Toyota-Corona-TT140-TT141

สวัสดีปีใหม่ 2564 กับบทความแนะนำรถมือสองจาก CARRO บทความแรกของปี 2564 นี้ ในช่วงที่ “โคโรนาไวรัส” หรือ “โควิด-19” ที่กลับมาระลอกใหม่อีกครั้งในบ้านเรา ซึ่งหลายคนอาจต้องทำงานกันแบบ Work From Home อยู่บนฐานวิถีชีวิตใหม่ New Normal กันเป็นแถว

ในช่วงที่วิกฤตโควิด กำลังสร้างความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าทั่วโลกในขณะนี้ การหาซื้อรถมือสองรุ่นที่ตัวเองชอบสักคันมาใช้งานในตอนนี้ มันก็น่าจะดีตรงที่เราอาจซื้อได้เลยไม่ต้องผ่อน หรือผ่อนน้อยๆ ไม่กระทบกับการเงินในเวลานี้ แถมได้ความเป็นส่วนตัวอีกด้วย

ยิ่งช่วงนี้คนพูดถึง โควิด-19 (COVID-19) เยอะ ก็ทำให้ผมนึกถึงรถยนต์ชื่อดังในอดีตรุ่นหนึ่งของ Toyota ที่ผลิตขายในชื่อ “Corona” ซึ่งเป็นชื่อเดียวกับชื่อไวรัสนี้ …

MR.CARRO เลยขอแนะนำรถมือสอง Toyota Corona (โตโยต้า โคโรน่า) (TT140/TT141) ที่เคยขายในบ้านเราตั้งแต่ปี 2525 – 2528 กันครับ

ก่อนอื่นของเล่าประวัติรุ่นนี้ในญี่ปุ่นสั้นๆ สำหรับ Toyota Corona ท้ายโด่ง (เจนเนอเรชั่นที่ 7) ในเวอร์ชั่นญี่ปุ่น เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 มกราคม 1982 ตัวรถถูกออกแบบใหม่หมด ด้วยรูปทรงที่เหลี่ยมคม สไตล์รถทรงกล่อง Boxy Car ยอดฮิตในต้นยุค 80 ที่ Toyota ตั้งใจออกแบบให้ Corona รุ่นนี้ ออกมาชนกับคู่แข่งโดยตรงอย่าง Nissan Bluebird (910) (นิสสัน บลูเบิร์ด) ที่ขายในเวลานั้น

Toyota-Corona-JDM-1982

Toyota-Corona-JDM-1982

จุดเด่นของรุ่นนี้ คือ มุมหน้ารถที่มีลักษณะเหมือนแหลมยื่นออกมาจากฝากระโปรงหน้า และกันชนหน้า จนได้ฉายาจากคนขายรถมือสองในบ้านเราว่า “โคโรน่า หน้าแหลม” แบ่งออกเป็นรุ่นหลักๆ ได้ด้วยกัน 3 แบบ นั่นคือ

Toyota-Corona-JDM-1982

Toyota-Corona-JDM-1982

แบบ 4 ประตู Sedan, แบบ 2 ประตู Hardtop และแบบ Van ขนของ นับเป็น Corona รุ่นสุดท้ายที่ขับเคลื่อนล้อหลัง และมีอายุการขายในตลาดที่สั้น เมื่อเทียบกับโฉมอื่นๆ แต่ในส่วนของเวอร์ชั่น Taxi กลับได้ชื่อว่าเป็น Toyota Corona รุ่นเชิงพาณิชย์ที่ผลิตขายยาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 1982 – 1998

Toyota-Corona-Van-JDM

รวมไปถึงการเริ่มลดบทบาทการทำตลาดลง โดยไม่มีการส่ง Corona โฉมนี้ ไปขายในตลาดสหรัฐอเมริกาแล้ว

ส่วนในรุ่น Liftback 5 ประตู ที่เคยมีในโฉมก่อนหน้า สำหรับโฉมหน้าแหลมได้ถูกเว้นวรรคไป ก่อนที่ Toyota จะเปิดตัว Corona Liftback รุ่นเจเนอเรชั่นที่ 8 ขับเคลื่อนล้อหน้า ในเดือนมกราคม 1983 แล้วก็ขายควบคู่ไปกับโฉมหน้าแหลมด้วย

Toyota-Corona-JDM-1982

อีกทั้งยังดึงตัวเอาพรีเซ็นเตอร์จากพระเอกหนังพยัคฆ์ร้าย 007 ชื่อดังชาวอังกฤษ “Roger Moore” (โรเจอร์ มัวร์) มาโฆษณารถรุ่นนี้ด้วย

Toyota-Corona-JDM-1982

สำหรับ Toyota Corona โฉมนี้ ได้พัฒนาขึ้นร่วมกันบนพื้นฐานเดียวกับ Toyota Carina (โตโยต้า คาริน่า) และ Toyota Celica (โตโยต้า เซลิก้า) (เจเนอเรชั่นที่ 3) ทำให้อะไหล่หลายๆ อย่าง สามารถใช้งานร่วมกันได้

และโฉมนี้ยังมีการปรับปรุงที่มากพอสมควร เช่น ระบบพวงมาลัย เปลี่ยนมาใช้แบบ Rack & Pinion เป็นครั้งแรก และโซนาร์ถอยหลัง (Back Sonar) ติดตั้งบริเวณกันชนท้าย ที่นำมาใช้เป็นครั้งแรกด้วยเช่นกัน

มิติตัวรถ (รุ่น Sedan 2000GT) ยาว 4,570 มม. กว้าง 1,660 มม. สูง 1,395 มม. ระยะฐานล้อ 2,500 มม.

เครื่องยนต์มีให้เลือกหลากหลายจริงๆ ถึง 5 แบบ! เริ่มต้นตั้งแต่แบบ LASRE Engine (LASRE ย่อมาจาก Light-Weight Advanced Super Response Engine) ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 3A-U (II) 83 แรงม้า, ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1S-U 100 แรงม้า และแบบดีเซล ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1C 65 แรงม้า ส่วนในรุ่น Van ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 12T-J

ส่วน Sporty Engine เริ่มต้นกับขนาด 1.8 ลิตร รหัส 3T-EU 105 แรงม้า และรุ่น Top สุด ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 18R-GEU 135 แรงม้า

Toyota-Corona-JDM-1982

ในเดือนกันยายน 1982 มีการปรับปรุงรุ่นย่อยใหม่ ตัดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรออกไป เพิ่มรุ่น 1800GT-T และ 1800GT-TR แล้วบรรจุเครื่องยนต์ (ที่ปรับปรุงใหม่) กับ DOHC Turbo รุ่นแรกของ Toyota ที่ Yamaha มีส่วนในการพัฒนาด้วย ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 3T-GTEU แบบ 4 สูบ DOHC 8 วาล์ว Twin Cam Turbo พร้อมจุดเด่นอย่างทวินปลั๊ก (2 หัวเทียนต่อ 1 สูบ) 160 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 21.0 กก.-ม.

Toyota-Corona-JDM-1983

ต่อมาในเดือนตุลาคม 1983 ก็ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ปรับปรุงหน้าตาและไฟท้ายใหม่ และอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ

ในส่วนของหน้าแหลม ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่อีกแล้ว ในรุ่น 1600GT หันมาคบกับขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-GEU ตัวเดียวกับใน Corolla Levin และ Sprinter Trueno AE86 130 แรงม้า

เอาล่ะ ว่าจะเล่าสั้นๆ ก็เล่นซะยาวเลย มาเข้าถึงรายละเอียดของเวอร์ชั่นไทยดีกว่า สำหรับคนที่กำลังมองหารุ่นนี้มาใช้กัน

Toyota-Corona-TH-1982-Press

บรรยากาศงานแถลงข่าว Toyota Corona ’82

สำหรับเวอร์ชั่นไทย Toyota Corona หน้าแหลม รุ่นนี้เปิดตัวกันเมื่อ 23 กรกฎาคม 2525 ที่โรงแรมดุสิตธานี ซึ่งในงานแถลงข่าวเปิดตัวนี้ ก็ได้ทำการแจกโปสเตอร์ ให้เป็นของที่ระลึกสำหรับผู้มางานนี้ด้วย (ซึ่งรูป Poster ก็คือรูป Cover อันแรกของบทความนี้ไงครับ) แถมคุยโม้อีกว่า นี่คือ “เทคโนโลยีใหม่แห่งวิศวกรรมยานยนต์”

ตัวรถ … รายละเอียดถือว่าต่างไปจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่นพอสมควร โดยเฉพาะอุปกรณ์มาตรฐาน บ้านเราตัดออกไปเยอะ! … มีให้เลือกด้วยกัน 4 รุ่นย่อย ได้แก่ 1.6 DX 4 เกียร์, 1.6 DX 5 เกียร์, 1.8 GL 5 เกียร์ และรุ่น Top สุด อย่าง 1.8 GL Automatic 3 สปีด ในราคา 275,000 – 349,000 บาท

Toyota-Corona-TH-1982

ภายนอกของรุ่น 1.6 DX

ตัวรถภายนอก สังเกตได้ไม่ยากเลยว่ารุ่นไหน 1.6 รุ่นไหน 1.8 … ในรุ่น 1.6 ไฟหน้าจะมีขนาดเล็ก กันชนหน้า-หลังขนาดเล็ก ส่วนด้านท้ายกันชนหลังขนาดเล็ก และไม่มีที่ครอบป้ายทะเบียนด้านข้าง

Toyota-Corona-TH-1982-AD

ภายนอกของรุ่น 1.8 GL

ส่วนรุ่น 1.8 ไฟหน้าโคมขนาดยาว มีสปอตไลท์ในตัว กันชนหน้าแบบยูรีเทนขนาดใหญ่ ด้านข้างมีคิ้วสแตนเลสที่ล้อ 4 ล้อ และคิ้วกันกระแทกข้างตัวรถ ส่วนด้านท้ายกันชนหลังขนาดใหญ่ มีที่ครอบป้ายทะเบียนด้านข้าง

ส่วนเรื่องสนิมไม่ต้องกลัว เพราะรุ่นนี้ผ่านการชุบสี Epoxy ด้วยไฟฟ้าแบบ Cation E.D.P. (E.D.P. ย่อมาจาก Electro Deposition Painting) ที่ได้ชื่อว่า “Ultra Body” ที่โตโยต้าโหมโฆษณาอย่างหนักว่า “สู้ความชื้น ชนะความเค็ม”

Toyota-Corona-TH-1982

ห้องโดยสารภายใน ถือว่าแปลกตาทีเดียวในยุคนั้น กับโทนสีครีมตัดสีน้ำตาล ดูอบอุ่น ในรุ่น 1.6 4 เกียร์ เบาะนั่งแบบกึ่งหนังไวนิลกึ่งผ้า มาตรวัดไม่มีวัดรอบ ส่วนรุ่น 1.6 5 เกียร์ จึงจะมีวัดรอบมาให้

และในรุ่น 1.8 ลิตร จัดอุปกรณ์มาตรฐานมากหน่อยนึง ตั้งแต่กระจกมองข้างด้านคนขับ เบาะกำมะหยี่แบบเต็ม พวงมาลัย 2 ก้านแบบหรู พนักพิงศีรษะขนาดใหญ่, ที่ปรับดันหลังด้านคนขับ, ไฟส่องรูกุญแจสตาร์ท, ไฟส่องพื้นด้านคนขับ, สวิตช์ปรับไฟหน้าปัด, พวงมาลัยปรับสูง-ต่ำได้, ที่วางแขนคอนโซลกลางมีฝาปิด และที่วางแขนด้านหลัง เป็นต้น

Toyota-Corona-TH-1982

ส่วนเครื่องยนต์ เวอร์ชั่นบ้านเรายังล้าหลังอยู่ เพราะใช้เครื่องยนต์ตัวเดียวกับ Corona โฉมที่แล้ว แต่โตโยต้าก็คุยว่าได้ปรับปรุงคอยล์จุดระเบิด ปรับปรุงจังหวะการเปิดปิดของวาล์ว และระบบการจ่ายเชื้อเพลิงคาร์บูเรเตอร์แล้ว

เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 2T แบบ 4 สูบ OHV ให้แรงม้าสูงสุด 102 แรงม้า (SAE) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.0 กก.-ม. ที่ 3,800 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 4 สปีด และ 5 สปีด

ส่วนเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3T แบบ 4 สูบ OHV ให้แรงม้าสูงสุด 108 แรงม้า (SAE) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.8 กก.-ม. ที่ 3,500 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 3 สปีด

ระบบช่วงล่างหน้า แบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท หลังแบบคานยึด 4 จุด พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง

แม้ว่าโคโรน่า หน้าแหลม รุ่นนี้ในบ้านเราจะไม่มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ใดๆ แต่ในปี 2527 ก็ได้ปรับปรุงอุปกรณ์มาตรฐานนิดหน่อย อาทิ ชื่อรุ่นด้านท้ายในรุ่นย่อย 1.8 GL คำว่า “GL” จะติดตั้งบริเวณด้านซ้ายมือแทนตัวเลข กันชนหน้า-หลัง เพิ่มสีเดียวกับตัวรถเข้าไป และเบาะนั่งภายใน ใช้เบาะกำมะหยี่ลายใหม่ ดูนุ่มยิ่งขึ้น

พร้อมกับฉลองรถออกจากสายการผลิต คันที่ 200,000 ในไทย เป็นรถ Toyota Corona หน้าแหลม พอดี …

Toyota Corona หน้าแหลม รายละเอียดก็มีแค่นี้แหละ จบ!

