เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

เครื่องยนต์รถ Toyota รุ่นอะไร ที่ทำจากเหล็กหล่อ ทนทาน ชนิดที่ว่า น้ำแห้ง รอให้เครื่องเย็น เติมน้ำ สตาร์ทแล้วไปอู่ ก็ยังวิ่งต่อไปได้ สายพานไทมิ่งขาด ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องวาล์ว เพราะออกแบบมาให้หลบวาล์ว จะติดแก๊ส LPG หรือ NGV ก็ได้สบายบรื๋อ แถมยังพิสูจน์การใช้งาน จากคนแท็กซี่มาแล้วนับล้านกิโลเมตร และยังมีอะไหล่ ทั้งแท้ เทียบ เทียม ให้เลือกในตลาดรถยนต์อยู่มากในปัจจุบัน

หลายคนคงต้องตอบกันว่า ต้องเป็น “เครื่องตระกูล A” ของ Toyota (โตโยต้า) แน่นอน

เพราะเครื่องยนต์ตระกูล A เป็นเครื่องยนต์ที่ทาง Toyota เริ่มใช้กับรถตระกูล Corolla ในบ้านเราตั้งแต่ปี 2527 ยาวนานมาจนถึงในปี 2544 อีกทั้งยังมีการวางเครื่องตระกูล A ในรถรุ่นอื่นๆ ของ Toyota ด้วย อาทิ Soluna, Corona หรือ Paseo เป็นต้น และรถรุ่นดังอย่าง Toyota AE86 (หรือ Toyota Sprinter Trueno / Toyota Corolla Levin) ก็ยังใช้เครื่อง 4A-GE ตระกูลนี้เช่นกัน

เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เสียเวลา … MR.CARRO ขอพาทุกท่าน มารู้จักกับเครื่องบล็อค A ของ Toyota กันครับ ว่าเครื่องยนต์บล็อกนี้ จะมีรายละเอียดอย่างไรบ้าง มีให้เลือกกันกี่แบบ ข้อดี ข้อเสีย เป็นอย่างไร ซึ่งในบทความนี้ เราจะขอเน้นหนักในส่วนที่ Toyota ประเทศไทย เลือกใช้เครื่องบล็อค A กับรถที่ขายในบ้านเรา อาทิ 4A, 5A และ 7A เป็นหลัก ไปอ่านกันเลยครับ …

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

สำหรับจุดเริ่มต้นของเครื่องยนต์บล็อค A นั้น เริ่มพัฒนาขึ้นตั้งแต่ในช่วงยุค 70 ก่อนจะออกมาและติดตั้งในรถยนต์ Toyota Tercel ในปี 1978 โดยเน้นจุดเด่นเป็นเครื่องยนต์ที่ให้สมรรถนะดี ประหยัดน้ำมันมากขึ้น และปล่อยมลพิษน้อยลง โดยออกแบบให้สามารถวางได้ทั้งในรถขับเคลื่อนล้อหน้า และรถขับเคลื่อนล้อหลัง แทนที่เครื่องยนต์ตระกูล K ที่ใช้กันมาตั้งแต่ยุค 60

CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน

ส่วนในรุ่น Corolla เริ่มต้นใช้กันนับตั้งแต่ในโฉม AE70 (หรือ KE70 ที่ขายในบ้านเรา) เพื่อทดแทนเครื่องยนต์ตระกูล K ที่ใช้กันมานาน จนกระทั่ง Toyota ได้พัฒนาเครื่องยนต์ตระกูล ZZ ขึ้นมาแทนที่เครื่องบล็อค A ช่วงประมาณยุค 2000 ก่อนจะค่อยๆ ทยอยปลดออกจากรุ่นต่างๆ จนหมดในช่วงก่อนปี 2010

ความหมายของเครื่องยนต์ตระกูล A

– ตำแหน่งที่ 1 ตัวเลข 1-8 หมายถึงลำดับของการผลิตในรุ่น เช่น 4A, 5A หรือ 7A เป็นต้น
– ตำแหน่งที่ 2 ตัวอักษร 1 ตัว A หมายถึงชื่อรุ่น
– ตำแหน่งที่ 3 ตัวอักษร G, E, F, H, S, L หมายถึงรายละเอียดการทำงานทั่วไปของเครื่องยนต์
– G DOHC แบบต้องการกำลังมากกว่าปกติ
– E ระบบจ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดไฟฟ้า
– F DOHC แบบประหยัด
– ZE ติดตั้งระบบอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ด้วย Supercharger
– T ติดตั้งระบบอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ด้วย Turbo
– U ติดตั้งเครื่องฟอกไอเสียเชิงเร่งปฏิกิริยา (Catalytic Converter)

