5 ความเชื่อควรทำหลังออกรถใหม่

คนไทยและความเชื่อเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมานาน ไม่ว่าจะทำสิ่งใด ล้วนมีความเชื่อเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ หลายคนเชื่อว่าการดูฤกษ์งามยามดีเป็นจุดเริ่มต้นให้การดำเนินสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นประสบผลสำเร็จหรือดำเนินลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งแน่นอนว่าการ ออกรถใหม่ ก็มีความเชื่อมากมายที่คนไทยส่วนใหญ่ยึดถือและปฏิบัติสืบต่อกันมา เช่น การเช็คในเรื่องความเป็นมงคลและฤกษ์ออกรถใหม่ ดอกไม้ ธูปเทียน ต้องเตรียมให้พร้อม เพื่อทำพิธีบูชากราบไหว้แม่ย่านาง เสริมความเป็นสิริมงคลแก่รถและตนเอง ให้คลาดแคล้วต่ออุบัติภัยรวมถึงเรียกโชคลาภด้วย

5 ความเชื่อควรทำหลังออกรถใหม่

ออกรถใหม่ ทำไมต้องเตรียมดอกไม้ ธูปเทียน

ความปลอดภัยเป็นเรื่องจำเป็นที่เจ้าของรถใหม่ไม่ควรมองข้าม โดยการศึกษาคู่มือการใช้รถที่มีมาพร้อมกับรถยนต์คันใหม่นั้นจะช่วยให้คุณรู้ได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อเกิดปัญหาหรือรถยนต์เกิดขัดข้องขึ้นมา คุณจะสามารถจัดการเบื้องต้นได้อย่างไรบ้าง อีกทั้งยังช่วยให้คุณขับรถได้อย่างปลอดภัยและสบายใจยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ความเชื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับ การดูฤกษ์ออกรถใหม่ การเลือกสีรถให้ถูกโฉลกกับเจ้าของ และดอกไม้ ธูปเทียน เอาไว้บูชาแม่ย่านาง ก็เป็นสิ่งที่ช่วยทำให้เกิดความสบายใจและรู้สึกปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยความเชื่อในเรื่องเหล่านี้ คนไทยจำนวนไม่น้อยยึดมั่นปฏิบัติมาเพื่อความสบายใจ เรียกได้ว่าแทบกลายเป็นประเพณี หรือธรรมเนียมปฏิบัติอย่างหนึ่งของคนไทยไปแล้วนั่นเอง

ความเชื่อเกี่ยวกับการไหว้แม่ย่านางรถ

เชื่อว่าหลายคนต้องรู้จัก “แม่ย่านาง” ดีอยู่แล้ว มีตำนานเล่าต่อ ๆ กันมาว่า ในอดีตที่คนยังใช้เรือเป็นยานพาหนะสัญจรอยู่นั้น ได้มีหญิงสาวคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญในเรื่องการเดินเรือเป็นอย่างมาก โดยทุกครั้งที่เดินเรือ เรือของนางจะปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ อยู่เสมอ แต่อยู่มาวันหนึ่งขณะที่เดินเรืออยู่นั้น เกิดมีพายุฟ้าคะนองสร้างความตื่นตกใจให้ลูกเรือเป็นอย่างมาก นางจึงขอพรกับพระอินทร์ให้ช่วยคุ้มครอง ซึ่งพระอินทร์ก็ยอมช่วยแต่มีเงื่อนไขว่านางจะต้องกลายเป็นผู้พิทักษ์เรือตลอดไป เมื่อตกปากรับคำ นางและลูกเรือจึงปลอดภัย และกลายเป็นผู้พิทักษ์เรือตั้งแต่นั้นมา

ไหว้แม่ย่านาง

นอกจากนี้ยังมีตำนานเกี่ยวกับแม่ย่านางอีกมากมาย แม้จะมีเรื่องเล่าที่แตกต่างกันไป แต่ทุกตำนานล้วนมีส่วนที่เล่าตรงกัน คือแม่ย่านางเป็นผู้พิทักษ์เรือนั่นเอง และจากตำนานเหล่านั้น ทำให้คนไทยจำนวนมากนับถือบูชาแม่ย่านางเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยคุ้มครองภัยจากการเดินเรือ รวมถึงยานพาหนะอื่น ๆ ทั้งรถและเครื่องบินด้วย โดยเชื่อกันว่าหากบูชาแม่ย่านางแล้วจะช่วยให้ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวงได้ ดังนั้นเมื่อออกรถใหม่ ดอกไม้ ธูปเทียน จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย

5 ความเชื่อที่คนออกรถใหม่ควรทำในวันรับรถ มีอะไรบ้าง?

ออกรถใหม่ ดอกไม้ ธูปเทียน เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ด้วยเพราะคนไทยให้ความสำคัญกับทุกช่วงเวลาของชีวิต จึงมีความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งเร้นลับต่าง ๆ มากมายเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ แม้กระทั่งในการออกรถใหม่ ก็ยังมีหลากหลายความเชื่อที่คนไทยให้ความสำคัญและปฏิบัติตามกันมาอย่างยาวนาน โดยวันนี้เราจะมาบอกเล่าเรื่องราวกับ 5 ความเชื่อที่คนซื้อรถใหม่ ควรทำในวันรับรถ ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกัน

1. ชวนพ่อแม่ หรือคนที่มีชื่อเป็นมงคลไปรับรถด้วยกัน

พ่อและแม่ถือได้ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนพระในบ้านที่คนไทยยึดถือมายาวนาน เพราะเป็นผู้กำเนิดและให้การเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ เมื่อออกรถใหม่จึงควรให้พ่อแม่ได้นั่งเป็นคนแรก ๆ และกล่าวอวยพรให้เดินทางปลอดภัย นอกจากเพื่อความเป็นสิริมงคล หรือเพื่อเป็นขวัญกำลังใจแล้วยังแสดงถึงการให้ความสำคัญของบุพการีและผู้มีพระคุณอีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถพาผู้ที่มีชื่อเป็นมงคลไปรับรถได้ด้วยเช่นกัน

2. ขับรถออกควรหันหน้าไปทางทิศเหนือ

สำหรับการออกรถใหม่ ควรหันหน้ารถขับออกทางทิศเหนือเสมอ เพราะเป็นความเชื่อตามหลักของฮวงจุ้ย ที่เชื่อว่าทิศเหนือคือทิศที่ดีที่สุด และยังเป็นทิศทางของทรัพย์และโชคลาภ ซึ่งการสร้างบ้านใหม่หรือการเริ่มต้นการค้า ก็ยึดถือหลักความเชื่อเดียวกัน จึงมักเห็นได้ว่ามีการหันหน้าออกทางทิศเหนือนั่นเอง นอกจากนี้เมื่อขับรถออกก็ควรเปิดไฟหน้าให้สว่างและขับให้ถึงที่หมายแรก โดยไม่แวะที่อื่นก่อน

3. ไหว้แม่ย่านางรถ

นอกจากความเชื่อว่าแม่ย่านางเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยคุ้มครองให้การเดินรถเดินเรือปลอดภัยแล้ว ยังมีความเชื่อว่าการบูชาแม่ย่านางจะนำมาให้ซึ่งโชคลาภ โดยเฉพาะในกลุ่มบรรดาพ่อค้าแม่ค้าทั้งหลาย ที่เชื่อว่าการบูชาจะช่วยให้การทำมาค้าขายคล่องร่ำรวยมากยิ่งขึ้น จึงให้ความสำคัญอย่างมากกับการบูชาแม่ย่านาง เมื่อออกรถใหม่ ดอกไม้ธูปเทียน ต้องเตรียมให้พร้อมสำหรับการบูชานั่นเอง โดยการเตรียมของไหว้แม่ย่านางนั้น อาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยตามธรรมเนียมของแต่ละภูมิภาค แต่โดยรวมแล้วในการไหว้จะมีสิ่งต้องเตรียม ดังนี้

  • ธูป 9 ดอก
  • ผลไม้ 5 อย่าง ได้แก่ กล้วยน้ำว้าสุก 2 หวี และอื่น ๆ อีก 4 อย่างเช่น
    • ข้าวสาร 1 ถ้วย
    • น้ำ 1 แก้ว
    • ขนมมงคล เช่น ขนมถ้วยฟู สาลี่ ขนมเทียน
    • ยาสูบ 3 มวน
    • หมากพลูและยาเส้น 3 คำ

นอกจากนี้ วิธีการกราบไหว้แม่ย่านางยังสามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่นำพวงมาลัยมากราบไหว้ และเลือกสีริบบิ้นตามวันเกิดของคุณ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

  • ที่เกิดวันอาทิตย์ ควรใช้ริบบิ้นสีเขียว
  • ผู้ที่เกิดวันจันทร์ ควรใช้ริบบิ้นสีม่วง
  • ผู้ที่เกิดวันอังคาร ควรใช้ริบบิ้นสีน้ำเงิน
  • ผู้ที่เกิดวันพุธ ควรใช้ริบบิ้นสีเหลือง
  • ผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี ควรใช้ริบบิ้นสีแดง
  • ผู้ที่เกิดวันศุกร์ ควรใช้ริบบิ้นสีชมพู
  • ผู้ที่เกิดวันเสาร์ ควรใช้ริบบิ้นสีฟ้า

4. การเจิมรถเพื่อความเป็นสิริมงคล

มีความเชื่อว่าในการออกรถใหม่วันแรกไม่ควรนำรถไปในที่อโคจร เช่น ผับ บาร์ หรือร้านเหล้า แต่ควรนำรถไปให้พระเจิมปิดทอง พรมน้ำมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล เพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดี และเพื่อเป็นการขอพรให้พบเจอแต่สิ่งดี ๆ มีความราบรื่นและปลอดภัยในการเดินทาง จะได้แคล้วคลาดจากภัยอันตรายต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

5 ความเชื่อควรทำหลังออกรถใหม่

5. ควรมีเครื่องบูชา

นอกจากการกราบบูชาแม่ย่านางแล้ว ยังมีความเชื่ออีกว่าในการออกรถใหม่วันแรกควรมีเครื่องบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองและรถ โดยเครื่องบูชาได้แก่ พระพุทธรูปองค์เล็ก กล้วยหนึ่งหวี น้ำมนต์ เครื่องประดับสร้อยทองแหวนทอง และจำนวนเงินที่ลงท้ายด้วยเลขมงคล เช่น 99 หรือ 999  บาท นอกจากนี้ควรเลือกใส่เสื้อผ้าที่เป็นสีมงคลด้วย

จาก 5 ความเชื่อทั้งหมดเกี่ยวกับการ ออกรถใหม่ ดอกไม้ ธูปเทียน ต้องเตรียมให้พร้อมกราบไหว้สิ่งบูชาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อช่วยให้การใช้รถใช้ถนนมีความปลอดภัย ความเชื่อเหล่านี้ ถือเป็นที่พึ่งพาทางใจให้ความรู้สึกปลอดภัยและเกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติตาม ซึ่งถือเป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคลที่อาจมีความเชื่อแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้คุณมั่นใจได้มากยิ่งขึ้นนอกจากการความมั่นใจในการขับขี่ คือการทำประกันรถยนต์ชั้น 1 เพื่อมอบความคุ้มครองให้กับทั้งตัวคุณเองและรถคันใหม่ของคุณ ไม่ว่าจะเกิดอุบัติเหตุลักษณะใด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือเมื่อไหร่ก็ตาม คุณจะได้รับการดูแลในทันที เพราะแผนความคุ้มครองของรู้ใจ ให้ความคุ้มครองที่ครอบคลุมกว่า สามารถแจ้งอุบัติเหตุผ่านแอปพลิเคชันที่จะช่วยให้คุณได้รับความสะดวกยิ่งขึ้น ส่งรถเข้าซ่อมได้เร็วกว่าเดิม อยากรู้ว่าความพิเศษของประกันภัยรถยนต์รู้ใจมีอะไรบ้าง ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย

และถ้าไม่อยากพลาดโปรโมชั่นใหม่ ๆ และเรื่องราวดี ๆ ก็สามารถติดตามเราได้ผ่านทาง Official Fanpage: Roojai.com หรือ add Official Line ของเราไว้ได้เช่นกัน

Carro-Roojai-How-Far-To-Go-Without-Gas

ในปัจจุบัน หลายคนยังไม่รู้ว่าเมื่อเกิดปัญหารถน้ำมันหมดก่อนไปถึงที่หมายควรทำอย่างไร ก่อนที่รถน้ำมันหมดทุกครั้งจะมีสัญญาณเตือนบนหน้าปัดรถยนต์ขึ้นเป็นสีเหลืองรูปถังน้ำมัน บ่งบอกว่าน้ำมันรถจะหมดแล้ว หากฝืนขับต่อไปเรื่อย ๆ อาจทำให้เครื่องดับและเกิดปัญหาภายหลังตามมาได้ Roojai.com จึงมีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะช่วยให้คุณสามารถขับรถได้ไกลขึ้นกว่าเดิม เพื่อยืดเวลารถดับออกไปให้คุณสามารถหาปั๊มเพื่อเติมน้ำมันรถได้ทันเวลานั่นเอง

How-Far-To-Go-Without-Gas

เพราะปัญหารถน้ํามันหมดเร็ว เป็นอีกปัญหาหลักที่หนีกันไม่พ้นสำหรับนักขับขี่ส่วนใหญ่ หลายคนเมื่อเจอปัญหานี้ ต่างก็รีบปักหมุดหาปั๊มน้ำมันกัน โชคดีหน่อยก็อาจเจอเร็ว แต่ถ้าไม่.. ปั๊มน้ำมันอยู่ไกลก็อาจเจอปัญหารถดับ ต้องเหนื่อยตามเข็นหาปั๊มให้วุ่นวาย คงไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นการรู้เคล็ดลับในการช่วยยืดระยะทางการขับรถออกไปให้ได้ไกลขึ้น ก่อนรถดับต้องเข็น คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้รถใช้ถนนไม่ใช่น้อย

เมื่อมีไฟเตือน รถน้ำมันหมด ยังวิ่งได้อีกกี่กิโลเมตร

หลายคนอาจสงสัยเหมือนกันใช่ไหมว่า รถยนต์ในท้องตลาดแต่ละรุ่นเมื่อเจอปัญหา รถน้ำมันหมด หากยังวิ่งต่อไปได้สามารถวิ่งได้อีกกี่กิโลเมตร จากข้อมูลที่เราได้รวบรวมมาทั้งหมด บอกได้เลยว่า โดยปกติแล้วรถในท้องตลาดส่วนใหญ่ เมื่อเจอปัญหาน้ำมันหมด รถยนต์ในสมัยนี้จะมีสัญญาณเตือนให้เติมน้ำมันขึ้นเป็นสีเหลืองรูปถังน้ำมัน