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Corona “หน้าแหลม” ในปัจจุบัน ไม่ใช่รถมือสองรุ่นยอดนิยมแบบในยุค 80 หรือ 90 แล้ว แต่ในวงของคนที่ชอบเล่นรถ Retro รุ่นนี้ก็ยังมีคนเล่นกันอยู่บ้าง มีกลุ่มผู้ใช้งานอยู่ เช่น คนรักรถหน้าแหลม เป็นต้น โดยมากแล้วรถจะช้ำ เก่าโทรมตามสภาพ สภาพดีๆ หายากเลยล่ะ

ถ้าจะซื้อต้องหาคันที่สภาพดีๆ หน่อย ตัวถังไม่ผุมากๆ เป็นใช้ได้ (แต่ส่วนใหญ่จะผุเยอะ จุดยอดฮิตก็หลังคา ใต้บังโคลนล้อหน้า-หลัง ใต้แผงจิ้งหรีดหน้า เป็นต้น)

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่ยังพอใช้งานประจำวันได้ ภายในนั่งสบาย ให้ทัศนวิสัยดีมาก ทนทาน ติดแก๊ส LPG ได้เลย เพราะเครื่องยนต์เดิมๆ ตัวนี้ จะกินน้ำมันดุเดือดสุดๆ และเรี่ยวแรงไม่มี ส่วนใหญ่มักนิยมเปลี่ยนเครื่องยนต์กัน อาทิในตระกูล A ก็ 4A-GE ตระกูล S เน้นประหยัด ก็ 3S-FE, 4S-FE

ส่วนเน้นขับมันส์ๆ ก็ตระกูล G อย่างรหัส 1G-GE, 1G-GTE หรือตระกูล JZ อย่างรหัส 1JZ-GE, 1JZ-GTE, 2JZ-GE และ 2JZ-GTE ห้องเครื่องวางลงได้สบายๆ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้ถือว่าทนทาน แต่ก็ต้องมีซ่อมเยอะตามอายุ อะไหล่ส่วนใหญ่จัดว่าหายากแล้ว ต้องอาศัยคนที่ระเบิดซากรถเก่ามาขาย หรือบางอย่างต้องแปลงเอา เตรียมงบไว้ดูแลเครื่องยนต์ หม้อน้ำ ท่อยางต่างๆ ช่วงล่าง เกียร์ ระบบไฟ เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 – 20,000 บาท ละกัน

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2564 อยู่ที่ประมาณ 15,000 – 35,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ) ซึ่งสภาพรถส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่รถบ้านๆ เดิมๆ ก็แต่งจนเละ

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Toyota-Corolla-Altis-ZZE141-ZZE142-ZRE143

รถยนต์ที่คนทั่วโลกรู้จักและเชื่อมั่นในคุณภาพ อย่าง Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ ก็มีอยู่ด้วยกันกว่าสิบกว่าเจเนอเรชั่น ตั้งแต่รุ่นแรก (KE10) ที่เปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน 1966 และมีการพัฒนามาตลอดอายุการผลิต 50 กว่าปี ทำให้ Toyota สามารถผงาดสู่ความเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยยอดขาย Corolla ที่มากถึง 47 ล้านคัน

ซึ่งรถยนต์ Corolla หนึ่งคัน จะถูกขายทุกๆ 15 วินาที ในกว่า 150 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นรถยนต์ที่ขายดีที่สุดสำหรับโตโยต้าทั่วโลก และยอดขายสะสมกว่า 800,000 คัน ในไทย (ยอดถึงปี 2019)

แต่สำหรับเวอร์ชั่นที่ได้ชื่อว่า ยอดนิยมที่สุดอีกหนึ่งรุ่น รวมไปถึงยอดจำหน่ายที่มากพอสมควร และมีกลุ่มคนนิยมใช้กันเป็นจำนวนมาก และยังเป็นขวัญใจแท็กซี่อีก (เช่นกัน) นั่นคือ “Toyota Corolla Altis” (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) โฉม “ZZE141 (รุ่น 1.6), ZZE142 (รุ่น 1.8), ZRE141 (รุ่น 1.6 เครื่องยนต์ใหม่), ZRE142 (รุ่น 1.8 เครื่องยนต์ใหม่) และ ZRE143 (รุ่น 2.0 เครื่องยนต์ใหม่)” ครับผม

MR.CARRO วันนี้จะมาพูดถึง “อัลติสมือสอง” หรือ “อัลติสหน้าแบน” รถสุดยอดนิยมของคนไทยอีกหนึ่งรุ่น เผื่อจะได้ช่วยให้คนตัดสินใจหารถมือสองรุ่นนี้มาใช้ จะได้มีตัวเลือกในการพิจารณามากขึ้น

Toyota-Corolla-Altis-TH-2008

ส่วน “โคโรลล่า อัลติส” ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 แบบเวอร์ชั่นไทย มาภายใต้แนวคิด “Be Your Own Star” ออกแบบใหม่ทั้งหมด โดยเวอร์ชั่นไทย ยังคงอิงแบบเดียวกับเวอร์ชั่นจีน, ไต้หวัน และอเมริกาเหนือ เป็นต้น

พร้อมดึงตัวนักแสดงฮอลลีวูดชาวอังกฤษชื่อดัง อย่าง Orlando Bloom มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ของรถรุ่นนี้ เปิดตัวในวันที่ 29 มกราคม 2551

รูปโฉมภายนอกดูสดใหม่ สปอร์ตขึ้น ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานที่ Cd = 0.29 พร้อมเพิ่มออพชั่นเด่นๆ อย่าง ชุดไฟหน้า HID, ระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ Rain Sensor, ชุดไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้างทุกรุ่นย่อย, ระบบ Curise Control และพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPS (Electric Power Steering)

Toyota-Corolla-Altis-TH-2008

ภายในห้องโดยสาร ดีไซน์ใหม่ ทำให้ห้องโดยสารภายในมีความจุเพิ่มขึ้นมากกว่ารถรุ่นเดียวกันในตลาด อย่างน้อย 6 ลบ.ซม. ด้วยคอนโซลออกแบบไร้รอยต่อ ล้อมรอบด้วยวัสดุสีเงิน ขอบประตูเชื่อมกันดูโค้งมนกลมกลืน ติดตั้งเครื่องเสียงวิทยุและ CD เล่นระบบ MP3 ได้แบบ 1 แผ่น และ 6 แผ่นในรุ่น 1.8 ลิตร ส่วนระบบแอร์เป็นแบบอัตโนมัติในรุ่น 1.8 ลิตร

Toyota-Corolla-Altis-TH-2008

Toyota Corolla Altis โฉมนี้ แรกเริ่มยังใช้เครื่องยนต์เดิมขนาด 1.6 ลิตร รหัส 3ZZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 110 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดถูกปรับลดลงมาเป็น 14.8 กก.-ม. (145 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบ Sequential

และเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 1ZZ-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว VVT-i ให้แรงม้าสูงสุดลดลงมาเหลือ 132 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.3 กก.-ม. (170 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบ Sequential

ซึ่งอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในรุ่น 1.8 ลิตร จากการทดสอบโตโยต้า (ตอนนั้น) เคลมว่าทำได้ถึง 15.93 กม./ลิตร และยังใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ได้ด้วย

Toyota-Corolla-Altis-TH-2008

ระบบช่วงล่าง ด้านหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ช่วงล่างหลังแบบ ทอร์ชั่นบีม พร้อมเหล็กกันโคลง ระบบเบรกเป็นแบบดิสก์เบรก ติดตั้งล้ออัลลอยด์ 15 นิ้ว 7 ก้าน พร้อมยาง 195/65 R15 ในรุ่น 1.6 ลิตร และล้ออัลลอยด์ 16 นิ้ว แบบ 10 ก้าน มาพร้อมยาง 205/55 R16 (ยังเป็นรุ่นแรก ที่ใช้ล้อแม็กแบบ 5 รูด้วย)

รุ่นย่อยที่มีให้เลือกก็ได้แก่ รุ่น 1.6 J, 1.6 E, 1.6 G, 1.8 E และ 1.8 G ในราคา 709,000 – 969,000 บาท ซึ่งเคาะราคาลดลงจากรุ่นเดิม คือ ส่วนลดจากภาษีรถที่ใช้น้ำมัน E20

ซึ่งกลุ่มเป้าหมาย ในรุ่น 1.8 G และ 1.8 E จะเน้นเจ้าของกิจการ ผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่คำนึงภาพลักษณ์ 1.6 G และ 1.6 E เน้นกลุ่มพนักงานระดับกลาง ข้าราชการ ที่คำนึงถึงความคุ้มค่า และ 1.6 J พนักงานทั่วไปที่เน้นความคุ้มค่า ตั้งเป้ายอดขาย 2,600 คัน/เดือน

Toyota-Corolla-Altis-LIMO-CNG-TH-2008

ในวันที่ 16 ตุลาคม 2551 Toyota ได้แนะนำ Toyota LIMO CNG (โตโยต้า ลีโม่ CNG) สำหรับตลาดแท็กซี่โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นรุ่นติดตั้งก๊าซ NGV โดยตรงจากโรงงานโตโยต้า หรือ OEM (Original Equipment Manufacturer) มาพร้อมจุดเด่น 4 อย่าง ได้แก่ ออกแบบสำหรับใช้ก๊าซธรรมชาติอัดโดยเฉพาะ, ความทนทานต่อการใช้งาน, ความปลอดภัยของอุปกรณ์ และการรับประกันคุณภาพมาตรฐานโตโยต้า ในราคา 724,000 บาท

Toyota-Corolla-Altis-SS-I-2009

เดือนกุมภาพันธ์ 2552 เปิดตัว Toyota Corolla SS-I (Superb Sedan-One) ใส่ชุดแต่งสปอร์ต ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 900 คัน ด้วยกระจังหน้าสีขาวแนวนอน พร้อมโครเมียม, สเกิร์ตรอบคัน พร้อมสปอยเลอร์หลัง, ไฟท้าย LED แบบเลนส์ใส, ฝาครอบท่อไอเสียสแตนเลส, ล้อแม็ก 15 นิ้ว สี Smoke Chrome พร้อมยาง 195/65R15

Toyota-Corolla-Altis-SS-I-2009

ภายในตกแต่งแผงคอนโซลกลางสี Metallic พร้อมลายไม้สีดำ สีภายในสีดำ-เบจ และเบาะหนังทูโทนสีเบจ-ดำ, พวงมาลัยหุ้มหนัง แบบ 3 ก้าน, หัวเกียร์หุ้มหนัง และฐานเกียร์ลายไม้ดำพร้อมขอบโครเมียม

