โฉม “ZZE141 (รุ่น 1.6), ZZE142 (รุ่น 1.8), ZRE141 (รุ่น 1.6 เครื่องยนต์ใหม่), ZRE142 (รุ่น 1.8 เครื่องยนต์ใหม่) และ ZRE143 (รุ่น 2.0 เครื่องยนต์ใหม่)” ครับผม

MR.CARRO วันนี้จะมาพูดถึง “อัลติสมือสอง” หรือ “อัลติสหน้าแบน” รถสุดยอดนิยมของคนไทยอีกหนึ่งรุ่น เผื่อจะได้ช่วยให้คนตัดสินใจหารถมือสองรุ่นนี้มาใช้ จะได้มีตัวเลือกในการพิจารณามากขึ้น

Toyota-Corolla-Altis-TH-2008

ส่วน “โคโรลล่า อัลติส” ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 แบบเวอร์ชั่นไทย มาภายใต้แนวคิด “Be Your Own Star” ออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยเวอร์ชั่นไทย ยังคงอิงแบบเดียวกับเวอร์ชั่นจีน, ไต้หวัน และอเมริกาเหนือ เป็นต้น

พร้อมดึงตัวนักแสดงฮอลลีวูดชาวอังกฤษชื่อดัง อย่าง Orlando Bloom มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ของรถรุ่นนี้ เปิดตัวในวันที่ 29 มกราคม 2551

รูปโฉมภายนอกดูสดใหม่ สปอร์ตขึ้น ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ Cd = 0.29 พร้อมเพิ่มออพชั่นเด่นๆ อย่าง ชุดไฟหน้า HID, ระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ Rain Sensor, ชุดไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้างทุกรุ่นย่อย, ระบบ Curise Control และพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS (Electric Power Steering)

Toyota-Corolla-Altis-TH-2008

ภายในห้องโดยสาร ดีไซน์ใหม่ ทำให้ห้องโดยสารภายในมีความจุเพิ่มขึ้นมากกว่ารถรุ่นเดียวกันในตลาด อย่างน้อย 6 ลบ.ซม. ด้วยคอนโซลออกแบบไร้รอยต่อ ล้อมรอบด้วยวัสดุสีเงิน ขอบประตูเชื่อมกันดูโค้งมนกลมกลืน ติดตั้งเครื่องเสียงวิทยุและ CD เล่นระบบ MP3 ได้แบบ 1 แผ่น และ 6 แผ่นในรุ่น 1.8 ลิตร ส่วนระบบแอร์เป็นแบบอัตโนมัติในรุ่น 1.8 ลิตร

Toyota-Corolla-Altis-TH-2008

Toyota Corolla Altis โฉมนี้ แรกเริ่มยังใช้เครื่องยนต์เดิมขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3ZZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 110 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดถูกปรับลดลงมาเป็น 14.8 กก.-ม. (145 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบ Sequential

และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุดลดลงมาเหลือ 132 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.3 กก.-ม. (170 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบ Sequential

ซึ่งอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในรุ่น 1.8 ลิตร จากการทดสอบโตโยต้า (ตอนนั้น) เคลมว่าทำได้ถึง 15.93 กม./ลิตร และยังใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ด้วย

Toyota-Corolla-Altis-TH-2008

ระบบช่วงล่าง ด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วงล่างหลังแบบ ทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลง ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรก ติดตั้งล้ออัลลอยด์ 15 นิ้ว 7 ก้าน พร้อมยาง 195/65 R15 ในรุ่น 1.6 ลิตร และล้ออัลลอยด์ 16 นิ้ว แบบ 10 ก้าน มาพร้อมยาง 205/55 R16 (ยังเป็นรุ่นแรก ที่ใช้ล้อแม็กแบบ 5 รูด้วย)

รุ่นย่อยที่มีให้เลือกก็ได้แก่ รุ่น 1.6 J, 1.6 E, 1.6 G, 1.8 E และ 1.8 G ในราคา 709,000 – 969,000 บาท ซึ่งเคาะราคาลดลงจากรุ่นเดิม คือ ส่วนลดจากภาษีรถที่ใช้น้ำมัน E20

ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย ในรุ่น 1.8 G และ 1.8 E จะเน้นเจ้าของกิจการ ผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่คำนึงภาพลักษณ์ 1.6 G และ 1.6 E เน้นกลุ่มพนักงานระดับกลาง ข้าราชการ ที่คำนึงถึงความคุ้มค่า และ 1.6 J พนักงานทั่วไปที่เน้นความคุ้มค่า ตั้งเป้ายอดขาย 2,600 คัน/เดือน

Toyota-Corolla-Altis-LIMO-CNG-TH-2008

ในวันที่ 16 ตุลาคม 2551 Toyota ได้แนะนำ Toyota LIMO CNG (โตโยต้า ลีโม่ CNG) สำหรับตลาดแท็กซี่โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นรุ่นติดตั้งก๊าซ NGV โดยตรงจากโรงงานโตโยต้า หรือ OEM (Original Equipment Manufacturer) มาพร้อมจุดเด่น 4 อย่าง ได้แก่ ออกแบบสำหรับใช้ก๊าซธรรมชาติอัดโดยเฉพาะ, ความทนทานต่อการใช้งาน, ความปลอดภัยของอุปกรณ์ และการรับประกันคุณภาพมาตรฐานโตโยต้า ในราคา 724,000 บาท

Toyota-Corolla-Altis-SS-I-2009

เดือนกุมภาพันธ์ 2552 เปิดตัว Toyota Corolla SS-I (Superb Sedan-One) ใส่ชุดแต่งสปอร์ต ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 900 คัน ด้วยกระจังหน้าสีขาวแนวนอน พร้อมโครเมียม, สเกิร์ตรอบคัน พร้อมสปอยเลอร์หลัง, ไฟท้าย LED แบบเลนส์ใส, ฝาครอบท่อไอเสียสแตนเลส, ล้อแม็ก 15 นิ้ว สี Smoke Chrome พร้อมยาง 195/65R15

Toyota-Corolla-Altis-SS-I-2009

ภายในตกแต่งแผงคอนโซลกลางสี Metallic พร้อมลายไม้สีดำ สีภายในสีดำ-เบจ และเบาะหนังทูโทนสีเบจ-ดำ, พวงมาลัยหุ้มหนัง แบบ 3 ก้าน, หัวเกียร์หุ้มหนัง และฐานเกียร์ลายไม้ดำพร้อมขอบโครเมียม

Toyota-Corolla-Altis-TH-2009

ต่อมาในวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ได้แนะนำ Toyota Corolla Altis เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เป็นครั้งแรก พร้อมตกแต่งด้วยชุดสเกิร์ตรอบคัน มีสปอยเลอร์หลัง ล้อแม็กลาย 10 ก้าน ขนาด 16 นิ้ว เพิ่มสีขาวมุก White Pearl ใหม่ และเครื่องยนต์ใหม่รหัส 3ZR-FE ที่มีระบบ Dual VVT-i มาใช้ใน Corolla Altis เป็นครั้งแรก ในราคา 949,000 – 1,184,000 บาท

Toyota-Corolla-Altis-TH-2009

โดยในรุ่น 2.0 V Navigator ได้เพิ่มปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ และปุ่มโทรออกด้วยเสียง กับระบบนำทาง (In-Car Navigator) และกล้องมองหลังเพื่อเพิ่มความปลอดภัยขณะถอยจอด พร้อมระบบไฟหน้าแบบ HID ปรับระดับสูง-ต่ำแบบอัตโนมัติ ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ Push Start, ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ Smart Entry และระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle Shift และระบบไฮเทคอย่าง ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control) และระบบ TRC (Traction Control) ก็มีติดตั้งมาด้วยเช่นกัน

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด141 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.3 กก.-ม. (189 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT

มีให้เลือกด้วยกัน 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น 2.0 G, 2.0 V และ 2.0 V Navi

Toyota-Corolla-Altis-Advanced-CNG-2009

และในเดือนพฤศจิกายน 2552 ได้แนะนำ Toyota Corolla Altis Advanced CNG ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้ก๊าซ NGV พร้อมเพิ่มรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงได้ทั้ง ก๊าซธรรมชาติอัด (CNG) และน้ำมันแก็สโซฮอล์ E20 ในรุ่น 1.6 มาตรฐาน, 1.6 CNG และ 1.6 E CNG A/T (ราคา 834,000 บาท)

ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี นับตั้งแต่เปิดตัว Corolla Altis โฉมอัลติสหน้าแบน ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า สามารถสร้างยอดขายสะสมมากกว่า 58,000 คัน (ข้อมูลถึงวันที่ 31 มกราคม 2553)

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2010

11 กุมภาพันธ์ 2553 Toyota ได้เปิดตัว (โคโรลล่า อัลติส ทีอาร์ดี สปอร์ติโว) ใหม่ สำหรับคนรุ่นใหม่ นักขับหัวใจสปอร์ต ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,000 คันเท่านั้น มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น 1.6 TRD Sportivo ราคา 839,000 บาท และ 1.8 TRD Sportivo ราคา 894,000 บาท

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2010

โฉบเฉี่ยว เร้าใจด้วยชุดแต่งสเกิร์ตรอบคัน และสปอยเลอร์หลัง, ไฟหน้า แบบ Smoke Chrome, ล้อแม็ก TRD ขนาด 16 นิ้ว สีเทาดำ พร้อมยางขนาด 205/55/R16 และโคมไฟท้าย LED แบบเลนส์ใส กับปลายท่อไอเสียสเตนเลส ภายในสปอร์ต โทนสีดำทั้งเบาะนั่ง แผงประตู พวงมาลัย และหัวเกียร์หุ้มหนัง แผงคอนโซลหน้าสีเมทัลลิก พร้อมลายหินอ่อนสีดำ

Toyota-Corolla-Altis-TH-2010

5 สิงหาคม 2553 ได้เวลาปรับโฉม Toyota Corolla Altis รุ่นไมเนอร์เชนจ์ ไฟหน้า, กระจังหน้า, กันชนหน้า กันชนหลัง และล้อแม็ก 16 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ … ภายใต้แนวคิด Beyond Definition พร้อมดึง โฬม-พัชฏะ นามปาน (หรือชื่อใหม่ โอม-อัชชา นามปาน) เป็นพรีเซ็นเตอร์รถรุ่นนี้ ในราคา 744,000 – 1,194,000 บาท

โดย Altis โฉมนี้ นำเครื่องยนต์ระบบ Dual VVT-i มาใช้ พร้อมระบบ ACIS ปรับเปลี่ยนความยาวท่อไอดี ให้เหมาะสมกับการทำงานของเครื่องยนต์ สร้างกำลังและแรงบิด อย่างมีประสิทธิภาพในทุกรอบความเร็ว ตั้งแต่รอบต่ำจนถึงรอบสูง และระบบส่งกำลังใหม่ Super CVT-i ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ยอดเยี่ยม และประหยัดน้ำมัน

มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่! ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 1ZR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 122 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดถูกปรับลดลงมาเป็น 15.7 กก.-ม. (154 นิวตัน-เมตร) ที่ 5,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบ Gate Type

เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.7 กก.-ม. (173 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด แบบ Super CVT-i พร้อม Sequential

และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 145 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.0 กก.-ม. (187 นิวตัน-เมตร) ที่ 3,600 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด แบบ Super CVT-i พร้อม Sequential

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2011

มีนาคม 2554 Toyota ได้เปิดตัว Toyota Corolla Altis TRD Sportivo โฉมไมเนอร์เชนจ์ ในงาน Motor Show 2011 ผลิตจำนวนจำกัด 2,800 คัน งวดนี้มีเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ได้แก่ รุ่น 1.8 TRD Sportivo ราคา 919,000 บาท

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2011

มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน สเกิร์ตกันชนหน้า ด้านข้าง กันชนหลัง และสปอยเลอร์หลัง พร้อมล้อแม็กอัลลอย TRD ขนาด 16 นิ้ว สีเทาดำ พร้อมยางขนาด 205/55/R16 เหมือนเดิม ภายในตกแต่งด้วยโทนสีเทาดำ เบาะนั่งหนังสีดำพร้อมโลโก้ TRD Sportivo แผงประตูลายเมทัลลิค พร้อมพวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง และสีพิเศษ ได้แก่ สีขาว Super White และ สีดำ Black Mica เท่านั้น