สัญญาณเตือนน้ํามันหมดนี้ จะเตือนก็ต่อเมื่อน้ำมันในถังเหลือน้อยกว่า 10 ลิตร หากดูตรงเข็มหน้าปัดรถยนต์จะมีการคำนวณบอกด้วยว่าสามารถขับต่อไปได้อีกกี่กิโลเมตร และจะลดลงไปเรื่อย ๆ จนเหลือ 0 กิโลเมตร ซึ่งรถยนต์แต่ละคันมีระยะทางการขับขี่ไม่เท่ากัน แต่สำหรับรถรุ่นเก่าจะไม่มีการคำนวณบอกว่าสามารถขับต่อไปได้อีกกี่กิโลเมตร เมื่อขึ้นสัญญาณเตือนน้ำมันหมด ต้องหาปั๊มให้ได้ภายในรัศมี 30 กิโลเมตร

How-Far-To-Go-Without-Gas

ฟีเจอร์คำนวณระยะทางหลังไฟเตือนรถน้ำมันหมด ช่วยได้มากน้อยแค่ไหน

จริงอยู่ที่รถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ในยุคปัจจุบันมีตัวช่วยในการคำนวณระยะทางให้ผู้ขับขี่รู้ว่ารถสามารถวิ่งได้อีกกี่กิโลเมตร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหารถน้ำมันหมด หากหน้าปัดรถยนต์ระบุว่ายังวิ่งได้อีก 20-30 กิโลเมตร แต่จะเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน การคำนวณจะตรงตามระยะทางที่รถวิ่งได้จริงหรือไม่ ทางเราเองก็ยังระบุให้รู้แบบชัดเจนไม่ได้

ทางสื่อยานยนต์ของอังกฤษ ‘The Sun’ ได้ออกมาเปิดเผยว่า “ตัวเลขนบนหน้าปัดรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ในปัจจุบันที่ช่วยบอกระยะทางที่เหลือหลังจากไฟเตือนน้ำมันหมดขึ้นนั้น มาจากการคำนวนอัตราการบริโภคน้ำมันโดยเฉลี่ยที่เจ้าของรถขับก่อนหน้านี้ ทำให้บางครั้งตัวเลขที่ระบุระยะทางการวิ่งนั้นอาจไม่ถูกต้องกับสภาพการขับขี่จริง ๆ ณ เวลานั้น”

How-Far-To-Go-Without-Gas

8 รุ่นรถยอดนิยมในประเทศอังกฤษกับระยะทางที่ยังขับต่อได้

ผลสำรวจจากบริษัทประกันภัยชั้นนำของอังกฤษซึ่งได้นำรถยนต์รุ่นที่ชาวอังกฤษนิยมซื้อใช้ มาจัดอันดับระยะทางที่รถยนต์วิ่งไปได้เมื่อรถน้ำมันหมด โดยเริ่มวัดระยะเมื่อไฟแจ้งเตือนน้ำมันติดขึ้น ผลที่ออกมาบอกว่าอันดับที่ 1 ที่สามารถวิ่งได้ไกลที่สุด สามารถวิ่งได้ไกลถึง 74 กม. รถรุ่นนั้นคือ Mercedes-Benz C-Class ส่วนลำดับถัดไปมีดังนี้

  • Mercedes-Benz C-Class: 74 กม.
  • Mini Cooper: 72 กม.
  • Nissan Qashqai: 69 กม.
  • Volkswagen Golf: 67 กม.
  • Audi A3: 67 กม.
  • Ford Focus: 64 ไมล์
  • Volkswagen Polo: 62 กม.
  • Ford Fiesta: 59 กม.

สำหรับรถรุ่นอื่น ๆ ทั่วไปในท้องตลาด จากผลสำรวจแห่งเดียวกันระบุว่า เมื่อไฟแจ้งเตือนรถน้ำมันหมดติดขึ้น รถยนต์ทั่วไปก็ยังคงสามารถขับไปได้อยู่จนกว่าน้ำมันที่มีจะเกลี้ยงถัง ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วจะสามารถขับไปได้อีก 40 – 50 กม. อย่างไรก็ตาม ผู้ขับขี่ก็ไม่ควรรอจนน้ำมันเกลี้ยงถัง เมื่อมีไฟแจ้งเตือน หรือ หากให้ดีคือก่อนขึ้นไฟแจ้งเตือน ควรรีบหาปั๊มที่ใกล้ที่สุดทันที ควรคำนวณระยะทางให้พอดีที่จะถึงปั๊มน้ำมันต่อไป

ไฟเตือนรถน้ำมันหมดขึ้นบ่อยๆ ต้องคอยเช็คดีๆ

การปล่อยให้เกิดไฟเตือนรถน้ำมันหมดขึ้นบ่อยๆ ไม่ได้ดีอย่างที่คิด เพราะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคอยระมัดระวัง ผู้ขับขี่ต้องคอยเช็คดี ๆ เพราะน้ำมันที่เหลือน้อยจนไฟสัญญานเตือนนั้นหมายถึง ‘ปั๊มติ๊ก’ หรือตัวปั๊มที่ทำหน้าที่ในการดูดน้ำมันจากถังส่งไปเลี้ยงเครื่องยนต์เพื่อใช้ในการจุดระเบิดจะต้องทำงานหนักกว่าปกติ หากปั๊มติ๊กทำงานหนัก ปั๊มติ๊กจะร้อนเกินไปอาจส่งผลให้ปั๊มติ๊กพัง ใช้งานไม่ได้ เติมน้ำมันไปแต่รถก็สตาร์ทไม่ติด ไปจนถึงอาจส่งผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์ในระยะยาวอีกด้วย หากคุณไม่อยากให้เกิดกรณีแบบนี้ขึ้นกับรถของคุณ ควรหมั่นตรวจเช็คปั๊มติ๊กและอย่าให้เกิดไฟเตือนรถน้ำมันหมดบ่อย ๆ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดนั่นเอง

How-Far-To-Go-Without-Gas

วิธีปฎิบัติเมื่อไฟเตือนรถน้ำมันหมดโชว์ขึ้นมา

นี่เป็นวิธีง่าย ๆ ที่จะช่วยยืดระยะเวลารถดับออกไปได้ เมื่อไฟเตือนรถน้ำมันหมด สิ่งแรกที่ต้องทำคือ พยายามทำให้รถใช้พลังงานน้ำมันน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างเช่น ปิดแอร์ หรือขับขี่ในอัตราเร่งคงที่เพื่อลดพลังงานที่ใช้น้ำมันน้อยลง ประมาณว่าใช้น้ำมันทุกหยดอย่างคุ้มค่า เป็นการเซฟให้ได้ระยะทางที่ไกลมากขึ้น เซฟน้ำมันให้ได้มากที่สุดเท่าที่น้ำมันมีเหลืออยู่ในถังจะทำได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดถ้าไม่อยากเจอปัญหารถน้ำมันหมด ควรเติมน้ำมันไว้ให้เต็มถังอยู่ตลอดเวลาจะดีกว่า เมื่อเห็นว่าน้ำมันรถเหลือน้อยก็แวะปั๊มเติมให้เต็มไว้ทันที ปลอดภัยสุด ไม่ต้องคอยกังวลว่าเครื่องยนต์จะดับแล้วต้องวนหาปั๊มก่อนที่เครื่องยนต์จะดับเพื่อทำเวลา และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย

สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อไฟเตือนน้ำมันหมด คือ ควบคุมความเร็วของรถให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์ พยายามควบคุมความเร็วให้คงที่ เพื่อเป็นการลดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง โดยข้อควรปฏิบัติเมื่อน้ำมันใกล้หมด มีดังนี้

  1. หาปั๊มที่ใกล้ที่สุดเพื่อเติมน้ำมัน พยายามหาปั๊มที่อยู่ในรัศมีไม่เกิน 30-40 กม.
  2. อย่าเบรกบ่อย หรือ ลดความเร็วโดยไม่จำเป็น เพราะการเบรก ลด หรือเร่งความเร็วบ่อย ๆ จะทำให้ใช้พลังงานจากน้ำมันมากขึ้น
  3. พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ไฟฟ้าภายในรถทั้งหมด เพื่อลดพลังงานแบตเตอรี่ เช่น ปิดแอร์ ปิดวิทยุ เนื่องจากมีส่วนทำให้น้ำมันหมดเร็วเช่นกัน
  4. ปิดกระจก เพื่อไม่ให้ลมจากภายนอกเข้ามาภายในรถยนต์ เพราะลมที่เข้ามาจะทำให้มีอากาศในรถมากขึ้น ส่งผลให้รถต้องใช้แรงวิ่งมากขึ้นเพราะมีมวลอากาศอยู่ด้านใน
  5. หลีกเลี่ยงถนนที่มีการจราจรติดขัด หรือ เส้นทางที่มีหลุม บ่อ เพื่อลดการใช้พลังงานของเครื่องยนต์

หากน้ำมันหมดขึ้นมาจริงๆ จะทำอย่างไรดี?

ก่อนที่เครื่องยนต์จะดับจากสาเหตุ น้ำมันรถหมด จะมีอาการให้สังเกตุดังนี้ รถยนต์จะเกิดการกระตุกเหมือนเครื่องจะดับ เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ให้รีบขับรถไปยังพื้นที่ปลอดทันที หากขับอยู่เลนกลางให้ตบซ้ายชิดขอบฟุตบาททันที หรือหากอยู่บนทางด่วนแล้วเครื่องดับ ให้รีบโทรแจ้ง 1543 สายด่วนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ 1586 สายด่วนกรมทางหลวงได้เลยทันที หรืออีกช่องทางจาก Roadside Assistance ของรถที่คุณขับขี่ได้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ สิ่งที่ดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ํามันรถหมด ควรเติมน้ำมันให้เต็มถังไว้เสมอ หากเกิดปัญหาน้ำมันรถหมดจริง ๆ ก็สามารถนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้ในการขับขี่ได้ ปลอดภัย มีประโยชน์แน่นอน

ถ้าหากคุณกังวลในเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนน การทำประกันรถยนต์ชั้น 1 จะมอบความคุ้มครองที่ครอบคลุมมากกว่าประกันรูปแบบอื่น ซึ่งที่ Roojai เราการันตีเบี้ยประกันราคาดีที่สุด ผ่อนชำระเบี้ยประกันผ่านบัตรเดดิตได้ 10 งวด

และถ้าไม่อยากพลาดโปรโมชั่นใหม่ ๆ และเรื่องราวดี ๆ ก็สามารถติดตามเราได้ผ่านทาง Official Fanpage: Roojai.com หรือ add Official Line ของเราไว้ได้เลย

Carro-Roojai-Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

ปัญหาแอร์รถไม่เย็นที่ผู้ขับขี่หลาย ๆ คนมักพบเจอ จริงอยู่ที่ในช่วงออกรถใหม่ ๆ เปิดแอร์รถได้เย็นฉ่ำ แต่พอใช้งานไปได้สักปี 2 ปี แอร์รถไม่เย็นเหมือนเดิม ทั้ง ๆ ที่เร่งแอร์รถให้เย็นที่สุดแต่กลับรู้สึกไม่ค่อยเย็นแบบที่ควร หรือบางครั้งก็อาจจะเย็นเกินไป มันเป็นเพราะอะไร ? มีสาเหตุหลัก ๆ มาจากอะไร แล้วมีวิธีแก้ไขอย่างไร

Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

วันนี้ Roojai.com ได้รวบรวมสาระดี ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ในการรับมือกับปัญหาแอร์รถไม่เย็นด้วยตัวเองได้ แน่นอนว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้แอร์รถไม่เย็น แต่หากรู้สักนิดว่า ปัจจัยไหนที่ทำแล้วเสี่ยงต่อการทำให้แอร์รถเสีย ก็ควรเลี่ยง และโอกาสที่ต้องนั่งร้อนภายในรถก็คงมีน้อยลงเช่นกัน

ปัญหา แอร์รถไม่เย็น หากเกิดขึ้นบ่อย จะเป็นอย่างไร ?

อย่าปล่อยให้ปัญหาแอร์รถไม่เย็นเกิดขึ้นบ่อย ๆ เพราะไม่ส่งผลดีต่อคุณและรถยนต์ของคุณแน่ ๆ ควรรู้ไว้เลยว่าแอร์รถไม่เย็น แปลว่ารถยนต์ของคุณกำลังมีปัญหาและทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดน้อยลงด้วย เป็นคำตอบว่า แอร์รถไม่เย็นเกิดจากอะไร สามารถเกิดขึ้นได้กับรถยนต์ทุกคัน ไม่ว่าจะเป็นรถเก่าหรือรถใหม่ ซึ่งมีหลายสาเหตุ ผู้ขับขี่ส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรู้และไม่ค่อยให้ความสนใจ มองว่าอาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เชื่อไหมว่าแค่แอร์รถไม่เย็นสามารถส่งผลให้อายุการใช้งานของรถคุณสั้นลงกว่าปกติได้ ยังไม่รวมถึงปัญหาที่จะส่งผลให้รถเสียในภายหลังได้อีกมากมาย

Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

ปัจจัยหลักที่ทำให้ แอร์รถไม่เย็น เกิดจากอะไรได้บ้าง ?