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

เครื่องยนต์ 1A

เครื่องยนต์ 1A มีขนาด 1.5 ลิตร เป็นแบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว ใช้รหัสว่า 1A-C และ 1A-U (เพิ่ม Toyota Two-Way Catalyst ฟอกไอเสีย) ถือเป็นตัวแรกของตระกูล A ที่ Toyota วางใน Toyota Tercel และ Corsa ระหว่างปี 1978 – 1980 ให้แรงม้าสูงสุด 80 แรงม้า

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

เครื่องยนต์ 2A

เครื่องยนต์ 2A มีขนาด 1.3 ลิตร เป็นแบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว เริ่มผลิตและวางในรถรุ่น Tercel, Corsa, Corolla II, Corolla และ Sprinter ตั้งแต่ปี 1978 – 1989 ซึ่งได้เพิ่มโช๊คอัตโนมัติ ให้เครื่องยนต์อุ่นเครื่อง จ่ายน้ำมันหนาขึ้นเอง และอัตราส่วนกำลังอัดเครื่องยนต์มากขึ้น

สำหรับเครื่องยนต์ 2A มีทั้งแบบ 2A, 2A-L, 2A-LC ให้แรงม้าสูงสุด 65 แรงม้า กับ 2A-U และ 2A-LU (เพิ่ม Toyota TTC-C Catalytic Converter) ให้แรงม้าสูงสุด 75 แรงม้า

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

เครื่องยนต์ 3A

เครื่องยนต์ 3A ยังคงมีขนาด 1.5 ลิตร เป็นแบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว ถือเป็นบล็อกเครื่องยนต์ตระกูล A ที่ประสบความสำเร็จตัวแรก เริ่มผลิตและวางในรถรุ่น Tercel, Corsa, Corolla II, Corolla, Sprinter, Sprinter Carib, Corona, Carina และรถสปอร์ตอย่าง MR2 ตั้งแต่ปี 1979 – 1989

โดยมีการเลิกใช้ห้องเผาไหม้แบบลีน ที่โตโยต้าที่​เรียกว่า TGP (Turbulence Generating Pot) ที่ใช้มาตั้งแต่เครื่องยนต์รหัส 1A

สำหรับเครื่องยนต์ 3A มีทั้งแบบ 3A, 3A-C ให้แรงม้าสูงสุด 60-72 แรงม้า, รหัส 3A-U ให้แรงม้าสูงสุด 80 แรงม้า, 3A-LU (เพิ่ม Toyota TTC-C Catalytic Converter) ให้แรงม้าสูงสุด 83.5 แรงม้า ส่วนรหัส 3A-HU เพิ่มแรงม้าเป็น 86 แรงม้า

และรุ่น Top สุดอย่างรหัส 3A-SU คาร์บูเรเตอร์คู่ + Toyota TTC-C Catalytic Converter เผยโฉมในปี 1984 มีหน้าตาตัวเครื่อง ฝาสูบ ฝาครอบวาล์ว ดูต่างไปจากแบบอื่นๆ ในบล็อกเดียวกัน ให้แรงม้าสูงสุด 90 แรงม้า ซึ่งต่อมา เครื่องยนต์ตัวนี้พัฒนาไปเป็นรหัส “E” ในปี 1985

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

เครื่องยนต์ 4A

นี่ล่ะ … ถือว่าเป็นเครื่องยนต์ในตำนานของ Toyota อีกรุ่น ที่คนเล่นรถมักกล่าวถึง …

เครื่องยนต์บล็อค 4A มีขนาด 1.6 ลิตร เริ่มต้นใช้ในรถโตโยต้ามาตั้งแต่ปี 1980 – 2002 เริ่มผลิตและวางในรถรุ่น Tercel, Corsa, Corolla II, Corolla, Corolla Ceres, Sprinter, Sprinter Marino, Sprinter Carib, Corona, Carina, Carina II – Avensis (เวอร์ชั่นยุโรป), Celica และ Daihatsu Charmant (เวอร์ชั่นส่งออก) กับ GEO Prizm (รถที่ Toyota ผลิตร่วมกับ GM)