Toyota-Corolla-Altis-TH-2009

ต่อมาในวันที่ 7 พฤษภาคม 2552 ได้แนะนำ Toyota Corolla Altis เครื่องยนต์ 2.0 ลิตร เป็นครั้งแรก พร้อมตกแต่งด้วยชุดสเกิร์ตรอบคัน มีสปอยเลอร์หลัง ล้อแม็กลาย 10 ก้าน ขนาด 16 นิ้ว เพิ่มสีขาวมุก White Pearl ใหม่ และเครื่องยนต์ใหม่รหัส 3ZR-FE ที่มีระบบ Dual VVT-i มาใช้ใน Corolla Altis เป็นครั้งแรก ในราคา 949,000 – 1,184,000 บาท

Toyota-Corolla-Altis-TH-2009

โดยในรุ่น 2.0 V Navigator ได้เพิ่มปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ และปุ่มโทรออกด้วยเสียง กับระบบนำทาง (In-Car Navigator) และกล้องมองหลังเพื่อเพิ่มความปลอดภัยขณะถอยจอด พร้อมระบบไฟหน้าแบบ HID ปรับระดับสูง-ต่ำแบบอัตโนมัติ ระบบสตาร์ทอัจฉริยะ Push Start, ระบบเปิดประตูอัจฉริยะ Smart Entry และระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle Shift และระบบไฮเทคอย่าง ระบบควบคุมการทรงตัว VSC (Vehicle Stability Control) และระบบ TRC (Traction Control) ก็มีติดตั้งมาด้วยเช่นกัน

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด141 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.3 กก.-ม. (189 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,400 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT

มีให้เลือกด้วยกัน 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น 2.0 G, 2.0 V และ 2.0 V Navi

Toyota-Corolla-Altis-Advanced-CNG-2009

และในเดือนพฤศจิกายน 2552 ได้แนะนำ Toyota Corolla Altis Advanced CNG ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้ก๊าซ NGV พร้อมเพิ่มรุ่นเกียร์อัตโนมัติ ที่สามารถใช้เชื้อเพลิงได้ทั้ง ก๊าซธรรมชาติอัด (CNG) และน้ำมันแก็สโซฮอล์ E20 ในรุ่น 1.6 มาตรฐาน, 1.6 CNG และ 1.6 E CNG A/T (ราคา 834,000 บาท)

ตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี นับตั้งแต่เปิดตัว Corolla Altis โฉมอัลติสหน้าแบน ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า สามารถสร้างยอดขายสะสมมากกว่า 58,000 คัน (ข้อมูลถึงวันที่ 31 มกราคม 2553)

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2010

11 กุมภาพันธ์ 2553 Toyota ได้เปิดตัว (โคโรลล่า อัลติส ทีอาร์ดี สปอร์ติโว) ใหม่ สำหรับคนรุ่นใหม่ นักขับหัวใจสปอร์ต ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 2,000 คันเท่านั้น มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น 1.6 TRD Sportivo ราคา 839,000 บาท และ 1.8 TRD Sportivo ราคา 894,000 บาท

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2010

โฉบเฉี่ยว เร้าใจด้วยชุดแต่งสเกิร์ตรอบคัน และสปอยเลอร์หลัง, ไฟหน้า แบบ Smoke Chrome, ล้อแม็ก TRD ขนาด 16 นิ้ว สีเทาดำ พร้อมยางขนาด 205/55/R16 และโคมไฟท้าย LED แบบเลนส์ใส กับปลายท่อไอเสียสเตนเลส ภายในสปอร์ต โทนสีดำทั้งเบาะนั่ง แผงประตู พวงมาลัย และหัวเกียร์หุ้มหนัง แผงคอนโซลหน้าสีเมทัลลิก พร้อมลายหินอ่อนสีดำ

Toyota-Corolla-Altis-TH-2010

5 สิงหาคม 2553 ได้เวลาปรับโฉม Toyota Corolla Altis รุ่นไมเนอร์เชนจ์ ไฟหน้า, กระจังหน้า, กันชนหน้า กันชนหลัง และล้อแม็ก 16 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ … ภายใต้แนวคิด Beyond Definition พร้อมดึง โฬม-พัชฏะ นามปาน (หรือชื่อใหม่ โอม-อัชชา นามปาน) เป็นพรีเซ็นเตอร์รถรุ่นนี้ ในราคา 744,000 – 1,194,000 บาท

โดย Altis โฉมนี้ นำเครื่องยนต์ระบบ Dual VVT-i มาใช้ พร้อมระบบ ACIS ปรับเปลี่ยนความยาวท่อไอดี ให้เหมาะสมกับการทำงานของเครื่องยนต์ สร้างกำลังและแรงบิด อย่างมีประสิทธิภาพในทุกรอบความเร็ว ตั้งแต่รอบต่ำจนถึงรอบสูง และระบบส่งกำลังใหม่ Super CVT-i ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ยอดเยี่ยม และประหยัดน้ำมัน

มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่! ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 1ZR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 122 แรงม้า (PS) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดถูกปรับลดลงมาเป็น 15.7 กก.-ม. (154 นิวตัน-เมตร) ที่ 5,200 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด แบบ Gate Type

เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 2ZR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 140 แรงม้า ที่ 6,400 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 17.7 กก.-ม. (173 นิวตัน-เมตร) ที่ 4,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด แบบ Super CVT-i พร้อม Sequential

และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3ZR-FE แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Dual VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 145 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 19.0 กก.-ม. (187 นิวตัน-เมตร) ที่ 3,600 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด แบบ Super CVT-i พร้อม Sequential

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2011

มีนาคม 2554 Toyota ได้เปิดตัว Toyota Corolla Altis TRD Sportivo โฉมไมเนอร์เชนจ์ ในงาน Motor Show 2011 ผลิตจำนวนจำกัด 2,800 คัน งวดนี้มีเฉพาะรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ได้แก่ รุ่น 1.8 TRD Sportivo ราคา 919,000 บาท

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2011

มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน สเกิร์ตกันชนหน้า ด้านข้าง กันชนหลัง และสปอยเลอร์หลัง พร้อมล้อแม็กอัลลอย TRD ขนาด 16 นิ้ว สีเทาดำ พร้อมยางขนาด 205/55/R16 เหมือนเดิม ภายในตกแต่งด้วยโทนสีเทาดำ เบาะนั่งหนังสีดำพร้อมโลโก้ TRD Sportivo แผงประตูลายเมทัลลิค พร้อมพวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนัง และสีพิเศษ ได้แก่ สีขาว Super White และ สีดำ Black Mica เท่านั้น

Toyota-Corolla-Altis-50th-Toyota-Thailand-2012

เดือนกุมภาพันธ์ 2555 Toyota ออกรถรุ่นพิเศษ ฉลองครบรอบ 50 ปี โตโยต้า ประเทศไทย เจ้า Altis โฉมนี้ก็ได้ทำเป็นรถรุ่นพิเศษด้วย โดดเด่นด้วยล้อแม็ก 15 นิ้ว รมดำ ตัวรถมีสีขาว Super White II และสีพิเศษ Light Purple Mica Metallic เฉพาะรุ่นนี้ให้เลือก ในราคา 903,000 บาท

ภายในโทนสีดำ เบาะหนังแท้ พร้อมระบบบริหารหลังไฟฟ้า สำหรับคนขับ ชุดเครื่องเสียงหน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว รองรับ Smart G-Book มีพรมปูพื้น และแผงคอนโซลหน้า แผงประตูข้างเมทัลลิกสีใหม่ เป็นต้น

Toyota-Corolla-Altis-TH-2012

13 พฤศจิกายน 2555 Toyota เปิดตัว Corolla Altis รุ่นปรับปรุงโฉมใหม่ (ขยันปรับกันทุกปีจริงๆ!) โดยเฉพาะในรุ่น 1.8 ลิตร ที่สามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล E85 ได้ กับราคาใหม่ที่ปรับลดลง จากสิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากอัตราภาษีรถยนต์ E85 พร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ โคโรลล่า อัลติส คนใหม่ “อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ”

ในรุ่นเครื่องยนต์ 1.8 ลิตร ได้ปรับเปลี่ยนวัสดุ และชนิดสารเคลือบของอุปกรณ์ต่างๆ อาทิเช่น แหวนลูกสูบและลูกสูบ ท่อส่งน้ำมันเข้าหัวฉีดวาล์วและบ่าวาล์วของทั้งไอดีและไอเสีย หัวเทียน รวมทั้ง PCV วาล์ว เพื่อให้สามารถใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ ในรุ่น 1.8 ลิตร มีการเพิ่มรุ่น 1.8G Navi ที่มาพร้อมกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ ภายในโทนสีเทา-ดำ, ระบบนำทางในรถยนต์ In-Car Navigator พร้อมกล้องมองหลัง ในขณะที่รุ่น 2.0 ลิตร เพิ่มกระจกมองหลังแบบปรับลดแสงสะท้อนอัตโนมัติ ที่สามารถแสดงภาพจากกล้องมองหลังผ่านทางกระจกได้ และในรุ่น 1.6 ลิตร (ในรุ่น 1.6 E CNG A/T, 1.6 J M/T, CNG M/T (Color) และ CNG M/T) ที่เพิ่มถุงลมและเข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับอัตโนมัติ อีกด้วย

Toyota-Corolla-Altis-TRD-Sportivo-2013

28 กุมภาพันธ์ 2556 Toyota เปิดตัว Toyota Corolla Altis TRD Sportivo อีกรอบ ซึ่งมีพื้นฐานมาจาก Corolla Altis รุ่น 1.8 E ใส่ชุดแต่งสไตล์สปอร์ต เพียงแค่ 3,200 คัน เท่านั้น โดดเด่น ด้วยสีขาว Super White และสีดำ Attitude Black Mica ในราคา 889,000 บาท

ภายนอก ดีไซน์สปอร์ต ชุดไฟหน้า ฮาโลเจน พร้อมไฟท้าย LED แบบรมดำ, ชุดสเกิร์ตรอบคัน พร้อมสปอยเลอร์หลัง, ล้อแม็ก TRD พร้อมยางขนาด 205/55 R16 และปลายท่อไอเสียสแตนเลส

ภายในคมเข้ม แผงคอนโซลหน้าและด้านข้างประตูสีเมทัลลิก และ Piano Black พวงมาลัยหุ้มหนัง สไตล์สปอร์ต 3 ก้าน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง, หัวเกียร์หุ้มหนังเดินด้ายสีส้ม พร้อมฐานเกียร์ขอบสีส้ม, เบาะหนังสลับผ้าแบบสปอร์ต สีเทาดำ พร้อมพรมปูพื้นลายพิเศษ TRD Sportivo

หลังจากนี้ก็ไม่มีอะไรแล้ว ขายกันไปเรื่อยๆ จนหมดอายุตลาดไปในเดือนมกราคม 2557 หลังจากการเปิดตัว Corolla Altis โฉมใหม่เจนเนอเรชั่นที่ 11 ครับ

ทัศนะความคุ้มค่าน่าใช้ โดย MR.CARRO

ความคุ้มค่าตอนซื้อ

Toyota Corolla Altis (ZZE141/ZZE142/ZRE141/ZRE142/ZRE143) ในปัจจุบัน ก็ยังถือเป็นรถมือสองรุ่นยอดนิยมมาก แท็กซี่ก็นิยมเช่นกัน รูปทรงสวย สมรรถนะดี คุณภาพคับแก้ว ทนทานและประหยัดตามสไตล์โตโยต้า อะไหล่หาง่าย อู่ทั่วไปก็ซ่อมได้ ยังมีคนใช้งานกันอยู่เยอะ

ความคุ้มค่าตอนใช้งาน

เป็นรถที่ตัวถังภายในกว้างขวาง เบาะหน้าปรับปรุงใหม่ นั่งสบายขึ้นมาก พนักพิงหลังยาว รองรับแผ่นหลังได้เต็ม เบาะหลังนั่งสบายขึ้น ช่วงล่างดีขึ้น โคลงน้อยลง เครื่องยนต์ VVT-i ให้อัตราเร่งดี เครื่องยนต์ในรุ่นปี 2008 – 2010 ทั้งในรุ่น 1.6 และ 1.8 ทนทาน ประหยัดน้ำมัน ติดแก๊สได้

ระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด Super ECT เป็นแบบฟันเฟือง ทนทาน แต่ก็สิ้นเปลืองกว่ารุ่นที่เปลี่ยนเป็นเกียร์ Super CVT-i 7 สปีด ที่ตอบสนองดีกว่า ออกตัวเรียบๆ ไม่กระชาก แต่ถ้าถึงระยะในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ กรองเกียร์ หรือชิ้นส่วนต่างๆ อย่าละเลย แค่นี้ก็ใช้งานได้ยาวๆ

ความคุ้มค่าตอนซ่อม

รุ่นนี้เรื่องอะไหล่ไม่ต้องกังวล เพราะเป็นรถที่ทนทานอีกรุ่น อะไหล่ก็มีเยอะตามไปด้วย จะเข้าศูนย์บริการ หรือซ่อมอู่ข้างนอกก็ย่อมได้ ระบบไม่ซับซ้อน ซ่อมได้ทุกจุด ค่าซ่อมถูก ซ่อมได้ทุกอู่ ของเก่าจากเซียงกงก็มีพร้อม เตรียมงบไว้ดูแล เปลี่ยนถ่ายของเหลวตามระยะ ปีละ 10,000 – 20,000 บาท ก็เพียงพอ

ความคุ้มค่าตอนขายต่อ

ราคามือสองในปี 2563 อยู่ที่ประมาณ 150,000 – 340,000 บาท (ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย ปีรถ และสภาพรถ) และหากรถที่เคยเป็นแท็กซี่เก่ามาก่อน ราคาขายต่อก็จะถูกกว่านี้เยอะ (ราคาประมาณ 4-8 หมื่นบาท ขึ้นอยู่กับสภาพ ปลดป้าย จดทะเบียนใหม่ เก็บสภาพ ทำสีมาแล้วหรือยัง ก็สามารถซื้อได้แล้ว)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Toyota Corolla Altis (ZZE141/ZZE142/ZRE141/ZRE142/ZRE143) รุ่นนี้อยู่ สามารถคลิกเข้าไปดูต่อได้ที่ https://th.carro.co/taladrod/Toyota-Altis ได้เลยครับผม

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์)

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

Thailand-Monthly-Car-Sales-Volume

สถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนพฤศจิกายน 2563 มียอดการขายรวมทั้งสิ้น 79,177 คัน เพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 25,437 คัน ลดลง 7.2% รถเพื่อการพาณิชย์ 53,740 คัน เพิ่มขึ้น 8.2% ขณะที่รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ มีจำนวน 42,763 คัน เพิ่มขึ้น 6.8%

ส่วนตลาดรถยนต์สะสม 11 เดือน มีปริมาณการขาย 688,057 คัน ลดลง 24.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 34.5% ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 18.3% เป็นผลกระทบมาจากโควิด-19 มาตั้งแต่ต้นปี

แต่อย่างไรก็ตาม ภาครัฐฯ ยังออกมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจในด้านต่างๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของคนไทยอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตลาดรถยนต์ บรรดาค่ายรถยนต์ต่างๆ มอบข้อเสนอพิเศษ รวมถึงเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และปรับปรุงใหม่ ในงาน Motor Expo 2020 เพื่อให้ผู้บริโภคซื้อรถได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ตลาดรถยนต์ในเดือนธันวาคมมีทิศทางดีขึ้น

All-New-Honda-City-Hatchback-2021

ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนพฤศจิกายน 2563

1.     ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 79,177 คัน เพิ่มขึ้น 2.7%

อันดับที่ 1 โตโยต้า 28,279 คัน เพิ่มขึ้น 4.0% ส่วนแบ่งตลาด 35.7%
อันดับที่ 2 อีซูซุ
17,577 คัน เพิ่มขึ้น 20.2% ส่วนแบ่งตลาด 22.2%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า 8,908 คัน เพิ่มขึ้น 0.2% ส่วนแบ่งตลาด  11.3%

2. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 25,437 คัน ลดลง 7.2%

อันดับที่ 1 โตโยต้า 7,420 คัน ลดลง 23.6% ส่วนแบ่งตลาด 29.2%
อันดับที่ 2 ฮอนด้า 7,376 คัน เพิ่มขึ้น 9.3% ส่วนแบ่งตลาด 29.0%
อันดับที่ 3 มาสด้า 2,746 คัน ลดลง 6.7% ส่วนแบ่งตลาด  10.8%

3. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 53,740 คัน เพิ่มขึ้น 8.2%

อันดับที่ 1 โตโยต้า 20,859 คัน เพิ่มขึ้น 19.3% ส่วนแบ่งตลาด 38.8%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 17,577 คัน เพิ่มขึ้น 20.2% ส่วนแบ่งตลาด 32.7%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 3,727 คัน เพิ่มขึ้น 5.5% ส่วนแบ่งตลาด  6.9%

4. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน*  (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย 42,763 คัน เพิ่มขึ้น 6.8%

อันดับที่ 1 โตโยต้า 17,305 คัน เพิ่มขึ้น 10.7% ส่วนแบ่งตลาด 40.5%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 16,578 คัน เพิ่มขึ้น 24.0% ส่วนแบ่งตลาด 38.8%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 3,727 คัน เพิ่มขึ้น 5.5% ส่วนแบ่งตลาด 8.7%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 5,318 คัน
โตโยต้า 2,766 คัน – อีซูซุ 1,108 คัน – มิตซูบิชิ 838 คัน – ฟอร์ด 465 คัน – นิสสัน 141 คัน  

5. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 37,445 คัน เพิ่มขึ้น 3.3%

อันดับที่ 1 อีซูซุ 15,470 คัน เพิ่มขึ้น 21.5% ส่วนแบ่งตลาด 41.3%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 14,539 คัน เพิ่มขึ้น 3.5% ส่วนแบ่งตลาด 38.8%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 2,889 คัน เพิ่มขึ้น 6.7% ส่วนแบ่งตลาด 7.7%

สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2563

1.   ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 688,057 คัน ลดลง 24.7%

อันดับที่ 1 โตโยต้า
211,119 คัน ลดลง 30.3% ส่วนแบ่งตลาด 30.7%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 158,277 คัน เพิ่มขึ้น 3.8% ส่วนแบ่งตลาด 23.0%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า
82,966 คัน ลดลง 28.7% ส่วนแบ่งตลาด 12.1%

2.  ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 236,659 คัน ลดลง 34.5%

อันดับที่ 1 ฮอนด้า 69,041 คัน ลดลง 22.7% ส่วนแบ่งตลาด 29.2%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
59,341 คัน ลดลง 44.9% ส่วนแบ่งตลาด 25.1%
อันดับที่ 3 นิสสัน 24,666 คัน ลดลง 25.7% ส่วนแบ่งตลาด 10.4%

3.  ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 451,398 คัน ลดลง 18.3%

อันดับที่ 1 อีซูซุ 158,277 คัน เพิ่มขึ้น 3.8% ส่วนแบ่งตลาด 35.1%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
151,778 คัน ลดลง 22.3% ส่วนแบ่งตลาด 33.6%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 31,541 คัน ลดลง 29.5% ส่วนแบ่งตลาด 7.0%

4.  ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน* (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย 357,947 คัน ลดลง 19.9%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
146,901 คัน เพิ่มขึ้น 6.1% ส่วนแบ่งตลาด 41.0%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
129,512 คัน ลดลง 25.8% ส่วนแบ่งตลาด 36.2%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
31,541 คัน ลดลง 29.5% ส่วนแบ่งตลาด8.8%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 37,064 คัน
โตโยต้า 17,033 คัน – มิตซูบิชิ 8,224 คัน – อีซูซุ 5,333 คัน – ฟอร์ด 4,487 คัน – นิสสัน 1,315 คัน –เชฟโรเลต 672 คัน

5.  ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 320,883 คัน ลดลง 18.2%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
141,568 คัน เพิ่มขึ้น 9.1% ส่วนแบ่งตลาด 44.1%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
112,479 คัน ลดลง 25.3% ส่วนแบ่งตลาด 35.1%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
23,317 คัน ลดลง 28.3% ส่วนแบ่งตลาด 7.3%

ส่วนถ้าใครอยากขายรถ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง สามารถขายคันเก่ากับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

Thailand-Monthly-Car-Sales-Volume

สถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนตุลาคม 2563 มียอดขายรวมทั้งสิ้น 74,115 คัน ลดลง 1.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 22,461 คัน ลดลง 20.7% รถเพื่อการพาณิชย์ 51,654 คัน เพิ่มขึ้น 10.4% ขณะที่รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ มีจำนวน 40,837 คัน เพิ่มขึ้น 9.3% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากสถานการณ์ COVID-19 ในประเทศกำลังไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ประกอบกับการที่รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น โครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” โครงการ “คนละครึ่ง” และมาตรการ “ช้อปดีมีคืน” ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค อีกทั้งราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น ทำให้เกษตรกรเริ่มมีรายได้สูงขึ้น และกำลังซื้อมีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งส่งผลในเชิงบวกกับตลาดรถยนต์

Nissan-Navara-Pro-4X-2021

ส่วนตลาดรถยนต์สะสม 9 เดือน มีปริมาณการขาย 534,765 คัน ลดลง 29.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 38.2% ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 24.2% เป็นผลกระทบมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19

ส่วนตลาดรถยนต์สะสม 10 เดือน มีปริมาณการขาย 608,880 คัน ลดลง 27.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 36.8% ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 20.9% เป็นผลกระทบมาจากโควิด-19 มาตั้งแต่ต้นปี

บรรดาค่ายรถยนต์ต่างๆ พยายามอย่างเต็มที่ในช่วงปลายปี ให้เกิดการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ทั้งการแนะนำรถใหม่ๆ การออกกลยุทธ์ต่างๆ คาดหวังว่าตลาดรถยนต์ในเดือนพฤศจิกายนจะมีทิศทางที่ดีขึ้น

All-New-Isuzu-MU-X-2020

ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนตุลาคม 2563

1.     ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 74,115 คัน ลดลง 1.4%

อันดับที่ 1 โตโยต้า 25,709 คัน ลดลง 3.6% ส่วนแบ่งตลาด 34.7%
อันดับที่ 2 อีซูซุ
17,174 คัน เพิ่มขึ้น 44.8% ส่วนแบ่งตลาด 23.2%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า 9,011 คัน ลดลง 7.2% ส่วนแบ่งตลาด  12.2%

2. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 22,461 คัน ลดลง 20.7%

อันดับที่ 1 ฮอนด้า 7,233 คัน ลดลง 6.9% ส่วนแบ่งตลาด 32.2%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 6,245 คัน ลดลง 32.0% ส่วนแบ่งตลาด 27.8%
อันดับที่ 3 นิสสัน 2,602 คัน เพิ่มขึ้น 0.0% ส่วนแบ่งตลาด  11.6%

3. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 51,654 คัน เพิ่มขึ้น 10.4%

อันดับที่ 1 โตโยต้า 19,464 คัน เพิ่มขึ้น 11.3% ส่วนแบ่งตลาด 37.7%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 17,174 คัน เพิ่มขึ้น 44.8% ส่วนแบ่งตลาด 33.2%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 2,985 คัน ลดลง 23.8% ส่วนแบ่งตลาด  5.8%

4. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน*  (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย 40,837 คัน เพิ่มขึ้น 9.3%

อันดับที่ 1 โตโยต้า 16,622 คัน เพิ่มขึ้น 6.3% ส่วนแบ่งตลาด 40.7%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 16,010 คัน เพิ่มขึ้น 51.5% ส่วนแบ่งตลาด 39.2%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 2,985 คัน ลดลง 23.8% ส่วนแบ่งตลาด 7.3%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 4,127 คัน
โตโยต้า 2,783 คัน- มิตซูบิชิ 816 คัน – ฟอร์ด 452 – คัน- อีซูซุ 70 คัน – เชฟโรเลต 6 คัน

5. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 36,710 คัน เพิ่มขึ้น 11%

อันดับที่ 1 อีซูซุ 15,940 คัน เพิ่มขึ้น 59.8% ส่วนแบ่งตลาด 43.4%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 13,839 คัน เพิ่มขึ้น 1.5% ส่วนแบ่งตลาด 37.7%
อันดับที่ 3 ฟอร์ด 2,198 คัน ลดลง 29.6% ส่วนแบ่งตลาด 6.0%

สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – ตุลาคม 2563

1.  ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 608,880 คัน ลดลง 27.3%

อันดับที่ 1 โตโยต้า
182,840 คัน ลดลง 33.7% ส่วนแบ่งตลาด 30.0%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 140,700 คัน เพิ่มขึ้น 2.1% ส่วนแบ่งตลาด 23.1%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า
74,058 คัน ลดลง 31.0% ส่วนแบ่งตลาด 12.2%

2.  ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 211,222 คัน ลดลง 36.8%

อันดับที่ 1 ฮอนด้า 61,665 คัน ลดลง 25.3% ส่วนแบ่งตลาด 29.2%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
51,921 คัน ลดลง 47.0% ส่วนแบ่งตลาด 24.6%
อันดับที่ 3 นิสสัน 21,951 คัน ลดลง 27.9% ส่วนแบ่งตลาด 10.4%

3.  ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 397,658 คัน ลดลง 20.9%

อันดับที่ 1 อีซูซุ 140,700 คัน เพิ่มขึ้น 2.1% ส่วนแบ่งตลาด 35.4%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
130,919 คัน ลดลง 26.4% ส่วนแบ่งตลาด 32.9%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 27,814 คัน ลดลง 32.5% ส่วนแบ่งตลาด 7.0%

4.  ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน* (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย 315,184 คัน ลดลง 22.6%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
130,323  คัน เพิ่มขึ้น 4.2% ส่วนแบ่งตลาด 41.3%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
112,207 คัน ลดลง 29.4% ส่วนแบ่งตลาด 35.6%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
27,814 คัน ลดลง 32.5% ส่วนแบ่งตลาด 8.8%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 31,746 คัน
โตโยต้า 14,267 คัน – มิตซูบิชิ 7,386 คัน – อีซูซุ 4,225 คัน – ฟอร์ด 4,022 คัน – นิสสัน 1,174 คัน –เชฟโรเลต 672 คัน

5.  ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 283,438 คัน ลดลง 20.3%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
126,098 คัน เพิ่มขึ้น 7.7% ส่วนแบ่งตลาด 44.5%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
97,940 คัน ลดลง 28.2% ส่วนแบ่งตลาด 34.6%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
20,428 คัน ลดลง 31.5% ส่วนแบ่งตลาด 7.2%

ส่วนถ้าใครอยากขายรถ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง สามารถขายคันเก่ากับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

Thailand-Monthly-Car-Sales-Volume

สถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนกันยายน 2563 มียอดการขายรวมทั้งสิ้น 77,943 คัน ลดลง 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 29,245 คัน ลดลง 22.7% รถเพื่อการพาณิชย์ 48,698 คัน เพิ่มขึ้น 13.5%ขณะที่ รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ มีจำนวน 38,196 คัน เพิ่มขึ้น 11.6%

จะเห็นได้ว่า ยอดขายโดยรวมของเดือนกันยายนปรับตัวดีขึ้น และธุรกิจต่างๆ เริ่มกลับมาฟื้นตัว อาทิเช่น ธุรกิจด้านการขนส่ง (Logistic) และการส่งออกสินค้าเกษตร ซึ่งส่งผลในเชิงบวกให้กับตลาดรถยนต์

ส่วนตลาดรถยนต์สะสม 9 เดือน มีปริมาณการขาย 534,765 คัน ลดลง 29.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 38.2% ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 24.2% เป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

All-New-Isuzu-D-Max-X-Series-2020

ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนกันยายน 2563

1.     ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 77,943 คัน ลดลง 3.5%

อันดับที่ 1 โตโยต้า 23,757 คัน ลดลง 3.6% ส่วนแบ่งตลาด 30.5%
อันดับที่ 2 อีซูซุ
15,438 คัน เพิ่มขึ้น 44.8% ส่วนแบ่งตลาด 19.8%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า 9,077 คัน ลดลง 12.4% ส่วนแบ่งตลาด  11.6%

2. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 29,245 คัน ลดลง 22.7%

อันดับที่ 1 ฮอนด้า 7,598 คัน ลดลง 8.4% ส่วนแบ่งตลาด 26.0%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 5,430 คัน ลดลง 44.0% ส่วนแบ่งตลาด 18.6%
อันดับที่ 3 นิสสัน 2,240 คัน ลดลง 16.7% ส่วนแบ่งตลาด  7.7%

3. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 48,698 คัน เพิ่มขึ้น 13.5%

อันดับที่ 1 โตโยต้า 18,327 คัน เพิ่มขึ้น 22.5% ส่วนแบ่งตลาด 37.6%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 15,438 คัน เพิ่มขึ้น 44.8% ส่วนแบ่งตลาด 31.7%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 3,124 คัน ลดลง 22.5% ส่วนแบ่งตลาด  6.4%

4. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน*  (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV)  ปริมาณการขาย 38,196 คัน เพิ่มขึ้น 11.6%

อันดับที่ 1 โตโยต้า 15,332 คัน เพิ่มขึ้น 13.9% ส่วนแบ่งตลาด 40.1%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 14,143 คัน เพิ่มขึ้น 51.4% ส่วนแบ่งตลาด 37.0%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 3,124 คัน ลดลง 22.5% ส่วนแบ่งตลาด 8.2%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 3,903 คัน
โตโยต้า 2,147 คัน- มิตซูบิชิ 959 คัน – ฟอร์ด 514 – คัน- อีซูซุ 268 คัน – เชฟโรเลต 14 คัน – นิสสัน 1 คัน

5. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 34,293 คัน เพิ่มขึ้น 15.7%

อันดับที่ 1 อีซูซุ 13,875 คัน เพิ่มขึ้น 59.7% ส่วนแบ่งตลาด 40.5%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 13,185 คัน เพิ่มขึ้น 13.0% ส่วนแบ่งตลาด 38.4%
อันดับที่ 3 ฟอร์ด 2,331 คัน ลดลง 24.5% ส่วนแบ่งตลาด 6.8%

สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – กันยายน 2563

1.  ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 534,765 คัน ลดลง 29.8%

อันดับที่ 1 โตโยต้า
157,131 คัน ลดลง 36.9% ส่วนแบ่งตลาด 29.4%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 123,526 คัน ลดลง 1.9% ส่วนแบ่งตลาด 23.1%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า
65,047 คัน ลดลง 33.4% ส่วนแบ่งตลาด 12.2%

2.  ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 188,761 คัน ลดลง 38.2%

อันดับที่ 1 ฮอนด้า 54,432 คัน ลดลง 27.2% ส่วนแบ่งตลาด 28.8%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
45,676 คัน ลดลง 48.5% ส่วนแบ่งตลาด 24.2%
อันดับที่ 3 นิสสัน 19,349 คัน ลดลง 30.6% ส่วนแบ่งตลาด 10.3%

3.  ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 346,004 คัน ลดลง 24.2%

อันดับที่ 1 อีซูซุ 123,526 คัน ลดลง 1.9% ส่วนแบ่งตลาด 35.7%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
111,455 คัน ลดลง 30.5% ส่วนแบ่งตลาด 32.2%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 24,829 คัน ลดลง 33.4% ส่วนแบ่งตลาด 7.2%

4.  ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน* (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย 274,347 คัน ลดลง 25.8%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
114,313  คัน ลดลง 0.2% ส่วนแบ่งตลาด 41.7%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
95,585 คัน ลดลง 33.3% ส่วนแบ่งตลาด 34.8%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
24,829 คัน ลดลง 33.4% ส่วนแบ่งตลาด 9.1%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 27,619 คัน
โตโยต้า 11,484 คัน – มิตซูบิชิ 6,570 คัน – อีซูซุ 4,155 คัน – ฟอร์ด 3,570 คัน – นิสสัน 1,174 คัน –เชฟโรเลต 666 คัน

5.  ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 246,728 คัน ลดลง 23.6%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
110,158 คัน เพิ่มขึ้น 2.9% ส่วนแบ่งตลาด 44.6%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
84,101 คัน ลดลง 31.5% ส่วนแบ่งตลาด 34.1%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
18,259 คัน ลดลง 32.2% ส่วนแบ่งตลาด 7.4%
ส่วนถ้าใครอยากขายรถ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง สามารถขายคันเก่ากับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothai หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

Thailand-Monthly-Car-Sales-Volume

สถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนสิงหาคม มีปริมาณการขาย 68,883 คัน ยังลดลง 12.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 30.3% และตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ มีอัตราการเติบโตลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา เพราะยังเป็นผลมาจากสถานการณ์โควิด-19

Toyota-Yaris-ATIV-2020

อย่างไรก็ตาม ยอดขายโดยรวมของเดือนสิงหาคมปรับตัวดีขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนกรกฎาคม เนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีชึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 หลังจากที่รัฐบาลได้ผ่อนคลายให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้ และมีมาตรการเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19 ทั้งมาตรการด้านการเงินและการคลัง

ส่วนตลาดรถยนต์สะสม 8 เดือน มีปริมาณการขาย 448,006 คัน ลดลง 32.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 40.7% ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 28.1% ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากโควิด-19 ที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมทั่วโลก

Nissan-Kicks-e-Power

ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนสิงหาคม 2563

1.     ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 68,883 คัน ลดลง 12.1%

อันดับที่ 1 โตโยต้า 21,599 คัน ลดลง 31.9% ส่วนแบ่งตลาด 31.4%
อันดับที่ 2 อีซูซุ
16,557 คัน เพิ่มขึ้น 11.9% ส่วนแบ่งตลาด 24.0%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า 8,610 คัน ลดลง 45.3% ส่วนแบ่งตลาด  12.5%

2. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 21,300 คัน ลดลง 30.3%

อันดับที่ 1 ฮอนด้า 7,099 คัน ลดลง 39.6% ส่วนแบ่งตลาด 33.3%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 5,278 คัน ลดลง 43.5% ส่วนแบ่งตลาด 24.8%
อันดับที่ 3 นิสสัน 2,332 คัน ลดลง 19.4% ส่วนแบ่งตลาด 10.9%

3. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 47,583 คัน ลดลง 0.5%

อันดับที่ 1 อีซูซุ 16,557 คัน เพิ่มขึ้น 11.9% ส่วนแบ่งตลาด 34.8%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 16,321 คัน ลดลง 25.7% ส่วนแบ่งตลาด 34.3%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 3,189 คัน ลดลง 21.7% ส่วนแบ่งตลาด  6.7%

4. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน*  (Pure Pick Up และ รถกระบะดัดแปลง PPV)  ปริมาณการขาย 37,035 คัน ลดลง 3.1%

อันดับที่ 1 อีซูซุ 15,280 คัน เพิ่มขึ้น 15.1% ส่วนแบ่งตลาด 41.3%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 13,565 คัน ลดลง 30.3% ส่วนแบ่งตลาด 36.6%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 3,189 คัน ลดลง 21.7% ส่วนแบ่งตลาด 8.6%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 3,752 คัน
โตโยต้า 1,750 คัน- มิตซูบิชิ 934 คัน – ฟอร์ด 533 – คัน- อีซูซุ 422 คัน – นิสสัน 106 คัน – เชฟโรเลต 7 คัน

5. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 33,283 คัน เพิ่มขึ้น 0.1%

อันดับที่ 1 อีซูซุ 14,858 คัน เพิ่มขึ้น 17.7% ส่วนแบ่งตลาด 46.4%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 11,815 คัน ลดลง 25.7% ส่วนแบ่งตลาด 35.5%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 2,255 คัน ลดลง 28.1% ส่วนแบ่งตลาด 6.8%

สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – สิงหาคม 2563

1.  ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 448,006 คัน ลดลง 32.9%

อันดับที่ 1 โตโยต้า
133,374 คัน ลดลง 43.3% ส่วนแบ่งตลาด 29.3%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 108,088 คัน ลดลง 11.1% ส่วนแบ่งตลาด 24.1%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า
55,970 คัน ลดลง 37.5% ส่วนแบ่งตลาด 12.5%

2.  ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 150,700 คัน ลดลง 40.7%

อันดับที่ 1 ฮอนด้า 46,834 คัน ลดลง 30.9% ส่วนแบ่งตลาด 31.1%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
40,246 คัน ลดลง 49.5% ส่วนแบ่งตลาด 26.7%
อันดับที่ 3 นิสสัน
17,109 คัน ลดลง 34.8% ส่วนแบ่งตลาด 11.4%

3.  ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 297,306 คัน ลดลง 28.1%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
108,088 คัน ลดลง 11.1% ส่วนแบ่งตลาด 36.4%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
93,128 คัน ลดลง 40.0% ส่วนแบ่งตลาด 31.3%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
21,705 คัน ลดลง 36.3% ส่วนแบ่งตลาด 7.3%

4.  ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน* (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย 236,151 คัน ลดลง 29.6%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
100,170 คัน ลดลง 10.1% ส่วนแบ่งตลาด 42.4%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
80,253 คัน ลดลง 41.6% ส่วนแบ่งตลาด 34.0%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
21,705 คัน ลดลง 36.3% ส่วนแบ่งตลาด 9.2%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 23,716 คัน
โตโยต้า 9,337 คัน – มิตซูบิชิ 5,611 คัน – อีซูซุ 3,887 คัน – ฟอร์ด 3,056 คัน – นิสสัน 1,173 คัน –เชฟโรเลต 652 คัน

5.  ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 212,435 คัน ลดลง 27.5%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
96,283 คัน ลดลง 7.6% ส่วนแบ่งตลาด 45.3%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
70,916 คัน ลดลง 39.4% ส่วนแบ่งตลาด 33.4%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
16,094 คัน ลดลง 35.1% ส่วนแบ่งตลาด 7.6%
ส่วนถ้าใครอยากขายรถ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง สามารถขายคันเก่ากับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

Thailand-Monthly-Car-Sales-Volume
สถิติการขายรถยนต์ประจำเดือนกรกฎาคม 2563 มียอดการขายรวมทั้งสิ้น 59,335 คัน ลดลง 26.8% ประกอบด้วย รถยนต์นั่ง 18,500 คัน ลดลง 43.6% รถเพื่อการพาณิชย์ 40,835 คัน ลดลง 15.4% ขณะที่ รถกระบะขนาด 1 ตัน ในเซกเมนท์นี้ มีจำนวน 32,707 คัน ลดลง 15.9%

โดยตลาดรถยนต์นั่ง มีอัตราการเติบโตลดลง 43.6% และตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ มีอัตราการเติบโตลดลง 15.4% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา

Toyota-Corolla-Cross-2020

จะเห็นได้ว่ายอดขายของเดือนกรกฎาคม มีแนวโน้มดีขึ้นจากเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลได้ผ่อนปรนมาตรการระยะที่ 5 ซึ่งทำให้ธุรกิจสามารถกลับมาดำเนินการได้ รวมถึงการเริ่มมีการจัดงานส่งเสริมการขายรถยนต์ ได้แก่ งาน Motor Show 2020 และงาน Big Motor Sale 2020 อีกทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ มาตรการช่วยเหลือการท่องเที่ยวในประเทศ “เราเที่ยวด้วยกัน” ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการใช้จ่าย ซึ่งส่งผลในเชิงบวกกับตลาดรถยนต์

ส่วนตลาดรถยนต์สะสม 7 เดือน มีปริมาณการขาย 387,939 คัน ลดลง 35.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 42.2% ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 31.7% จากปัญหาโควิด-19 ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง

Honda-CR-V-2020

ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนกรกฎาคม 2563

1.     ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 59,335 คัน ลดลง 26.8%

อันดับที่ 1 โตโยต้า 17,553 คัน ลดลง 31.9% ส่วนแบ่งตลาด 29.6%
อันดับที่ 2 อีซูซุ
15,477 คัน เพิ่มขึ้น 11.9% ส่วนแบ่งตลาด 26.1%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า 6,034 คัน ลดลง 45.3% ส่วนแบ่งตลาด  10.2%

2. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 18,500 คัน ลดลง 43.6%

อันดับที่ 1 ฮอนด้า 5,217 คัน ลดลง 39.6% ส่วนแบ่งตลาด 28.2%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 5,042 คัน ลดลง 43.5% ส่วนแบ่งตลาด 27.3%
อันดับที่ 3 นิสสัน 2,136 คัน ลดลง 19.4% ส่วนแบ่งตลาด 11.5%

3. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 40,835 คัน ลดลง 15.4%

อันดับที่ 1 อีซูซุ 15,477 คัน เพิ่มขึ้น 11.9% ส่วนแบ่งตลาด 37.9%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 12,511 คัน ลดลง 25.7% ส่วนแบ่งตลาด 30.6%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 3,100 คัน ลดลง 21.7% ส่วนแบ่งตลาด  7.6%

4. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน*  (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV)  ปริมาณการขาย 32,707 คัน ลดลง 15.9%

อันดับที่ 1 อีซูซุ 14,317 คัน เพิ่มขึ้น 15.1% ส่วนแบ่งตลาด 43.8%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 10,423 คัน ลดลง 30.3% ส่วนแบ่งตลาด 31.9%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 3,100 คัน ลดลง 21.7% ส่วนแบ่งตลาด 9.5%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 2,987 คัน
โตโยต้า 944 คัน- มิตซูบิชิ 859 คัน – อีซูซุ 517 – คัน- ฟอร์ด 425 คัน – นิสสัน 235 คัน – เชฟโรเลต 7 คัน

5. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 29,720 คัน ลดลง 13.5%

อันดับที่ 1 อีซูซุ 13,800 คัน เพิ่มขึ้น 17.7% ส่วนแบ่งตลาด 46.4%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 9,479 คัน ลดลง 25.7% ส่วนแบ่งตลาด 31.9%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 2,241 คัน ลดลง 28.1% ส่วนแบ่งตลาด 7.5%

สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – กรกฎาคม 2563

1.  ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 387,939 คัน ลดลง 35.9%

อันดับที่ 1 โตโยต้า
111,775 คัน ลดลง 43.3% ส่วนแบ่งตลาด 28.8%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 91,531 คัน ลดลง 11.1% ส่วนแบ่งตลาด 23.6%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า
47,360 คัน ลดลง 37.5% ส่วนแบ่งตลาด 12.2%

2.  ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 138,216 คัน ลดลง 42.2%

อันดับที่ 1 ฮอนด้า 39,735 คัน ลดลง 30.9% ส่วนแบ่งตลาด 28.7%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
34,968 คัน ลดลง 49.5% ส่วนแบ่งตลาด 25.3%
อันดับที่ 3 นิสสัน
14,777 คัน ลดลง 34.8% ส่วนแบ่งตลาด 10.7%

3.  ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 249,723 คัน ลดลง 31.7%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
91,531 คัน ลดลง 11.1% ส่วนแบ่งตลาด 36.7%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
76,807 คัน ลดลง 40.0% ส่วนแบ่งตลาด 30.8%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
18,516 คัน ลดลง 36.3% ส่วนแบ่งตลาด 7.4%

4.  ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน* (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย 199,116 คัน ลดลง 33.0%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
84,890 คัน ลดลง 10.1% ส่วนแบ่งตลาด 42.6%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
66,688 คัน ลดลง 41.6% ส่วนแบ่งตลาด 33.5%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
18,516 คัน ลดลง 36.3% ส่วนแบ่งตลาด 9.3%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง (ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน) 19,964 คัน
โตโยต้า 7,587 คัน – มิตซูบิชิ 4,677 คัน – อีซูซุ 3,465 คัน – ฟอร์ด 2,523 คัน – นิสสัน 1,067 คัน –เชฟโรเลต 645 คัน

5.  ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 179,152 คัน ลดลง 31.1%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
81,425 คัน ลดลง 7.6% ส่วนแบ่งตลาด 45.5%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
59,101 คัน ลดลง 39.4% ส่วนแบ่งตลาด 33.0%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
13,839 คัน ลดลง 35.1% ส่วนแบ่งตลาด 7.7%
ส่วนถ้าใครอยากขายรถ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในยุคโควิด-19 ระบาด สามารถขายคันเก่ากับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

Memories-Toyota-Corolla-Submodels

รถยนต์อีกรุ่นหนึ่งที่ไม่ว่าคุณจะเป็นมุมไหนของโลก ไม่ว่าจะทวีปไหนก็ตาม Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) ต้องมีอยู่ที่นั่น! และยังเป็นรถยนต์ ที่สร้างชื่อชั้นให้ Toyota สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ของโลก

สำหรับ Toyota Corolla คือรุ่นรถที่ขายดีที่สุดในโลกของโตโยต้า กล่าวคือ โคโรลล่า ก็คือโตโยต้า นับตั้งแต่การเปิดตัวรถโคโรลล่ารุ่นแรกในประเทศญี่ปุ่นในปี 2509 และเป็นรถที่ขายดีที่สุดของโตโยต้า ปัจจุบันขายมาแล้ว 150 ประเทศทั่วโลก ด้วยยอดขายสะสม 48 ล้านคัน (ยอดถึงในปี 2020)

คำว่า “Corolla” นั้น มีที่มาจากความหมายในภาษาอังกฤษ หมายถึง กลีบชั้นที่อยู่รอบเกสรดอกไม้ ซึ่งในอดีตของ Corolla หลายรุ่นๆ มักจะใช้สัญลักษณ์หน้ารถ (ซึ่งเลียนแบบมาจากตราประจำตระกูล แบบที่นิยมกันในยุโรปในอดีต) เป็นรูปตัว “C” และมีสัญลัษณ์รูปดอกไม้ เหนือคำว่าตัว C อีกที

แต่ในความหมายของ Corolla แล้ว ยังเป็นชื่อที่ทาง Toyota ได้ใช้และจำหน่าย เพื่อรักษาความแข็งแกร่งและความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ยังได้แตกไลน์ออกไปเป็นรถรุ่นต่างๆ เพิ่มเติมอีกด้วย

เราจะมาทำความรู้จัก กับประวัติคร่าวๆ ของ Toyota Corolla รุ่นย่อยต่างๆ กันอีกครั้งครับ นับตั้งแต่ในอดีต จวบจนปัจจุบัน Toyota Corolla มีใช้ชื่อรุ่นแยกย่อยหลายรุ่นทีเดียว

Toyota-Corolla-Altis-ZZE122

1. Toyota Corolla Altis (1999 – ปัจจุบัน)

ต้นกำเนิดของ Toyota Corolla Altis (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) ในชื่อรุ่นแยกย่อย “Altis” นั้น ใช้ในไทยเป็นครั้งแรก ในเดือนกุมภาพันธ์ 2542 กับโฉมเจเนอเรชั่นที่ 8 AE112 รุ่นไมเนอร์เชนจ์ หรือ Toyota Hi-Torque GOA จะใช้ในรุ่น 1.6 ลิตร และ Altis จะใช้ในรุ่น 1.8 ลิตร (ซึ่งหลายคนมักจะเข้าใจกันว่าชื่อ Altis นั้น ใช้เป็นครั้งแรกในตัว อัลติสหน้าหมู)

คำว่า Altis มองอีกมุมหนึ่ง เป็นชื่อของศาสนสถานในกรีก ที่ตั้งอยู่ในบริเวณโอลิมเปีย

ในส่วนของ Toyota Corolla Altis ESport นั้น เริ่มใช้ในไทยครั้งแรกเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2557 โดยขอเริ่มจากตัว E นั้นย่อมาจากคำว่า Excellent Extreme Exciting ซึ่งจะใช้ตัวอักษร E เพียงอักษรเดียว เพื่อสื่อสารถึงความยอดเยี่ยม ความเป็นที่สุด และความเร้าใจจากภาพลักษณ์ทั้งภายนอกและภายใน ส่วนคำที่สอง มาจากคำว่า Sporty แต่ใช้ย่อว่า Sport เพื่อบ่งบอกถึงสมรรถนะความเร้าใจในการขับขี่ที่น่าหลงไหล

Toyota-Corolla-Levin-TE27

2. Toyota Corolla Levin (1972 – 2000)

Toyota Coroll Levin (โตโยต้า โคโรลล่า เลวิน) คือชื่อรถสปอร์ตตัวถังคูเป้ในตระกูล Corolla ที่มีประวัติยาวนานมาตั้งแต่ปี 1972 ก่อนจะผลิตขายมาหลายโมเดลด้วยกัน รุ่นที่ดังมากคงต้องยกให้โฉมเจเนอเรชั่นที่ 5 ที่ผลิตออกจำหน่ายตั้งแต่ปี 1983 – 1987 ในรุ่นย่อย AE85 และ AE86

จนกระทั่งรุ่นสุดท้าย เจเนอเรชั่นที่ 8 ที่เปิดตัวในเดือนพฤษภาคม 1995 และปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์กันในปี 1998 ก่อนจะเลิกขายไปในช่วงกลางปี 2000 เนื่องมาจากตลาดรถยนต์ 2 ประตู Coupe เสื่อมความนิยม ไม่คุ้มค่าต่อการผลิตต่อไป

สำหรับ “Levin” เป็นคำที่ใช้ใน Poetic word (บทกวีนิพนธ์) ซึ่งมาจากคำว่า “Lightning” (หรือ ฟ้าแลบ) ซึ่งทาง Toyota ให้ความหมายไว้ประมาณนี้ แต่บางข้อมูลก็บอกว่า เป็นการรวมกันระหว่างคำว่า Corolla + Twincam

Toyota-Corolla-II

3. Toyota Corolla II (1982 – 1999)

Toyota Corolla II (โตโยต้า โคโรลล่า ทู) เป็นการแตกหน่อออกมาจากรถ Sub-Compact ขนาดเล็กรุ่นดังของ Toyota อย่าง Tercel และ Corsa เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 19 พฤษภาคม 1982 กับรูปแบบของรถ 3 ประตู และ 5 ประตู Hatchback เท่านั้น

ผลิตออกจำหน่ายด้วยกันถึง 4 เจเนอเรชั่น ก่อนจะตัดสินใจเลิกผลิตไปเมื่อกลางปี 1999 เพื่อลดความซ้ำซ้อนของรถยนต์ในสายการผลิต

ที่ใช้ชื่อรุ่นว่า Corolla II นี้ ก็เพราะว่า Toyota ตั้งใจจะให้เป็นน้องชายของ Corolla ผู้พี่ โดย Corolla II ได้เริ่มจำหน่ายในเครือข่ายจำหน่าย Corolla แทนที่รุ่น Tercel ที่ถูกย้ายไปจำหน่ายในเครือข่ายของ Vista นั่นเอง

Toyota-Corolla-FX

4. Toyota Corolla FX (1984 – 1995)

Toyota Corolla FX (โตโยต้า โคโรลล่า เอฟเอ็กซ์) เป็นการแตกหน่อออกมาจาก Corolla Toyota กับรูปแบบของรถ 3 ประตู และ 5 ประตู Hatchback เท่านั้น เปิดตัวครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 1984

ผลิตออกมาจำหน่ายด้วยกันถึง 3 เจเนอเรชั่น ก่อนจะเลิกผลิตไปราวๆ กลางปี 1995

คำว่า “FX” นั้นแปลงมาจากคำว่า “FF 2-Box” นั้นหมายถึงว่ารถรุ่นนี้ เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และมีรูปทรงรถแบบ 2 Box นั่นเอง ซึ่งเป็นที่นิยมมากในยุโรป จนกระแสนี้มาถึงญี่ปุ่นด้วย

Toyota-Corolla-Ceres

5. Toyota Corolla Ceres (1992 – 1998)

Toyota Corolla Ceres (โตโยต้า โคโรลล่า เซเรส) ถือกำเนิดในช่วงยุคที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังบูม ฟองสบู่ยังไม่แตก ด้วยรูปแบบของรถ Hardtop Compact 4 ประตู ครั้งแรกของตระกูล Corolla ที่นิยมมากในยุค 90 เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ 18 พฤษภาคม 1992 คู่กันไปกับรถฝาแฝดอย่าง Toyota Sprinter Marino ก่อนจะเลิกผลิตไปในเดือนมิถุนายน 1998

Ceres เป็นชื่อที่มาจาก เทพีเซเรส ตามตำนานเทพปกรณัมโรมัน เป็นเทพีแห่งพืชผลที่กำลังเจริญเติบโต (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าธัญพืช) และความรักของมารดา

Toyota-Corolla-Spacio

6. Toyota Corolla Spacio (1997 – 2007)

Toyota Corolla Spacio (โตโยต้า โคโรลล่า สปาซิโอ) เป็นครั้งแรกของตระกูล Corolla กับรถในรูปแบบ Minivan MPV ที่กำลังบูมในช่วงปลายยุค 90 บนพื้นฐานเดียวกันกับ Toyota Corolla Sedan แต่มีที่นั่งด้วยกัน 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง ส่วนในเวอร์ชั่นยุโรป ถูกแยกออกไปใช้ในชื่อว่า “Corolla Verso”

ผลิตออกมาจำหน่ายด้วยกันเพียง 2 เจเนอเรชั่นเท่านั้น ก่อนจะเลิกผลิตไปในช่วงเดือนมิถุนายน 2007

สำหรับ Spacio เป็นคำที่แผลงมาจากภาษาอิตาลี “Spazio” ที่หมายความว่า “ห้อง” หรือ “พื้นที่” (Space ในภาษาอังกฤษ)

Toyota-Corolla-Fielder-JDM

7. Toyota Corolla Fielder (2000 – 2018)

Toyota Corolla Fielder (โตโยต้า โคโรลล่า ฟีลด์เดอร์) เป็นรุ่นย่อยของ Corolla ในตระกูล Corolla Van และ Wagon ที่ใช้กันมา นับตั้งแต่เปิดตัวเจเนอเรชั่นแรกเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2000 เป็นรถแวกอนที่มีพื้นฐานเดียวกับในรุ่น Sedan ผลิตขายกันมา 3 เจเนอเรชั่น ก่อนจะยุติบทบาทชื่อนี้ไปในช่วงปี 2018

และในส่วนของ Corolla Van รุ่นดั้งเดิม ก็ถูกจับแยกออกไปทำตลาดเป็นรถเพื่อการพาณิชย์โดยเฉพาะเลยในชื่อ Probox

คำว่า “Fielder” ในภาษาอังกฤษ มีได้หลายความหมาย เช่น คนรับลูกในกีฬาเบสบอลและคริกเก็ต แต่ในความหมายที่ Toyota ให้ไว้นั้น หมายถึง การทัศนศึกษา หรือมีกิจกรรมสันทนาการกลางแจ้งอื่นๆ

Toyota-Corolla-Runx-JDM

8. Toyota Corolla Runx (2001 – 2006)

Toyota Corolla Runx (โตโยต้า โคโรลล่า รังซ์) เป็น Corolla เวอร์ชั่น Hatchback ที่กลับมาเปิดตลาดในญี่ปุ่นอีกครั้ง กับเจเนอเรชั่นที่ 9 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2001 แต่รุ่นนี้จะเน้นการทำตลาดในยุโรปมากกว่า ด้วยรูปแบบ 3 ประตู Hatchback (เวอร์ชั่นยุโรป) และแบบ 5 ประตู Hatchback

พร้อมกับใช้ชื่อนี้ ขายกันมาจนถึงประมาณเดือนตุลาคม 2006 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อรุ่นไปเป็น “Auris” แทน …

สำหรับชื่อรุ่น “Runx” เป็นการรวมเอาคำว่า Run และเพิ่มคำว่า “X” เข้าไป

Toyota-Corolla-Rumion

9. Toyota Corolla Rumion (2007 – 2015)

Toyota Corolla Rumion (โตโยต้า โคโรลล่า รูเมี่ยน) เปิดตัวออกมาขายด้วยชื่อนี้ เพียงแค่โฉมเดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นการสานต่อมาจากรุ่น Spacio กับรถในรูปแบบ Tall Wagon Compact ซึ่งเป็นรถรุ่นเดียวกับ Scion xB ที่ Toyota ผลิตจำหน่ายใน USA และ Toyota Rukus ในออสเตรเลีย

โดยรุ่นนี้ใช้พื้นฐานร่วมกันกับรุ่น Auris และ Blade มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร และ 1.8 ลิตร

ชื่อรุ่นย่อยนี้ เป็นการรวมกันระหว่างคำว่า “Roomy” และ “Unique” ด้วยห้องโดยสารที่ให้การใช้งานแบบอเนกประสงค์ ไม่เหมือนใคร

Toyota-Corolla-Axio

10. Toyota Corolla Axio (2006 – 2019)

Toyota Corolla Axio (โตโยต้า โคโรลล่า แอกซิโอ้) เป็นการแยกกัน Corolla เวอร์ชั่นญี่ปุ่น กับ Corolla เวอร์ชั่นรุกตลาดโลก เอาใจตลาดบ้านเกิดตัวเองมากขึ้น เน้นใช้งานง่าย ดีไซน์ดูสุขุม และราคาถูก ซึ่งถูกใจผู้ใช้รถชาวญี่ปุ่นมากกว่า

เริ่มด้วยการเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 10 ตุลาคม 2006 ในรุ่น 4 ประตู Sedan ผลิตออกมาด้วยชื่อต่อท้ายนี้เพียงแค่ 2 เจเนอเรชั่น ก่อนจะหวนกลับไปใช้ชื่อ Corolla เพียวๆ แบบเดิมอีกครั้ง …

สำหรับชื่อของ Axio นั้นมาจากในภาษากรีก “Axia” ที่หมายถึง “คุณค่า” และ “คุณภาพ”

Toyota-Corolla-Cross-2020

11. Toyota Corolla Cross (2020 – ปัจจุบัน)

Toyota Corolla Cross (โตโยต้า โคโรลล่า ครอส) ใหม่ นับเป็นรถอเนกประสงค์ SUV เปิดตัวครั้งแรกของโลกในไทยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ทั้วในรุ่นเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร และเครื่องยนต์ Hybrid ขนาด 1.8 ลิตร ที่มาพร้อมสโลแกน A New Journey…ให้ชีวิตเดินทาง กับเทคโนโลยีและฟังก์ชั่นตอบโจทย์การใช้ชีวิตเพื่อที่สุดของความสะดวกสบาย

แนวคิดของรถคันนี้คือ “การนำ DNA ของรถยนต์โคโรลล่า มาพัฒนาให้เกิดเป็นรถยนต์อเนกประสงค์” รวมทั้งความหรูหรา พร้อมประโยชน์ใช้สอยที่เหนือความคาดหมายของลูกค้า “ความแข็งแกร่งสำหรับชีวิตในเมือง” (Urban Toughness)

คำว่า Cross มีความหมายได้หลายความหมาย เช่น ข้าม, กากบาท หรือไม้กางเขน หรือจะเป็นคำย่อมาจากคำว่า Crossover และยังหมายถึงคำว่า โกรธ ได้อีกด้วย เป็นต้น

ส่วนใครที่ฝันอยากจะเป็นเจ้าของรถยนต์ Toyota Corolla รุ่นใดรุ่นหนึ่ง ก็ลองขายรถคันเดิมแล้วเอาเงินไปซื้อ Toyota Corolla รุ่นเหล่านี้มาใช้ดู เพียงลงขายรถคันเดิมง่ายๆ ได้ที่ Link นี้เลย https://th.carro.co/sell-car/express ให้ราคาดี รับเงินไว ปิดการขายได้ใน 24 ชั่วโมง หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand คลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Thailand-Monthly-Car-Sales-Volume

สถิติการขายรถยนต์เดือนมิถุนายน สามารถสร้างยอดขาย 58,013 คัน ลดลง 32.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยตลาดรถยนต์นั่งมีอัตราการเติบโตลดลง 41.3% และตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มีอัตราการเติบโตลดลง 26.4% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เดิมมีการคาดการณ์ตลาดรวมในประเทศของปี 2563 อยู่ที่ 940,000 คัน และตั้งเป้าหมายการขายรถยนต์โตโยต้าไว้ที่ 310,000 คัน แต่ทว่าในสถานการณ์ไตรมาสที่ 1 ตัวเลขยอดขายตลาดรวมอยู่ที่ประมาณ 200,000 คัน หรือคิดเป็น 76% ของยอดขายในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

นับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา โควิด-19 ได้แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการของตลาดตกหมดอย่างฉับพลัน ทั้งตลาดรถยนต์ในประเทศและตลาดการส่งออก ทำให้แตกต่างออกไปจากแผนที่คาดการณ์ไว้โดยสิ้นเชิง

หลังผ่านสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และ การหยุดสายการผลิตเป็นการชั่วคราวขอรถหลายค่ายไปแล้วนั้น ตลาดรถยนต์ของไทยในช่วงไตรมาสที่ 2 ลดลงไปที่ประมาณ 128,500 คัน คิดเป็น 49% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สถิติการขายรถยนต์ ม.ค. – มิ.ย. 2563

ปริมาณการขายรวม
328,604 คัน
ลดลง     37.3%
รถยนต์นั่ง
119,716 คัน
ลดลง     42.0%
รถเพื่อการพาณิชย์
208,888 คัน
ลดลง     34.2%
รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)
166,409 คัน
ลดลง     35.6%
รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)
149,432 คัน
ลดลง     33.7%

สถิติการขายรถยนต์ของโตโยต้า ม.ค. – มิ.ย. 2563

ปริมาณการขายโตโยต้า
94,222 คัน
ลดลง 45.1%
ส่วนแบ่งตลาด 28.7%
รถยนต์นั่ง
29,926 คัน
ลดลง 50.4%
ส่วนแบ่งตลาด 25.0%
รถเพื่อการพาณิชย์
64,296 คัน
ลดลง 42.2%
ส่วนแบ่งตลาด 30.8%
รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)
56,265 คัน
ลดลง 43.3%
ส่วนแบ่งตลาด 33.8%
รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)
49,622 คัน
ลดลง 41.5%
ส่วนแบ่งตลาด 33.2%

แนวโน้มตลาดรถยนต์ของปี 2563

ในส่วนของภาคธุรกิจยานยนต์ของประเทศไทยนั้น ผลกระทบที่ได้รับยังถือว่าไม่รุนแรงเท่ากับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอาเซียน และการฟื้นตัวของประเทศไทยดูจะรวดเร็วกว่า ดังนั้น แม้อาจจะยังไม่ควรที่จะประเมินสถานการณ์ให้สูงจนเกินไป แต่แนวโน้มของตลาดรถยนต์ไทยน่าจะไปในทิศทางที่ดี และสถานการณ์จะไม่แย่เท่าที่คาดการณ์ไว้

จึงได้ปรับตัวเลขคาดการณ์ยอดขายรถยนต์ในปี 2563 เป็น 660,000 คัน คิดเป็น 65% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ประมาณการยอดขายรถยนต์ในประเทศ ปี 2563

ปริมาณการขายรวม
660,000 คัน
ลดลง     34.5%
รถยนต์นั่ง
225,100 คัน
ลดลง     43.5%
รถเพื่อการพาณิชย์
434,900 คัน
ลดลง     28.6%
รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)
346,015 คัน
ลดลง     29.7%
รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)
310,000 คัน
ลดลง     28.2%

ประมาณยอดขายรถยนต์ในประเทศของโตโยต้า ปี 2563

ปริมาณการขายโตโยต้า
220,000 คัน
ลดลง 33.8%
ส่วนแบ่งตลาด 33.3%
รถยนต์นั่ง
62,800 คัน
ลดลง 46.6%
ส่วนแบ่งตลาด 27.9%
รถเพื่อการพาณิชย์
157,200 คัน
ลดลง 26.8%
ส่วนแบ่งตลาด 36.1%
รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง)
135,600 คัน
ลดลง 29.3%
ส่วนแบ่งตลาด 39.2%
รถกระบะ 1 ตัน (ไม่รวมรถกระบะดัดแปลง)
121,000 คัน
ลดลง 26.9%
ส่วนแบ่งตลาด 39.0%

ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมิถุนายน 2563

1.     ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 58,013 คัน ลดลง 32.6%

อันดับที่ 1 อีซูซุ 16,661 คัน เพิ่มขึ้น 26.1% ส่วนแบ่งตลาด 28.7%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 13,366 คัน ลดลง 53.8% ส่วนแบ่งตลาด 23.0%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า 5,822 คัน ลดลง 52.1% ส่วนแบ่งตลาด 10.0%

2. ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 20,768 คัน ลดลง 41.3%              

อันดับที่ 1 ฮอนด้า 4,816 คัน ลดลง 47.4% ส่วนแบ่งตลาด 23.2%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 4,802 คัน ลดลง 50.7% ส่วนแบ่งตลาด 23.1%
อันดับที่ 3 ซูซูกิ 1,776 คัน ลดลง 13.1% ส่วนแบ่งตลาด 8.6%

3. ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 37,245 คัน ลดลง 26.4% 

อันดับที่ 1 อีซูซุ 16,661 คัน เพิ่มขึ้น 26.1% ส่วนแบ่งตลาด 44.7%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 8,564 คัน ลดลง 55.4% ส่วนแบ่งตลาด 23.0%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 2,562 คัน ลดลง 34.1% ส่วนแบ่งตลาด  6.9%

4. ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน*  (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย 29,576 คัน ลดลง 26.7%

อันดับที่ 1 อีซูซุ 15,368 คัน เพิ่มขึ้น 29.7% ส่วนแบ่งตลาด 52.0%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 7,375 คัน ลดลง 57.2% ส่วนแบ่งตลาด 24.9%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 2,562 คัน ลดลง 34.1% ส่วนแบ่งตลาด 8.7%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน: 2,992 คัน
โตโยต้า 1,262 คัน – มิตซูบิชิ 553 คัน – อีซูซุ 500 คัน – นิสสัน 337 คัน – ฟอร์ด 312 คัน –  เชฟโรเลต 28 คัน 

5. ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 26,584 คัน ลดลง 25%

อันดับที่ 1 อีซูซุ 14,868 คัน เพิ่มขึ้น 33.7% ส่วนแบ่งตลาด 55.9%
อันดับที่ 2 โตโยต้า 6,113 คัน ลดลง 58.8% ส่วนแบ่งตลาด 23.0%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ 2,009 คัน ลดลง 26.6% ส่วนแบ่งตลาด 7.6%

สถิติการจำหน่ายรถยนต์ เดือนมกราคม – มิถุนายน 2563

1.  ตลาดรถยนต์รวม ปริมาณการขาย 328,604 คัน ลดลง 37.3% 

อันดับที่ 1 โตโยต้า
94,222 คัน ลดลง 45.1% ส่วนแบ่งตลาด 28.7%
อันดับที่ 2 อีซูซุ 76,054 คัน ลดลง 14.7% ส่วนแบ่งตลาด 23.1%
อันดับที่ 3 ฮอนด้า
41,326 คัน ลดลง 36.1% ส่วนแบ่งตลาด 12.6%

2.  ตลาดรถยนต์นั่ง ปริมาณการขาย 119,716 คัน ลดลง 42%          

อันดับที่ 1 ฮอนด้า 34,518 คัน ลดลง 29.4% ส่วนแบ่งตลาด 28.8%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
29,926 คัน ลดลง 50.4% ส่วนแบ่งตลาด 25.0%
อันดับที่ 3 นิสสัน
12,641 คัน ลดลง 36.9% ส่วนแบ่งตลาด 10.6%

3.  ตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ ปริมาณการขาย 208,888 คัน ลดลง 34.2%  

อันดับที่ 1 อีซูซุ
76,054 คัน ลดลง 14.7% ส่วนแบ่งตลาด 36.4%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
64,296 คัน ลดลง 42.2% ส่วนแบ่งตลาด 30.8%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
15,416 คัน ลดลง 38.6% ส่วนแบ่งตลาด 7.4%

4.  ตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน* (Pure Pick up และ รถกระบะดัดแปลง PPV) ปริมาณการขาย 166,409 คัน ลดลง 35.6%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
70,573 คัน ลดลง 13.9% ส่วนแบ่งตลาด 42.4%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
56,265 คัน ลดลง 43.3% ส่วนแบ่งตลาด 33.8%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
15,416 คัน ลดลง 38.6% ส่วนแบ่งตลาด 9.3%

*ปริมาณการขายรถกระบะดัดแปลง ในตลาดรถกระบะขนาด 1 ตัน: 16,977 คัน
โตโยต้า 6,643 คัน – มิตซูบิชิ 3,818 คัน – อีซูซุ 2,948 คัน – ฟอร์ด 2,098 คัน – นิสสัน 832 คัน – เชฟโรเลต 638 คัน

5.  ตลาดรถกระบะ Pure Pick up ปริมาณการขาย 149,432 คัน ลดลง 33.7%

อันดับที่ 1 อีซูซุ
67,625 คัน ลดลง 11.5% ส่วนแบ่งตลาด 45.3%
อันดับที่ 2 โตโยต้า
49,622 คัน ลดลง 41.5% ส่วนแบ่งตลาด 33.2%
อันดับที่ 3 มิตซูบิชิ
11,598 คัน ลดลง 36.3% ส่วนแบ่งตลาด 7.8%
ส่วนถ้าใครอยากขายรถ เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในยุคโควิด-19 ระบาด สามารถขายคันเก่ากับ CARRO Express ได้ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ ได้เงินไว เร็ว พร้อมปิดการขายได้ทันที แค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรืออยากตีราคารถก่อน สามารถ Inbox สอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มาจาก:

Price-List-Promotion-In-MotorShow-2020

CARRO รวบรวมใบราคา และตารางผ่อนรถใหม่ป้ายแดง จากงาน Motor Show 2020 (มอเตอร์โชว์ 2020)

สำหรับใบราคาและตารางผ่อนที่เรานำมาฝากในครั้งนี้ CARRO ขอเน้นไปที่รถตลาดเป็นหลัก อาทิเช่น ToyotaHondaNissanMitsubishi, Isuzu, Mazda, Suzuki, Subaru, Ford, BMW และ MG เป็นต้น

หากท่านใดที่สนใจรถยนต์ใหม่ๆ หากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ ลองดู Promotion เด็ดๆ จากใบราคาภายในงาน ที่ CARRO คัดสรรรถยี่ห้อยอดนิยมในงาน Motor Show 2020 มาลงให้ชมด้านล่างครับ.

สำหรับท่านใดที่ดูตัวเลขเล็กๆ ไม่ชัด อยากดูแบบใหญ่ๆ เต็มตา สามารถ Add Line @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —-> เพิ่มเพื่อน มาขอไฟล์ภาพใหญ่ได้ครับผม …

Toyota

Toyota-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Toyota-Price-Promotion-Motor-Show-2020

ราคา Toyota Corolla Cross 2020

Toyota-Corolla-Cross-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Nissan

Nissan-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Nissan-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Honda

Honda-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Honda-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Honda-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Honda-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Mazda

Mazda-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Mazda-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Mitsubishi

Mitsubishi-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Mitsubishi-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Mitsubishi-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Suzuki

Suzuki-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Suzuki

Subaru-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Isuzu

Isuzu-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Isuzu-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Isuzu-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Isuzu-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Ford

Ford-Price-Promotion-Motor-Show-2020

Ford-Price-Promotion-Motor-Show-2020

MG

MG-Price-Promotion-Motor-Show-2020

MG-Price-Promotion-Motor-Show-2020

BMW

BMW-Price-Promotion-Motor-Show-2020

โปรดฟังอีกครั้ง! ใครอยากขายรถด่วน เพื่อไปซื้อรถคันใหม่ หรือรับเงินก้อนไปใช้ เอารถมาขาย หรือตีราคารถ ที่ CARRO ได้เลย ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ CARRO Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ —> เพิ่มเพื่อน