Toyota-Corolla-Altis-50th-Toyota-Thailand-2012

เดือนกุมภาพันธ์ 2555 Toyota ออกรถรุ่นพิเศษ ฉลองครบรอบ 50 ปี โตโยต้า ประเทศไทย เจ้า Altis โฉมนี้ก็ได้ทำเป็นรถรุ่นพิเศษด้วย โดดเด่นด้วยล้อแม็ก 15 นิ้ว รมดำ ตัวรถมีสีขาว Super White II และสีพิเศษ Light Purple Mica Metallic เฉพาะรุ่นนี้ให้เลือก ในราคา 903,000 บาท

ภายในโทนสีดำ เบาะหนังแท้ พร้อมระบบบริหารหลังไฟฟ้า สำหรับคนขับ ชุดเครื่องเสียงหน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว รองรับ Smart G-Book มีพรมปูพื้น และแผงคอนโซลหน้า แผงประตูข้างเมทัลลิกสีใหม่ เป็นต้น

Toyota-Corolla-Altis-TH-2012

13 พฤศจิกายน 2555 Toyota เปิดตัว Corolla Altis รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ (ขยันปรับกันทุกปีจริงๆ!) โดยเฉพาะในรุ่น 1.8 ลิตร ที่สามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล E85 ได้ กับราคาใหม่ที่ปรับลดลง จากสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากอัตราภาษีรถยนต์ E85 พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ โคโรลล่า อัลติส คนใหม่ “อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ”

ในรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ได้ปรับเปลี่ยนวัสดุ และชนิดสารเคลือบของอุปกรณ์ต่างๆ อาทิเช่น แหวนลูกสูบและลูกสูบ ท่อส่งน้ำมันเข้าหัวฉีดวาล์วและบ่าวาล์วของทั้งไอดีและไอเสีย หัวเทียน รวมทั้ง PCV วาล์ว เพื่อให้สามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ ในรุ่น 1.8 ลิตร มีการเพิ่มรุ่น 1.8G Navi ที่มาพร้อมกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ภายในโทนสีเทา-ดำ, ระบบนำทางในรถยนต์ In-Car Navigator พร้อมกล้องมองหลัง ในขณะที่รุ่น 2.0 ลิตร เพิ่มกระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ ที่สามารถแสดงภาพจากกล้องมองหลังผ่านทางกระจกได้ และในรุ่น 1.6 ลิตร (ในรุ่น 1.6 E CNG A/T, 1.6 J M/T, CNG M/T (Color) และ CNG M/T) ที่เพิ่มถุงลมและเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ อีกด้วย

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2013

28 กุมภาพันธ์ 2556 Toyota เปิดตัว Toyota Corolla Altis TRD Sportivo อีกรอบ ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก Corolla Altis รุ่น 1.8 E ใส่ชุดแต่งสไตล์สปอร์ต เพียงแค่ 3,200 คัน เท่านั้น โดดเด่น ด้วยสีขาว Super White และสีดำ Attitude Black Mica ในราคา 889,000 บาท

ภายนอก ดีไซน์สปอร์ต ชุดไฟหน้า ฮาโลเจน พร้อมไฟท้าย LED แบบรมดำ, ชุดสเกิร์ตรอบคัน พร้อมสปอยเลอร์หลัง, ล้อแม็ก TRD พร้อมยางขนาด 205/55 R16 และปลายท่อไอเสียสแตนเลส

ภายในคมเข้ม แผงคอนโซลหน้าและด้านข้างประตูสีเมทัลลิก และ Piano Black พวงมาลัยหุ้มหนัง สไตล์สปอร์ต 3 ก้าน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง, หัวเกียร์หุ้มหนังเดินด้ายสีส้ม พร้อมฐานเกียร์ขอบสีส้ม, เบาะหนังสลับผ้าแบบสปอร์ต สีเทาดำ พร้อมพรมปูพื้นลายพิเศษ TRD Sportivo

หลังจากนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว ขายกันไปเรื่อยๆ จนหมดอายุตลาดไปในเดือนมกราคม 2557 หลังจากการเปิดตัว Corolla Altis โฉมใหม่เจนเนอเรชั่นที่ 11 ครับ

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Corolla Altis (ZZE141/ZZE142/ZRE141/ZRE142/ZRE143) ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยมมาก แท็กซี่ก็นิยมเช่นกัน รูปทรงสวย สมรรถนะดี คุณภาพคับแก้ว ทนทานและประหยัดตามสไตล์โตโยต้า อะไหล่หาง่าย อู่ทั่วไปก็ซ่อมได้ ยังมีคนใช้งานกันอยู่เยอะ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่ตัวถังภายในกว้างขวาง เบาะหน้าปรับปรุงใหม่ นั่งสบายขึ้นมาก พนักพิงหลังยาว รองรับแผ่นหลังได้เต็ม เบาะหลังนั่งสบายขึ้น ช่วงล่างดีขึ้น โคลงน้อยลง เครื่องยนต์ VVT-i ให้อัตราเร่งดี เครื่องยนต์ในรุ่นปี 2008 – 2010 ทั้งในรุ่น 1.6 และ 1.8 ทนทาน ประหยัดน้ำมัน ติดแก๊สได้

ระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT เป็นแบบฟันเฟือง ทนทาน แต่ก็สิ้นเปลืองกว่ารุ่นที่เปลี่ยนเป็นเกียร์ Super CVT-i 7 สปีด ที่ตอบสนองดีกว่า ออกตัวเรียบๆ ไม่กระชาก แต่ถ้าถึงระยะในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ กรองเกียร์ หรือชิ้นส่วนต่างๆ อย่าละเลย แค่นี้ก็ใช้งานได้ยาวๆ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้เรื่องอะไหล่ไม่ต้องกังวล เพราะเป็นรถที่ทนทานอีกรุ่น อะไหล่ก็มีเยอะตามไปด้วย จะเข้าศูนย์บริการ หรือซ่อมอู่ข้างนอกก็ย่อมได้ ระบบไม่ซับซ้อน ซ่อมได้ทุกจุด ค่าซ่อมถูก ซ่อมได้ทุกอู่ ของเก่าจากเซียงกงก็มีพร้อม เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 – 20,000 บาท ก็เพียงพอ

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 150,000 – 340,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ) และหากรถที่เคยเป็นแท็กซี่เก่ามาก่อน ราคาขายต่อก็จะถูกกว่านี้เยอะ (ราคาประมาณ 4-8 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับสภาพ ปลดป้าย จดทะเบียนใหม่ เก็บสภาพ ทำสีมาแล้วหรือยัง ก็สามารถซื้อได้แล้ว)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Toyota Corolla Altis (ZZE141/ZZE142/ZRE141/ZRE142/ZRE143) รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิกเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Toyota-Altis ได้เลยครับผม

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Taximeter-Baggage-Fees

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง กำหนดอัตราค่าบริการอื่น กรณีการจ้างโดยมีบริการพิเศษสำหรับรถแท็กซี่มิเตอร์ (Taxi-Meter) ที่จดทะเบียนในเขตกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2563 โดยที่เป็นการแก้ไขปรับปรุงอัตราค่าบริการอื่น ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น

ซึ่งมีการปรับค่าบริการอื่นกรณีการจ้างโดยมีบริการพิเศษดังนี้

1. การจ้างที่มีการบรรทุกสัมภาระที่มีขนาดความกว้าง ความยาว หรือความสูงด้านใดด้านหนึ่งเกินกว่า 26 นิ้ว ขึ้นไป ให้เรียกเก็บค่าบริการในอัตราชิ้นละไม่เกิน 20 บาท

2. การจ้างที่มีการบรรทุกสัมภาระที่มีขนาดความกว้าง ความยาว หรือความสูงด้านใด ด้านหนึ่งไม่เกิน 26 นิ้ว เกินกว่าสองชิ้น ให้เรียกเก็บค่าบริการตั้งแต่ชิ้นที่สามขึ้นไป ในอัตราชิ้นละไม่เกิน 20 บาท ทั้งนี้ ไม่นับรวมกับสัมภาระตามข้อ 1

3. การจ้างที่มีการบรรทุกสัมภาระเป็นอุปกรณ์การกีฬาจำพวก ถุงกอล์ฟ รถจักรยาน วินด์เซิร์ฟ หรือเครื่องดนตรี ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 50 นิ้ว ขึ้นไป ให้เรียกเก็บค่าบริการในอัตราชิ้นละไม่เกิน 100 บาท

4. การจ้างที่มีการบรรทุกสัมภาระเป็นสินค้า สิ่งของ อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ ที่บรรจุกล่อง และที่มิได้มีการบรรจุกล่อง แต่มีการมัดรวมหรือหีบห่อรวมกันไว้ ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 50 นิ้ว ขึ้นไป ให้เรียกเก็บค่าบริการในอัตราที่บรรจุกล่อง มัดรวมหรือหีบห่อชิ้นละไม่เกิน 100 บาท

*สัมภาระ ในที่นี้หมายถึง สิ่งของหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่นำติดตัวมาด้วย แต่มิได้หมายความรวมถึงรถวีลแชร์ ไม้เท้า หรืออุปกรณ์สำหรับคนพิการ

แหล่งที่มาจาก:

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

ในช่วงนี้หลายคนอาจตื่นตระหนกกันถึง “โคโรนาไวรัส” หรือ “โควิด-19” ที่แพร่ระบาดจากเมืองอู่ฮั่น มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน ก่อนจะแพร่กระจายไปทั่วโลก โดยติดมากับนักท่องเที่ยวจีน (ที่มาแพร่ระบาดในไทยด้วย) ซึ่งทางองค์การอนามัยโลก รัฐบาลจีน รวมไปถึงกระทรวงสาธารณสุขของไทยเอง ก็กำลังรับมือป้องกันเชื้อไวรัส และให้การรักาษาผู้ป่วยอย่างเต็มที่

วิธีป้องกันตัวเองอย่างง่ายๆ ในเวลานี้ ก็ขอให้ทุกท่าน “กินร้อน ช้อนส่วนตัว ล้างมือ” รวมไปถึงการใส่หน้ากากอนามัย และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด แค่นี้ก็สบายใจขึ้นได้ในระดับหนึ่งแล้วล่ะครับ

ในวันนี้ MR.CARRO จะขอมาแนะนำรถมือสอง Toyota Corona (โตโยต้า โคโรน่า) (AT190/ST191) ซึ่งใช้ชื่อรุ่น ชื่อเดียวกับไวรัสที่กำลังระบาดอยู่ในเวลานี้ครับผม

Carro-Toyota-Corona

ก่อนอื่นของเล่าประวัติรุ่นนี้ในญี่ปุ่นสั้นๆ สำหรับ Toyota Corona ท้ายโด่ง (เจนเนอเรชั่นที่ 10) ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1992 ตัวรถถูกออกแบบใหม่หมด ด้วยรูปทรงที่ดูอ้วนกลม ลู่ลม ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน Cd = 0.31 มีลักษณะเด่นคือด้านท้ายค่อนข้างใหญ่ แบ่งออกเป็นรุ่นหลักๆ ได้ด้วยกัน 2 แบบ นั่นคือ แบบ 4 ประตู Sedan

Toyota-Corona-SF

และแบบ 5 ประตู Hatchback (หรือ Liftback) ในชื่อ “Corona SF” ซึ่งในเมืองไทยเองก็มีผู้จำหน่ายอิสระนำเข้ารุ่นนี้มา ในช่วงรถนำเข้าเฟื่องฟู แต่ก็หายากสุดๆ

Toyota-Caldina

และในแบบแวกอน ที่แตกออกไปใช้ชื่อรุ่นใหม่เลย ในชื่อ “Caldina” (แคลดิน่า) (หรือ Carina E ในยุโรป) ซึ่งก็ขายต่อกันมาจนถึงกลางยุค 2000 จึงเลิกผลิตไป ในบ้านเรามีหลายคัน

เมื่อเปรียบเทียบกับ Corona รุ่นที่ผ่านมา (ตัวหน้ายักษ์/หน้ายิ้ม) Corona โฉมนี้มีตัวรถที่ยาวขึ้น 80 มม. สูงขึ้น 40 มม. และระยะฐานล้อยาวขึ้น 55 มม. เพิ่มความสบายขึ้นในทุกมิติ ทั้งเบาะหน้าและเบาะหลัง และพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายที่ใหญ่สุด ในรถระดับเดียวกัน โดยรุ่นนี้ ในญี่ปุ่นมียอดขายรวมมากถึง 269,293 คัน!