แน่นอนว่าปัจจัยหลักๆ ที่ส่งผลให้ แอร์รถไม่เย็น มีแต่ลม มีหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นน้ำยาแอร์หมด สายท่อแอร์รั่ว ระบบระบายความร้อนไม่ดี ลูกสูบคอมเพรสเซอร์หลวม คลัทช์คอมเพรสเซอร์จับไม่สนิท และอื่นๆ อีกหลายปัจจัย แต่เพื่อให้คุณแน่ใจว่ารถยนต์ของคุณแอร์ไม่เย็นหรือผิดปกติไหม ? ลองเช็คดูว่าตอนนี้กำลังประสบปัญหาเหล่านี้อยู่หรือไม่ ดังนี้

1.น้ำยาแอร์ขาดหรือหมด

น้ำยาแอร์ขาดหรือหมดก็เป็นปัญหาหลักที่ทำให้แอร์รถไม่เย็นได้ เพราะจะทำให้แอร์เย็นน้อยหรือไม่เย็นเลย จะมีแต่ลมร้อนๆ ออกมาจากช่องแอร์ วิธีแก้ไขให้ลองสตาร์ทเครื่องแล้วเปิดระบบเครื่องปรับอากาศปุ่ม A/C เพื่อให้คอมเพรสเซอร์ทำงาน แล้วส่องดูในช่องตรวจสอบน้ำยาที่อยู่ระหว่างแผงระบายความร้อนทางด้านหน้ารถ หากเห็นเป็นฟองอากาศเล็ก ๆ สีขาว แสดงว่าน้ำยาแอร์กำลังจะหมดให้รีบเติมน้ำยาทันที

2. ตู้แอร์ สายท่อแอร์ หรือข้อต่อต่าง ๆ เกิดรอยรั่วซึม

หากตู้แอร์ สายท่อแอร์ หรือข้อต่อต่าง ๆ เกิดรอยรั่ว ก็ส่งผลให้แอร์รถไม่เย็นได้ เพราะจะทำให้ค่าแรงดันของน้ำยาแอร์ตก ลองตรวจสอบได้โดยการนำน้ำสบู่หรือน้ำแชมพูมาตีให้เป็นฟองแล้วนำไปทาตามข้อต่อต่าง ๆ ของระบบแอร์ เมื่อทาทั่วแล้วให้สังเกตว่าตรงจุดไหนเกิดเป็นฟองอากาศลอยขึ้นมา แสดงว่าจุดนั้นเกิดการรั่วซึมอยู่ ให้ทำการขันให้แน่น

3. ระบบระบายความร้อนบนแผงคอยล์ร้อนไม่ดี

เป็นอีกสาเหตุที่พบบ่อย ลองเช็คโดยการเปิดฝากระโปรงรถ ติดเครื่องยนต์ และเปิดแอร์ไว้ เมื่อคอมเพรสเซอร์รถยนต์ทำงาน ลองสังเกตดูพัดลมหน้าแผงคอยล์ร้อนว่าหมุนช้าหรือมีเสียงดังไหม? หากมีปัญหาต้องเปลี่ยนพัดลมใหม่ หรือถ้าแผงคอยล์ร้อนสกปรกก็ต้องทำความสะอาดเพื่อให้การระบายความร้อนของน้ำยาแอร์ทำงานได้ดีขึ้น ระบบแอร์ก็จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

4. ลูกสูบภายในคอมเพรสเซอร์หลวมไม่มีกำลังอัด

แอร์รถไม่เย็น สาเหตุ มาจากปัญหาลูกสูบคอมเพรสเซอร์หลวม เพราะถ้าลูกลูกสูบคอมเพรสเซอร์หลวมจะทำให้ระดับความดันของน้ำยาแอร์มีน้อย เมื่อมีน้อยส่งผลให้มีปริมาณน้ำยาแอร์ฉีดเข้าคอยล์เย็นได้ไม่เพียงพอ ทำให้แอร์รถไม่เย็นในที่สุดนั่นเอง ลองเช็คโดยการติดเครื่องยนต์แล้วเปิดแอร์ แล้วลองเร่งเครื่องยนต์แล้วแอร์เย็น แสดงว่าลูกสูบคอมเพรสเซอร์หลวม โดยปกติจะต้องไม่เย็นขึ้นตอนเร่งเครื่องยนต์ ต้องแก้ไขโดยการเปลี่ยนลูกสูบใหม่ทันที

5. ชุดวาล์ว และดรายเออร์อุดตัน หรือเสื่อมคุณภาพ

เมื่อชุดวาล์วและดรายเออร์อุดตันหรือเสื่อมคุณภาพลง ส่งผลให้แอร์รถไม่เย็นได้เท่าที่ควร อาจเย็นบ้าง ไม่เย็นบ้าง เพราะเมื่อชุดวาล์วและดรายเออร์อุดตันจะทำให้แรงดันน้ำยาแอร์ที่ออกจากคอมเพรสเซอร์ไหลผ่านเข้าคอยล์เย็นได้ไม่ดี เมื่อมีน้อยส่งผลให้มีปริมาณน้ำยาแอร์ฉีดเข้าคอยล์เย็นได้ไม่เพียงพอ ทำให้ระบบแอร์ทำงานได้ไม่เต็มที่ แอร์รถจึงไม่ค่อยเย็นนั่นเอง ลองเช็คโดยการติดเครื่องยนต์แล้วเปิดแอร์ หากแอร์ไม่ค่อยเย็นและมีเสียงดัง ลองเร่งเครื่องยนต์แล้วสังเกตุดูว่าแอร์มีความเย็นขึ้นไหม หากเร่งเครื่องแล้วเย็นขึ้น นั่นแปลว่าชุดวาล์วและดรายเออร์เกิดการอุดตัน ต้องถอดเปลี่ยนชุดวาล์วและดรายเออร์ใหม่

6. คลัตช์คอมเพรสเซอร์จับไม่สนิท

ปัญหาคลัตช์คอมเพรสเซอร์จับไม่สนิท หรือปัญหาคลัตช์ลื่น เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้แอร์รถเย็นบ้าง ไม่เย็นบ้าง หรือบางทีอาจจะไม่มีความเย็นเลย มีแต่ลมออกมาจากช่องแอร์ ซึ่งเกิดจากกระแสไฟที่ส่งเข้ามายังคลัตช์แม่เหล็กมีปริมาณน้อย ไม่เพียงพอที่จะทำให้คลัตช์คอมเพรสเซอร์ติดเข้ากับมูลเลย์ได้ หรือติดได้แต่อาจไม่แน่นพอ เกิดการฟรีในบางจังหวะ ทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้แอร์รถเย็นบ้าง ไม่เย็นบ้าง สามารถแก้ไขโดยการเช็ค 3 จุดนี้ คือ

  • ลองเช็คดูว่าระบบสายไฟที่ส่งมายังคลัตช์คอมเพรสเซอร์นั้นทำงานปกติไหม? บกพร่องหรือไม่
  • ลองเช็คชุดสวิตช์ระดับเซ็นเซอร์ที่ทำหน้าที่ควบคุมความเย็นว่าทำงานปกติไหม หรือมีการเสื่อมสภาพ
  • ทำการปรับแต่งหน้าคลัตช์ให้เรียบเสมอ และตั้งระยะคลัตช์ใหม่ (การติดตั้งคลัตช์ใหม่จะมีค่าใช้จ่ายสูง)

7. สายพานคอมเพรสเซอร์หย่อนมากเกินไป

หากสายพานคอมเพรสเซอร์แอร์หย่อนมากเกินไป ก็เป็นปัญหาหลักที่ทำให้แอร์ไม่เย็นได้ เพราะจะทำให้คอมเพรสเซอร์ที่กำลังทำงานอยู่เกิดการฟรีได้ ส่งผลให้ไม่สามารถที่จะฉุดให้คอมเพรสเซอร์หมุนได้ ลองเช็คโดยการติดเครื่องยนต์แล้วเปิดแอร์ จากนั้นสังเกตุดูว่าหากมีอาการคอมเพรสเซอร์ทำงานอยู่แล้วเกิดเสียงดัง ส่งผลให้แอร์รถไม่ค่อยเย็นหรือไม่มีความเย็นเลย สามารถแก้ไขโดยการปรับระดับสายพานให้ตึงขึ้น แต่ต้องระวัง หากสายพานมีรอยแตกหรือฉีกขาดควรเปลี่ยนเส้นใหม่ ไม่ควรใช้เส้นเดิม

8. การใช้น้ำยาแอร์ที่ผิดประเภท

การเลือกใช้น้ำยาแอร์ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ควรให้ความสนใจ เพราะนอกจากจะส่งผลให้ แอร์รถไม่เย็น แล้ว ยังสร้างความเสียหายให้กับเครื่องยนต์ได้อีกด้วย รวมถึงการเลือกใช้น้ำยาแอร์ผิดประเภทหรือใช้น้ำยาแอร์ที่ผสมน้ำยาปลอมมา จะส่งผลเสียต่อระบบแอร์รถยนต์ได้ ทำให้อุปกรณ์ในระบบแอร์รถยนต์เกิดความเสียหาย เนื่องจากไม่สามารถทนแรงดันสูงที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้ออกแบบไว้ ยังทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ภายในเครื่องยนต์ค่อยๆ เสียหายและหมดอายุการใช้งานก่อนกำหนด

Why-Air-Conditioner-In-Car-Not-Cold

ทั้งหมดนี้เป็นต้นเหตุที่ทำให้ แอร์รถไม่เย็น ซึ่งคุณสามารถเช็คอาการเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง และนำวิธีแก้ไขของแต่ละสาเหตุไปใช้กับรถยนต์ของคุณได้ เพราะหากพบว่ามีอาการใดอาการหนึ่งที่เราได้บอกไป ให้รีบทำการแก้ไขและซ่อมแซมทันที เพื่ออายุการใช้งานของรถที่ยาวนานขึ้น และประสิทธิภาพในการขับขี่รถยนต์ที่ดีของคุณ หากรถยนต์มีประสิทธิภาพที่ดี ความปลอดภัยในการขับขี่ก็ดีตามไปด้วยเช่นกัน

แต่ถ้าอยากได้รับความคุ้มครองในกรณีเกิดเหตุที่คาดไม่ถึงจากการใช้รถใช้ถนน ก็อย่าลืมทำประกันรถยนต์ให้กับรถคู่ชีพของคุณด้วย เพราะอุบัติเหตุเกิดขึ้นได้เสมอ และเมื่อคุณมีประกันรถยนต์ที่ครอบคลุมเอาไว้ด้วยแล้ว ก็จะช่วยให้คลายความกังวลใจไปได้ ที่ Roojai.com ประกันรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ออนไลน์ ซื้อง่าย ราคาดี และเชื่อถือได้ พร้อมชำระเบี้ยแบบผ่อนได้ด้วยสูงสุด 10 งวดผ่านบัตรเดบิต ซื้อประกันออนไลน์ที่ Roojai.com คุ้มครองทันที ราคาดีโดนใจ

และถ้าไม่อยากพลาดโปรโมชั่นใหม่ ๆ และเรื่องราวดี ๆ ก็สามารถติดตามเราได้ผ่านทาง Official Fanpage: Roojai.com หรือ add Official Line ของเราไว้ได้เลย

To-Do-List-When-Buying-New-Car

ว่าด้วยการ ซื้อรถใหม่ รถใหม่ราคาถูก ที่จัด “โปรฯ แรง” ราคารถใหม่ที่เงินดาวน์รถต่ำ ผ่อนรถถูก จะซื้อรถด้วยเหตุผลแค่นี้อาจยังไม่พอ เพราะก่อนคุณเป็นเจ้าของรถสักคันอาจต้องทำการบ้านสักหน่อย เมื่อรถไม่ใช่ราคาบาทสองบาท ถ้าจ่ายเงินเป็นหลักแสนหลักล้านแต่ได้รถที่ไม่คุ้มค่าคุ้มราคา จะเอาไปเปลี่ยนเหมือนเสื้อผ้าที่ใส่ไม่ได้ก็คงไม่ใช่ คุณว่าจริงมั้ย ?

To-Do-List-When-Buying-New-Car

ดังนั้น Roojai.com จึงอยากพาคุณไปดูกันกับ “สิ่งที่ต้องทำ” To Do List ก่อนที่คุณจะตัดสินใจซื้อรถใหม่สักคัน ไม่ยาก เพียงตอบคำถามง่าย ๆ คุณก็จะได้มาซึ่งรถคันที่ถูกใจตอบโจทย์ในการใช้งานมากที่สุดแล้ว ซื้อรถใหม่ ต้องดูอะไรบ้าง วันนี้เรามีคำตอบมาให้แล้ว

ซื้อรถใหม่ ต้องไม่ลืมทำเช็คลิสต์ต่อไปนี้

สิ่งแรกใน ขั้นตอนการซื้อรถใหม่ ป้ายแดงทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่คุณต้องตอบคำถามของตัวเองเกี่ยวกับรถคันที่กำลังสนใจซื้อตามเช็คลิสต์ต่อไปนี้ ดูว่าทำแล้วหรือยัง ซึ่งคำถามที่สำคัญจะมีดังต่อไปนี้

1. เช็คลิสต์งบประมาณในการซื้อรถอยู่ที่เท่าไร

สำคัญที่สุดใน การซื้อรถใหม่ นั่นก็คือเรื่องของงบประมาณในการซื้อ ถ้าคุณตอบได้ในข้อนี้ ตัวเลือกรถที่ชัดเจนขึ้นก็จะมากกว่าเดิม หาได้แค่ว่าฉันชอบรถรุ่นนั้น คันนี้สวยดี หรือกำลังจัดโปรเร้ากระชากใจดาวน์ 0% ผ่อนถูกสบาย ๆ แบบนั้นไม่ได้ เพราะคุณจะต้องรู้งบประมาณในการซื้อรถของคุณก่อนว่าอยู่ที่เท่าไร (หรือพอใจที่จะเป็นหนี้แค่ไหน) ในกรณีที่ซื้อผ่านไฟแนนซ์

2. เช็คลิสต์ว่ารถประเภทไหนที่คุณต้องการ “จริงๆ”

ต่อไปที่ต้องเช็คลิสต์กันก็คือเรื่องของประเภทรถ ซึ่งในตลาดบ้านเรามีที่นิยมอยู่หลายประเภทแตกต่างตามการใช้งาน และคำถามที่คุณต้องตอบให้นั้นก็คือ คุณจะซื้อรถไปทำอะไรเป็นหลัก เน้นโดยสารคนหรือบรรทุกของใช้ประกอบอาชีพ เป็นรถสำหรับครอบครัวโดยสารหลายคนหรือเน้นขับไปทำงานใช้ 1-2 คนเป็นประจำมากกว่า ถ้าตรงนี้ชัด รถที่ใช่สำหรับคุณก็จะชัดเจนมากขึ้นตามว่าเป็นรุ่นไหน แบรนด์อะไร

To-Do-List-When-Buying-New-Car

3. เช็คลิสต์ศูนย์บริการใกล้บ้านว่ามีมั้ยด้วย

ข้อนี้คงต้องโฟกัสไปที่เรื่องของแบรนด์รถหรือยี่ห้อ โดยเฉพาะสาว ๆ ที่บางทีการแก้ปัญหาเกี่ยวกับรถคือการเลี้ยวเข้าศูนย์บริการเป็นหลัก ดังนั้นเรื่องศูนย์บริการเพื่อการตรวจเช็คสภาพหรือแก้ปัญหาเกี่ยวกับรถจึงมีความสำคัญด้วยไม่น้อย เพราะบางทีคุณอาจได้รถที่ใช่ตรงใจออกมาแล้ว แต่ติดที่แบรนด์รถนั้น ๆ มีศูนย์บริการอยู่ไกลบ้านเกินไปก็อาจทำให้ต้องเปลี่ยนใจไปเป็นรถตัวเลือกที่ 2-3 ได้ด้วยเหมือนกัน

4. เช็คลิสต์ “ฟีล” การใช้งานจริงเมื่อทดลองขับ

อีกขั้นตอนสำคัญของการซื้อรถใหม่ ป้ายแดง ราคาถูก และให้ถูกจริตคุณมากที่สุดจะต้อง “ทดลองขับ” ทดลองการใช้งานเหมือนใช้รถจริง การขับขี่เป็นอย่างไรเมื่อนำรถไปใช้จริง อัตราเร่งโอเคมั้ย ห้องโดยสารกว้างพอสำหรับคุณหรือเปล่า การทดลองขับนี้จะช่วยตอบทุกคำถามให้คุณได้หมดในนี้