ส่วนในไทย เครื่องยนต์รหัส 4A “ATOP” เริ่มใช้เป็นครั้งแรก ใน Corolla รุ่น “ท้ายตัด”

พัฒนาขนาดกระบอกสูบให้ใหญ่ขึ้น 81 มม. ส่วนระยะชัก ยังคงเท่ากับเครื่องยนต์รหัส 3A นั่นคือ 77 มม. ส่วนระบบวาล์วก็มีหลากหลายแบบมาก นับตั้งแต่แบบ 4 สูบ SOHC 8 วาล์ว ไปจนถึงแบบ 4สูบ DOHC 20 วาล์ว

เครื่องยนต์รหัส 4A-LC (เวอร์ชั่นอเมริกาเหนือ 71 แรงม้า – เวอร์ชั่นออสเตรเลีย สวิส และสวีเดน 78 แรงม้า) , 4A-C 75 แรงม้า (เวอร์ชั่นอเมริกาเหนือ) ส่วนรหัส 4A-L (เวอร์ชั่นอินโดนีเซีย / ไทย 79 แรงม้า และเวอร์ชั่นยุโรป 84 แรงม้า) , 4A-LC ให้แรงม้าสูงสุด 78 แรงม้า

เครื่องยนต์รหัส 4A-ELU จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด EFi (Electronic Fuel Injection) + Toyota TTC-C Catalytic Converter ให้แรงม้าสูงสุด 79 แรงม้า (เวอร์ชั่นส่งออก) และ 100 แรงม้า (เวอร์ชั่นญี่ปุ่น)

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

ภาพรถจากคุณ Sit Sanga

มาถึงเครื่องยนต์รหัส 4A-F … ตัวนี้ เริ่มใช้ในไทยกับ Corolla โฉม “โดเรม่อน” และ Corona โฉม “หน้ายักษ์” “หน้ายิ้ม” เป็นครั้งแรก ในช่วงประมาณปี 1987 – 1992 ชูจุดเด่นด้วยระบบมัลติวาล์ว DOHC เพลาลูกเบี้ยวคู่เหนือฝาสูบ ให้สมรรถนะดียิ่งขึ้น และทวินแคม 16 วาล์ว ตอบสนองทันใจ ดุจรถแข่ง!

เครื่องตัวนี้ มาแบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ความกว้างกระบอกสูบ 81 มม. X ช่วงชัก 77 มม. ให้แรงม้าสูงสุด 94 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 13.0 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์เดี่ยว ชนิดท่อคู่ดูดลงล่าง

และรุ่นพิเศษสำหรับ Corolla Sporty เวอร์ชั่นไทย ใช้เครื่องยนต์รหัส 4A-F คาร์บิวคู่ แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 106 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 14.9 กก.-ม. ที่ 4,200 รอบ/นาที จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์เวบเบอร์คู่ ชนิดดูดข้าง พร้อมอุปกรณ์ระบายความร้อนน้ำมันเครื่อง

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

และนี่คือจุดสูงสุด ของเครื่องยนต์ตระกูล 4A เป็นต้นไป เริ่มตั้งแต่เครื่องยนต์รหัส 4A-FE …..

เป็นการต่อยอดพัฒนามาจากเครื่องยนต์รหัส 4A-F โดยเริ่มผลิตตั้งแต่ปี 1987 – 2001 ซึ่งในเจเนอเรชั่นแรก ตัวฝาสูบจะเหมือนกันกับ 4A-F เพียงแต่บริเวณตัวหนังสือ “16 VALVE” จะมีคำว่า “EFI” พ่วงเพิ่มมาด้วย

สำหรับเครื่องยนต์ 4A-FE เจเนอเรชั่นที่ 2 (ซึ่งบ้านเราจะคุ้นเคยกับตัวนี้มาก เพราะเป็นเครื่องที่ใส่ใน Corolla รุ่น “สามห่วง”) ตัวฝาสูบได้รับการปรับปรุงลูกสูบใหม่ ปรับปรุงชุดท่อร่วมไอดี ท่อไอดีออกแบบให้ดูแบนลง พร้อมแปะโลโก้ “Toyota” (ในรุ่นสามห่วง ไมเนอร์เชนจ์ และใน Toyota Corona ท้ายโด่ง)

เครื่องยนต์รหัส 4A-FE เจเนอเรชั่นที่ 2 แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 116 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.0 กก.-ม. ที่ 5,200 รอบ/นาที

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

ภาพรถจากคุณ Narucha Cha Cha

พอมาถึงในรุ่น ตองหนึ่ง หรือ AE111 ช่วงปี 1996 – 1998 หน้าตายังคงเหมือนเดิม แต่ชุดกรองอากาศเปลี่ยนหน้าตาใหม่ พร้อมเพิ่มกล่องสำรองอากาศและดักฝุ่นก่อนเข้าลิ้นปีกผีเสื้อ ปรับแรงม้าเป็น 115 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.0 กก.-ม. ที่ 4,800 – 5,400 รอบ/นาที

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

ภาพรถจากคุณ Rak Rattanamaytanon

และในส่วนของเครื่องยนต์ 4A-FE เจเนอเรชั่นที่ 3 เฉพาะตลาดในแถบเอเชียและ ASEAN กับตัวที่ใส่ในรุ่น Hi-Torq ที่ออกมาในช่วงปี 1998 – 2001 ปรับชุดท่อไอดีใหม่ดูกลมขึ้น แต่ลดแรงม้าลงมาเหลือ 110 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 15.0 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

ภาพรถจาก อู่เรืองยนต์

พื้นฐานเครื่องเดิมของ 4A-FE ออกแบบมาเน้นการใช้งานทั่วไป เน้นความประหยัด ทนทาน ให้แรงบิดดีในตอนต้น ยิ่งในรถแท็กซี่เป็นที่นิยมมาก (ก็ขนาดเป็นยุคที่ใช้ Altis หน้าหมู หน้าแบน แล้ว ยังยอมขายเครื่องเดิม แล้วกลับมาใส่ 4A-FE กันเลย!) อะไหล่มีให้เลือกเยอะ ทั้งแท้ เทียบ เทียม ซึ่งไม่ลำบากในการหาอะไหล่เปลี่ยน และช่างทั่วไปก็ซ่อมได้ ระบบไม่ซับซ้อน แต่ต้องสังเกตตรงจานจ่ายหน่อย เพราะซีลชอบรั่วซึมเมื่อใช้เกิน 5 ปี

ซึ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ อายุการใช้งานส่วนใหญ่ก็มักขึ้นหลักแสนกิโลเมตรกันไปแล้ว ตามอายุของรถที่น้อยสุด ก็ปาเข้าไป 20 ปีแล้ว แต่ถ้าถามว่าคนใช้งานเครื่องยนต์รุ่นนี้ ใช้รถวิ่งแค่หลักหมื่นกิโลเมตรยังมีหรือไม่? ผมคิดว่ามี แต่ก็คงหายากมากเลยล่ะ

เจาะลึกจุดเด่น จุดด้อย ประวัติเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota

ภาพรถจาก อู่เรืองยนต์

ถ้าคุณอยากโอเวอร์ฮอลเครื่องยนต์ใหม่หมด ราคาอยู่ที่ประมาณ 15,000 – 21,000 บาท (แต่ละที่ไม่เท่ากัน) แต่ถ้าเลือกเครื่องเก่าญี่ปุ่นจากเชียงกงมาลง ยุคนี้ถือว่าราคาค่อนข้างแพง เพราะมีเข้ามาค่อนข้างน้อยแล้ว ตกประมาณ 2-3 หมื่นบาทได้ ซึ่งราคานี้อาจรวมทั้งเกียร์ และกล่อง ECU ส่วนสายซิ่งอยากแต่งรถ ก็อาจจะเอา Turbo มาใส่ในเครื่องยนต์ 4A-FE รุ่นธรรมดาก็ยังได้! แต่จะคุ้มหรือเปล่า ไม่รู้ เพราะถ้าจะโมทั้งระบบ น่าจะหลายหมื่นบาทอยู่

และสำหรับในส่วนของเครื่องยนต์ 4A-GE, 4A-GZE รวมไปถึงเครื่องยนต์ตระกูล A ของ Toyota ในแบบอื่นๆ จะมีอะไรบ้างนั้น โปรดติดตามในตอนต่อไป ภาค 2 ครับ! …

สำหรับใครที่อยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ!  มาขายรถกับ CARRO Express สิ! หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

แหล่งที่มาบางส่วนจาก:

  • Catalogue Toyota หลากหลายรุ่น
  • Wikipedia

ร้อนเงิน! อยากขายรถ จบด่วน! CARRO ช่วยคุณได้ รับซื้อทุกรุ่นทุกยี่ห้อ