ในญี่ปุ่นเอง มีการใช้พรีเซนเตอร์โฆษณารถยนต์รุ่นนี้ด้วย โดยดึงเอา Masatoshi Nakamura นักร้องรุ่นใหญ่ชื่อดังของญี่ปุ่น มาเป็น Mr.Corona โฆษณารถรุ่นนี้

Toyota-Corona-EXIV

อีกทั้งยังมีรุ่น 4 ประตูแบบ Hardtop ที่ใช้พื้นฐานเดียวกันกับ Celica และยังเป็นคู่แฝดของ Carina ED อีกด้วย ในชื่อ “Corona EXIV” (EXIV เป็นคำที่ย่อมาจาก EXtra ImpressiVe)

Toyota-Corona-Motor-Show-1993

ภาพจาก Grand Prix Photolike

สำหรับในไทย Toyota Corona รุ่นนี้เปิดตัวเมื่อเดือนมกราคม 2536 เป็นการจัดงานเปิดตัวรถที่ยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่งเลยทีเดียว และ Corona รุ่นนี้ ถือเป็นรถรุ่นเดียวในประเทศไทยที่มีการถ่ายทอดสดงานเปิดตัวผ่านโทรทัศน์ ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

โดยรุ่นแรก ในตลาดรถมือสองเรียกว่ารุ่น “ท้ายโด่งไฟแถบ” มีรุ่นย่อยหลักๆ 3 รุ่น กับอุปกรณ์มาตรฐานเด่นๆ ได้แก่

  • 1.6 XLi เป็นรุ่นถูกสุด ภายในเป็นแบบเบาะหนังเทียม ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก ล้อกระทะเหล็ก 14 นิ้ว ฝาครอบแบบเต็ม ยางขนาด 185/65R14
  • 1.6 GLi เป็นรุ่นกลาง ภายในเป็นเบาะหนังเทียมสลับกำมะหยี่ พนักพิงศีรษะเบาะหลังปรับสูงต่ำได้, มีลิ้นชักใต้เบาะคู่หน้า, ไฟอ่านแผนที่, พวงมาลัยพาวเวอร์
  • 2.0 GLi เป็นรุ่น Top สุด มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ให้เลือก ภายในเป็นแบบเบาะกำมะหยี่, ไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ, กล่องเก็บของกลางเบาะคู่หน้าแบบ 2 ชั้น, กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า, ระบบปรับอากาศแบบปุ่มกด, ดิสก์เบรก 4 ล้อ, ไฟตัดหมอกหน้า, ล้ออัลลอย 14 นิ้ว ยางขนาด 195/60R14 และระบบเบรก ABS ที่มีให้เลือกเป็นครั้งแรกของรุ่นนี้

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

มิติตัวถังยาว 4,530 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,410 มม. และระยะฐานล้อ 2,580 มม.

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

Toyota Corona ท้ายโด่ง ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว หัวฉีด EFi ให้แรงม้าสูงสุด 116 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.0 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว หัวฉีด EFi ให้แรงม้าสูงสุด 134 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 18.7 กก.-ม. ที่ 4,600 รอบ/นาที

ระบบช่วงล่าง หน้า-หลัง แบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท โช้คอัพแก๊สแบบ 2 จังหวะ คอยล์สปริง พร้อมซับเฟรม และเหล็กกันโคลง ปลอดภัยกับตัวถังโครงสร้างนิรภัย CIAS และคานเหล็กนิรภัยด้านข้างประตู (Side Door Impact Beams) ในประตูทุกบาน

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง

ในเดือนพฤศจิกายน 2537 ปรับโฉม Minorchange ครั้งแรก เปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ กันชนใหม่ ชุดไฟท้ายใหม่ ไม่มีแผงทับทิมหลัง ส่วนในรุ่น Top สุด กระจกมองข้าง ปรับและพับไฟฟ้าได้ เป็นรุ่น “ท้ายโด่งไฟแยก” พร้อมเพิ่มตัวเลือกรุ่น 1.6 GLi เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ให้เลือก และตัดรุ่น 1.6 XLi ออกไป

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง-Exsior

ล่วงมาจนถึงเดือนพฤษภาคม 2539 โตโยต้าจึงได้เปิดตัว “Corona Exsior” ต่ออายุขยายไปให้ยาวขึ้น เน้นความปลอดภัยเป็นจุดขาย กันชนหน้า-หลัง ใหญ่ขึ้น (ความยาวตัวรถเพิ่มเป็น 4,620 มม.) กระจกมองข้างทรงใหม่ มีระบบเบรก ABS และถุงลมนิรภัยด้านผู้ขับขี่ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่น นับเป็นมาตรฐานใหม่ของรถประกอบในประเทศเวลานั้น ในราคา 638,000 – 806,000 บาท

โดยมีรุ่นย่อยให้เลือกด้วยกัน 3 แบบหลักๆ ได้แก่ 1.6 GXi M/T, 1.6 GXi A/T, 2.0 GXi M/T และ 2.0 SE.G M/T / 2.0 SE.G A/T

ส่วนห้องโดยสารภายในปรับปรุงใหม่ ยกชุดแผงคอนโซล และเบาะนั่งคู่หน้าของ Corona Premio เวอร์ชั่นญี่ปุ่นมาใช้ ระบบแอร์เพิ่ม Heater พร้อมพวงมาลัยแบบใหม่

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง-Exsior

ยัง … ยังไม่จบ ในเดือนพฤษภาคม 2541 ปรับโฉมอีกรอบ ก่อนจะปิดตำนาน Corona ในไทยอย่างถาวร ด้วยการใช้ไฟหน้าแบบไฟตาเพชร เลนส์ไฟเลี้ยวสีขาว เพิ่มไฟเลี้ยวด้านข้างแก้มหน้า ที่เปิดประตูสีเดียวกับตัวรถ (ในรุ่น 1.6) ฝาครอบล้อแบบเต็ม (ไม่เห็นรูน็อตล้อ) (ในรุ่น 1.6) ส่วนรุ่น 2.0 ล้อแม็กลายเดียวกับ Corona Premio

ภายในแผงคอนโซลเพิ่มลายไม้ ใช้ระบบวัดระยะทางแบบดิจิตอล และในรุ่น Top สุด ให้ถุงลมนิรภัยคู่ SRS กับกระจกไฟฟ้า (ด้านคนขับ) เลื่อนลงอัตโนมัติเมื่อกระทบสิ่งกีดขวางขณะปิด (Jam Protection)

มีรุ่นย่อยให้เลือกด้วยกัน 2 แบบหลักๆ ได้แก่ 1.6 GXi M/T, 1.6 GXi A/T และ 2.0 SE.G M/T / 2.0 SE.G A/T ในราคา 737,000 – 923,000 บาท

Toyota-Corona-ท้ายโด่ง-Exsior

บทสรุป

นับตั้งแต่ Honda Accord (ฮอนด้า แอคคอร์ด) เนื่องจากคู่แข่งได้ปรับตัวรถของตัวเองไปในรูปแบบขนาดใหญ่ และหรูหราขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ในแบบ D-Segment ตั้งแต่ยุค “แอคคอร์ด ตาเพชร” และ Nissan ได้ขาย Nissan Cefiro (นิสสัน เซฟิโร่) ซึ่งมาแทนที่ Nissan Bluebird (นิสสัน บลูเบิร์ด) ที่เคยเป็นรถคู่แข่งของ Corona ไปแล้ว ผนวกกับ Mitsubishi Galant Ultima (มิตซูบิชิ กาแลนท์ อัลติม่า) และ Mazda 626 (มาสด้า 626) ก็มีขนาดตัวรถที่ใหญ่ขึ้น

ก็ทำให้ Toyota Corona ถูกกระทบอย่างจังแบบช่วยไม่ได้ เพราะกลุ่มเป้าหมายของ Corona นั้น ยังคงความเป็นรถครอบครัว มากกว่ารถผู้บริหารขับ และยังมีรุ่นย่อยของตัวรถ ที่ไปทับซ้อนกับตลาดของ Corolla ซะด้วยอีก และขนาดความกว้างของตัวรถ เพียง 1,695 มม. กลายเป็นน้อยที่สุดในรถระดับเดียวกัน

ทาง Toyota จึงได้แก้เกมด้วยการนำเข้า Toyota Camry จากประเทศออสเตรเลียเข้ามาขายตั้งแต่ในปี 2535 ซึ่งในระหว่างที่ Corona ยังขายอยู่ ก็มีผลกระทบกับยอดขายของ Camry อยู่พอสมควร

จนกระทั่งช่วงปลายอายุตลาดของ Corona ท้ายโด่ง โฉมไมเนอร์เชนจ์ Toyota จึงเริ่มผลักดันบทบาทของ Camry ให้มากขึ้น และตัดสินใจไม่ผลิต Corona Premio ขายในไทย (เพราะเกรงว่า จะไม่คุ้มค่าลงทุนแน่ๆ) จึงยืดอายุ Corona Exsior ออกไป เพื่อคั่นเวลาในการรอ Corolla (ที่เป็น Altis โฉมใหม่ ที่กำลังออกแบบและพัฒนาอยู่)

แต่ด้วยอายุตัวรถที่นานหลายปี บวกกับตำแหน่งราคาของ Corona ก็ใกล้เคียงกับของ Camry เข้าไปเรื่อยๆ ลูกค้าจึงหันไปซื้อ Camry มากกว่า จนเลิกผลิตไปในช่วงประมาณปลายปี 2542

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Corona “ท้ายโด่ง” ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยม ที่แม้กระแสอาจจะน้อยลงไปกว่ามากพอสมควร แต่ก็มีกลุ่มผู้ใช้งานอยู่ เช่น CORONA Thailand หรือ ท้ายโด่ง Club เป็นต้น ไปตรงไหนก็เจอ เหมาะสำหรับคนเมือง ด้วยรูปทรงที่ยังดูร่วมสมัย แต่งสวยได้ แต่ซิ่งได้ และราคามือสองไม่แพง

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่เหมาะกับการใช้ในเมือง ห้องโดยสารใหญ่ นั่งสบาย ให้ทัศนวิสัยดี ทนทาน สามารถติดแก๊ส LPG ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นแบบระบบดูด หรือระบบหัวฉีดก็ตาม เพราะตัวฝาสูบ เสื้อสูบเป็นเหล็กหล่อ ค่อนข้างทนทานต่อความร้อนสูงได้ อัตราสิ้นเปลืองสู้รถสมัยนี้ไม่ได้แล้ว ตอนต้นพุ่งหน่อย แต่ตีนปลายอาจจะอืดไปบ้าง ตามตัวถังที่ใหญ่ แต่ประหยัดก็ยังทำได้ที่ประมาณ 10-13 กม./ลิตร

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน ไม่ค่อยจุกจิก ค่าบำรุงรักษาไม่แพง หาที่ซ่อมได้ไม่ยาก เนื่องจากไม่มีระบบอะไรที่ซับซ้อน เตรียมงบไว้ดูแลเครื่องยนต์ หม้อน้ำ ท่อยางต่างๆ ช่วงล่าง เกียร์ เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 บาท ก็ถือว่าพอ

ส่วนเรื่องอะไหล่เก่า รุ่นนี้มีอยู่พอสมควร แม้ว่าหลายอย่างจะเริ่มหายากแล้ว ทั้งของรถที่แยกชิ้นส่วนขายในบ้านเรา หรือของเก่าจากญี่ปุ่น ส่วนในศูนย์บริการยังมี “ของใหม่” ให้เบิกนะครับ แต่สั่งแล้วต้องรอของ วางมัดจำไว้ + ราคาค่อนข้างแพง

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 30,000 – 70,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ) และหากรถที่เคยเป็นแท็กซี่เก่ามาก่อน ราคาขายต่อก็จะถูกมากๆ แต่สภาพรถส่วนใหญ่ก็เยินมากเช่นกัน …

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

5-Things-To-Remember-While-Taking-A-Taxi

หากใครที่มีโอกาสได้เปิดฟังคลื่นวิทยุที่เกี่ยวกับการรายงานสภาพจราจร จะสังเกตได้ว่า ในวันๆ หนึ่ง มีผู้คนที่โทรเข้ามาแจ้งเรื่องลืมของในรถแท็กซี่กันเยอะมาก โดยสิ่งของที่ยอดฮิตของคนขี้ลืม ได้แก่ กระเป๋าสตางค์, โทรศัพท์มือถือ, แท็บเล็ต, กระเป๋าต่างๆ, กล้องถ่ายรูป, ซองเอกสาร หรือกุญแจต่างๆ เป็นต้น