5. เช็คลิสต์เงินดาวน์ที่มีและยอดค่างวดที่ไหวไม่หนักเกินไป

ซื้อรถป้ายแดงถ้าไม่มีโปรเร้าใจอะไรให้ตื่นตา อย่างดาวน์ 0% ก็จะต้องมีเรื่องเงินดาวน์เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งคุณต้องมีเตรียมไว้ 15%-30% หรือมากกว่านั้นของราคารถ คุณมีอยู่เท่าไร เตรียมไว้แค่ไหน อย่าลืมว่า! ยิ่งดาวน์มากค่างวดผ่อนก็จะยิ่งถูกลง ระยะเวลาในการผ่อนก็สั้นลง เช่นเดียวกันกับยอดค่างวดที่ผ่อนไหวคุณก็ต้องรู้ประมาณตัวเองได้ด้วยว่าต้องไม่หนักอึ้งจนเกินไป เพราะไม่เช่นนั้นจะเข้าอีหรอบประมาณว่ามีรถใหม่ป้ายแดงขับ แต่ชีวิตความเป็นอยู่กลับแย่ลงกว่าเดิมได้เพราะเอาเงินไปผ่อนค่ารถหมดนั่นเอง

To-Do-List-When-Buying-New-Car

6. เช็คลิสต์เอกสารซื้อรถ มีอะไรบ้างที่คุณต้องเตรียม

สมมติว่าเมื่อได้ออกมาแล้วสำหรับรถคันที่ตรงใจคุณมากที่สุด จะไปซื้อละก็ต้องมีการเตรียมเอกสารต่าง ๆ ไปด้วย เช็คลิสต์ให้ดีเตรียมให้พร้อม และต่อไปนี้คือเอกสารซื้อรถที่คุณจะต้องใช้เมื่อซื้อรถป้ายแดง มีอะไรบ้างไปดูกันเลย

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • หนังสือรับรองเงินเดือน หนังสือรับรองการทำงาน หรือสลิปเงินเดือน
  • สเตทเมนต์เงินเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน

7. เช็คลิสต์เตรียมค่าประกันภัยรถยนต์เอาไว้ด้วย

ซื้อรถป้ายแดง รถยนต์ จากศูนย์ใหม่ ๆ เขาจะบังคับให้ทำประกันกับทางศูนย์ซึ่งคุณอาจเลือกประกันรถยนต์ไม่ได้ในปีแรก และในส่วนนี้คุณจำเป็นจะต้องมีเตรียมไว้ด้วยในกระเป๋า ราคาของประกันก็จะอยู่ประมาณ 10,000-30,000 บาท/ปี โดยเฉลี่ย คุณต้องมีเตรียมไว้ในกระเป๋าด้วยเพิ่มเติมจากเงินดาวน์

ข่าวดีก็คือถ้าใช้รถเข้าปีที่สองแล้ว คุณก็สามารถ เลือกประกันรถยนต์ ได้ด้วยตัวเองเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานและงบประมาณได้มากขึ้น แนะนำ! เลือกซื้อประกันรถยนต์ออนไลน์ จาก Roojai.com ที่มีให้เลือกเยอะกว่า ปรับแต่งแผนกรมธรรม์เองได้ตามที่คุณใช้งานจริง ที่สำคัญยังผ่อนได้นานสูงสุดถึง 10 งวด สบาย ๆ ไม่บล็อกวงเงิน ผ่อนผ่านบัตรเดบิตก็ได้อีกด้วย ช่วยให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นเรื่องง่ายมากกว่าเดิมที่ต้องจ่ายตู้ม! เดียวเป็นหลักหมื่น

ซื้อรถใหม่ ป้ายแดง “ให้คุ้มกว่า” ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงทำเช็คลิสต์ตามที่เรานำมาฝากนี้ คุณก็จะได้รถที่ตอบโจทย์ตรงใจมากกว่าแค่รถใหม่ธรรมดาคันหนึ่งแล้ว ก่อนเลือกซื้อรถ ลองนำไปใช้กันดูกับสิ่งที่ต้องทำ รับประกันว่ารถคันใหม่ที่คุณขับนี้จะคุ้มค่า ไม่มีคำว่า “คิดผิด” เข้ามารบกวนใจอย่างแน่นอน

Pros-And-Cons-About-New-Mag-Wheel

สิ่งหนึ่งที่นิยมทำกันเพื่อช่วยเพิ่มความสวยงามหรือเสริมความเท่ห์ให้กับรถคันเก่งของคุณก็คือ การเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ ซึ่งโดยทั่วไปจะนิยมเพิ่มขนาดความกว้างของล้อแม็กไปพร้อมๆ กับการใช้ชุดแต่งสเกิร์ต เพื่อทำให้รถดูโหลดเตี้ยลงอีกนิด ถือเป็นการปรับโฉมยอดนิยมที่ “เพิ่มความคูล” ให้กับรถของคุณได้แบบผิดหูผิดตา

แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ที่คุณอาจจะยังนึกไม่ถึง มีด้วยกันอยู่หลายข้อ ไม่นับรวมกับค่าใช้จ่ายหลักหมื่นที่เพิ่มขึ้นมาจากการซื้อแม็กทั้ง 4 ล้อ ยิ่งถ้าหากเลือกวัสดุทำสีพิเศษ แล้วเป็นอัลลอยน้ำหนักเบาด้วยแล้วล่ะก็ ต้นทุนค่าทำสวยครั้งนี้ก็หมดไปไม่น้อยเลยทีเดียว

โดยสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนเปลี่ยนล้อแม็กนั้น เป็นสิ่งที่คุณควรพิจารณาร่วมกับขนาดของล้อแม็กที่ต้องการจะเปลี่ยน เพราะว่าส่งผลกับความปลอดภัยในการขับขี่ของคุณได้นั่นเอง

การขับขี่หลังจากเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์

ทั่วไปแล้วคนมักจะมีความเข้าใจว่า การเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งก็จะต้องใช้ยางรถยนต์ที่มีหน้ายางกว้างขึ้นกว่าเดิมด้วยนั้น จะช่วยให้รถของคุณเกาะถนนได้ดีขึ้นกว่าเดิม เรื่องนี้ก็มีความจริงอยู่ แต่ว่าก็ไม่ได้เป็นแบบนี้ในทุกกรณี เนื่องจากต้องพิจารณาในเรื่องของกำลังแรงม้า และขนาดของล้อแม็กที่คุณเลือกด้วย เพราะว่าถ้าผิวสัมผัสของหน้ายางกับพื้นถนนมีมาก อีกทั้งกำลังส่งหรือเครื่องยนต์ของรถคุณนั้นมีกำลังไม่มากพอ จะเกิดอาการ “พวงมาลัยรถหนัก”

อาการที่ว่านี้จะทำให้คุณขับขี่ไม่คล่องตัวเหมือนเดิม การบังคับพวงมาลัยรถเพื่อเลี้ยวจะทำได้ลำบากขึ้น เรียกง่ายๆ ว่า เกิดแรงต้านมากขึ้น เพราะล้อทั้ง 4 ล้อมีผิวสัมผัสกับถนนเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้จะทำให้คุณรู้สึกว่ารถเกาะถนนดีขึ้น แต่กลับไม่สามารถบังคับพวงมาลัยรถได้ง่ายเหมือนเดิม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้เมื่อมีการเปลี่ยนเลนในระยะกระชั้นชิด รวมไปทั้งการถอยรถเข้าจอดในซองก็จะค่อนข้างลำบาก

Pros-And-Cons-About-New-Mag-Wheel

ข้อเสียของการเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ มีอะไรบ้าง? ไปดูกัน

นอกจากปัญหาเรื่องการบังคับรถยาก ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุระหว่างขับขี่ได้แล้วนั้น ข้อเสียของการเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ที่คุณควรรู้เอาไว้ก่อนตัดสินใจ ยังมีด้วยกันอีกหลายข้อ ดังนี้

  • ทำให้ช่วงล่างแข็งขึ้น

โดยทั่วไปเมื่อยางมีขนาดใหญ่ขึ้น แก้มยางก็จะเตี้ยลง ผลที่ตามมาก็คือ ช่วงล่างจะแข็งขึ้น ไม่นุ่มสบายเหมือนกับที่โรงงานตั้งค่ามาให้ตั้งแต่ต้น แก้มยางที่บางลงจะส่งผลโดยตรง กับการซับแรงกระแทกหรือแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนน ถ้าหากโชคร้ายขับรถตกหลุมด้วยความเร็วสูงล่ะก็ โอกาสเสี่ยงที่ยางระเบิดจะมีสูงด้วยเช่นกัน ในกรณีที่เลวร้ายมาก ๆ อาจทำให้ “ล้อดุ้ง” เลยก็มี

  • ออกตัวอืดและมีอัตราเร่งแย่ลง

ล้อและยางที่มีขนาดใหญ่ขึ้นนั้น จำเป็นต้องใช้แรงบิดจากเครื่องยนต์มากขึ้นกว่าเดิม เพื่อไปกระทำต่อล้อและส่งกำลังให้ล้อหมุนไปข้างหน้าได้ จึงส่งผลให้รถออกตัวได้อืดกว่าเดิม รวมถึงในกรณีที่ต้องการเร่งแซง คุณจำเป็นที่จะต้องเหยียบคันเร่งมากขึ้น เพื่อเร่งให้รถวิ่งได้เร็วขึ้นตามที่ต้องการ เพราะพื้นผิวสัมผัสของยางรถยนต์ กับพื้นถนนมีมาก จึงเร่งเครื่องรถยนต์ ได้ไม่ดีเท่ากับล้อมาตรฐานที่มาจากโรงงาน

  • กินน้ำมันมากกว่าเดิม

ผลที่ตามมาจากการที่ต้องเร่งเครื่องยนต์ให้แรงขึ้นเพื่อให้รถวิ่งได้ในความเร็วที่ต้องการ แน่นอนว่ารถจะกินน้ำมันมากขึ้น เพราะเกิดพื้นที่เสียดทานระหว่างหน้ายางและผิวถนน มากกว่าเดิม จึงต้องใช้กำลังเครื่องยนต์มากกว่าเดิมในการขับเคลื่อน โดยทั่วไปจะสิ้นเปลืองเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการขับรถของแต่ละคนด้วย

  • ไมล์ความเร็วอ่านค่าผิดเพี้ยน

การตั้งค่าไมล์ความเร็วของวิศวกรจากโรงงาน จะตั้งค่าเรือนไมล์ให้มีความเร็วถูกต้องตรงตามขนาดล้อและยางของรถแต่ละรุ่น สเปคตามโรงงาน แต่ถ้าคุณนำรถไปเปลี่ยนแม็กและยางเอง จะทำให้เกิดปัญหาที่เรียกว่า “ไมล์แข็งขึ้น” หรือความเร็วบนหน้าปัดที่แสดงนั้น น้อยกว่าความเร็วจริงที่คุณขับขี่อยู่ ซึ่งจะส่งผลให้คุณได้รับใบสั่งที่บอกว่า ขับด้วยความเร็วเกินกำหนดแบบไม่รู้ตัว

  • ค่าบำรุงรักษาแสนแพง

เมื่ออยากได้รถสวยก็ต้องทำใจ เรื่องนี้เป็นความจริงเกี่ยวกับยางรถยนต์ด้วย เพราะยางที่ใหญ่ขึ้น จะมีราคาสูงกว่ายางขนาดปกติพอสมควรเลย เมื่อถึงอายุการใช้งานที่จะต้องเปลี่ยนยางแต่ละครั้ง มีค่าใช้จ่ายหลักหมื่นรออยู่แน่นอน และถ้าหากคุณไม่ได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ตัวเมือง ยางบางรุ่นก็จะกลายเป็นของหายากโดยปริยาย เพราะที่ร้านก็จะไม่ค่อยสต๊อกยางแต่งในลักษณะนี้เอาไว้เท่าไหร่

ถึงแม้ข้อเสียของการแต่งล้อแม็กรถยนต์นั้นจะมีด้วยกันอยู่หลายข้อ แต่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเสียทีเดียว เพราะการเลือกขนาดของล้อแม็กที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย จะช่วยให้รถของคุณมีสมรรถนะในการขับขี่ที่ดีขึ้น

Pros-And-Cons-About-New-Mag-Wheel

แล้วข้อดีของการเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์ล่ะ มีอะไรบ้าง?

ในวงการยานยนต์เริ่มมีการใช้ล้อขนาดใหญ่ขึ้น เนื่องจากทางวิศวกรมีความต้องการที่จะเช็กรถให้มีความสามารถในการขับขี่มากขึ้น อีกทั้งต้องการเพิ่มความสวยงามโดดเด่นให้กับรถรุ่นใหม่ ๆ ให้มีความสะดุดตามากกว่า ดังนั้นจึงเป็นที่ยอมรับกันดีว่า การเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์นั้นมีข้อดีด้วยกันหลายอย่าง ดังนี้

  • เพิ่มความสวยงามสะดุดตา

การเปลี่ยนล้อแม็กให้มีขนาดใหญ่ขึ้น จะช่วยให้ล้อดูเต็มซุ้ม ไม่มีพื้นที่ช่องว่างระหว่างซุ้มล้อกับยาง ดูแล้วสวยงาม อีกทั้งยังสามารถบ่งบอกถึงคาแรกเตอร์ของเจ้าของรถ หรือให้ความรู้สึกที่เป็นเอกลักษณ์เกี่ยวกับรถคันนั้นได้อีกด้วย ไม่ต่างจากการทำสีรถเลย

  • เพิ่มการเกาะถนนให้ดียิ่งขึ้น

อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่าเมื่อแต่งล้อแม็กรถยนต์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ก็จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนยางที่มีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ขนาดยางที่มีหน้าสัมผัสเพิ่มมากขึ้น จะทำให้รถสามารถเกาะถนนได้ดีขึ้นกว่าเดิม เข้าโค้งได้ดีกว่าเก่า เพราะพื้นสัมผัสที่เพิ่มขึ้นในทั้ง 4 ล้อ รวมไปถึงแก้มยางที่เตี้ยลง จะช่วยลดการโยนตัวในระหว่างที่เข้าโค้งด้วยความเร็วนั่นเอง

  • เบรกดีกว่าเดิม

คุณจะได้ประสิทธิภาพของระบบเบรกที่ดีขึ้นกว่าเดิมซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการใช้ยางที่มีหน้าสัมผัสใหญ่ขึ้น เมื่อคุณเหยียบเบรก จะสามารถสั่งห้ามล้อหรือลดความเร็วได้ดีกว่าเก่า ทำให้เกิดความรู้สึกมั่นใจและปลอดภัยกว่าเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการขับรถทางไกล ที่ใช้ความเร็วสูงสม่ำเสมอในการเดินทาง

เมื่อคุณรู้แล้วว่าข้อดีและข้อเสียของการเปลี่ยนล้อแม็กรถยนต์เป็นอย่างไร เมื่อต้องการเลือกที่จะเปลี่ยนล้อ ก็อย่าลืมคำนึงถึงขนาดของล้อแม็กที่ไม่ใหญ่จนเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดความปลอดภัยและได้สมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นกว่าการใช้ล้อและยางมาตรฐานที่มาจากโรงงาน โดยในส่วนของความสิ้นเปลืองอัตราการใช้น้ำมันที่มากขึ้นนั้น ก็จะเป็นรายจ่ายคงที่ที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องเรื่อย ๆ ส่วนค่าใช้จ่ายสำหรับการบำรุงรักษาตามระยะทาง ก็จะโดนเป็นแบบครั้งคราวไป