10-อันดับ-ลืมของบนรถแท็กซี่-สวพ.91

ภาพจาก สวพ.91

ซึ่งบางคน อาจจะจำได้แค่บางอย่าง แต่บางคน ก็จำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง (เพราะอาจจะขึ้นแท็กซี่ ตอนเมาด้วยล่ะ) ทำให้ยากต่อการติดตาม ของหายแล้วได้คืนยาก

Carro ขอแนะนำ 5 สิ่งที่ควรจำ เมื่อขึ้นแท็กซี่ เวลาลืมของ จะได้ตามได้ ครับ …

เวลา และสถานที่ขึ้น-ลง

Taxi

อันนี้ถือว่าสำคัญ หากคุณไม่ได้เรียกรถแท็กซี่จากในโรงแรม หรือบางสถานที่ ที่มีการจดเลขทะเบียน หรือมีภาพจากในกล้องวงจรปิดบันทึกไว้ การจดจำเวลา และสถานที่ขึ้น-ลง ถือว่าสำคัญ เพราะรถแท็กซี่ส่วนใหญ่ มักแบ่งกันขับกันเป็นกะ จะได้ตามตัวคนขับได้ถูก

สีรถ

Toyota-Camry-Taxi

อันนี้ก็ถือว่าสำคัญ เพราะปัจจุบันนี้ แท็กซี่บ้านเรามีสารพัดสีมาก จนได้ชื่อว่า “รถสีลูกกวาด” เลยทีเดียว ซึ่งก็มีตั้งแต่รถส่วนบุคคล เขียว-เหลือง, รถแท็กซี่รุ่นเก่า เหลือง-ดำ ส่วนรถสหกรณ์ก็มีหลากหลายสี ตั้งแต่สีเหลืองทั้งคัน สีเขียวทั้งคัน สีฟ้า สีชมพู โดยบางคันอาจจะมี 2 สี ซึ่งคาดแถบสีขาวไว้ด้านข้างตัวรถด้วย ต้องสังเกตดีๆ

ป้ายทะเบียนรถ

ป้ายทะเบียนรถ-ในรถ

ทะเบียนรถ ถือว่าสำคัญที่สุดในการตามหาตัวรถ นอกจากดูนอกตัวรถแล้ว บริเวณภายในประตูรถทั้งเบาะหน้า และเบาะหลัง ก็มีเลขทะเบียนติดเอาไว้ และมีอักษรเทียบระหว่างภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ เช่น ถ้าเป็นทะเบียน มฎ1234 ภายในจะเป็น AA1234 เพื่อให้ชาวต่างชาติจำได้ง่ายขึ้น

ชื่อ-สกุล รหัส ของคนขับ / รูปพรรณของคนขับ

บัตรประจำตัวคนขับแท็กซี่

ชื่อ-สกุล รหัส ของคนขับบริเวณด้านหน้ารถ ควรสังเกตให้ละเอียด รวมถึงสังเกตดูว่า คนขับ มีรูปร่างอย่างไร อ้วน ผอม หนุ่ม แก่ หัวล้าน ผมยาว ใส่แว่น มีไฝ รอยสัก เพราะบางครั้ง บัตรประจำตัวคนขับที่แสดงไว้ อาจะเป็นคนละคนกับคนขับ

คนขับฟังรายการวิทยุอะไรอยู่ตอนนั้น

คนขับแท็กซี่

นี่ก็สำคัญ! หากขณะนั่งในรถ คนขับแท็กซี่ เปิดฟังรายการวิทยุอะไร คลื่นไหน หากนึกขึ้นได้ ให้ลองรีบโทรเข้าไปในราการนั้นๆ ดูทันที หากรายการนั้นเป็นรายการสด เผื่อคนขับรถได้ยินได้ฟังแล้ว โอกาสที่คุณจะได้ของคืน มีมากขึ้นครับ

แต่ถ้าคนขับ เปิดเพลงจาก CD/USB หรือ ปิดวิทยุอยู่ … ก็ตัดข้อนี้ไปได้ครับ

ของหายได้คืน

ทางที่ดี ก่อนลงแท็กซี่ ควรตรวจสอบให้เรียบร้อย ว่าลืมสิ่งของอะไรไว้บนเบาะ หรือในฝากระโปรงท้ายหรือไม่ เพราะโอกาสที่จะได้คืนนั้น บอกได้เลยว่าน้อย … ฉะนั้น ต้องรอบคอบก่อน กันไว้ดีกว่าแก้ครับ

ภาพหน้าปกจาก – https://www.js100.com/en/site/lost_found/view/69890

10 รถแท็กซี่ยอดนิยมในไทย จะมียี่ห้อไหน รุ่นใดบ้าง มาดูกัน!

Toyota-Prius-Taxi

ย้อนกลับไปในปี 2535 วงการแท็กซี่ เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่แต่เดิม รถแท็กซี่นั้น ใช้ระบบการต่อรองราคา พลิกโฉมมาเป็น “Taxi-Meter” (แท็กซี่มิเตอร์) ที่คิดค่าโดยสารตามระยะทาง และกำหนดให้ใช้สี “เขียว-เหลือง” เป็นรถส่วนบุคคล พร้อมทั้งจำกัดอายุของรถแท็กซี่ไว้มิให้เกิน 12 ปี (ปัจจุบันเหลือเพียงแค่ 9 ปี) และไม่จำกัดจำนวนการจดทะเบียน ส่วนบุคคล หรือนิติบุคคล จะจดทะเบียนกี่คันก็ได้ ซึ่งต่างจากในอดีตก่อนหน้า

นี่จึงเป็นที่มาของ “แท็กซี่มิเตอร์” ที่วิ่งกันเกลื่อนถนนกรุงเทพฯ ในตอนนี้

สำหรับรถที่แท็กซี่นิยมนั้น ก็ต้องเป็นรถที่ทนทาน (ย้ำ) ต้องวิ่งได้วันละหลายร้อยกิโลเมตร ไม่จุกจิก เครื่องยนต์กลไกต้องไม่ซับซ้อน ซ่อมง่าย อู่ข้างทางก็ซ่อมได้ อะไหล่แท้ เทียบ เทียม ต้องหาง่าย และใช้ด้วยกันได้

Carro ขอนำเสนอ 10 รถแท็กซี่ยอดนิยมในไทย มาดูกันครับว่า จะมีรุ่นไหนยี่ห้อใดบ้าง ที่เป็นที่นิยมของคนขับแท็กซี่ และเจ้าของอู่แท็กซี่ในขณะนี้ …

Toyota Corolla Altis

Toyota-Corolla-Altis-Taxi

ขอขอบคุณภาพจาก Taxithainewcar

Toyota Corolla Altis (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) เรียกได้ว่าต้องยกให้เป็นรถยอดนิยมตลอดกาล ของชาวแท็กซี่เลยทีเดียว ที่ทุกสหกรณ์มีรถรุ่นนี้หมด ขึ้นชื่อเรื่องความทนทาน อะไหล่แท้ เทียบ เทียม หาง่าย เวลาเสีย ช่างอู่ทั่วไปก็ซ่อมได้ รถทนทาน ไม่จุกจิก ใช้หาเงินกันคุ้ม

จึงมีคนนำรถรุ่นนี้ไปทำแท็กซี่ กันตั้งแต่รุ่นถูกสุดอย่าง 1.6J, 1.6E CNG, 1.6G, 1.8 E หรือแม้กระทั่งรุ่น ESport ก็ตาม

Toyota Innova

Toyota-Innova-Crysta-Taxi

ขอขอบคุณภาพจาก Easy Taxi Innova

Toyota Innova (โตโยต้า อินโนว่า) เรียกได้ว่า เป็นรถยอดนิยมมากพอสมควร สำหรับเหล่าแท็กซี่ที่วิ่งตามสนามบิน หรือรอรับลูกค้าตามหน้าโรงแรมต่างๆ เพราะสามารถขนคนได้เยอะ ขนของได้แยะ ทนทาน อะไหล่แท้ เทียบ เทียม ก็หาง่าย เวลาเสีย ช่างอู่ทั่วไปก็ซ่อมได้ นิยมกันมาตั้งแต่รุ่นแรกๆ ที่ออกมาเมื่อ 10 กว่าปีก่อน

แต่อะไหล่ตัวถัง อาจจะหาของมือสองลำบากนิดๆ เพราะเป็นรถที่ผลิตในอินโดนีเซีย

Toyota Prius

Toyota-Prius-Taxi

ขอขอบคุณภาพจาก All Thai Taxi

เป็นรถแท็กซี่แนวรักษ์โลก สำหรับ Toyota Prius (โตโยต้า พรีอุส) รถยนต์ไฮบริด เป็นรถแท็กซี่ที่ทาง บริษัท ออลไทย แท็กซี่ จำกัด ทำออกมา 500 คัน ลงทุนกว่า 700 ล้านบาท เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่แท็กซี่ไทย ใช้สีเหลือง สีเดียวกันกับ นิวยอร์ค แท็กซี่ โดดเด่นสะดุดตา เปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 และให้บริการเต็มรูปแบบตั้งแต่เดือน พฤษภาคม 2558

โดย Prius ที่นำมาทำแท็กซี่ จะไม่ดัดแปลงหรือติดแก๊ส พร้อมติดตั้งกล้อง CCTV ในรถ ติดตั้งระบบ GPS Tracking และระบบติดตามควบคุมรถหรือ “กล่องดำ” ไม่ว่าจะขับรถเร็วเกินกำหนด ขับกระชาก หรือเหยียบเบรก แม้แต่การทำผิดระเบียบ ด้วยการรับผู้โดยสารแล้วไม่กดมิเตอร์ ทางศูนย์ฯ จะทราบได้ทันที สามารถเรียกผ่าน Application หรือ Call Center 1624 ได้ และจ่ายค่าบริการได้ทั้งเงินสด บัตรเครดิต/เดบิต หรือบัตรเติมเงิน และออกใบเสร็จรับเงินได้

ต้นทุนเฉลี่ยรถแท็กซี่ต่อคัน หักลบจากส่วนลดราคารถ และค่าติดตั้งอุปกรณ์ไอทีเพิ่มเติม ตกคันละประมาณ 1.3 ล้านบาท โดยรถแต่ละคัน จะสามารถทำรายได้ให้บริษัทตกปีละ 1 ล้านบาท (ยอดในปี 2559)

Toyota Fortuner

Toyota-Fortuner-Taxi

ขอขอบคุณภาพจาก Sukeetaxithai

อันนี้เหมาะสำหรับผู้โดยสารสายลุย Toyota Fortuner (โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์) แท็กซี่ที่สามารถลุยได้ ไม่ว่าจะเป็นทางลูกรัง หรือน้ำท่วม สามารถไปรับ-ส่ง คุณ ถึงประตูบ้านได้สบายๆ

แท็กซี่รุ่นนี้ เน้นวิ่งรับลูกค้าตามสนามบิน เหมานักท่องเที่ยว หรือรอรับลูกค้าตามหน้าโรงแรมต่างๆ เพราะคุ้มค่ากว่าวิ่งรับผู้โดยสารตามท้องถนนทั่วไป

Toyota Vios

Toyota-Vios-Taxi

ไม่ต้องงง! สำหรับ Toyota Vios (โตโยต้า วีออส) ที่วิ่งผ่านไปไหน มาไหน พอมีคนเห็น Toyota Vios รุ่นปัจจุบันเป็นแท็กซี่ ก็ยังมีคำถามที่ว่า “เฮ้ย! Vios ทำแท็กซี่ได้ด้วยหรอ” อยู่อีก!

สำหรับ Toyota Vios ทำแท็กซี่ได้ครับ มีตั้งแต่โฉมแรก (Soluna Vios) ยันรุ่นปัจจุบัน ซึ่งเป็นรถที่ใช้ป้ายทะเบียนแบบเก่า (1ท-2ท, ทก หรือ ทข) สามารถนำรถที่มีจำนวนซีซีต่ำกว่า 1500 ซีซี มาทำแท็กซี่ได้ แต่ห้ามติดมิเตอร์ แต่โป๊ะไฟ “Taxi-Meter” กันทั้งนั้น …

เรื่องมันยาว อ่านเพิ่มเติมที่นี่ >> Toyota Vios เอามาทำแท็กซี่ได้ยังไง?