และถ้าหากคุณอยากขับขี่และใช้รถใช้ถนนได้อย่างอุ่นใจ ก็อย่าลืมมองหาการคุ้มครองด้วยการซื้อประกันรถยนต์ที่เหมาะสมกับลักษณะการขับขี่ของคุณ ที่ Roojai.com เรามีประกันรถยนต์หลากหลายรูปแบบ รวมถึงประกันมอเตอร์ไซค์และบิ๊กไบค์สำหรับชาวไบค์เกอร์อีกด้วย เพียงกรอกข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับรถและผู้ขับขี่ สามารถเช็คเบี้ยประกันและความคุ้มครองของประกันแต่ละรูปแบบ พร้อมทั้งซื้อได้ภายใน 5 นาที พร้อมผู้เชี่ยวชาญที่จะคอยให้คำปรึกษากับคุณ เพื่อเลือกแผนประกันรถยนต์ที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด

และถ้าหากไม่อยากพลาดโปรโมชั่นใหม่ๆ และเรื่องราวดีๆ ก็สามารถ Add Official Line ของเราได้ที่ http://nav.cx/8tzQPw8

Prevent-Back-Pain-While-Driving

ขับรถบ่อย ๆ นั่งอยู่หลังพวงมาลัยวันละหลาย ๆ ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการขับฝ่ารถติดในคืนวันศุกร์แห่งชาติ หรือเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัด หากคุณไม่ได้ปรับท่านั่งในการขับรถให้ดี ระวังจะมีปัญหาปวดหลัง ปวดเอวเมื่อเดินทางถึงที่หมาย ซ้ำร้ายกว่านั้น หากต้องขับรถในท่าทางที่ไม่ถูกต้องอยู่เป็นประจำ อาจส่งผลให้ปวดหลังเรื้อรัง อีกทั้งอาจทำให้ขับรถไม่ปลอดภัยอีกด้วย เราจึงได้รวบรวมเทคนิคขับรถไม่ให้ปวดหลัง ซึ่งจะช่วยให้คุณมีท่าทางในการขับรถที่ถูกต้องเมื่ออยู่หลังพวงมาลัย ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถขับรถได้อย่างสบาย อีกทั้งยังเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ด้วยเช่นกัน

Prevent-Back-Pain-While-Driving

มานั่งขับรถให้ถูกวิธีกันดีกว่า Roojai.com จะพาทุกคนไปดูวิธีปรับท่านั่งบนรถให้ถูกวิธี หนีอาการปวดหลังเมื่อต้องอยู่บนรถนาน ๆ วิธีการจะเป็นอย่างไร ตามไปดูกันเลย

ขับรถไม่ให้ปวดหลัง เรื่องง่าย ๆ แค่ปรับเบาะกับท่าทาง

คนขับรถหลาย ๆ คนมักจะเข้าใจผิดว่าการขับรถให้สบายนั้น ควรจะปรับเอนหลังเบาะลงไปเยอะหน่อย แล้วนั่งพิงหลังไป วางแขนวางเท้าให้สบาย จะทำให้สามารถขับรถได้ผ่อนคลายและร่างกายไม่เมื่อยล้า ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับการปรับเบาะไม่ให้ปวดหลัง เพราะการขับรถนั้น ร่างกายหลาย ๆ ส่วนต้องทำงานให้สอดคล้องกัน เพื่อควบคุมรถของคุณให้ขับเคลื่อนไปได้อย่างปลอดภัย ใช้สายตาในการมองจ้องไปบนท้องถนนตลอดเวลา แขนทั้งสองข้างถือพวงมาลัย เตรียมเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เปลี่ยนเกียร์ และต้องใช้เท้าในการเหยียบคันเร่ง เหยียบเบรก เพื่อขับเคลื่อนรถไปข้างหน้า

ซึ่งถ้าคุณปรับเบาะเอนหลังต่ำจนเกินไป การมองเห็นของคุณก็จะทำได้ไม่ดี เหลือพื้นที่กระจกให้คุณสามารถมองเห็นได้น้อยลง จะมองกระจกข้างทีก็ต้องยกตัวขึ้นมา ชะโงกหน้า เอี้ยวตัวหลายครั้งกว่าจะเห็นจนชัด ต้องเอื้อมมือหรือยืดแขนมาบังคับพวงมาลัย ซึ่งส่งผลให้ต้องเกร็งแขนยกไหล่ตลอดเวลาที่ขับรถ เท้าเหยียบคันเร่ง เหยียบเบรกไม่ถนัด เพราะถอยเบาะไกลจากคันเร่งเกินไป ทำให้ต้องเกร็งขาเอาไว้ตลอดเวลาที่ขับรถ ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุในการขับรถอีกด้วย เพราะท่าทางที่ไม่ถูกต้องส่งผลให้บังคับรถได้ไม่ดีเท่าที่ควร

Prevent-Back-Pain-While-Driving

ดังนั้น การปรับเบาะ ปรับท่าทางในการขับรถของคุณให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม จะช่วยลดอาการเกร็งส่วนต่าง ๆ เพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองของร่างกายเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ช่วยให้มองเห็นถนนได้ดียิ่งขึ้น ลดการเอี้ยว การเอื้อม เพื่อมองกระจกข้าง กระจกหลังให้เห็นได้ชัดเจน โดยมีเทคนิคง่าย ๆ ดังนี้

  1. ปรับพนักพิงเอนหลังเล็กน้อยก็พอ

สำหรับองศาของพนักพิงเอนหลังจะอยู่ที่ประมาณ 110 องศา ซึ่งจะไม่ใช่การเอนเบาะลงไปมาก ๆ อย่างที่คุณเข้าใจว่าจะทำให้เกิดความสบาย แต่การปรับเบาะตามคำแนะนำนี้ จะช่วยให้คุณมีระยะในการมองเห็น หรือได้ทัศนวิสัยข้างหน้าสมบูรณ์ที่สุด ช่วยลดการชะเง้อ เบี่ยงตัว หันซ้าย หันขวา รวมทั้งไม่ต้องเอื้อมไปจับพวงมาลัยให้หัวไหล่ถูกใช้งานหนักตลอดเวลาด้วย

  1. ปรับเบาะนั่งขับรถ ให้ห่างแบบพอดี

การเลื่อนเบาะออกไปห่างจนเกินไป ส่งผลให้คุณจับพวงมาลัย และเหยียบคันเร่งได้ไม่ถนัด ซึ่งอาจจส่งผลให้เหยียบเบรกได้ไม่สุด หรือตอบสนองได้ไม่ดีเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น การเลื่อนเบาะให้อยู่ในระยะที่พอดี สามารถเหยียบคันเร่งและเบรกได้แบบเต็ม ๆ เท้า หัวเข่างอเล็กน้อย ช่วงแขนถึงพวงมาลัยอยู่ในระยะที่จับพวงมาลัยได้ถนัด สามารถบังคับทิศทางได้ง่าย จะช่วยให้คุณสามารถขับรถได้สบายมากขึ้น โดยที่คงความปลอดภัยสูงสุดเอาไว้

Prevent-Back-Pain-While-Driving

  1. ปรับความสูงเบาะรถยนต์ ให้สอดคล้องกับความสูงคุณ

รถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ที่เป็นเบาะไฟฟ้าจะสามารถปรับความสูงของเบาะนั่งขึ้นลงได้ด้วย ซึ่งถ้าหากคุณเป็นคนตัวเล็ก ก็ควรยกเบาะให้สูงขึ้นเพื่อที่จะได้มองเห็นถนนได้ชัดเจนมากขึ้น ไม่ใช่เห็นพื้นที่ตรงคอนโซลเยอะจนเกินไป สำหรับคนตัวสูงก็ควรปรับเบาะลงมาให้ต่ำ โดยระยะห่างที่แนะนำระหว่างศีรษะถึงหลังคาจะอยู่ที่หนึ่งกำปั้น ซึ่งคุณสามารถเช็คได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองว่าปรับความสูงเบาะได้ระดับที่เหมาะสมหรือยัง

  1. ปรับพวงมาลัย ระยะห่างพวงมาลัยให้เหมาะสม

เช่นเดียวกันกับเรื่องการปรับเบาะที่นั่ง พวงมาลัยของรถยนต์รุ่นใหม่  ๆ สามารถปรับระดับได้ทั้งดึงเข้า ดึงออก และสูงขึ้นหรือต่ำลง คุณจึงหาระยะที่เหมาะสมที่จะทำให้คุณสามารถบังคับพวงมาลัยได้ถนัดมากที่สุด ไม่ต้องเกร็งร่างกายเมื่อต้องขับรถเป็นเวลานาน ๆ

  1. จับพวงมาลัยให้ถูกวิธีก็สำคัญ

อีกหนึ่งเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยคือการจับพวงมาลัยให้ถูกต้อง เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมรถยนต์ ซึ่งจะต้องอยู่ในมือของคุณตลอดการขับขี่ การจับพวงมาลัยหลวมหรือแน่นเกินไป นอกจากจะทำให้เมื่อยแล้ว ยังทำให้ไม่สามารถบังคับพวงมาลัยให้ดีได้เท่าที่ควร ตำแหน่งการจับพวงมาลัยที่ถูกต้อง มือของคุณจะต้องอยู่ที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถหมุนพวงมาลัยได้ถนัดและไม่หลุดมือนั่นเอง

  1. ปรับหัวเบาะให้รองรับคอให้พอดี

การขับขี่ทางไกล หรือการขับรถที่ใช้เวลานาน ควรปรับหัวเบาะของพนักพิงให้รองรับกับช่วงศีรษะและลำคอของคุณด้วย เพราะนอกจากจะทำให้คุณได้ใช้โอกาสพิงเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าที่คอของคุณแล้ว ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุขึ้นมา เจ้าเบาะนี้จะทำหน้าที่ช่วยรองรับแรงกระแทกที่เกิดขึ้นจากการชน ช่วยลดอาการบาดเจ็บที่จะเกิดขึ้นกับคอหรือศีรษะของคุณได้ ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเช่นกัน

  1. ปรับกระจกมองข้างให้เป็นมุมกว้าง

การขับรถที่ดีต้องมีทัศนวิสัยในการขับขี่ที่สมบูรณ์ด้วย การปรับกระจกมองข้างจึงควรปรับให้เห็นเป็นมุมกว้าง เห็นรถคันอื่นชัด ๆ เห็นพื้นที่ถนนเยอะ ๆ มากกว่าที่จะเห็นตัวรถของคุณเป็นหลัก โดยให้กระจกข้างตั้งฉากกับตัวรถของคุณ จะได้เห็นสิ่งรอบข้างได้อย่างชัดเจน

  1. ปรับกระจกหลัง ให้เห็นรถหลังที่ขับตามมา

ซึ่งควรปรับแบบตรง ๆ ให้เห็นถนนด้านหลังทั้งหมดได้อย่างชัดเจน ซึ่งจะทำให้คุณสามารถมองกระจกหลังได้ง่ายขึ้น ร่างกายไม่ต้องยืดขึ้นยืดลง เอี้ยวไปเอี้ยวมา เพื่อทำให้เห็นรถข้างหลังได้อย่างชัดเจน เป็นอีกหนึ่งเทคนิคขับรถไม่ให้ปวดหลัง ที่ทำได้ง่ายและมอบความปลอดภัยในการขับรถให้คุณด้วย

เมื่อปรับท่าทางการนั่งให้ถูกต้องตามหลักสรีระแล้ว การขับรถทางไกล หรือผจญรถติดในเมืองก็ไม่ใช่ปัญหา นอกจากจะช่วยให้ขับรถได้สบายมากขึ้นแล้ว ยังเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ให้คุณได้ด้วย โดยเทคนิคขับรถไม่ให้ปวดหลังที่เรานำมาฝากคุณในวันนี้ ก็สามารถนำไปปฏิบัติตามกันได้ง่าย ๆ และได้ผลดีมากมายเกินกว่าที่คิดไว้อย่างแน่นอน ในเมื่อปรับท่าทางให้ถูกต้องได้แล้ว คุณจะสังเกตเห็นได้เลยว่าอาการล้า ปวดหลังหายไป สามารถขับรถได้สบายมากขึ้นกว่าที่เคย นอกจากนี้ต้องไม่ลืมคาดเข็มขัดนิรภัยให้ถูกต้องทุกครั้งที่ขับรถ เพื่อช่วยปกป้องคุณจากสิ่งไม่คาดฝันบนท้องถนนด้วย

ที่ Roojai.com เราให้บริการประกันรถออนไลน์ ช่วยคุ้มครองคุณและรถยนต์ของคุณจากอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ เข้ามาเช็คราคาด้วยตัวคุณเองได้ผ่านทางเว็บไซต์ของเราออนไลน์ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง เพียงกรอกข้อมูลของรถและคนขับ ภายในไม่กี่นาที คุณก็จะได้แผนประกันภัยที่คุณต้องการ และยังปรับแผนได้เองตามที่ต้องการอีกด้วย ระบบจะแจ้งเบี้ยประกันให้คุณทราบพร้อมรายละเอียดความคุ้มครองทั้งหมด บริการรู้ใจกว่า ประหยัดกว่า…

และถ้าหากไม่อยากพลาดโปรโมชั่นใหม่ ๆ และเรื่องราวดี ๆ ก็สามารถ add Official Line ของเราได้ที่ http://nav.cx/8tzQPw8

Engine-Not-Starting-Causes

รถสตาร์ทไม่ติด อีกหนึ่งปัญหาชวนหงุดหงิดและกวนใจ ไม่ว่าใครก็ไม่ชอบ ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดพักผ่อนที่ตั้งใจไว้ว่าจะไปเที่ยวชิลล์ให้หายเหนื่อยจากการทำงาน หรือแม้จะเป็นเช้าวันจันทร์อันแสนว้าวุ่น หากคุณสตาร์ทรถสุดที่รักไม่ติดขึ้นมา นอกจากจะเสียเวลาแล้ว ยังต้องเสียเงินซ่อมกันอีกด้วย ซึ่งถ้าหากว่าคุณใช้รถอยู่เป็นประจำ และมีการบำรุงรักษาตามระยะทางอย่างเหมาะสม โอกาสที่จะเกิดปัญหานี้ก็จะน้อยลงไปด้วย

วันนี้ Roojai.com จะพาคุณไปดูเจ้าตัวการหลักที่เป็นต้นตอของปัญหา รถสตาร์ทไม่ติด ว่ามีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง บางทีสาเหตุก็อาจมาจากจุดเล็ก ๆ หรือบางทีก็อาจเป็นปัญหาใหญ่ของรถที่คุณต้องรีบแก้ไข ไปดูกันเลยดีกว่าว่าเป็นเพราะอะไรได้บ้าง