Nissan Sylphy

Nissan-Sylphy-Taxi

ขอขอบคุณภาพจาก ง้วน ออโต้ เซอร์วิส

หนึ่งเดียวของนิสสัน ที่แท็กซี่นิยมมากที่สุด นั่นคือ Nissan Sylphy (นิสสัน ซิลฟี่) ก็มีให้เห็นอยู่พอสมควร ภายในดูสวยหรู น่านั่ง

ส่วน Nissan อาจจะลำบากนิดนึงในเรื่องของชิ้นส่วนตัวถังมือสอง

Honda Civic

Honda-Civic-FC-Taxi

ด้วยแนวคิด (ของใครหลายๆ คน) ที่ยังเชื่อกันว่า Honda ห้ามนำรถมาทำเป็นแท็กซี่ (ได้ยินมาตั้งแต่ 20 กว่าปีที่แล้ว ทุกวันนี้ก็ยังมีคนพูดกันเหมือนเดิม) …

แต่ก็มี Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) ตั้งแต่โฉม EG, ES, FD, FB มาจนถึงรุ่นล่าสุด FC ออกมาเป็นแท็กซี่เห็นกันเรื่อยๆ แม้ว่าจำนวนจะน้อยนิด เพราะค่าบำรุงรักษา ค่าอะไหล่ที่สูง ทำให้หา “Honda” เป็นแท็กซี่ได้ลำบากหน่อย

เรื่องนี้ยาว อ่านต่อที่นี่ >> Honda ห้ามเอารถมาทำ Taxi-Meter จริงหรือ?

Isuzu MU-X

Isuzu-MU-X-Taxi

ขอขอบคุณภาพจาก ร้านขวัญใจมิเตอร์แท็กซี่

นี่ก็จัดเป็นแท็กซี่สำหรับผู้โดยสารสายลุย Isuzu MU-X (อีซูซุ มิวเอ็กซ์) แท็กซี่ที่สามารถลุยได้ ไม่ว่าจะเป็นทางลูกรัง หรือน้ำท่วม สามารถไปรับ-ส่ง คุณ ได้ แบบไม่เหนื่อยยาก

ไว้เน้นวิ่งรับลูกค้าตามสนามบิน เหมานักท่องเที่ยว หรือรอรับลูกค้าตามหน้าโรงแรมต่างๆ มากกว่า

Mitsubishi Pajero Sport

Mitsubishi-Pajero-Sport-Taxi

ขอขอบคุณภาพจาก ร้านขวัญใจมิเตอร์แท็กซี่

Mitsubishi Pajero Sport (มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต) นี่ก็เป็นรถประเภทเดียวกับแท็กซี่สายลุย ที่อยู่ใน 2 อัน ด้านบนครับ เพราะถ้าวิ่งหาคนขึ้นแล้ว ไม่คุ้มค่าแก๊สแน่นอน!

Mercedes-Benz C 350 e Avantgarde (VIP Taxi)

Mercedes-Benz-C350-e-Hybrid-Taxi

เมื่อ All Thai Taxi ตัดสินใจทำ “Taxi VIP” (แท็กซี่ วีไอพี) ด้วย Mercedes-Benz C 350 e Avantgarde (เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี 350 อี อาวองการ์ด) ราคาคันละ 2,640,000 บาท 100 คันแรก เพื่อยกระดับรถแท็กซี่ให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล รองรับผู้โดยสาร เช่น ลูกค้าองค์กรธุรกิจ, ธุรกิจโรงแรม, นักธุรกิจ และนักท่องเที่ยว ที่ต้องการความหรูหรา สะดวกสบาย

สำหรับอัตราค่าบริการ TAXI VIP เริ่มต้น 2 กิโลเมตรแรก 150 บาท กิโลเมตรต่อไป กิโลเมตรละ 12-16 บาท กรณีรถติดนาทีละ 6 บาท กรณีเรียกรถผ่านศูนย์บริการสื่อสารครั้งละไม่เกิน 50 บาท การจองล่วงหน้าและการจ้างจากท่าอากาศยานครั้งละไม่เกิน 100 บาท และให้บริการมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้โดยสาร ตลอดการเดินทาง อาทิ น้ำดื่มฟรี, หนังสือพิมพ์, ผ้าเย็น, บริการฟรี WI-FI, ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ

ดูรถแท็กซี่แต่ละคันกันไปแล้ว หากใครที่อยากถอยแท็กซี่ออกมาขับบ้าง ก็ลองขายรถคันเดิมกับทาง Carro เพื่อนำเงินไปซื้อรถแท็กซี่มาหาเงินดูสิ โดยได้ราคาที่ดีที่สุด พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง!

ขอขอบคุณ แหล่งที่มาบางส่วนจาก :

Carro-Disuse-Taxi-Meter-Registration-Plate

ปัจจุบันแท็กซี่บ้านเรา ภาครัฐกำหนดอายุการใช้งานไว้ที่ 9 ปี นับตั้งแต่วันจดทะเบียนครั้งแรก หากป้ายทะเบียนหมดอายุเมื่อไหร่ รถก็หมดสภาพหาเงินได้ไปโดยปริยาย ไม่สามารถนำมาใช้เป็นรถสาธารณะต่อได้อีก แล้วก็ต่อภาษีประจำปีไม่ได้

แต่ที่ผ่านมาก็เคยมีข่าว แท็กซี่หมดอายุ ออกมาวิ่งรับส่งผู้โดยสาร แล้วก่อเรื่อง จนกรมการขนส่งทางบกก็ต้องออกมาเชือดที แล้วก็หายไปในสายลม … ซึ่งส่วนมากแล้ว รถแท็กซี่ที่หมดอายุ เรามักจะเห็นออกมาวิ่งในช่วงเวลากลางคืน (เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่ขนส่งฯ ออกทำงานหรือตั้งด่านตรวจ) และจอดตามห้างสรรพสินค้าบางแห่ง

MR.CARRO ขอแนะนำวิธีปลดป้ายแท็กซี่ เพื่อเอาไปทำเป็นรถบ้าน เดินเรื่องได้ด้วยตัวเอง ไม่เสียเวลามากอย่างที่คิดครับ.

รถแท็กซี่เขียว-เหลือง ควรทำสีให้เสร็จ (ซึ่งจะทำเป็นแบบสีแท็กซี่เดิมก็ได้) ถอดอุปกรณ์ติดตั้งที่แสดงว่าเป็นรถแท็กซี่ออกทั้งหมดก่อน เพราะต้องนำรถไปตรวจสภาพด้วย (แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าจะปลดป้ายแท็กซี่ เขาจะจัดเอกสารมาให้)

อ่านเพิ่มเติม : อยากซื้อ “รถแท็กซี่ปลดป้าย” คุ้มค่าหรือไม่ ต้องอ่าน!

กรณีที่ใบคู่มือจดทะเบียนรถ เป็นชื่อสหกรณ์ สหกรณ์ต้องมีหนังสือมอบให้คุณดำเนินการเท่านั้น (คนซื้อรถ ต้องไปสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์ แล้วก็ไปเปลี่ยนสัญญากับสหกรณ์จากเจ้าเดิม เป็นเจ้าของใหม่) แต่ถ้าสมุดคู่มือจดทะเบียนเป็นชื่อของคุณ สามารถดำเนินการได้เลย

Disuse-Taxi-Meter-Registration-Plate

ใบคู่มือจดทะเบียน ของ รถแท็กซี่ปลดป้ายแล้ว (กรณีที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเล่มใหม่) สังเกตได้จากทะเบียนที่เปลี่ยนใหม่ และเมื่อเปิดดูรายการจดทะเบียน จะมีประทับตรา “ครบกำหนด 9 ปี หมดสภาพเป็นรถรับจ้าง”

หลักฐานที่ใช้ ปลดป้ายรถแท็กซี่

1. ใบคู่มือจดทะเบียนรถ
2. สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน กรณีเป็นนิติบุคคล ใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
3. แผ่นป้ายทะเบียนรถ
4. แบบคำขอแจ้งไม่ใช้รถ ซึ่งกรอกรายการและลงลายมือชื่อเจ้าของรถเรียบร้อยแล้ว
5. กรณีมอบอำนาจให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ พร้อมบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับมอบอำนาจมาแสดงด้วย
6. ใบตรวจสภาพระบบแก๊ส LPG หรือ NGV

อ่านเพิ่มเติม : Review : วิธีโอนรถติดแก๊ส รวดเร็ว ง่าย ภายในวันเดียวเสร็จ

Disuse-Taxi-Meter-Registration-Plate

รถแท็กซี่ปลดป้ายแล้ว จะมีสลักหลังระบุไว้ในเล่ม ต้องสังเกตให้ดี

กรณีมาเดินเรื่องที่ กรมการขนส่งทางบก จตุจักร

  • ไปยกเลิกประกอบการ ที่อาคาร 3 ชั้น 3
  • ไปที่อาคาร 2 ชั้น 5 ยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ ตรวจเอกสาร รอเอกสาร (ใบเสร็จทำสีรถ ต้องมีจด VAT 7% ด้วย ยื่นที่นี่)
  • ลงไปชั้น 1 ซื้อ พรบ. (600 บาท) แล้วขึ้นไปชั้น 2 ยื่นเอกสารให้ประชาสัมพันธ์ เซ็นเอกสาร รับบัตรคิว นั่งรอชั้นเดียวกัน
  • จ่ายเงินค่าธรรมเนียมจดทะเบียนรถใหม่ 315 บาท ค่าป้ายทะเบียนใหม่ (ป้ายดำ) ป้ายละ 100 บาท ค่าธรรมเนียมอัตราภาษีประจำปีของรถแต่ละประเภท และค่าตรวจสภาพ รถยนต์ 50 บาท
  • เอาใบเสร็จลงไปรับป้ายทะเบียนใหม่ที่ชั้น 1 (ด้านซ้ายสุด) พร้อมคืนป้ายทะเบียนเก่า (ป้ายเหลือง) ที่นี่ เสร็จเรียบร้อย

Disuse-Taxi-Meter-Registration-Plate

โดยป้ายทะเบียนรถแท็กซี่ กรณีรถแท็กซี่นิติบุคคล หมวดที่ครบอายุการใช้งานแล้ว (ในปี 2563) ประกอบด้วย ทฉ, ทต, ทท, ทธ, ทน, ทพ, ทม, ทย, ทร, ทล, ทว และ ทศ 1 – 6498 กรณีรถแท็กซี่ส่วนบุคคลสีเขียวเหลือง หมวดที่ครบอายุการใช้งานแล้ว ประกอบด้วย ทจ, มก, มข, มค, มง, มจ และ มฉ 1 – 9439

จะเห็นได้ว่า มีขั้นตอนไม่มาก เสียเวลาอย่างมากประมาณครึ่งวัน ก็สามารถจดทะเบียนรถปลดป้ายแท็กซี่ ให้คุณเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ได้แล้วครับ

Disuse-Taxi-Meter-Registration-Plate

ส่วนอันนี้ถ้าใครอยากขายรถ เพื่อรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ CARRO ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียด (เฉพาะการขายรถเท่านั้น) ได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก:

  • กรมการขนส่งทางบก
  • กลุ่ม Facebook ซื้อขายแท็กซี่เท่านั้น
  • กลุ่ม Facebook แท็กซี่ปลดป้ายราคาถูกๆ
  • กลุ่ม Facebook ซื้อขายรถแท็กซี่ปลดป้ายรุ่นอัสติส04-08ราคาไม่แพง
Purchase-Old-Taxi-Meter

“รถแท็กซี่” ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นรถที่ไว้รับ-ส่ง ผู้โดยสาร ไปยังจุดต่างๆ ที่ต้องการ เป็นรถที่ไว้ใช้หาเงิน ก็ย่อมถูกใช้งานหนักมากในแต่ละวัน ปัจจุบันแท็กซี่บ้านเรา ภาครัฐกำหนดอายุการใช้งานไว้ที่ 9 ปี โดยรถแท็กซี่วันๆ หนึ่ง วิ่งกันอย่างน้อย 200-300 กิโลเมตรได้ ต่อให้มีการดูแลรักษาที่ดีขนาดไหน ทุกส่วนของรถ ก็ย่อมเสื่อมสภาพเร็วกว่ารถบ้าน

รถแท็กซี่ที่ปลดระวางแล้ว โดยเฉพาะรุ่นยอดนิยมอย่าง Toyota Limo (โตโยต้า ลิโม่) หรือ Toyota Corolla Altis (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) ที่มีออกมาขายกันเป็นจำนวนมาก มีทั้งแบบยังไม่ปลดป้ายทะเบียน สภาพรถเดิมๆ และแบบปลดป้ายทะเบียนแล้ว ทำสี ตกแต่งภายในใหม่หมด ซึ่งรถทั้งหมดวิ่งกันมานับล้านกิโลเมตร จนไมล์กลับรอบมาแล้ว ราคามือสองที่ค่อนข้างถูก โดยเฉลี่ยคันละ 2-7 หมื่นบาท ก็มีให้เลือกมากมายนับไม่ถ้วน

MR.CARRO ขอแนะนำวิธีการเลือกซื้อ “รถแท็กซี่ปลดป้าย” ให้คุ้มค่าเงินในกระเป๋าคุณครับ.

Purchase-Old-Taxi-Meter

แน่นอนว่า ซื้อรถแพง ก็ซ่อมถูก ซื้อรถถูก ก็ซ่อมแพง มันเป็นเรื่องธรรมดาโลก ซึ่งคนที่ขาย ก็มีทั้งรถที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว กับรถที่ต้องไปปลดป้ายทะเบียนแท็กซี่เอง (ซึ่งจะยุ่งยากหน่อย และต้องเสียค่าใช้จ่ายหลักหมื่นบาทได้) …

หากคุณมีความรู้ด้านเชิงช่าง รถแท็กซี่ปลดป้าย ก็น่าเล่นครับ ได้รถปีไม่เก่ามาก (แต่สภาพช้ำเยอะ) เราขอแนะนำให้เลือกรถแท็กซี่เขียว-เหลือง มากกว่ารถแท็กซี่สหกรณ์ครับ เพราะรถแท็กซี่ส่วนบุคคล หลายคันเป็นรถบ้าน เจ้าของขับเองคนเดียวหรือสองคน มีการบำรุงรักษาที่พอจะเช็คจากเจ้าของรถได้

ต่างจากรถสหกรณ์ สารพัดสีลูกกวาด ซึ่งขับกันไม่รู้กี่มือ แต่ละคนก็ขับรถไม่เหมือนกัน บางคันก็ยำมาจนเละ หรือขับจนพังคาเท้าก็มี

Purchase-Old-Taxi-Meter

หากเลือกรถปลดป้าย เราขอแนะนำให้เลือกรถที่หาอะไหล่ได้ง่าย และซ่อมได้ง่าย เช่น Toyota Altis (โตโยต้า อัลติส) ซึ่งต่างจากรถปลดป้ายรุ่นอื่นๆ ที่มักจะขายไม่ได้ราคา หรือซ่อมปรับสภาพไม่คุ้มค่าทำ จนต้องแยกชิ้นส่วนขายกันเป็นอะไหล่กันมากกว่า เลือกอัลติสมือสองมาใช้งาน คุ้มค่าสุดในเวลานี้

กรณีซื้อรถมาทำเอง ต้องลงทุนจ่าย “ค่าแรกเข้า” หนักหน่อย (หลายหมื่นบาทได้ อาจจะมากกว่าราคาตัวรถด้วยซ้ำไป) แต่ได้รถใช้งานไปได้อีกหลายปี ราคาถูกกว่ารถบ้านมือสองปีเดียวกัน ก็ถือว่าคุ้ม

อ่านเพิ่มเติม : ขั้นตอนปลดป้ายแท็กซี่ ง่ายๆ ที่คุณก็ทำเองได้! (Update ล่าสุด ปี 2563)

การดูสภาพรถ ก็หลักการเดียวกับดูรถมือสองทั่วไป อาทิเช่น ดูตามรอยตะเข็บต่างๆ เม็ดอาร์ค เส้นสายรอบคัน โครงสร้างตัวรถ มีชนหนักเบาหรือไม่ ดูหลังคามีน้ำรั่วหรือเปล่า ช่วงล่าง ใต้ท้องรถ ฯลฯ แต่เชื่อเถอะ รถแท็กซี่ ต้องมีรอยเฉี่ยวชนมาบ้างทุกคันอยู่แล้ว ไม่มากก็น้อย หลายคันที่ขาย “ถ้า” วางเครื่องใหม่ เกียร์ใหม่ ทำช่วงล่างมาใหม่ ตีอาบทำสีมาใหม่ ตกแต่งภายในใหม่ เปลี่ยนยางใหม่ โครงรถยังดี ก็ถือว่าน่าสนใจ

Purchase-Old-Taxi-Meter

ส่วนสีไม่ต้องพูดถึง ต้องทำใหม่อยู่แล้ว เลขไมล์ หมุนจนกลับรอบมาแล้วมั้ง สภาพเครื่องยนต์ หลวมหรือมีเสียงวาล์วเขก รั่ว เดินไม่เต็มสูบหรือยัง ซีลตามจุดต่างๆ ท่อยางต่างๆ มีรั่วซึมหรือไม่ แต่เชื่อเถอะครับ แท็กซี่หลายคัน ใช้งานยังไม่ทันหมดอายุ เครื่องยนต์หมดอายุไปซะก่อน เพราะใช้งานกันโหมกระหน่ำทั้งนั้น

สภาพถังแก๊ส LPG/NGV หมดอายุหรือยัง ห้องโดยสารภายใน สภาพเบาะ เพดาน สายเข็มขัดนิรภัย เปื่อยมากน้อยแค่ไหน

Purchase-Old-Taxi-Meter

ขั้นตอนต่อไปก็คือการทดลองขับ ฟังเสียงดู ตรงไหนมีเอี้ยดอ๊าด กุกกักหรือเปล่า สภาพช่วงล่าง ขับไปแล้วมีส่าย สะบัด เป๋ กินไปฝั่งใดฝั่งหนึ่ง หรือพวงมาลัยสั่นหรือเปล่า เพราะรถแท็กซี่ ส่วนใหญ่ก็ซ่อมแบบให้พอใช้งานได้ ไม่ได้เน้นความสมบูรณ์นัก

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคุณแล้วล่ะครับ ว่าอยากได้หรือไม่ คำนวณงบประมาณที่มีแล้วคุ้มค่าแค่ไหน เพราะบางคัน ทำแล้วจบ เก็บงานน้อย ก็ถือว่าดีไป แต่บางคัน เก็บแล้วไม่จบ ต้องซ่อมนู่นนี่นั่นอยู่เรื่อยๆ จนบางทีอดคิดไม่ได้ว่า เพิ่มเงินอีกหน่อย แล้วไปซื้อรถบ้านดีกว่า …

ส่วนถ้าใครกำลังอยากขายรถคันเดิมอยู่ สามารถขายรถคันเดิมของคุณกับทาง CARRO ได้ รับรองราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง! กับ CARRO Express แค่คลิก -> https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ ซื้อรถ คลิก -> https://th.carro.co/taladrod/allcar/carro 

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

Toyota-Corolla-EE100-EE101-AE101

หากจะกล่าวถึงรถ Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) รุ่นที่ได้ความนิยมมากที่สุดอีกหนึ่งรุ่น มาพร้อมยอดขายถล่มทลาย ใช้ทน ซ่อมถูก ไม่จุกจิก และเวลาผ่านไปนานแล้ว ก็ยังได้รับความนิยมจากผู้ใช้รถมือสองอยู่ …

Toyota-Corolla-AE101

หลายคนคงนึกถึง “โคโรลล่า สามห่วง” ซึ่งเป็น Corolla รุ่นแรกในไทย ที่ใช้โลโก้ใหม่ของ “TOYOTA” อย่างเป็นทางการ (แต่ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ยังคงอนุรักษ์นิยมด้วยการใช้ตราสัญลักษณ์ประจำรุ่น “C” พร้อมช่อดอกไม้เหมือนตัว C ติดบริเวณกระจังหน้าอยู่)

เอาละครับ … MR.CARRO ขอแนะนำรถมือสอง อย่าง Toyota Corolla (EE100/EE101/AE101) ให้ทุกท่านได้ทราบถึงข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ครับผม

Toyota-Corolla-สามห่วง

Corolla สามห่วง (เจนเนอเรชั่นที่ 7) ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 มิถุนายน 1991 ออกแบบใหม่หมดโดยหัวหน้าวิศวกรทีมออกแบบอย่าง Dr.Akihiko Saito โดยใช้แนวคิดในการออกแบบ “Mini-Lexus” รูปทรงโค้งมน ดูสวยหรูมากขึ้น ไม่ล้าสมัยแม้ว่าจะผ่านกาลเวลามานานแล้ว

Toyota-Corolla-Levin-AE101

Toyota Corolla Levin

ด้วยตัวถังแบบ Sedan ที่เปิดตัวพร้อมกับพี่น้องร่วมสายพันธุ์ เช่น รุ่น Sprinter ที่หน้าตาแตกต่างจาก Corolla อย่างชัดเจน (ชุดไฟหน้า กันชนหน้า ชุดไฟท้าย และภายใน ตกแต่งต่างกันกับ Corolla)

Toyota-Corolla-Ceres

Toyota Corolla Ceres

ปิดท้ายด้วยรุ่น Hatchback 3 ประตู อย่าง Corolla FX และแบบ Hardtop 4 ประตู ในชื่อ Corolla Ceres, Sprinter Marino และ Corolla Wagon ตามมาในปี 1992

Toyota-Corolla-Touring-Wagon

Toyota Corolla Van / Touring Wagon (1992-2002)

เป็นครั้งแรกที่ Toyota แนะนำเครื่องยนต์ 5 วาล์ว/สูบ ขนาด 1.6 ลิตร ในรหัส 4A-GE 4 สูบ DOHC 20 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 160 แรงม้า (PS) ที่ 7,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 16.5 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที ออกสู่ตลาด …

Corolla Levin และ Sprinter Trueno รหัสตัวถัง AE101 ออกสู่ตลาดในเดือนมิถุนายน 1991 และรุ่นสูงสุดใช้ ขุมพลัง 4A-GE ทวินแคม 16 วาล์ว พ่วงกับซุปเปอร์ชาร์จ 170 แรงม้า (PS)

Toyota-Corolla-TH-1992

Toyota-Corolla-TH-1992

สำหรับเวอร์ชั่นประเทศไทย โคโรลล่ารุ่นนี้ ได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2535 ก็สร้างยอดจองผ่านหลัก 10,000 คันอย่างรวดเร็ว จนโรงงานผลิตไม่ทันกับความต้องการ

ทำให้โตโยต้า ต้องนำเข้ารุ่น LX-Limited จากญี่ปุ่น (โดยสั่งที่ญี่ปุ่นผลิตเป็นพิเศษ Option หลายๆ อย่าง ต่างจากในเวอร์ชั่นไทยพอสมควร เช่น รหัสตัวถัง ขึ้นต้นด้วยเลข “3” ลายเบาะ โทนสีภายในห้องโดยสารสีน้ำเงินเข้ม เบาะด้านหลังไม่มีช่องใส่ของ เข็มขัดนิรภัยด้านหลัง มีติดตั้งบริเวณที่นั่งตรงกลางด้วย และลายล้อแม็ก 14 นิ้ว เป็นต้น) จำนวน 1,000 คันมาแก้ปัญหานี้ โดยต้องเพิ่มเงินอีก 5,000 บาท

Toyota-Corolla-LX-Limited

Toyota Corolla LX Limited

มิติตัวถังยาว 4,270 มม. กว้าง 1,685 มม. สูง 1,380 มม. และระยะฐานล้อ 2,465 มม.