Engine-Not-Starting-Causes

รถสตาร์ทไม่ติด “มันติดที่ตรงไหน” ไปดูกัน

  • แบตเตอรี่เสื่อม

โดยทั่วไปอายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์จะอยู่ที่ประมาณ 2 ปี ซึ่งถ้าหากคุณไม่เคยได้เปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ตามระยะเวลาที่แนะนำแล้ว นี่ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ รถสตาร์ทไม่ติด เงียบ ไม่มีไฟ นั่นเอง โดยคุณสามารถเช็คได้จากไฟที่แสดงสถานะบนหน้าปัดรถยนต์ โดยเมื่อเสียบกุญแจเข้าไปและหมุนไปครึ่งรอบ หากไฟแสดงสถานะแบตเตอรี่ไม่ติด ก็ให้สันนิษฐานไว้ได้เลยว่าแบตเตอรี่เสื่อมสภาพแล้วนั่นเอง

สำหรับอาการทั่วไปที่พบได้จากแบตเตอรี่เสื่อมนั้น มักจะเริ่มต้นจากสตาร์ทรถติดยากในช่วงเช้า หรือหลังจากที่มีการจอดรถทิ้งไว้นาน ๆ ซึ่งบางครั้งก็อาจจะเป็นการจอดค้างแบบข้ามคืน หรือไม่ก็เป็นลักษณะของการจอดระหว่างวันเมื่อไปทำงาน และในกรณีที่เสื่อมมาก ๆ ก็จะสตาร์ทรถไม่ติดเลย นั่นก็หมายความว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่รถยนต์ของคุณแล้วนั่นเอง

  • ไดชาร์จเสื่อม

ในกรณีที่เปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่เรียบร้อยแล้ว แต่ปัญหาเรื่อง รถสตาร์ทไม่ติด เงียบ ยังไม่หายไป หรืออาจจะยังมีอาการสตาร์ทรถติดยากให้เห็นอยู่ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าไดชาร์จของรถคุณอาจมีปัญหา เนื่องจากไดร์ชาร์จคืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ในการจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ และคอยสร้างกระแสไฟฟ้าในขณะที่รถยนต์ทำงาน เมื่อไดชาร์จเสื่อมก็หมายความว่าไม่สามารถจ่ายไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ได้ นั่นจึงทำให้รถสตาร์ทไม่ติดนั่นเอง

ไดชาร์จเสื่อม อาการนั้นอาจะมีลักษณะที่คล้ายกับแบตเตอรี่เสื่อม แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือ คุณอาจพบปัญหาเครื่องยนต์ดับไปแบบดื้อ ๆ ในขณะที่กำลังขับอยู่นั่นเอง ซึ่งคุณสามารถเช็คอาการไดชาร์จเสื่อมได้จากการถอดขั้วแบตเตอรี่ออกหนึ่งข้าง หลังจากที่สตาร์ทรถทิ้งไวแล้วซักพัก ซึ่งถ้าหากว่ารถของคุณกระตุกหรือดับ นั่นหมายถึงไดชาร์จรถยนต์ของคุณเสื่อมแล้วอย่างแน่นอน

สำหรับกรณีที่ไดชาร์จเสียเลยนั้น เมื่อทำการพ่วงแบตเตอรี่กับรถคันอื่นเพื่อช่วยสตาร์ทแล้วก็จะยังสตาร์ทไม่ติดอยู่ดี ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ไดชาร์จเสีย เช่น สายไฟที่ต่อไปยังไดสตาร์ทหลุด, ฟิวส์ไดสตาร์ทขาด หรือแปรงถ่านที่อยู่ในไดสตาร์ทอาจจะหมด เป็นต้น โดยอาการอื่น ๆ ที่ส่งสัญญาณให้คุณรู้ล่วงหน้าว่าไดชาร์จเสียนั้น นอกเหนือจาก รถสตาร์ทไม่ติด แล้ว คุณอาจพบว่า แอร์ไม่เย็นโดยไม่มีสาเหตุ หรืออยู่ ๆ ไฟหน้าไม่ค่อยสว่างเหมือนเดิม ทางออกเพียงอย่างเดียวของคุณคือการเรียกรถลากมารับไปให้ที่อู่ดูเท่านั้น

  • มอเตอร์สตาร์ทมีปัญหา

มอเตอร์สตาร์ทหรือ “ไดสตาร์ท” ในกรณีที่ลองทางแก้เบื้องต้นทุกหนทางแล้ว ทั้งพ่วงแบตเตอรี่กับรถยนต์คันอื่นหรือเปลี่ยนแบตก็ตาม ถ้ายังสตาร์ทรถไม่ติดอยู่ดี อีกหนึ่งสิ่งที่เป็นไปได้ก็คือ มอเตอร์สตาร์ทของรถคุณอาจมีปัญหา ซึ่งคุณสามารถตรวจสอบเบื้องต้นด้วยตัวเองง่าย ๆ โดยการเช็คที่แผงหน้าปัดไฟ ซึ่งถ้าไฟแบตเตอรี่ขึ้นตามมปกติ แต่สตาร์ทรถแล้วมีเสียงแชะ ๆ และไม่สตาร์ทรถไม่ติด ก็มีความเป็นไปได้แล้วว่า มอร์เตอร์สตาร์ทรถของคุณมีปัญหา

โดยทั่วไปแล้วจะเกิดจากพฤติกรรมการสตาร์ทรถที่ชอบบิดกุญแจแช่ค้างเอาไว้ ซึ่งจะส่งผลให้ไดสตาร์ทไหม้ได้ อีกหนึ่งสาเหตุก็คือ การขับรถลุยน้ำท่วม จนทำให้เกิดน้ำเข้าไดสตาร์ท ซึ่งจะทำให้แปรงถ่าน (Carbon Brush) ขัดตัวเพราะอุปกรณ์ภายในเกิดสนิมจนทำให้ไดสตาร์ทไม่หมุนนั่นเอง หรืออาจเกิดจากสาเหตุที่สามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ อย่างการที่สายไฟที่ต่อไปยังสตาร์ทมอเตอร์ขาดหรือหลุดออกจากจุดต่อ หรือ แปรงถ่านหมด

  • ปั๊มติ๊กเสีย

ปั๊มติ๊กมีหน้าที่ดูดน้ำมันจากตัวถังไปยังเครื่องยนต์ ซึ่งเมื่อปั๊มติ๊กเสียหรือเสื่อมก็จะทำให้ไม่สามารถจุดระเบิดเครื่องเครื่องยนต์ได้นั่นเอง แต่เจ้าปั๊มเชื้อเพลิงลักษณะนี้ ปัจจุบันหาได้ยากแล้ว เพราะรถรุ่นใหม่ที่ผลิตออกมา จะใช้ปั๊มเชื้อเพลิงแบบขับด้วยเฟืองและมอเตอร์ไฟฟ้า โดยจะประกอบเป็นชุดเดียวกันกับชุดลูกลอยวัดระดับน้ำมัน ซึ่งติดตั้งอยู่ในถังน้ำมันเชื้อเพลิงมาตั้งแต่ต้น รถสตาร์ทไม่ติด น้ำมันไม่มา ก็เพราะอุปกรณ์ชิ้นนี้เสียไม่ทำงานนั่นเอง

และสาเหตุที่ทำให้ปั๊มติ๊กเสียหรือเสื่อมนั้น ส่วนใหญ่เกิดมาจากการปล่อยให้ไฟเตือนน้ำมันโชว์อยู่เป็นประจำ เพราะระดับน้ำมันเชื้อเพลิงเหลือน้อยเกินไป ทำให้ปั๊มติ๊กไม่สามารถดูดน้ำมันขึ้นมาได้ ดูดเอาอากาศเข้ามาแทน จนปั๊มเชื้อเพลิงเสียหายในที่สุด จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถสตาร์ทไม่ติดด้วยเช่นกัน

Engine-Not-Starting-Causes

  • สตาร์ทรถติด (ยาก) อาจเป็นเพราะขั้วแบตเตอรี่สกปรก

สิ่งแรก ๆ ที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึงก็คือปัญหาเรื่องแบตเตอรี่เสื่อม แต่ก็ยังมีอีกสาเหตุที่เกิดขึ้นได้บ่อย และคุณอาจคิดไม่ถึงเสียด้วยซ้ำ นั่นก็คือ “ขั้วแบตเตอรี่สกปรก” ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการใช้ รถโดยไม่ค่อยได้ดูแลรักษา โดยแบตเตอรี่เก่าที่ใช้งานมานาน มักจะเกิด “คราบขี้เกลือ” ซึ่งมีลักษณะเป็นคราบสีขาว ๆ ปนฟ้าปนเขียวเกาะอยู่ที่บริเวณขั้วแบตเตอรี่ ซึ่งจะทำให้กระแสไฟฟ้าที่ส่งไปยังส่วนอื่น ๆ ส่งไปได้ไม่สะดวกทั่วถึงเท่าที่ควร และเมื่อกระแสไฟฟ้าไหลติดขัด ก็เป็นสาเหตุให้ รถสตาร์ทไม่ติด นั่นเอง

สำหรับการแก้ไขขั้วแบตเตอรี่สกปรกก็สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวคุณเอง เพียงใช้น้ำโซดาและแปรงสีฟันค่อย ๆ ขัดออกเท่านั้น และเมื่อขั้วแบตเตอรี่กลับมาสะอาดเหมือนเดิมแล้ว ก็จะสามารถส่งกระแสไฟฟ้าไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น และคุณก็จะสามารถสตาร์ทรถติดได้ง่ายเหมือนเดิม

  • อุปกรณ์คู่หูที่ควรมีไว้ ขาดไม่ได้สำหรับรถทุกคัน

ถึงแม้ว่าปัญหา รถสตาร์ทติดยาก หรือไม่ติด อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นกับรถคุณได้ง่าย ๆ เพราะมั่นใจว่าบำรุงรักษาตามระยะทางเป็นอย่างดี แต่การมีตัวช่วยอย่าง “สายพ่วงแบตเตอรี่” ติดรถของคุณเอาไว้ ก็สามารถช่วยให้คุณอุ่นใจได้ในยามยาก เพราะในทุก ๆ วันที่คุณขับขี่รถยนต์ของคุณไปเรื่อย ๆ ถึงแม้จะไม่มีอาการอะไรให้คุณรู้สึกว่าเป็นปัญหา แต่ในความจริงแล้ว รถและชิ้นส่วนต่าง ๆ ก็เสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา การมีอุปกรณ์สำหรับใช้แก้ไขอาการเบื้องต้นต่าง ๆ นั้น จะเป็นประโยชน์อย่างมากเมื่อรถของคุณเกิดปัญหาแบบไม่คาดฝัน ไม่ทันได้เตรียมตัว

สายพ่วงแบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการช่วยในการสตาร์ทรถ โดยต่อสายพ่วงเข้ากับรถอีกคันหนึ่งที่แบตเตอรี่ยังใช้งานได้ตามปกติ เพื่อช่วยให้เกิดกระแสไฟฟ้าหมุนเวียนเข้าไปในแบต และทำให้คุณสามารถสตาร์ทรถติดได้ ซึ่งในกรณีที่รถสตาร์ทไม่ติดตอนเช้า หรือตอนไหน แล้วลองแก้ไขเบื้องต้นด้วยการพ่วงแบตแล้ว แต่ก็ยังไม่สตาร์ทรถไม่ได้ อย่างน้อยเวลาที่คุณโทรศัพท์เพื่อนัดให้ช่างมาแก้ไขปัญหาให้ที่หน้างาน เมื่อบอกข้อมูลตรงนี้ให้ช่างรับรู้แล้ว ก็จะช่วยให้ตั้งสมมติฐานต่าง ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น ว่าปัญหาของรถสตาร์ทไม่ติด ไม่ได้มาจากแบตเตอรี่เสื่อมหรือหมด แต่อาจจะมาจากไดชาร์จหรือจุดอื่น ๆ ก็เป็นไปได้ด้วยเช่นกัน

Engine-Not-Starting-Causes

หากคุณเกิดปัญหา รถสตาร์ทไม่ติด ก็ไม่ต้องตกใจ ทีนี้คุณก็สามารถแก้ไขปัญหาเบื้องต้นด้วยการใช้สายพ่วงแบตเตอรี่เพื่อช่วยสตาร์ทรถแล้ว ถ้ารู้ปัญหาและวิธีการแก้ไขเบื้องต้น การใช้รถก็ไม่ใช่เรื่องยาก เช่นเดียวกับประกันรถยนต์ออนไลน์ที่ Roojai.com ที่มีบริการรถยกพร้อมด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชม. ช่วยให้คุณอุ่นใจยิ่งขึ้นหากเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันนั่นเอง ซื้อประกันภัยรถยนต์ที่ราคาดี ซื้อง่าย ไม่ซับซ้อน และเชื่อใจได้ แถมผ่อนสบาย ๆ นานสูงสุดถึง 10 งวดผ่านบัตรเดบิต ครบจบเรื่องประกันรถยนต์ออนไลน์ ต้องที่ Roojai.com รู้ใจกว่า ประหยัดกว่า เช็คราคาออนไลน์ได้เลย

Drive-Safely-In-Flooding

ในช่วงนี้มีหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากอิทธิพลของพายุโนอึล ซึ่งส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดภัยน้ำท่วม มีน้ำท่วมสูง และเกิดน้ำท่วมขัง ต้องขับรถลุยน้ำท่วมตามที่เห็นในภาพข่าวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่างจังหวัด พายุถาโถมจนหลายเมือง หลายตำบลจมน้ำไปเรียบร้อยแล้ว ถึงขนาดต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปส่งถุงยังชีพกัน เพราะว่าประชาชนติดอยู่ในบ้านไม่สามารถออกไปไหนได้

Drive-Safely-In-Flooding

ส่วนทางฝั่งคนกรุงเทพที่อยากจะร่วมด้วยช่วยกันเที่ยวเมืองไทย เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยวให้หายซบเซาจากพิษของโควิด 19 หากจะเดินทางไปพื้นที่ต่างจังหวัดในช่วงเวลานี้ ก็อย่าลืมติดตามข่าวสารดีๆ ว่าพื้นที่ไหนที่ฝนตกหนักน้ำท่วมสูงมาก “รอระบาย” ก็ควรจะหลีกเลี่ยง เพราะในตอนขับหรือหลังขับรถลุยน้ำท่วมแล้ว สามารถสร้างความเสียหายให้กับรถอันเป็นที่รักของคุณได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าน้ำเข้าห้องเครื่องหรือห้องโดยสารแล้วละก็ ไม่แคล้วต้องเสียเงินซ่อมกันเป็นเรื่องใหญ่ได้

Roojai.com จึงอยากพาคุณไปดูวิธี “เอาตัวรอด” ให้กับรถของคุณเมื่อต้องเจอเส้นทางที่เปรียบเสมือนทะเลแบบนี้ จะต้องทำอย่างไร เพื่อให้รถของคุณขับผ่านน้ำท่วมได้โดยที่ไม่มีความเสียหายตามมา ตามไปดูกันเลย

ขับรถลุยน้ำท่วม ว่าแย่แล้ว ลุยฝนไปด้วย เครียดกว่าเดิมอีกสองเท่า

ช่วงนี้เราเข้าสู่หน้าฝนกันแบบเต็มตัวแล้ว ไม่ว่าจะเจอน้ำท่วมหรือไม่ แต่สิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แน่ๆ ก็คือสายฝนโปรยปราย ซึ่งในกรณีที่ไม่ได้ตกหนักมาก คุณก็ยังสามารถขับรถไปได้แบบชิลล์ๆ ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเจอกับสายฝนโปรยปรายตกกระหน่ำเม็ดใหญ่ ๆ เปิดที่ปัดน้ำฝนเบอร์แรงสุดแล้วยังแทบไม่เห็นทาง วิสัยทัศน์ในการมองเห็นจะลดลงเป็นอย่างมาก แบบนี้ขับไปเครียดไปแน่นอน อีกทั้งมีความเป็นไปได้สูงมากที่ฝนตกหนักลักษณะนี้ จะทำให้คุณเจอกับน้ำท่วมด้วย เพราะน้ำมักจะระบายออกไปได้ไม่ทัน จนสุดท้ายถนนทุกสายกลายเป็นทะเลกรุงเทพดี ๆ นี่เอง

การขับรถภายใต้การมองเห็นที่จำกัด วิสัยทัศน์ไม่ดี จำเป็นต้องใช้สมาธิในการเพ่งท้องถนนเป็นอย่างมาก ยิ่งถ้าหากเจอน้ำท่วมซ้ำอีกด้วยแล้วล่ะก็ สามารถทำให้เครียดได้เลยทีเดียว เพราะมองทางก็ไม่เห็น จะขับต่อก็กลัว แต่จะหยุดรถกลางทางก็ไม่ได้ ดังนั้นคำแนะนำที่ดีที่สุดคือ พยายามอย่าขับรถฝ่าสายฝนที่ตกกระหน่ำไปไหนถ้าไม่จำเป็น รอจนฝนซาสักนิดแล้วค่อยเริ่มออกรถจะปลอดภัยกว่า หรือหาปั๊มน้ำมันใกล้ๆ เข้าไปพักรถก่อน เพื่อรอเวลาขับต่อไปนั่นเอง

อย่าลืมประเมินสถานการณ์

ในเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คงต้อง “ลุยน้ำ” กันไป โดยสิ่งที่คุณควรเตรียมตัว เริ่มจากขั้นตอนการประเมินสถานการณ์ก่อนเลย ซึ่งถ้าหากว่าน้ำสูงเกินที่จะลุยไปได้ ยังไงก็ต้องจอดรอเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยการประเมินสถานการณ์เบื้องต้นนั้น จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนก็คือ ประเมินความสูงของน้ำ และ ประเมินความเตี้ยของรถคุณ

ต้องเข้าใจก่อนว่ารถคันอื่นวิ่งได้ไม่ได้หมายความว่ารถคุณจะวิ่งได้ด้วย สำหรับรถที่ได้เปรียบมากกว่าในการขับลุยน้ำท่วม ก็จะเป็นรถกระบะยกสูงหรือรถยนต์อเนกประสงค์ SUV หรือ PPV ต่างๆ โดยจะมีระดับความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 22 เซนติเมตร เปรียบเทียบกับรถเก๋งทั่วไป จะมีระดับความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถอยู่ที่ประมาณ 14-15 เซนติเมตรเท่านั้นเอง ดังนั้นนอกจากคาดการณ์ว่าน้ำท่วมขังสูงแค่ไหนได้แล้ว ก็ต้องรู้ด้วยว่ารถของคุณมีระดับความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถอยู่ที่เท่าไหร่อีกด้วย

Drive-Safely-In-Flooding

ขับรถลุยน้ำท่วม อย่างไรให้ปลอดภัยกับรถของคุณ

สำหรับระดับความสูงของน้ำท่วม ที่สามารถขับขี่และปลอดภัยอย่างแน่นอนก็คือ น้ำท่วมยังไม่ถึงใต้ท้องรถ หรือ ยังไม่ถึงขอบประตูรถ โดยข้อควรปฏิบัติให้รถลุยน้ำ ขับไปได้ มีดังนี้

  • ปิดแอร์

การเปิดแอร์เอาไว้จะทำให้พัดลมระบายความร้อนของหม้อน้ำทำงาน ซึ่งถ้าหากน้ำท่วมถึงพัดลมก็จะทำให้พัดลมตีน้ำกระจายไปทั่วห้องเครื่องได้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้รถยนต์ดับ หรือถ้าเลวร้ายกว่านั้นอาจทำให้เกิดไฟฟ้าช็อตได้ ดังนั้นเมื่อมีความจำเป็นต้องขับรถในขณะน้ำท่วมก็ควรปิดแอร์ทุกครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาในภายหลัง

  • ใช้เกียร์ต่ำ

การขับรถด้วยการใช้เกียร์ต่ำ เป็นสภาวะที่เครื่องยนต์ดับได้ยากที่สุด เนื่องจากใช้รอบเครื่องยนต์ 1,500-2,000 รอบ/นาที  โดยสำหรับรถธรรมาดาก็จะหมายถึงการใช้เกียร์ 1 หรือ 2 เท่านั้น ส่วนรถเกียร์ออโต้ก็คือการขับด้วยเกียร์ L นั่นเอง

  • รักษาความเร็วคงที่

เมื่อใช้เกียร์ต่ำแล้วก็ควรรักษาความเร็วสม่ำเสมอด้วย ไม่เร่งเครื่องหรือเปลี่ยนความเร็วกะทันหัน เนื่องจากจะทำให้เกิดกระแสน้ำวิ่งไปกระทบกับฟุตพาท แล้วเกิดการตีกลับของกระแสน้ำเข้าสู่รถได้

  • ให้รถคันหน้านำทางให้

โดยการขับรถทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าประมาณ 50 เมตร เพื่อที่คุณจะได้เห็นว่ารถคันหน้าที่กำลังวิ่งบนเส้นทางเดียวกันกับคุณอยู่นั้น สามารถวิ่งได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ มีหลุมหรือสิ่งกีดขวางต่าง ๆ หรือเปล่า เพื่อที่คุณจะได้หลีกเลี่ยงได้ทันเวลานั่นเอง

  • หากเครื่องดับห้ามสตาร์ทเครื่องใหม่เด็ดขาด

กรณีเลวร้ายที่สุดก็คือ เมื่อตัดสินใจขับรถตอนน้ำท่วมไปแล้ว เกิดรถดับกลางทาง สิ่งที่คุณควรทำคือการเข็นรถเข้าข้างทาง โดยพยายามหาพื้นที่สูงเข้าไว้ เพื่อลดความเสี่ยงไม่ให้คลื่นน้ำที่เกิดจากรถยนต์คันอื่นไหลเข้าสู่รถของคุณ โดยคุณต้องไม่พยายามสตาร์ทรถใหม่เด็ดขาด เนื่องจากเสี่ยงที่จะทำให้น้ำไหลเข้าสู่เครื่องยนต์และทำให้เกิดความเสียหาย

  • หลีกเลี่ยงการ ขับรถลุยน้ำท่วม ในพื้นที่ที่คุณไม่คุ้นเคย

กรณีที่เป็นการขับรถไปในพื้นที่คุ้นเคยหรือเส้นทางที่คุณใช้เป็นประจำ คุณจะสามารถประเมินสถานการณ์ได้ง่ายกว่า ว่าควรจะเสี่ยงขับรถลุยน้ำไปดีหรือไม่ เนื่องจากคุณจะรู้ว่าถนนเส้นนั้น ๆ เป็นเส้นที่น้ำท่วมขังเป็นระยะทางสั้นๆ หรือว่าท่วมยาวทั้งเส้นร่วมสิบกิโล รวมไปถึงการที่เคยเห็นสภาพถนนตอนที่น้ำไม่ท่วม ว่ามีตรงไหนต้องระวังหรือมีถนนช่วงไหนไม่ดี จะช่วยให้คุณสามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัยกว่า

แต่ด้วยความจำเป็นที่ทำให้คุณต้องเดินทางไปยังพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย แล้วยังต้องไปเสี่ยงกับการขับรถน้ำท่วมบนถนนที่คุณไม่คุ้นเคยมาก่อน คุณจะไม่รู้เลยว่ายิ่งขับไปน้ำจะยิ่งท่วมสูงขึ้นหรือว่าจะลดลงนั่นเอง รวมทั้งทางข้างหน้ามีการก่อสร้างทาง หรือถนนมีหลุมมีบ่ออย่างไรบ้าง คุณก็ไม่สามารถรู้ได้เลย ถ้าเป็นไปได้เราอยากแนะนำให้คุณแวะหลบฝนหลบน้ำที่ปั๊มน้ำมันก่อนจะปลอดภัยกว่า

Drive-Safely-In-Flooding

เมื่อผ่านพ้นเส้นทางลุยน้ำวิบากมาแล้วต้องทำอย่างไร

หลังจากที่คุณรอดจากสถานการณ์หลังขับรถลุยน้ำท่วม ก็อย่าเพิ่งรีบจอดรถลงไปหาซื้อของกินมาฉลอง เพราะว่ายังมีข้อควรปฏิบัติที่คุณควรรู้ หลังจากฝ่าน้ำท่วมมาได้ คือ

  • หลังจากที่เพิ่งขับพ้นช่วงถนนที่น้ำท่วมสูง ให้ขับต่อไปโดยใช้ความเร็วต่ำ และให้ทำการไล่น้ำออกจากคาลิเปอร์-ผ้าเบรก โดยการเหยียบเบรกเบาๆ ย้ำๆ ไปเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาที่ขับด้วยความเร็วต่ำอีกสักระยะ ซึ่งจะช่วยไล่น้ำและความชื้นจากเครื่องยนต์ได้
  • ไม่หยุดพักรถและดับเครื่องโดยทันทีหลังจากที่เพิ่งลุยน้ำท่วมมาเสร็จ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่จะทำให้น้ำที่ค้างอยู่ที่ท่อไอเสียย้อนกลับเข้าไปได้ รวมทั้งความชื้นที่ยังมีอยู่อาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้ด้วย ที่สำคัญอีกอย่างก็อย่าลืมเช็ครถหลังลุยน้ำท่วมด้วย ว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า

รถลุยน้ำได้ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นระดับน้ำสูง จะขับรถลุยน้ำ จำเป็นต้องใช้สมาธิอย่างสูง เพื่อที่จะประคองรถให้ฝ่าน้ำท่วมไปได้อย่างปลอดภัยทั้งรถและคุณ อีกทั้งยังมีโอกาสที่คุณจะเจอทั้งสายฝนกระหน่ำและน้ำท่วมในเวลาเดียวกัน ซึ่งทำให้คุณต้องใช้สมาธิจดจ่อในการขับรถมากกว่าเดิม การรู้เท่าทันและการเตรียมตัวที่ดี จะช่วยให้คุณสามารถประคับประคองสถานการณ์ หรือขับรถไปถึงจุดหมายปลายทางได้ง่ายยิ่งขึ้น ง่ายเหมือนซื้อประกันภัยรถยนต์ออนไลน์ ที่ Roojai.com ไม่ซับซ้อน ราคาดี และเชื่อใจได้ มาพร้อมตัวเลือกที่หลากหลาย สามารถปรับแต่งแผนกรมธรรม์ได้ด้วยตัวคุณเอง เลือกความคุ้มครองที่ตอบโจทย์คุณได้มากที่สุด ที่สำคัญผ่อนสบายๆ ผ่านบัตรเครดิตหรือเดบิตได้นานสูงสุดถึง 10 งวด คลิกเช็คราคาออนไลน์ได้ตลอด 24 ชม. เลย

Carro-Roojai-5-Bad-Reasons-Parking-Car-Under-The-Trees

หากพื้นที่จอดรถไม่มีหลังคาที่จอดรถ หลายคนมักจะคิดว่าขอจอดรถใต้ต้นไม้เพราะได้จอดรถในร่ม ยังไงก็ดีกว่า แต่นั่นอาจไม่จริงเสมอไปเพราะมันอาจมีภัยที่ทำร้ายกับรถของคุณมากกว่าข้อดีที่แค่ช่วยให้รถไม่ต้องตากแดดร้อน ๆ

Roojai.com จึงอยากพาผู้ใช้รถใช้ถนนทุกคนได้ “เบิกเนตร” เห็นความจริงของภัยร้ายข้อเสียเมื่อคุณเลือกจอดรถใต้ต้นไม้ ยิ่งจอดทิ้งไว้นาน ๆ ก็จะยิ่งส่งผลเสียกับรถของคุณโดยเฉพาะเรื่องของความเงางามของสีรถ และมากกว่านั้น ต่อไปนี้คือ 5 เหตุผลที่เราไม่อยากให้คุณนำรถไปทิ้งไว้ใต้ต้นไม้ ไม่ว่าจะต้นไหนที่ไหน จะมีอะไรบ้าง ตามไปดูกันเลย

เมื่อจอดรถใต้ต้นไม้ ไม่ได้ปกป้องสีรถของคุณ

จะเรียกว่าเป็น “ความเชื่อ การทำตาม หรือสัญชาตญาณ” ของผู้ใช้รถที่มักนิยมว่าการจอดรถใต้ต้นไม้นั้นเหมือนเป็นการช่วยปกป้องรถ ทั้งสีรถก็ดี ชิ้นส่วนภายในของรถก็ดีที่ไม่ต้องจอดกลางแดดร้อน ๆ จอดใต้ต้นไม้ยังไงก็ดีกว่า จอดรถตากแดด ปล่อยให้ต้องร้อน ข้อนั้นดีแน่นอนถ้ารถได้จอดไว้ในที่จอดซึ่งมีหลังคาที่จอดรถคลุมเป็นกิจจะลักษณะ นั่นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับรถของคุณ แต่การที่อาศัย จอดรถในร่ม ด้วยร่มไม้จากต้นไม้อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีในการช่วยรักษารถของคุณได้มากเท่าไร

ข้อเสียมากมายของร่มไม้ที่เมื่อคุณจอดรถ หลายคนอาจไม่รู้หรือลืมสังเกต มารู้อีกทีร่มไม้ที่คุณว่าช่วยให้รถของคุณไม่ต้องทนกับการตากแดดร้อน ๆ ก็กลับทำร้ายรถของคุณให้เสียหายจนเกินเยียวยาอย่างไม่คาดคิดแล้ว และต่อไปนี้คือเหตุผลที่เราไม่อยากให้คุณจอดรถไว้ใต้ต้นไม้

1. ยางต้นไม้ ทำลายสีรถของคุณมากกว่าที่คิด

เมื่อคุณหวังให้ต้นไม้บังแดดสำหรับการจอดรถของคุณ แน่นอนว่าทุกคนคงไม่เดินไปดูหรอกใช่มั้ยว่าต้นไม้ที่รถไปจอดนั้นเป็นต้นอะไร จะมียางต้นไม้ มีอะไรจะหยดใส่รถหรือเปล่า และนี่คือความจริงที่ต้องรู้ว่าภัยจากยางไม้คือศัตรูร้ายตัวฉกาจของสีรถ หยดใส่รถทีถ้าไม่ล้างให้ดีให้สะอาดแล้วปล่อยทิ้งไว้พาแต่จะกลายเป็นคราบฝังลึกขัดออกยาก หรือแย่กว่านั้น! คือขัดไม่ออก จนกลายเป็นตราบาปที่ติดรถของคุณไปตลอด และวิธีขัดสีรถ วิธีเดียวที่จะทำให้รถดูดีได้เหมือนเดิมก็คือการทำสีเป็นทางออกสุดท้าย

5-Bad-Reasons-Parking-Car-Under-The-Trees

2. ขี้นกก็ร้ายต่อสีรถไม่น้อย

“นี่ก็ร้าย” พอกัน สำหรับคราบขี้นก หยดใส่หัวยังล้างได้ แต่ถ้าใส่สีรถแล้วคุณไม่รีบล้าง มันคือฝันร้ายของสีรถอย่างแท้จริง นี่ยังเป็นกรณีที่คุณสังเกตเห็นนะ ถ้าดันมาหยดมาขี้ใส่ในส่วนที่คุณไม่ทันสังเกตแล้วปล่อยทิ้งไว้นาน มันก็อาจทำให้คุณต้องกุมขมับกันได้เลยถ้าจะขัดให้ออกที

5-Bad-Reasons-Parking-Car-Under-The-Trees

3. เศษกิ่งไม้ หล่นใส่รถจนกลายเป็นลักยิ้ม

นี่เราไม่ได้หมายถึงกิ่งใหญ่ ๆ นะ เป็นแค่เศษกิ่งเล็ก ๆ หรือตัวเมล็ด แค่นี้ก็ร้ายพอที่จะทำให้รถของคุณ “บุบ” เป็นริ้วรอยเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะส่วนของหลังคา ส่วนของฝากระโปรงซึ่งเป็นพื้นที่รองรับแรงตกกระแทกเต็ม ๆ เมื่อนำรถไปจอด ซึ่งมันอาจทำให้รถของคุณเป็นรอยบุบลักยิ้มเล็ก ๆ ที่แก้ได้ยาก วิธีขัดสีรถต่าง ๆ ก็อาจช่วยไม่ได้และอาจเป็น “งานใหญ่” จนถึงขั้นทำสีรถในส่วนนั้น ๆ ใหม่ได้เลย

4. น้ำฝน ที่นำมาสู่คราบฝังลึก

เรารู้ว่าพื้นที่จอดรถอย่าง ต้นไม้ หรือ ลานจอดรถ ไม่สามารถช่วยบังน้ำฝันได้เต็ม ๆ ยังไงรถก็เปียกอยู่ดี แต่ข่าวร้ายก็คือการจอดรถใต้ต้นไม้ในตอนที่ฝนตก น้ำฝนจะชะล้างคราบยางของต้นไม้ลงมาโดนสีรถคุณด้วย จนกลายเป็นคราบเมื่อรถแห้งและล้างออกยาก ซึ่งจะว่าไปจอดรถที่โล่ง ๆ กลางฝนยังดีกว่าซะอีก

5-Bad-Reasons-Parking-Car-Under-The-Trees

5. สัตว์เลื้อยคลาน

จอดรถใต้ต้นไม้นาน ๆ คุณกลับมาใช้รถทีอาจมีเพื่อนร่วมทางไม่รู้ตัว พวกสัตว์เลื้อยคลานอาจอาศัยรถของคุณเป็นที่พักหลบฝน จะงูเงี้ยวเขี้ยวขอ ตะขาบ หนู หรือแม้กระทั่ง มด อาจนัดกันไปรวมตัวทำรังอยู่ที่รถคุณก็เป็นได้ มีต้นไม้ก็ต้องมีดินอยู่รอบ ๆ และพื้นที่เป็นดินซึ่งคุณใช้เป็นที่จอดรถ ก็คือเส้นทางให้พวกสัตว์เหล่านั้นไปหารถคุณ

พื้นที่จอดรถ และวิธีที่จะช่วยดูแลรถคุณได้อย่างแท้จริง

  • จอดรถในร่ม ในที่สำหรับจอดซึ่งเป็นหลังคาที่จอดรถที่บังแดด ไม่ใช่ร่มไม้
  • เลี่ยงการจอดรถบนพื้นที่เป็นดิน เพื่อช่วยป้องกันรถเป็นที่พักอาศัยของพวกสัตว์ทั้งหลาย
  • ถ้าต้องจอดรถตากแดดนาน ๆ ใช้ม่านบังแดดเพื่อลดอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร
  • ถ้าสังเกตเจอคราบยางไม้หรือขี้นกให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดทันที
  • ถ้าต้องจอดรถกลางแดดเป็นประจำ ควรเลือกใช้ฟิล์มกันแดดที่มีคุณภาพ สามารถกันความร้อนได้จริง

เพียงเท่านี้การใช้รถของคุณเมื่อต้องจอดรถที่ไหนก็จะเหมือนเป็นการดูแลรถได้ ด้วยเทคนิคและสิ่งที่ควรเลี่ยงที่เรานำมาฝาก จะช่วยป้องกันการทำร้ายรถของคุณในทางอ้อมได้เป็นอย่างดี และถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่รักรถ ก็ย่อมต้องการการคุ้มครองจากประกันภัยรถยนต์คุณภาพใช่มั้ยล่ะ? เลือกประกันรถยนต์ออนไลน์จาก Roojai.com ที่มาพร้อมกับตัวเลือกในการคุ้มครองมากมายซึ่งคุณสามารถปรับแต่งแผนได้เอง เลือกได้ตามที่เหมาะกับการใช้งานรถของคุณ รู้ใจกว่า ประหยัดกว่า ที่สำคัญผ่อนได้ ไม่ง้อบัตรเครดิต ถูกใจคนรักรถทุกคนอย่างแน่นอน คลิกเช็คราคาประกันรถยนต์ออนไลน์ที่นี่ได้เลย

Carro-Roojai-Saving-Fuel-Even-In-A--Traffic-Jam

“น้ำมันก็เหลือน้อย รถก็ดันมาติดชนิดที่คุณไม่คาดคิดมาก่อน” เคยมั้ย ที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ สถานการณ์ที่ตลอดเส้นทาง ฝนตก รถติด การจราจรไม่เป็นใจ แล้วที่คิดไว้ว่าน้ำมันที่เหลือในถัง “คงพอ” ให้ไปถึงปลายทาง กลับต้องมาคิดใหม่อีกครั้งว่าจุดหมายอาจจะต้องเปลี่ยนเป็นแวะเติมน้ำมันรถที่ปั๊ม และต้องใช้ วิธีแก้รถซดน้ำมัน เข้าไปช่วย

เงื่อนไขที่คุณจะทำได้ในตอนที่รถติด น้ำมันก็เหลือในถังไม่มาก แล้วต้องการให้รถประหยัดน้ำมัน อาจมีข้อจำกัดสักหน่อย เทคนิคพื้นๆ ที่ว่าของเยอะๆ ที่อยู่ในรถ ให้เอาออกไป ให้รถแบกน้ำหนักน้อยลงเพื่อช่วยประหยัดน้ำมัน หรือจะบอกให้ไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เป่ากรองอากาศ มันก็เหมือนเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ ซึ่งนำมาใช้ไม่ได้กับสถานการณ์เร่งด่วนนี้

Saving-Fuel-Even-In-A--Traffic-Jam

สิ่งที่คุณสามารถทำได้ คือการปรับลักษณะการขับขี่ในขณะที่น้ำมันรถเหลือในถังเพียงน้อยนิดซะมากกว่า ให้ทุกหยดของน้ำมันที่เหลือถูกใช้อย่างคุ้มค่า ไปได้ไกลมากที่สุด ถึงจุดเติมน้ำมันรถที่ปลายทางและไม่ดับตายอยู่กลางถนน

Roojai.com จะพาคุณไปดูวิธีประหยัดน้ำมันรถที่จะช่วยให้รถของคุณไปได้ไกลกว่าเดิม โดยเฉพาะตอนที่รถติดหนักๆ คุณจะได้ไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์น้ำมันรถหมด ต้องจอดตายอยู่กลางทาง วิธีการมีดังต่อไปนี้

Saving-Fuel-Even-In-A--Traffic-Jam

1. ปิดแอร์ ปิดเครื่องเสียง

ส่วนของอุปกรณ์ในรถยนต์ที่มีการใช้ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ มีผลโดยตรงต่ออัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศในรถ ยิ่งเปิดแรงมาก รถก็กินน้ำมันมาก ด้วยการทำงานของไดชาร์จที่ต้องทำหน้าที่ปั่นไฟเข้าไปในแบตฯ ให้เต็ม และการปิดแอร์จะเป็นการช่วยลดภาระของเครื่องยนต์ให้ไม่ต้องทำงานหนักเหมือนปกติ ส่งผลให้มีการดึงน้ำมันมาใช้สำหรับการเผาไหม้น้อยลง รถก็ใช้น้ำมันน้อยลง

และเช่นเดียวกัน ที่ส่วนของเครื่องเสียงภายในรถนั้นก็เป็นอีกส่วนของอุปกรณ์ใช้ไฟฟ้าในรถที่คุณสามารถเลือกปิดไม่ใช้งานได้ ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้อีกหน่อย ถึงแม้จะไม่มากถึงขั้นต้องว้าว! แต่มันก็อาจจะทำให้รถของคุณไปถึงจุดเติมน้ำมันรถและเลี่ยงไม่ต้องไปจอดกลางทางได้เหมือนกัน

Saving-Fuel-Even-In-A--Traffic-Jam

2. รถติดนาน ๆ ให้ใส่เกียร์ว่าง

บางคนด้วยความเคยชินก็เลือกที่จะใส่เกียร์ D ทิ้งไว้ทั้งที่รถยังติดอยู่วิ่งไปไหนไม่ได้ เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็ไฟเขียวรถก็เลื่อนออกไป ไม่ต้องมานั่งเลื่อนเกียร์ไปมา ทว่าบ่อยครั้งสิ่งที่คาดไว้ไม่เป็นอย่างที่คิด รถเลื่อนไปได้นิดเดียวก็ติดอีกยาวๆ เผลอๆ คุณก็ใส่เกียร์ D ทิ้งไว้นานเกินไปด้วย จนทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักกว่าที่ควรจะเป็น ด้วยเหตุของการทำงานจากตัวเกียร์ ถ้าเกียร์มาอยู่ในตำแหน่งเกียร์ว่างหรือตัว N จะสามารถประหยัดน้ำมันรถได้มากกว่า

เพราะฉะนั้นเพื่อความประหยัดน้ำมันรถสูงสุด เมื่อคุณพิจารณาสภาพการจราจรแล้วว่าติดหนัก อย่าลืมเปลี่ยนเกียร์ให้ไปอยู่ในสถานะที่เหมาะสม ยิ่งบางคันที่มีระบบ Auto Hold ตัวรถช่วยเบรกไว้ให้อัตโนมัติ ไม่ต้องเหยียบเบรกค้างไว้ ยิ่งควรที่จะคอยปรับเลื่อนเกียร์ให้เหมาะ เพราะบางทีขับรถเพลิน ๆ อาจทำให้เข้าใจผิดว่าคุณเปลี่ยนเกียร์เป็น N ใส่เกียร์ว่างแล้ว แต่ที่จริงรถยังเร่งอยู่เบาๆ ที่เกียร์ D อยู่จากการทำงานของระบบนี้

Saving-Fuel-Even-In-A--Traffic-Jam

3. ค่อยๆ ออกตัว

เหยียบคันเร่งหนักๆ ให้รถออกตัวกระชากแรงๆ ก็ไม่ต่างกับการเร่งให้น้ำมันรถหมดเร็วขึ้น เพราะตัวเครื่องยนต์ต้องมีการดึงน้ำมันมาใช้เยอะกว่าปกติเพื่อตอบสนองการเหยียบคันเร่งแรง ๆ และนั่นอาจไม่เหมาะเท่าไรในยามที่น้ำมันทุกหยดมีค่า รถติดๆ แล้วน้ำมันรถใกล้หมด ดังนั้นการเลือกที่จะค่อยๆ เร่งออกตัวอย่างช้าๆ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าถ้าปลายทางท้ายสุดของคุณคือเรื่องความประหยัดเป็นที่ตั้งเหนือสิ่งอื่นใด

Saving-Fuel-Even-In-A--Traffic-Jam

4. เปลี่ยนเส้นทางใหม่

จะเปลี่ยนเพื่อให้ได้เจอปั๊มน้ำมันที่ใกล้ที่สุด หรือเพื่อหนีรถติดก็มีประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้น ถ้าข้อแม้ของคุณเป็นเรื่องระดับของน้ำมันรถที่อยู่ในถังซึ่งใกล้จะหมด ควรเลือกใช้เส้นทางใหม่ถ้าเป็นไปได้ ที่สำคัญอาจต้องรีบตัดสินใจด้วยอย่าปล่อยทิ้งไว้จนน้ำมันรถใกล้หมด อาจจะเป็นการใช้แอปฯ เพื่อช่วยหาปั๊มน้ำมันรถที่ใกล้ที่สุดก่อนเพื่อแวะไปเติม แล้วค่อยกลับเข้าสู่เส้นทาง หรือหาเส้นทางใหม่เพื่อหนีรถติด ก็ได้ทั้งนั้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณไม่มีทางเลือก จำเป็นที่จะต้องอยู่บนเส้นทางที่รถติด คำแนะนำในข้อก่อนหน้าก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในขณะที่คุณอยู่หลังพวงมาลัย

ทั้งหมดนี้ คือวิธีประหยัดน้ำมันยามรถติด เพียงปรับรูปแบบการขับขี่ของคุณเท่านั้น หลังจากแนะนำเทคนิคประหยัดน้ำมันรถไปแล้ว เราขอแนะนำเทคนิคประหยัดเบี้ยประกันรถยนต์บ้าง ถ้าคุณกำลังมองหาทางเลือกในการทำประกันรถยนต์ Roojai.com เสนอราคาที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับผู้ขับขี่ปลอดภัย หากเจอที่อื่นถูกกว่า เราคืนเงิน 100% สามารถผ่อนชำระได้ผ่านบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต เช็คราคาออนไลน์ หรือปรับแผนความคุ้มครองเองได้ตามความเหมาะสมเลย