Toyota-Corolla-LX-Limited

ห้องโดยสารภายในกว้างขวางพอสมควร นั่งได้ 4 คนสบายๆ เบาะนั่งออกแบบได้ดี หนานุ่ม ขนาดใหญ่ เนื้อที่สำหรับวางหน้า-หลัง มากขึ้น ทัศนวิสัยในการขับขี่ใช้ได้ กระจกบานหลังกว้าง มุมอับน้อย

Toyota-Corolla-TH-1992

Toyota-Corolla-TH-1992

Toyota Corolla สามห่วง ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E แบบ 4 สูบ OHC 12 วาล์ว คาร์บูเรเตอร์ ให้แรงม้าสูงสุด 72 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 10.5 กก.-ม. ที่ 4,200 รอบ/นาที

และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว หัวฉีด EFi ให้แรงม้าสูงสุด 110 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.0 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

ระบบช่วงล่าง ปรับปรุงใหม่ “Super GEO-SUS” ด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วงล่างหลังแบบ ETA Beam พร้อมเหล็กกันโคลง เกาะถนนดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม ปลอดภัยกับตัวถังโครงสร้างนิรภัย CIAS และคานเหล็กนิรภัยด้านข้างประตู (Side Door Impact Beams) ในประตูทุกบาน

Toyota-Corolla-AE101-1993

Toyota-Corolla-TH-1993

ในเดือนสิงหาคม 2536 โคโรลล่า ได้ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ โดยเปลี่ยนชุดกระจังหน้าใหม่ ชุดกันชนใหม่ ไฟท้ายสีขาวแดง และแผงทับทิมด้านหลังแบบใหม่ ตัวอักษร “Corolla” แบบแยกกัน พร้อมทั้งเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่สำหรับรุ่นขนาด 1.3 ลิตร

มาพร้อมทั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกหลายอย่าง อาทิ พวงมาลัยเพาเวอร์ (ในรุ่น 1.3 GLi และ 1.6 GLi), วิทยุเทปดิจิตอล ระบบ Auto Reverse (วิทยุรุ่นนี้ มีใช้อยู่ในรถหลายรุ่นหลายยี่ห้อ), กระจกไฟฟ้าและเซ็นทรัลล็อค (ในรุ่น 1.6 GLi) กระจกมองข้างปรับพับไฟฟ้า (ในรุ่น 1.6 GLi) และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

รุ่นย่อยมีให้เลือก 4 แบบ นั่นคือ 1.3 XLi, 1.3 GLi, 1.6 GLi และ 1.6 GLi A/T

Toyota-Corolla-TH-1993

Toyota Corolla สามห่วง (Minorchange) ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 4E-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว หัวฉีด EFi ให้แรงม้าสูงสุด 88.4 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 11.3 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว หัวฉีด EFi ให้แรงม้าสูงสุด 116 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.0 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

Toyota-Corolla-1995

การปรับโฉม Minorchange เล็กๆ มีขึ้นอีกครั้งในเดือน กันยายน 2537 โดยเพิ่มรุ่น 1.3 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ และปรับปรุงอุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเติม เช่น ปรับแบบฝาครอบล้อใหม่ ชุดกันชนหน้า-หลัง สีเดียวกับตัวรถ ในรุ่น 1.3 ลิตร ส่วนในรุ่น 1.6 ลิตร กระจกมองข้างและที่เปิดประตู สีเดียวกับตัวรถ

ภายในปรับลายเบาะนั่งใหม่ เป็นแบบลายเส้น ทั้งในรุ่น 1.3 และ 1.6 ลิตร พร้อมเพิ่มนาฟฺกาติดรถ และกระจกไฟฟ้า 4 บาน ในรุ่น 1.3 GXi

และปรับชื่อรุ่นย่อยใหม่เป็น 1.3 DXi, 1.3 GXi, 1.3 GXi A/T, 1.6 GXi และ 1.6 GXi A/T

Toyota-Corolla-TH-1994

Toyota-Corolla-TH-1994

Toyota-Corolla-TH-1994

ในปี 2538 Toyota จับรุ่น 1.3 ลิตร มาตกแต่งพิเศษ เอาใจสาวๆ ด้วยสีเขียวทั้งภายนอก และเบาะนั่งภายใน ในชื่อ “Lime” เพียง 300 คันเท่านั้น

Toyota-Corolla-Lime

Toyota Corolla Lime จำนวนจำกัดเพียง 300 คัน (ภาพจากคุณ Preecha Tokoo)

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Corolla “สามห่วง” ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยม ที่แม้กระแสอาจจะน้อยลงไปกว่าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วมา แต่ก็มีกลุ่มผู้ใช้งานอยู่ เช่น สามห่วงซิ่ง.THAILAND หรือ สามห่วง คลับ เป็นต้น ไปตรงไหนก็เจอ เหมาะสำหรับคนเมือง และคุณผู้หญิง ด้วยรูปทรงที่ยังดูร่วมสมัย แต่งสวยได้ แต่ซิ่งได้ และราคามือสองไม่แพง

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่เหมาะกับการใช้ในเมือง ทนทาน สามารถติดแก๊ส LPG ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นแบบระบบดูด หรือระบบหัวฉีดก็ตาม เพราะตัวฝาสูบ เสื้อสูบเป็นเหล็กหล่อ ค่อนข้างทนทานต่อความร้อนสูงได้ อัตราสิ้นเปลืองอาจจะสู้รถสมัยนี้ไม่ได้แล้ว แต่ประหยัดสุดๆ ก็ยังทำได้ที่ประมาณ 12-13 กม./ลิตร ได้

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน ไม่ค่อยจุกจิก ค่าบำรุงรักษาไม่แพง หาที่ซ่อมได้ไม่ยาก เนื่องจากไม่มีระบบอะไรที่ซับซ้อน เตรียมงบไว้ดูแลเครื่องยนต์ หม้อน้ำ ท่อยางต่างๆ ช่วงล่าง เกียร์ เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 บาท ก็ถือว่าพอ

ส่วนเรื่องอะไหล่เก่า รุ่นนี้มีอยู่พอสมควร แม้ว่าหลายอย่างจะเริ่มหายากแล้ว ทั้งของรถที่แยกชิ้นส่วนขายในบ้านเรา หรือของเก่าจากญี่ปุ่น ส่วนในศูนย์บริการยังมี “ของใหม่” ให้เบิกนะครับ แต่สั่งแล้วต้องรอของ + ราคาค่อนข้างแพง

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 20,000 – 55,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ) และหากรถที่เคยเป็นแท็กซี่เก่ามาก่อน ราคาขายต่อก็จะถูกมากๆ แต่สภาพรถส่วนใหญ่ก็เยินมากเช่นกัน …

สำหรับใครที่อยากขายรถคันเดิม ไปซื้อรถใหม่ป้ายแดง มาขายรถคันเดิมกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

แต่ถ้าหากช่วงนี้ใครไม่มีงบซื้อรถป้ายแดง ลองหารถมือสองรุ่นข้างต้น มาใช้แทนที่รถคันเดิม CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ พร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถออนไลน์ ได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น!

รถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ให้คุณเลือกชมรถยนต์เสมือนจริงออนไลน์รายแรกในไทย ทั้งภาพและเสียงในรูปแบบ 360 องศา พร้อมรับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! เรามีรถให้คุณเลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Official โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Toyota-Corolla-Altis-ZZE121-ZZE122

ถ้าจะพูดถึงรถยนต์ Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) ที่จำหน่ายในบ้านเราและได้รับความนิยมจากผู้ใช้ ก็มีอยู่นับสิบกว่าเจเนอเรชั่น ตั้งแต่รุ่นแรก (KE10) ที่เปิดตัวกันเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1966 ขึ้นชื่อว่าเป็นรถที่แข็งแรง ทนทาน อะไหล่หาง่าย ซ่อมง่าย และมีการพัฒนามาตลอดอายุการผลิต 50 กว่าปี ทำให้ Toyota สามารถผงาดสู่ความเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยยอดขาย Corolla ที่มากถึง 44.1 ล้านคัน (ยอดถึงปี 2016) ซึ่งมากพอที่จะเอารถที่ผลิตทุกคัน มาจอดเรียงกันวนรอบโลกได้ถึง 5 รอบ!

แต่สำหรับเวอร์ชั่นที่ได้ชื่อว่า ยอดนิยมมากที่สุดอีกหนึ่งรุ่น รวมไปถึงยอดจำหน่ายที่มากพอสมควร และมีกลุ่มคนนิยมใช้กันเป็นจำนวนมาก และยังเป็นขวัญใจแท็กซี่อีกด้วย คงต้องยกให้ “Toyota Corolla Altis” (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) โฉม “ZZE121 และ ZZE122” ครับผม

MR.CARRO วันนี้จะมาพูดถึง “อัลติสมือสอง” หรือ “อัลติสหน้าหมู” รถสุดยอดนิยมของคนไทยอีกหนึ่งรุ่น เผื่อจะได้ช่วยให้คนตัดสินใจหารถมือสองรุ่นนี้มาใช้ จะได้มีตัวเลือกในการพิจารณามากขึ้น

Toyota-Corolla-JDM

Toyota Corolla เจเนอเรชั่นที่ 9 เปิดตัวครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2000 ภายใต้แนวคิด “New Century Value” (NCV) มาพร้อมรูปทรงอ้วนป่อง พลิกโฉมการออกแบบจากรุ่นที่แล้วอย่างสิ้นเชิง โดย Corolla เวอร์ชั่นญี่ปุ่น จะใช้รูปทรงเดียวกับเวอร์ชั่นยุโรป แต่การออกแบบและตกแต่งหน้าตา ต่างกันไปตามรสนิยมของคนในภูมิภาคนั้นๆ

หลายคนอาจจะสงสัย ว่า? ทำไม Corolla รุ่นนี้ ถึงไม่มีรถคู่แฝดอย่าง “Sprinter” (สปริ้นเตอร์) และรถ 2 ประตู Coupe คู่แฝดอย่าง “Toyota Corolla Levin” (โตโยต้า โคโรลล่า เลวิน) และ “Toyota Sprinter Trueno” (โตโยต้า สปริ้นเตอร์ ทรูโน่) ออกมาขายด้วยในโฉมนี้? นั่นก็คือการตลาดที่ซ้ำซ้อนกัน ไม่คุ้มค่าในการทำตลาด ทำให้ Toyota ต้องเลือกยุบ Sprinter ไป

Toyota-Corolla-Fielder-JDM

Toyota Corolla Fielder (ZZE123) เวอร์ชั่นญี่ปุ่น

Toyota-Corolla-Runx-JDM

Toyota Corolla Runx เวอร์ชั่น Hatchback 5 ประตู

Toyota-Allex-JDM

Toyota Allex คู่แฝดของ Corolla Runx แต่เน้นหรูมากกว่า ในเวอร์ชั่น Hatchback 5 ประตู

Toyota-Corolla-Hatchback-EU

Toyota Corolla Hatchback เวอร์ชั่นที่ขายในยุโรป

โดย Corolla Wagon เปลี่ยนมาใช้ชื่อใหม่ในชื่อ “Corolla Fielder” รวมไปถึงในรุ่นแฮทช์แบค 3 และ 5 ประตู ใช้ชื่อว่า “Allex” และ “Corolla RunX”

ส่วน “โคโรลล่า อัลติส” ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 9 แบบเวอร์ชั่นไทย มาภายใต้แนวคิด “Break Into Style” พัฒนาใหม่หมด ทั้งการออกแบบ เทคโนโลยี รวมถึงรูปโฉมของตัวรถภายนอก โดยเวอร์ชั่นไทย พัฒนาให้แตกต่างไปจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่น ใช้รูปโฉมแบบเดียวกันกับเวอร์ชั่นจีน, ไต้หวัน และอเมริกาเหนือ เป็นต้น

Brad-Pitt-Toyota-Corolla-Altis

เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 – 20 พฤษภาคม 2544 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พร้อมจ้างดาราฮอลลีวู้ด “Brad Pitt” (แบรด์ พิตต์) มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตลอดระยะเวลา 1 ปี

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

การออกแบบภายนอก ผสานความเท่ สปอร์ต และงามหรูหราเข้าด้วยกัน กระจังหน้าขนาดใหญ่ มาคู่กับไฟหน้ามัลติรีเฟล็กเตอร์ขนาดใหญ่แบบ 4 ดวง ให้ความสว่างกว่าเดิมถึง 2 เท่า พร้อมระบบเปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ (Auto Light Control System) และชุดไฟท้าย เพิ่มไฟตัดหมอกหลัง ซึ่งเป็นมาตรฐานยุโรป (มารุ่นหลังๆ ก็เลิกติดมาให้แล้ว) ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน (Cd) เพียง 0.30 เทียบเท่ารถสปอร์ตชั้นนำ

มิติตัวรถยาว 4,530 มม. กว้าง 1,705 มม. สูง 1,480 มม. ระยะฐานล้อ 2,600 มม.

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

ห้องโดยสารภายในของรุ่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการออกแบบได้ดี เพิ่มพื้นที่ห้องโดยสารกว้างและโปร่งขึ้น ด้วยปริมาตรภายในห้องโดยสาร 3.37 ลบ.ม. (ใหญ่กว่าภายในของ Corona Exsior ซะอีก) กระจกบังลมหน้ามีขนาดใหญ่มากขึ้น คอนโซลหน้าขนาดใหญ่แบบบุนวม แพรวพราวด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ มาตรวัดเรืองแสง Optitron สามารถเปลี่ยนได้ถึง 3 เฉดสี ระบบเครื่องเสียงแบบ Full-Logic บรรจุ CD ได้ 6 แผ่น ด้านหน้าตัวเครื่อง แอร์แบบ Push Type ตกแต่งลายไม้ภายใน คันเกียร์อัตโนมัติแบบ Gate-Type หรูหรา กระจกไฟฟ้า แผงเสาอากาศวิทยุแบบฝังในกระจกหลัง พร้อมม่านบังแดดหลัง และกันขโมยแบบ Immobilizer

และห้องโดยสารภายใน ยังเลือกใช้วัสดุเส้นใยพิเศษใหม่ชื่อ “Kenaf” (ใยปอแก้ว) เป็นวัสดุในการบุหลังคาด้านในถึง 50% ช่วยรักษาสภาพแวดล้อมของโลก

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

ระบบความปลอดภัยมีมาให้ครบๆ ในยุคนั้น ทั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า เบาะนั่งแบบ WIL (Whiplash Injury Lessening) ป้องกันการบาดเจ็บที่เบาะนั่งคู่หน้า เมื่อเกิดการชนจากด้านหลัง, Head Impact Protection Structure ระบบปกป้องการบาดเจ็บของศีรษะด้านข้าง ด้วยโครงสร้างแบบครีบ ระบบเบรก ABS (Anti-Lock Braking System), ระบบ EBD (Electronic Brake-Force Distribution) พร้อมระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist) และยังติดตั้งระบบ Vehicle Stability Control (VSC) ควบคุมการทรงตัว มาติดตั้งเป็นครั้งแรกอีกด้วย

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ ต้อนรับศตวรรษที่ 21 ด้วยตระกูล “ZZ-FE” VVT-i ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ TCCS ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ 16 บิต และมีเทคโนโลยีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์แบบ ทำให้โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส ผ่านมาตรฐานมลพิษจากไอเสียรถยนต์ Emission Standard Step 3 ซึ่งเป็นมาตรฐานมลพิษฯ ลำดับต่อไปของกระทรวงอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะประกาศใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า (ในเวลานั้น) โดยไอเสียที่ออกมาจาก โคโรลล่า อัลติส ต่ำกว่ามาตรฐานมลพิษฯ Emission Standard Step 2 ในปัจจุบันกว่า 80%

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

Toyota Corolla Altis ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3ZZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 110 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.3 กก.-ม. (150 นิวตัน-เมตร) ที่ 3,800 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 136 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.4 กก.-ม. (171 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ระบบช่วงล่าง ปรับปรุงใหม่ ด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วงล่างหลังแบบ ETA Beam พร้อมเหล็กกันโคลง

Toyota-Corolla-Altis-TH-2001

โฉมแรกมีให้เลือกหลายแบบ อาทิเช่น 1.6 J M/T และ A/T (ใช้ชื่อ Corolla อย่างเดียว), 1.6 E M/T – A/T, 1.8 E, 1.8 G VSC และรุ่นย่อย “Limo (ลิโม)” (ย่อมาจากคำว่า Limousine) ตัด Option ต่างๆ ออก มีเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ตัวรถกันชนหน้า-หลัง สีดำ ไฟหน้า-ไฟท้าย แบบโคมสึดำ ใช้ล้อกระทะเหล็กขนาด 14 นิ้ว ภายในเป็นเบาะหนังไวนิล ในราคาขณะนั้น 668,000 บาท สำหรับกลุ่มตลาดรถ Fleet และรถ Taxi ซื้อไปใช้เท่านั้น

หลังจากวางตลาด โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส โฉมนี้ ปรากฏว่าได้กระแสตอบรับถล่มทลายจากผู้บริโภคในเวลานั้น โดยสามารถกวาดยอดจองหลังจาก 14 วัน ของการเปิดตัวได้มากถึง 6,495 คัน

Toyota-Corolla-Altis-TH-2002

หลังจากนั้น ก็มีรุ่นพิเศษออกมาเป็นระยะๆ เช่นในเดือนตุลาคม 2545 ออกรุ่น 1.8 G ฉลองครบรอบ 40 ปี บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่มาพร้อมเบาะนวดหลังไฟฟ้าด้านคนขับ พรมปูพื้น พรมปูท้ายรถ เครื่องฟอกอากาศ และสัญลักษณ์พิเศษ ฉลอง 40 ปี Toyota ประเทศไทย

Toyota-Corolla-Altis-TH-2002

ต่อมาในเดือน พฤศจิกายน 2545 โตโยต้า ได้ทำการเพิ่มรุ่นย่อย 1.6 E เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ABS + Airbag ด้านคนขับ และรุ่นย่อย 1.8 S Sporty โดดเด่นด้วยชุดแต่งรอบคัน อาทิ ไฟหน้าโคมสีเทาเงิน สเกิร์ตรอบคัน สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกแบบ LED … ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยสีเมทัลลิก หัวเกียร์ทรงกลมชุบโครเมียม และเบาะหนังแท้สีดำ พร้อมกับสีดำ Black Mica มาให้เลือก

เดือนมีนาคม 2546 Toyota เปิดตัวรุ่นพิเศษ 1.6 E Limited ด้วยไฟตัดหมอกหน้า, เบาะหนังดีไซน์ใหม่, ชุดตกแต่งลายไม้, สัญญาณกันขโมย พร้อมกุญแจรีโมท TVSS และสัญลักษณ์ “Limited” ใต้ไฟเลี้ยวด้านข้างตัวถัง (สังเกตดีๆ เพราะส่วนใหญ่จะหายหมด)

Toyota-Corolla-Altis-TH-2003

ในเดือนสิงหาคม 2546 โตโยต้า เพิ่มรุ่นพิเศษ “1.6 E Premium” มีให้เลือกทั้งในแบบ 1.6 E เกียร์ธรรมดา, 1.6 E เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และ 1.6 E เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ABS + Airbag … มาพร้อมสปอยเลอร์กันชนหน้า สปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกแบบ LED ภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยสีเมทัลลิก พร้อมกับเบาะหนังสีเบจดีไซน์ใหม่ และระบบกันขโมย TVSS พร้อมรีโมท จำนวนจำกัดเพียง 1,200 คัน

Toyota-Corolla-Altis-TH-2003

Toyota-Corolla-Altis-TH-2003

พอมาถึงเดือนพฤศจิกายน 2546 ก็ถึงเวลาปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ … มาพร้อมสโลแกนใหม่ “Sense the Movement” ปรับรูปแบบของกระจังหน้าใหม่ ชุดกันชนหน้าใหม่ ชุดไฟหน้าใหม่ แบบ HID ชุดไฟท้ายใหม่ ที่ใช้ไฟเบรกแบบ LED เป็นครั้งแรก และล้อแม็กลายใหม่ ในทุกรุ่น ส่วนภายใน เพิ่มเบาะไฟฟ้า (ด้านคนขับ) เป็นต้น

Toyota-Corolla-Altis-TH-2005

เดือนมีนาคม 2548 Toyota เปิดตัว Altis รุ่น Limited ทั้งในแบบ 1.6 E (ABS + Airbag) และ 1.8 G ด้วยภายในเบาะหนังแท้ มีไฟตัดหมอกหน้า ล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว ปัดเงา, สัญญาณกันขโมยพร้อมรีโมท TVSS สัญลักษณ์ “Limited” และเครื่องเล่น DVD พร้อมจอ 6.5 นิ้ว (ในรุ่น 1.8 G)

Toyota-Corolla-Altis-TH-2006

ในวันที่ 24 มีนาคม 2549 ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์กันอีกรอบ ดูโดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบซี่ตรง ไฟหน้าแบบ HID และคิ้วขอบป้ายทะเบียนหลังดีไซน์ใหม่ พร้อมนำเสนออุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้น อาทิ กล้องมองขณะถอยหลังเข้าจอด พร้อมจอ LCD ขนาด 6.5″ เครื่องเสียงแบบ Full-Logic พร้อมระบบ Touch Screen ระบบกันขโมย TVSS พร้อมรีโมท ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย เบาะนั่งปรับไฟฟ้า (เฉพาะด้านคนขับ) ปรับระดับได้ 8 ทิศทาง เป็นต้น

แถมยังเพิ่มรุ่น 1.6 G เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกด้วยครับ

และในเดือนพฤศจิกายน 2549 ยังมีรุ่นพิเศษอย่าง Toyota Corolla Altis 1.6 G G-Edition มาพร้อมไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง และสัญลักษณ์ “G-Edition”, สเกิร์ตรอบคันพร้อมสปอยเลอร์หลัง, เบาะหนังโทนสีเข้ม, แผงคอนโซลหน้าลายไม้, พวงมาลัย และหัวเกียร์หุ้มหนังแบบเจาะรู กับเครื่องเสียงแบบ 2 DIN พร้อม CD 6 แผ่น และ MP3 มี 2 สี ให้เลือก นั่นคือ White Pearl Crystal และ Silver Metallic

Toyota-Corolla-Altis-TH-2007

ในเดือนพฤษภาคม 2550 เพิ่มรุ่นพิเศษ Limited (อีกรอบ) ทั้งในแบบ 1.6 E, 1.6 G และ 1.8 E ใส่ชุดแต่งสปอร์ตทั้งคัน (สเกิร์ตรอบคัน และสปอยเลอร์หลัง) ไฟหน้า-ไฟท้าย โคมดำ, ล้อแม็กขนาด 15 นิ้ว รมดำ (ล้อแม็กขนาด 16 นิ้ว รมดำ ในรุ่น 1.8 E), สัญลักษณ์ “Limited”

ห้องโดยสารภายในตกแต่งแบบแบบสีทูโทน พวงมาลัยหุ้มหนังสีดำ หัวเกียร์หุ้มหนังสีดำ เบรกมือหุ้มหนังสีดำ และเครื่องเล่น DVD VCD CD MP3 1 แผ่น คู่ไปกับหน้าจอขนาด 7″ แบบ Touch Screen (เฉพาะรุ่น 1.8 E) ส่วนในรุ่น 1.6 E ใช้เบาะผ้าลายสปอร์ต ปั้มสัญลักษณ์ “Altis” ไว้ที่เบาะ และระบบกันขโมย TVSS พร้อมกุญแจรีโมท

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Corolla Altis (ZZE121/ZZE122) ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยมมาก แท็กซี่ก็นิยมเช่นกัน รูปทรงสวย สมรรถนะดี คุณภาพคับแก้ว ทนทานและประหยัดตามสไตล์โตโยต้า อะไหล่หาง่าย อู่ทั่วไปก็ซ่อมได้ ยังมีคนใช้งานกันอยู่เยอะ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่ตัวถังภายในกว้างขวาง ตำแหน่งเบาะนั่งสูง นั่งสบายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พื้นที่วางขาถือว่ากว้างใช้ได้ ในรุ่น Top มาพร้อมออพชั่นที่มากและโดดเด่นกว่ารถคู่แข่งในระดับเดียวกัน แอร์เย็น เครื่องยนต์ VVT-i ให้อัตราเร่งดี ทั้งในรุ่น 1.6 และ 1.8 ทนทาน ประหยัดน้ำมัน แต่ไม่ค่อยทนแก๊ส ระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT เป็นแบบฟันเฟือง ทนทาน

แต่ข้อเสียก็มี อาทิ ระบบเบรกไม่นุ่มนวลนัก หรือช่วงล่างที่นิ่มก็จริง แต่เวลาวิ่งเร็วๆ แล้ว ไม่ค่อยเกาะถนน เป็นต้น

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้เรื่องอะไหล่ไม่ต้องกังวล เพราะเป็นรถที่ทนทาน ขายได้เยอะ อะไหล่ก็มีเยอะตามไปด้วย จะเข้าศูนย์บริการ หรือซ่อมอู่ข้างนอกก็ย่อมได้ ระบบไม่ซับซ้อน ซ่อมได้ทุกจุด ค่าซ่อมถูก ซ่อมได้ทุกอู่ ของเก่าจากเซียงกงก็มีพร้อม เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 – 20,000 บาท ก็พอแล้ว

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 80,000 – 170,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ) และหากรถที่เคยเป็นแท็กซี่เก่ามาก่อน ราคาขายต่อก็จะถูกกว่านี้มาก (เริ่มต้นประมาณ 3-4 หมื่นบาท ก็สามารถซื้อได้แล้ว)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Toyota Corolla Altis (ZZE121/ZZE122) รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิ๊กเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Toyota-Altis ได้เลยครับผม

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก