Masii-Auto-Insurance-And-Secondhand-Car

หากพูดถึงรถยนต์มือสอง แน่นอนว่าหลายๆ คน ก็มักจะเลือกซื้อใช้ เพราะเนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่ารถยนต์มือหนึ่งป้ายแดงอย่างเห็นได้ชัดเจน และรวมไปถึงเรื่องของคุณภาพ และสภาพรถยนต์มือสองทั่วไปในปัจจุบัน ก็คงสภาพได้ดีด้วยอีกด้วย ดังนั้น ไม่แปลกใจเท่าไรที่เพื่อนๆ หลายคนเลือกใช้รถยนต์มือสองกันมากขึ้น

Carro-Masii-Auto-Insurance-And-Secondhand-Car

ใช้รถมือสอง ประกันรถยนต์ยังจำเป็นอยู่ไหม?

แน่นอนว่าอาจจะมีเพื่อนๆ หลายคนที่มักมีความคิดว่าการซื้อรถยนต์มือสองคือการซื้อขาย หรือใช้รถยนต์ต่อจากคนอื่น ดังนั้นเราไม่จำเป็นต้องมีประกันรถยนต์ก็ได้เหมือนกัน อาจจะดูเป็นความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลสักเท่าไรนัก แต่เชื่อสิว่ายังมีคนคิดแบบนี้อยู่จริงๆ นะ ทางมาสิ ขอแนะนำให้เพื่อนๆ พักความเชื่อเหล่านี้เอาไว้ก่อน

เราอยากจะบอกว่ากับเพื่อนๆ ทุกคนว่า ประกันภัยรถยนต์ยังถือว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นอย่างมากสำหรับเพื่อนๆ ที่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นมือหนึ่งป้ายแดงหรือมือสองก็ตาม เพราะหน้าที่หลักของการทำประกันรถยนต์ คือ การคุ้มครองทั้งตัวเราและรถยนต์ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ เกิดเหตุที่ไม่คาดคิด เห็นไหมว่า มันไม่เกี่ยวกันเลยว่าต้องเป็นรถยนต์มือหนึ่งอย่างเดียวที่ควรทำ รถยนต์ใดๆ ก็สามารถทำประกันรถยนต์ได้ทั้งนั้น

แต่สำหรับเพื่อนๆ ที่ซื้อรถมือสองมาใช้งาน แล้วพบว่าไม่รู้ว่า เราควรจะเลือกทำประกันรถมือสองประเภทไหนดีถึงจะเหมาะสม วันนี้ มาสิ มีคำแนะนำดีๆ มาฝากกัน ไปดูกันว่า รถมือสอง ทำประกันรถยนต์แบบไหนดี

Carro-Masii-Auto-Insurance-And-Secondhand-Car

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1

สำหรับเพื่อนๆ คนไหนที่มีอายุรถมือสองที่ไม่เก่ามากนัก และใช้งานเป็นประกันทางเราขอแนะนำให้ทำประกันชั้น 1 ไปเลยเพราะว่า จะให้ความคุ้มครองที่มากกว่าชั้นอื่นๆ นอกเหนือจากค่ารักษาพยาบาล เงินชดเชยต่างๆ แต่ยังครอบคลุมไปถึงการคุ้มครองกรณีรถชนไม่มีคู่กรณีอีกด้วยนะ เช่น รถชนต้นไม้ ชนกำแพง เป็นต้น

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+

สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากประหยัดค่าเบี้ยประกันน้อยลง ประกันรถยนต์ชั้น 2+ เป็นตัวเลือกที่เหมาะมากสำหรับรถมือสอง โดยเฉพาะหากรถมือสองมีอายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไป สำหรับความคุ้มครองนั้นจะใกล้เคียงกับประกันรถยนต์ชั้น 1 เลย แตกต่างตรงกันที่ชั้น 2+ จะชดเชยความเสียหายกรณีรถชนที่มีคู่กรณีเท่านั้น

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+

ประหยัดได้เพิ่มขึ้นด้วยเบี้ยประกันที่ถูกลง แต่ความคุ้มครองสำหรับชั้น 3+ นั้นไม่ได้แตกต่างกับชั้น 1 และ 2+ โดยเฉพาะรถมือสองที่มีอายุมากกว่า 5 ปีขึ้นไป ประกันชั้นนี้จะเหมาะกับรถของเพื่อนๆ เลย สำหรับความคุ้มครองจะแตกต่างตรงที่ไม่ครอบคลุมถึงรถหาย และไฟไหม้รถ

เพียงเท่านี้ทาง มาสิ ก็หวังว่าเพื่อนๆ ที่มีรถมือสองอยู่น่าจะทราบและหาได้แล้วว่ารถยนต์ของเราเหมาะกับประกันรถยนต์ชั้นไหน หากใครสนใจหรือมองหาประกันรถยนต์ สามารถโทรเข้ามาสอบถามเบี้ยได้เลยที่ 02-710-3100 หรือ คลิกที่นี่ เพื่อเปรียบเทียบประกันรถยนต์

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

Carro x Frank - จะให้ดี... ควรต่อประกันรถตอนไหน

มีรถยนต์ก็ต้องดูแล! ต้องเทคแคร์อย่าให้ขาดทั้งน้ำมัน ทั้งซ่อมบำรุง ทั้งเติมลมยาง และอื่นๆ มากมาย และที่ลืมไม่ได้เลยคือการต่อประกันรถยนต์เพิ่มความคุ้มครองนอกเหนือจาก พ.ร.บ.รถยนต์

ถามว่าเราควรต่อประกันรถยนต์ตอนไหน ?

คงต้องตอบตรงๆ ว่า มีให้เลือกต่อประกันรถยนต์หลายช่วงเวลาตามนี้

1. ต่อล่วงหน้า 3 เดือนก่อนหมดอายุ
2. ต่อล่วงหน้า 1 เดือนก่อนหมดอายุ
3. ต่อล่วงหน้า 1 วันก่อนหมดอายุ

และเพื่อชาว Carro ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพนกวิน Frank.co.th โบรกเกอร์ประกันภัยออนไลน์ขออธิบายตามนี้ครับ!!

Car-Insurance-For-New-Driver

1. ต่อประกันรถล่วงหน้า 3 เดือน

คงต้องบอกว่า “หากกลัวลืม!!” และต้องการความดูแลต่อเนื่อง
เราสามารถต่อประกันรถยนต์ล่วงหน้า 3 เดือนก่อนประกันหมดอายุ

สำหรับการต่อประกันล่วงหน้ามีข้อดียังไงบ้าง ?

  • มีเวลาได้พิจารณาเงื่อนไขที่ดีที่สุด
  • มีเวลาอ่านข้อตกลง และเปรียบเทียบเบี้ยประกันภัยที่ต้องการ
  • มีเวลาผ่อนจ่ายยาว ๆ สบาย ๆ ไม่ตึงมือ
  • มีเวลาเคลมรถยนต์และนำเข้าซ่อมก่อนต่อประกันกับที่ใหม่
  • และที่สำคัญคือมีความคุ้มครองต่อเนื่อง

ดังนั้น การต่อประกันภัยล่วงหน้า 3 เดือนนั้น เหมาะสำหรับคนขี้ลืมและเหมาะกับคนที่ต้องการเปลี่ยนบริษัทฯ ประกันรถยนต์เป็นบริษัทใหม่ แนะนำให้ซื้อประกันล่วงหน้าเลย หากใครเงินไม่พออยากได้ประกันชั้น 1 บางโบรกเกอร์มีผ่อน 0% ให้เลือกด้วยนะ

What-Is-Excess-In-Insurance

2. ต่อประกันรถล่วงหน้า 1 เดือน

ไม่มากไม่น้อยครับสำหรับช่วงเวลา 1 เดือน สำหรับคนที่ต้องการต่อประกันกับเจ้าใหม่ เมินบริษัทฯ เดิม เรายังมีเวลาได้หายใจหายคอดูเบี้ยประกันภัย เทียบความคุ้มครอง เลือกทุนประกัน และมองหาบริการเสริมอื่นๆ จากโบรกเกอร์ออนไลน์เจ้าดังทั้งหลายที่พร้อมให้บริการ

ข้อดีของการต่อประกันรถล่วงหน้า 1 เดือน คือ

  • ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้านานเกินไป
  • มีเวลาเคลมรอยรอบคัน หรือเคลมแห้งซ่อมกับประกันเจ้าเดิม
  • รับความคุ้มครองต่อเนื่อง (แต่ต้องตัดสินใจในทันนะ)

Old-Car-Over-7-Years-With-Insurance

3. ต่อประกันรถล่วงหน้า 1 วันก่อนหมดอายุ

ถ้าเลือกเพลินเกินห้ามใจ อันนี้ก็ดีอันโน้นก็ดี ตัดใจไม่ได้สักที อันนี้ก็ต้องบอกว่าอาจเสี่ยงหน่อย ๆ ครับ สำหรับการซื้อล่วงหน้า 1 วันก่อนหมดอายุ เพราะประกันรถยนต์บางเจ้าอาจจะต้องใช้เวลาตรวจสอบรถยนต์ก่อนรับประกันก็มี และอาจจะมีระยะเวลาดำเนินการอยู่บ้างครับ

อ่านมาถึงตรงนี้เลือกได้หรือยังครับ ? ว่าต่อประกันรถยนต์ล่วงหน้าแบบไหนเหมาะกับเรา ?

ขอบคุณข้อมูลจาก Frank.co.th ประกันที่รวดเร็ว เรียบง่าย และจริงใจกับคุณ

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก จส.100

Old-Car-Over-7-Years-With-Insurance

ปัจจุบันนี้ รถมือสองในบ้านเราก็จัดได้ว่ามีจำนวนมาก (ซึ่งย้อนเวลาไปหลายปีก่อน รถพวกนี้ก็คือรถใหม่นั่นล่ะ) ซึ่งก็มีหลายคันที่อายุเกิน 7 ปีขึ้นไปแล้ว โดยปกติแล้วถ้าซื้อมาใช้ตั้งแต่ตอนยังเป็นป้ายแเดง ก็จะมีประกันภัยชั้น 1 ติดรถมาด้วย ซึ่งโดยปกติ ถ้าคุณต่อประกันภัยชั้น 1 กับบริษัทเดิมอย่างต่อเนื่อง และมีประวัติที่ดี ก็อาจจะต่อประกันภัยชั้น 1 ได้นานถึง 10 ปี หรือมากกว่านั้นก็ยังได้ …

ข้อดีและข้อเสียของประกันภัยชั้น 1 อย่างที่รู้ๆ กัน นั่นคือ ให้ความคุ้มครองมาก เช่น กรณีรถถูกชนแล้วหนี ซึ่งประกันภัยประเภทอื่นไม่คุ้มครอง แถมยังได้ส่วนลดทุกปี ถ้าคุณใช้รถเก๋งมือสองแบบ Compact Car ทั่วไป บางทีจ่ายค่าเบี้ยประกันไม่ถึง 1 หมื่นบาท ด้วยซ้ำ ถ้าประวัติการเคลมของคุณมีน้อยๆ นะ แต่ค่าเบี้ยประกันภัยที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน

Old-Car-Over-7-Years-With-Insurance

แต่รถมือสองหลายคัน อาจจะไม่ได้ต่อประภันภัยชั้น 1 มานานแล้ว เมื่อเราไปซื้อรถมือสองมาจากรถบ้าน หรือรถเต็นท์ แล้วอยากที่จะทำประกันภัยชั้น 1 ก็ลำบากซะแล้ว เพราะบริษัทประกันภัย จะรับทำประกันภัยชั้น 1 กับรถยนต์ที่อายุไม่เกิน 7 ปีเท่านั้น

ประกันภัยชั้น 2+ และ 3+ จึงเกิดขึ้นมาเพื่อรองรับจุดนี้ เหมาะสำหรับรถมือสองที่มีอายุเกิน 4 ปีขึ้น ไป เพราะอะไร? ลองดูคุณสมบัติกัน …

Old-Car-Over-7-Years-With-Insurance

ความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์ชั้น 2+

ประกันรถยนต์ชั้น 2+ ให้ความคุ้มครองใกล้เคียงกับประกันชั้น 1 ต่างกันเพียงคุ้มครองแค่อุบัติเหตุ ที่เกิดจากการชนของ “รถยนต์” เท่านั้น (ซึ่ง ถ้ามีมอเตอร์ไซค์ หรือพาหนะอื่นๆ มาชน จะไม่ได้รับความคุ้มครอง) ราคาเบี้ยประกันไม่แพงมาก เหมาะสำหรับคนที่มีเคลมน้อยๆ

สำหรับความคุ้มครอง แยกออกมาได้เป็นข้อๆ ดังนี้

– ความเสียหายต่อตัวรถ เฉพาะกรณีชนกับพาหนะทางบก
– ชีวิตและร่างกายบุคคลภายนอก รวมถึงผู้โดยสารในรถยนต์เอาประกันภัย
– ทรัพย์สินบุคคลภายนอก
– การประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ค่ารักษาพยาบาล และการประกันตัวผู้ขับขี่
– การสูญหายและไฟไหม้ตัวรถ
– ภัยธรรมชาติ หรือ ภัยก่อการร้าย

Old-Car-Over-7-Years-With-Insurance

ความคุ้มครองประกันภัยรถยนต์ชั้น 3+

ประกันรถยนต์ชั้น 3+ ถือว่าคุ้มค่ามาก เหมาะสำหรับรถเก่าๆ หรือคนที่ไม่ได้ขับรถบ่อยๆ เท่าไหร่ เพราะเป็นประกันภัยที่เน้นจ่ายเฉพาะเราขับไปชนคนอื่นเป็นหลัก อีกทั้งถ้ารถคุณมีประวัติดี ไม่เคยเคลม เวลาต่อประกันภัย ก็ยังได้ส่วนลดประวัติอีกด้วย และเบี้ยประกันภัยก็ไม่แพงมาก

สำหรับความคุ้มครอง แยกออกมาได้เป็นข้อๆ ดังนี้

– ความเสียหายต่อตัวรถ เฉพาะกรณีชนกับพาหนะทางบก
– ชีวิตและร่างกายบุคคลภายนอก รวมถึงผู้โดยสารในรถยนต์เอาประกันภัย
– ทรัพย์สินบุคคลภายนอก
– การประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ค่ารักษาพยาบาล และการประกันตัวผู้ขับขี่

ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของคุณแล้วล่ะครับ ถ้าจะเลือกทำประกันภัยแบบไหน เอาตามงบที่มี หรือเอาตามเงื่อนไขความคุ้มครอง ล้วนแล้วดีทั้งหมดครับ

—–

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก จส.100

How-Engines-Lose-Oil-Lubricants

ปกติของรถยนต์ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ก็ควรหมั่นตรวจสอบดูแลรักษาบ้างอย่างน้อยอาทิตย์ละหนึ่งครั้ง เพื่อดูว่ามีส่วนใดผิดปกติหรือบกพร่องบ้างหรือไม่ หลายๆ คน ขับรถเป็นอย่างเดียว ดูแลรักษารถไม่เป็นเลยก็มี

เครื่องยนต์ของรถ ก็จัดเป็นสิ่งสำคัญมากเช่นกัน ปกติระดับน้ำมันเครื่อง เวลาเราใช้ไปมันก็จะมีลดลงไปบ้างอยู่แล้ว จากการเผาไหม้หรือเสียดสีกับเหล็กภายในเครื่องยนต์ แต่บางกรณีเล่นหายกันแบบหมดไวมาก เหมือนโดนดูดเลย บางคนกว่าจะรู้ตัวอีกที น้ำมันเครื่องขาด น้ำมันเครื่องแห้ง ส่งผลตามมาถึงขั้นเครื่องยนต์พัง ได้ยกเครื่องใหม่เลยทีเดียว

สาเหตุอะไรบ้าง ที่ทำให้น้ำมันเครื่องหาย มาดูกันครับ …

1. เครื่องยนต์สึกหรอมาก

How-Engines-Lose-Oil-Lubricants

เครื่องยนต์สึกหรอมาก ส่งผลให้การเผาไหม้ภายในเครื่องยนต์ หรือในกระบอกสูบไม่สมบูรณ์ กำลังเครื่องยนต์ตก ควรดูว่ากระบอกสูบ ลูกสูบ และแหวนลูกสูบ สภาพเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าสึก หลวม กร่อน หรือไหม้ หรือไหลไปผสมกับเชื้อเพลิง ก่อให้เกิดปัญหาควันขาว ก็ควรเปลี่ยนใหม่

2. ซีลต่างๆ มีการรั่วซึม

How-Engines-Lose-Oil-Lubricants

ลองก้มไปดูใต้ท้องรถ หลังจากจอดรถเสร็จแล้วซิว่า มีหยดน้ำมันเครื่องสีน้ำตาลดำๆ ลงมาที่พื้นบ้างหรือไม่ ถ้ามี ลองดูตามซีลยางต่างๆ เช่น ซีลหน้าเครื่อง ซีลท้ายเครื่อง ฝาเครื่อง หรือประเก็นต่างๆ ของเครื่องยนต์ เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน จะเกิดความร้อนและแรงดัน ทำให้น้ำมันเครื่องถูกดันผ่านปะเก็น ซีล โอริงต่างๆ ถ้าเจอจุดรั่วซึมแล้ว ก็รีบขับรถเข้าอู่เปลี่ยนใหม่เถอะ

3. วาล์วสึก วาล์วยัน

How-Engines-Lose-Oil-Lubricants

อะไรที่เกี่ยวกับวาล์วทั้งหลายแหล่ เช่น ก้านวาล์ว ร่องนำวาล์ว ยางหมวกวาล์ว (หรือ ยางตีนวาล์ว) รถยนต์ของใครที่ใช้แก๊ส LPG มักจะเป็นกันไว 2-3 ปี ก็ต้องเปลี่ยนแล้ว เพราะแก๊ส LPG มีความร้อนสูง ซีลต่างๆ เสื่อมเร็วกว่าพวกใช้น้ำมัน

ถ้าชิ้นส่วนวาล์วหมดสภาพ หรือยางแข็งตัวแล้ว ก็ควรเปลี่ยนซะใหม่ เพราะทำให้เครื่องยนต์เผาไหม้ได้ไม่เต็มที่ อาจทำให้น้ำมันเครื่องไหลผ่านเข้าไปในกระบอกสูบได้ วิธีแก้ก็เปลี่ยนใหม่ซะ แต่บางอาการก็อาจจะต้องจ่ายมากหน่อย เช่น วาล์วรั่ว

ทางที่ดี ถ้าคุณใช้รถมือสองอายุหลายปีแล้ว อย่าลืมตรวจเช็คน้ำมันเครื่องสัปดาห์ละครั้งนะครับ อย่างน้อยๆ ก็กันไว้ดีกว่าแก้ครับ

ขอขอบคุณภาพจาก อู่เรืองยนต์

10-Secondhand-Cars-Price-Not-Drop-Forever-Part-2

นิยามของรถมือสอง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นรถที่ผ่านมือคนที่เป็นเจ้าของรถมาแล้ว ยิ่งรถปีเก่าๆ บางคัน อาจจะผ่านมือคนเป็นเจ้าของ มาแล้วนับสิบคนก็มี … ยิ่งเก่า ราคาก็ยิ่งตก ตกจนติดดินเลยบางรุ่น

และเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ที่รถยนต์แบรนด์เจ้าตลาด มักจะได้เปรียบในการ ซื้อ-ขาย ในตลาดรถมือสอง มีราคาตกน้อยกว่ารถยี่ห้อแปลกๆ หายากๆ ที่ซื้อไปแล้ว หาอู่ซ่อมก็ยาก ต้องใช้เวลาควานหาอะไหล่อีก ค่าซ่อมก็แพง บางคันไปต่อไม่ไหว ต้องขายซากไปเป็นอะไหล่ให้รถคันอื่น ก็มีถมเถไป …

แต่นั่นก็ไม่เสมอไปซะทีเดียว เพราะรถมือสองบางรุ่น จัดเป็นรถยี่ห้อแปลกๆ รถอะไหล่หายาก ค่าซ่อมแพง ในอดีตก็เป็นรถธรรมดาสามัญๆ นี่ละ แต่ก็จัดเป็น “รถในตำนาน” ได้เหมือนกัน ที่เวลาขาย ราคากลับไม่ค่อยตกซะด้วย … Carro ขอยกตัวอย่าง 10 รุ่น ภาค 2 ต่อครับ …

1. Toyota Sprinter Trueno (AE85/AE86)

Toyota-Sprinter-Trueno-AE86-Shuichi-Shigeno

Shuichi Shigeno ผู้เขียนการ์ตูน Initial D นักซิ่งดริฟท์สายฟ้า กับ AE86 คันโปรดของเขา

Toyota Sprinter Trueno (โตโยต้า สปริ้นเตอร์ ทรูโน่) จากที่เป็นรถ 2 ประตู Coupe หรือรถแบบ 3 ประตู Hatchback ธรรมดาๆ ที่บ้านเราไม่มีขาย มีแต่การนำเข้ามาโดยนักเรียนนอก (ซึ่งสมัยนั้นเท่าที่เห็น จะเป็นโฉม Corolla SR5 ที่นำเข้ามาจาก USA) และเป็นรถจดประกอบ ที่นำเข้ามาก่อนที่กฎหมายจะห้าม ในโฉมนี้จะมีให้เลือกทั้งรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 3A-U 83 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-GEU 130 แรงม้า

จุดที่ทำให้รถรุ่นนี้โด่งดังเป็นพลุแตก นั่นคือ การ์ตูน Initial D นักซิ่งดริฟท์สายฟ้า เป็นการ์ตูนญี่ปุ่นเกี่ยวกับการแข่งรถและการแต่งรถ แต่งโดย Shuichi Shigeno (ชูอิจิ ชิเงโนะ) ที่พระเอกในเรื่อง “ทาคูมิ” ใช้รถคันนี้ขับขึ้น-ลงเขาอากินะ ในลักษณะดริฟท์เพื่อส่งเต้าหู้ อีกทั้งยังเอาไปทำเป็นหนังฮ่องกงอีก รถรุ่นนี้ราคาเลยพุ่งกระฉูด จากในอดีตที่มีราคาไม่กี่แสนบาท กลายมาเป็นหลักล้านไปได้!

2. Nissan Silvia (S13)

Nissan-Silvia-S13

Nissan Silvia (นิสสัน ซิลเวีย) จากชื่อรุ่นที่มาจากเทพธิดาแห่งความงามของเทพนิยายกรีก กลายเป็นรถสปอร์ตยอดนิยมของนักซิ่ง นักดริฟท์ในบ้านเรา มาพร้อมนิยาม Art Force SILVIA จัดเป็นรถที่หายากในบ้านเราอีกหนึ่งรุ่น เนื่องจากสยามกลการในเวลานั้น ไม่ได้นำเข้ามาขาย มีแต่เอามาโชว์ในงาน Motor Show ปี 1989 เท่านั้น แต่ก็มีนำเข้ามาโดยผู้นำเข้าอิสระตอนนั้น และรถจดประกอบ (อ่อ รุ่นนี้ มีเวอร์ชั่นเปิดประทุน ในไทยด้วยครับ) …

เครื่องยนต์แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ นั่นคือขนาด 1.8 ลิตร รหัส CA18DE 135 แรงม้า และรหัส CA18DET 175 แรงม้า กับขนาด 2.0 ลิตรรหัส SR20DE 140 แรงม้า และรหัส SR20DET 205 แรงม้า ในโฉมไมเนอร์เชนจ์

จัดเป็นรถที่ราคาแทบจะไม่ตกเลย และยังเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง

3. Nissan 200SX (S13)

Nissan-200SX-S13

ภาพจาก Momotaro by auto factory

Nissan 200SX (นิสสัน 200เอสเอ็กซ์) จัดเป็นรถสปอร์ตยอดนิยมตลอดกาลของนักดริฟท์อีกหนึ่งรุ่น นี่ถือว่าเป็น “น้องแท้ๆ” ของ Silvia เลยล่ะ ซึ่งในญี่ปุ่นจะใช้ชื่อรุ่นว่า “180SX” (หากเป็นเวอร์ชั่น USA ก็จะใช้ชื่อว่ารุ่น 240SX) แต่รุ่นนี้จะเน้นออกไปลุยตลาดโลกมากกว่า กับดีไซน์ไฟหน้าแบบ Pop-Up ยอดฮิตสุดๆ ในช่วงปลายยุค 80 ไปจนถึงยุค 90 ผลิตขายตั้งแต่ปี 1989 – 1998 มีอายุยาวนานกว่า Silvia (S13) ด้วยซะอีก

แน่นอนว่าในไทย สยามกลการ นำเข้ารุ่นนี้จากออสเตรเลียมาขายครับ เมื่อปี 2534 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส CA18DET 171 แรงม้า มียอดขายรวมประมาณ 447 คัน

นี่ก็จัดเป็นรถที่ราคาแทบจะไม่ตกเลย และยังเป็นที่นิยมอย่างต่อเนื่อง (เช่นกัน)

4. Honda Civic 3-Door

Honda-Civic-3-Door-EG

ภาพจาก คมสันต์ โถสกุล

Honda Civic 3-Door (ฮอนด้า ซีวิค 3 ประตู) หนึ่งเดียวของ Civic 3 ประตู ที่ Honda ผลิตขายในไทยเรา ยอดนิยมสุดๆ นับตั้งแต่ตอนออกใหม่ๆ ได้รับการต้อนรับจากลูกค้าชาวไทยอย่างล้นหลามเพียงระยะเวลาแค่ 7 วัน มียอดจองถึง 10,000 คัน! มาจนถึงกลุ่มนักแต่งรถในตอนนี้ ด้วยราคาซื้อ-ขาย มือสอง ที่ไม่ตกมากนัก (ยกเว้นว่า รถจะสภาพเน่าจริงๆ ก็ตกเยอะหน่อย)

เวอร์ชั่นไทยเปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2536 ในรุ่นเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร 91 แรงม้า มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ต่อมามีรุ่นปรับโฉมเล็กๆ น้อยๆ เช่น เพิ่มล้อแม็ก เพิ่มเบาะลายใหม่ กึ่งหนังกึ่งผ้า และสีตัวรถใหม่ เช่น สีเขียวสด เป็นต้น

5. Honda NSX

Honda-NSX

ภาพจาก Momotaro by auto factory

Honda NSX (ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์) จัดเป็นรถ Exotic Car ในตำนานจากฝั่งญี่ปุ่นอีกหนึ่งรุ่น ผลิตออกมาขายตั้งแต่ปี 1990 – 2004 (เปิดตัวในไทย ปลายปี 2534) ในรหัส NA1 และ NA2 เรียกได้ว่ารวมสุดยอดเทคโนโลยีของมอเตอร์สปอร์ตแห่งยุค 90 เอาไว้อย่างเต็มภาคภูมิ ชูความโดดเด่นด้วยตัวถังแบบอลูมิเนียม และราคานำเข้าสุดโหดในสมัยนั้น

ใช้เครื่องยนต์วางกลางขนาด 3.0 ลิตร VTEC รหัส C30A ที่ไม่พึ่ง Turbo แต่รีดแรงมาได้ถึง 280 แรงม้า (274 แรงม้า เวอร์ชั่นไทย) (เกียร์อัตโนมัติ เหลือ 265 แรงม้า – 256 แรงม้า เวอร์ชั่นไทย) และเครื่องยนต์ขนาด 3.2 ลิตร รหัส C32B 280 แรงม้า

ในบ้านเราบอกได้เลย ว่ารุ่นนี้หายากพอตัว และราคาขายต่อก็ตกน้อยมากๆ อีกด้วย

6. Mazda MX-5 Miata (NA)

Mazda-MX-5-Miata

Mazda MX-5 Miata (NA) (มาสด้า เอ็มเอ็กซ์-5 มิอาตะ) หรือ Eunos Roadster ในตลาดญี่ปุ่น จัดเป็นรถเปิดประทุนที่ขายดีที่สุดในโลกของ Mazda ซึ่งได้เอกลักษณ์แบบคลาสสิกมาจากรถเปิดประทุนฟากยุโรปในยุค 60-70 เปิดตัวครั้งแรกในปี 1989 และนำเข้ามาขายในไทย โดย กมลสุโกศล ประมาณปี 2535 มีให้เลือกทั้งหลังคาผ้าใบ และหลังคาแข็ง

ในไทยจะมีให้เลือกทั้งในรุ่น NA6 เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร 118 แรงม้า และ NA8 เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร 128 แรงม้า ซึ่งมีทั้งแบบไม่มีระบบเบรก ABS และมีระบบเบรก ABS โดยทุกแบบ มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

สำหรับ Mazda MX-5 Miata (NA) บอกได้เลยว่าราคาตกน้อยมากๆ (รุ่น NB ที่มาทีหลัง บางคัน ราคายังกลับตกมากกว่า!) เพราะเป็นรถที่มีแฟนคลับอยู่อย่างเหนียวแน่น ราคาตกน้อยมาก

7. MINI

MINI-Mr-Bean

MINI (มินิ) จัดเป็นรถในตำนานอีกหนึ่งรุ่นเลยก็ว่าได้ สำหรับ “MINI” ที่ตัวเล็กราคาแรงสมชื่อ ผลิตออกจำหน่ายยาวนานตั้งแต่ปี 1959 – 2000 ในหลายรูปแบบ อาทิเช่น Mini Cooper, Mini Countryman, Mini Clubman หรือ Mini Pickup เป็นต้น

สำหรับในไทย ต้องย้อนไปยังประมาณปี 2502 – 2503 MINI ถูกนำเข้าของบริษัท C K R Motor เป็นตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทย ก่อนที่จะเปลี่ยนผู้นำเข้าไปหลายเจ้า ตั้งแต่เลย์ไทยมอเตอร์ มาจนถึงยุคไทยอัลติเมทคาร์

และยังจัดเป็นรถยอดนิยมในภาพยนตร์หลายๆ เรื่องอีกด้วย แต่ทีเห็นทีจะดังสุดขีดก็เรื่อง The Italian Job และหนังตลกอย่าง Mr Bean นี่ละครับ ที่ทำให้ MINI คันเล็กแต่ราคาไม่เล็ก ดังจุดฉุดไม่อยู่ และราคาก็พุ่งปาเข้าไปหลักล้านเลยทีเดียว

8. Daihatsu Mira

Daihatsu-Mira

Daihatsu Mira (ไดฮัทสุ มิร่า) จัดเป็นรถเล็กขนาดเบา ที่ราคาไม่ตกมากนักอีกรุ่น (เพราะว่ามีกลุ่มคนที่รอเล่น รอซื้อ และรอขายกันอยู่ตลอดเวลา) ในบ้านเราเปิดตัวเมื่อปี 2534 เริ่มต้นด้วยรูปแบบกระบะ ต่อมาเป็นแบบมีหลังคาไฟเบอร์ครอบ และแบบกระบะมีแค็บเล็กๆ คั่น มาจนถึงรุ่น Mira Mint ในช่วงปลายยุค 90

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 850 ซีซี รหัส ED-10 43 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ก็ทำให้ผู้ที่ชอบแต่งรถนั้นต่างก็ต้องซื้อรถรุ่นนี้กันเป็นเจ้าของ บางคนก็เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่เป็น 660 ซีซี Turbo ให้แรงขึ้น หรือแต่งให้ดูเป็นเวอร์ชั่นใหม่ขึ้นกว่าเดิม

9. Ford Mustang

Ford-Mustang

ภาพจาก ดรีม พงษ์ศักดิ์ 

Ford Mustang (ฟอร์ด มัสแตง) นับตั้งแต่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1964 มัสแตง ก็ยังได้รับความนิยมอย่างยิ่งมาจนถึงปัจจุบัน (แต่ก็มีบางโฉม ที่คนไม่เล่นกัน โดยเฉพาะในรุ่นช่วงกลางยุค 70 – 80)

จัดเป็นหนึ่งในรถหายาก โดยเฉพาะ Mustang รุ่นตั้งแต่ปี 1964 – 1973 ทั้งแบบ 2 ประตู Coupe, รุ่นเปิดประทุน และรุ่น Fastback มีราคาสูงมากในบ้านเรา และราคาไม่ตกง่ายๆ เช่นกัน

10. Chevrolet Camaro

Chevrolet-Camaro-Z28

Chevrolet Camaro (เชฟโรเลต คามาโร่) เปิดตัวต้นแบบครั้งแรกในปี 1966 เพื่อออกมาแข่งกับเจ้าตลาดรถ Pony Car อย่าง Ford Mustang นี่ก็จัดเป็นหนึ่งในรถหายากในบ้านเรา (หายากกว่า Mustang อีก) มีราคาสูงมาก และราคาไม่ตกง่ายๆ เช่นกัน

รุ่นที่ถือว่าหายาก และได้รับความนิยมสุดขีดคงต้องยกให้โฉมแรก ปี 1967 – 1969 (ซึ่งยังมีคู่แฝดอีกด้วย ในชื่อ Pontiac Firebird) ราคาขายกันตอนนี้ หลักล้านขึ้นไป

Mr.Carro คาดว่ารถ 10 รุ่น (ในภาค 2 นี้) ที่ยกมาให้ชมกัน น่าจะมีรุ่นใดรุ่นหนึ่ง ที่ถูกใจคุณผู้อ่านบ้างนะครับ

และสำหรับใครที่อยากขายรถกับทาง Carro ก็สามารถขายด่วนๆ ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

10-Secondhand-Cars-Price-Not-Drop-Forever

รถมือสอง บางรุ่น บางยี่ห้อ จากรถธรรมดาสามัญในอดีต กลายมาเป็น “รถในตำนาน” ในปัจจุบัน แล้วเวลาขายต่อ ราคาดันไม่ค่อยตกซะด้วยสิ!

นิยามของรถมือสอง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า เป็นรถที่ผ่านมือคนที่เป็นเจ้าของรถมาแล้ว ยิ่งรถปีเก่าๆ บางคัน อาจจะผ่านมือคนเป็นเจ้าของ มาแล้วนับสิบคนก็มี … ยิ่งเก่า ราคาก็ยิ่งตก ตกจนติดดินเลยบางรุ่น

และเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ที่รถยนต์แบรนด์เจ้าตลาด มักจะได้เปรียบในการ ซื้อ-ขาย ในตลาดรถมือสอง มีราคาตกน้อยกว่ารถยี่ห้อแปลกๆ หายากๆ ที่ซื้อไปแล้ว หาอู่ซ่อมก็ยาก ต้องใช้เวลาควานหาอะไหล่อีก ค่าซ่อมก็แพง บางคันไปต่อไม่ไหว ต้องขายซากไปเป็นอะไหล่ให้รถคันอื่น ก็มีถมเถไป …

แต่นั่นก็ไม่เสมอไปซะทีเดียว เพราะรถมือสองบางรุ่น จัดเป็นรถยี่ห้อแปลกๆ รถอะไหล่หายาก ค่าซ่อมแพง ในอดีตก็เป็นรถธรรมดาสามัญๆ นี่ละ แต่ก็จัดเป็น “รถในตำนาน” ได้เหมือนกัน ที่เวลาขาย ราคากลับไม่ค่อยตกซะด้วย … Carro ขอยกตัวอย่าง 10 รุ่น ครับ …

Toyota Celica (Gen.1)

Toyota-Celica-LB

Toyota Celica (โตโยต้า เซลิก้า) ในฉายา “เซลิก้าหน้าโหนก” หรือ “สาลิกา” โดย Celica รุ่นแรก ในอดีตถือเป็นรถ Sport 2 ประตู ที่ได้รับความนิยมในบ้านเรา มีนำเข้ามาในไทยตั้งแต่ช่วงกลางปี 2514 ทั้งแบบตัวถัง Coupe (TA22, TA23) และต่อมา นำเข้าตัวถังแบบ Liftback (TA27, TA28) มาขายด้วย เป็นรถที่ได้รับฉายาว่า “มัสแตงญี่ปุ่น” (Japanese Mustang) สร้างตำนานและความทรงจำ ทั้งบนท้องถนน และในสนามแข่งทางเรียบ และทางฝุ่น หลายยุคสมัย …

เมื่อก่อน ก็จัดว่าเป็นรถธรรมดาสามัญรุ่นหนึ่ง แต่มาในยุคปัจจุบัน กลับกลายเป็นรถที่นิยมในกลุ่มผู้เล่นรถ Retro Car (เรโทร คาร์) ทำให้ราคาดีดตัวขึ้นไปจากหลักหมื่น ขึ้นไปเป็นราคาหลักแสน บางคัน Full Restoration ดีๆ ราคาซื้อ-ขาย กันคันละหลายแสนบาทก็มี!

Nissan Figaro

Nissan-Figaro

Nissan Figaro (นิสสัน ฟิกาโร่) จัดเป็นรถเล็กสไตล์คลาสสิคอีกหนึ่งรุ่น เปิดตัวช่วงปี 1989 ผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียง 20,000 คัน ในรูปแบบสไตล์วิคตอเรียนทั้งภายนอกและภายใน โดย 8,000 คันแรกผลิตตามปกติ ส่วนอีก 12,000 คันที่เหลือจะมีเลขกำกับ

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 987 ซีซี รหัส MA10ET ให้แรงม้าสูงสุด 76 แรงม้า ที่ยกมาจากรุ่น March ใช้เกียร์ออโต้ 3 สปีด อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 13.6 กม./ลิตร นี่ก็จัดเป็นรถในตำนาน ที่นำเข้ามาในบ้านเรา (ช่วงรถจดประกอบ) มากพอสมควร และราคาขายก็ไม่ตกง่ายๆ ด้วย! มีตั้งแต่ 5 แสนกว่าบาท ไปจนถึง 8 แสนกว่าบาท!

Nissan Skyline (R34)

Nissan-Skyline-R34

Nissan Skyline (นิสสัน สกายไลน์) ชื่อนี้ถ้าเป็นคอรถซิ่ง คงไม่ต้องก็รู้ว่ามันคือรถในตำนาน! ที่นิยมมากๆ ในบ้านเรา ก็จะเป็นรุ่น R32, R33 และ R34 ซึ่งตำนานของ Skyline โดย R34 จัดเป็น Skyline เจเนอเรชั่นสุดท้ายของผู้ที่นิยมในความแรง (เพราะ Skyline รุ่นหลังมา คนก็เล่นกันน้อยลงละ) ในบ้านเรามีนำเข้ามาเยอะพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นแบบ 4 ประตู หรือแบบ 2 ประตู อาทิเช่น รุ่น 25GT Turbo, GT-R, GT-R V-Spec, GT-R M-Spec หรือแม้กระทั่งรุ่นใส่ชุดแต่งจาก Z-Tune หรือ NISMO ก็มีหลายคัน

นับว่าเป็นรถสปอร์ตที่เป็นดาวค้างฟ้าอีกหนึ่งคัน มาในราคาตั้งแต่ไม่กี่แสนบาทในรุ่น 4 ประตู ไปจนกระทั่งราคาหลัก 1.5-3 ล้านบาท ในรุ่น GT-R ขึ้นไป หรือรุ่นที่จัดว่าเป็น Limited Edition เป็นต้น …

Honda Prelude

Honda-Prelude

Honda Prelude (ฮอนด้า พรีลูด) รุ่นยอดฮิตของคนเล่นรถในบ้านเรา คงต้องยกให้เป็น เจเนอเรชั่น ที่ 4 เพราะช่วงนั้นถือเป็นช่วงเปิดเสรีการนำเข้ารถจากต่างประเทศ ค่ายรถแต่ละเจ้าก็สั่งรถเด็ดๆ เข้ามาชิงยอดขายกันเป็นแถว Honda รุ่นนี้ดีไซน์มาได้สวยในแบบ Timeless และภายในที่ดูล้ำยุค เลยเป็นจุดเด่นที่ทำให้คนเล่น พรีลูด มาจนถึงทุกวันนี้

ในไทย บริษัทแม่นำเข้ามาทั้ง รุ่น 2.2 CX, 2.3 Si และ 2.2 VTi-R ปัจจุบันมีราคาขายในตลาดรถมือสองอยู่ที่ประมาณ 2 – 3 แสนกว่าบาท ซึ่งคงจะไม่ตกไปมากกว่านี้อีกแล้ว

Mazda RX-7 (FD3S)

Mazda-RX-7

Mazda RX-7 (มาสด้า อาร์เอ็กซ์-7) จัดเป็นรถสปอร์ตเครื่องยนต์สูบหมุนโรตารี่จาก Mazda ด้วยรูปทรง Low & Wide แบบสปอร์ตพันธุ์แท้ สวยอมตะอีกหนึ่งรุ่น ขายกันยาวนานถึง 10 ปี ตั้งแต่ปี 1992 – 2002 สำหรับโฉมสุดท้ายอย่าง “FD3S” ในบ้านเรานั้น แม้ว่าจะไม่ได้นำเข้ามาอย่างเป็นทางการจากทาง กมลสุโกศล หรือ มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) แต่ก็มีผู้จำหน่ายอิสระ และรถจดประกอบ นำเข้ามาพอสมควร

ในบ้านเรามีนำเข้ามาหลากหลายรุ่นย่อยมาก ใช้เครื่องโรตารี่รหัส 13B-REW Twin Turbo แบบ Sequential ที่พัฒนาและปรับปรุงมาโดยตลอด แรงม้ามีตั้งแต่ 255 – 280 แรงม้า ราคาขายในตลาดรถมือสอง อยู่ที่ประมาณ 1 – 2 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และจำนวนของแต่งที่มีให้!

Suzuki Caribian

Suzuki-Caribian

Suzuki Caribian (ซูซูกิ คาริเบียน) ถือเป็นรถแบบจี๊ป 4WD ขนาดเล็ก มาในฉายา “ตู้ปลา” เป็นรถมือสองยอดนิยมตลอดกาลของผู้นิยมเข้าป่าฝ่าดง เพราะน้ำหนักเบาและลุยได้ง่ายๆ เปิดตัวในไทยตั้งแต่สมัย 30 กว่าปีที่แล้ว ตั้งแต่ในชื่อรุ่น “SJ410” เครื่องยนต์ 1.0 ลิตร ใช้เป็นรถสวัสดิการทหารอยู่ช่วงหนึ่ง จนพัฒนาเป็นเวอร์ชั่นรถบ้านอย่าง “SJ413”

Suzuki Caribian มาในรูปแบบรถกระบะที่ต่อเติมหลังคาไฟเบอร์ด้านหลัง ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร (ตอนหลังเปลี่ยนระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหัวฉีด) รวมไปถึงเวอร์ชั่นรถกระบะยุคท้ายๆ ปัจจุบันในตลาดรถมือสอง มีราคาตั้งแต่ไม่กี่หมื่นบาท ไปจนถึงเกือบ 2 แสนปลายๆ ก็มีให้เห็น!

Land Rover Series I, II, III และ Defender

Land-Rover-Series-III

Land Rover Series & Defender (แลนด์โรเวอร์ ซีรี่ส์ และ ดีเฟนเดอร์) ขอจับมารวมกันเลยละกัน ง่ายดี ในฐานะรถ SUV ในตำนานของแลนด์โรเวอร์ บางคนยกให้เป็น “ลุงเชยจอมทรนง” เลย! เพราะรูปทรงเหลี่ยมๆ ที่คงเอกลักษณ์เอาไว้ยาวนานกว่า 70 ปี เพียงแต่ปรับปรุงหน้าตาและออพชั่น รวมไปถึงเครื่องยนต์ให้เข้ากับยุคสมัยใหม่เท่านั้น

ในบ้านเรานั้น จัดได้ว่าเป็นสุดยอดรถที่สำหรับใช้เข้าป่าฝ่าดงในอดีต เป็นรถยอดนิยมของหน่วยงานราชการ และยังได้รับเกียรติให้เป็น “รถทรงงาน” อีกหนึ่งรุ่นด้วย ราคามือสองในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1 -4 แสนบาท แต่ถ้าเป็นรุ่น Defender ราคามือสอง หลักล้านบาทก็ยังมี …

Volkswagen Beetle

Volkswagen-Beetle

Volkswagen Beetle (โฟล์คสวาเกน บีทเทิล) หรือ “Type 1”, “รถเต่า”, “โฟล์คเต่า” รถยอดนิยมตลอดกาลจากค่าย VW ที่นำเข้ามาในบ้านเราตั้งแต่ยุค 50 ยาวนานจนถึงยุค 70 ในหลากหลายรูปแบบ สารพัดฉายา ตั้งแต่รุ่น จอแบ่ง, จอไข่, จอกว้าง, ตาเอียง, ตานอน, ตาหวาน, ตาตั้ง, กันชนใหญ่, กันชนเหลี่ยม, ไฟท้ายกลม หรือแม้แต่รุ่นเปิดประทุนก็มี!

แม้ว่าในอดีต โฟล์คเต่า ก็เป็นรถเก๋งธรรมดาสามัญทั่วๆ ไป แต่ด้วยความทนทาน รูปทรงที่น่ารัก บวกกับการผลิตที่ยาวนาน ทำให้ “รถเต่า” รุ่นนี้ เริ่มได้รับความนิยมจากคนเล่นรถเก่ามากขึ้นเรื่อยๆ จนราคาในตลาดรถมือสองพุ่งทะยานขึ้นไปตั้งแต่หลักหมื่นปลายๆ ไปถึงหลักล้านก็มีให้เห็น!

Volkswagen Type 2

Volkswagen-Type-2

Volkswagen Type 2 (โฟล์คสวาเกน ไทป์ ทู) ที่รู้จักกันดีในฉายา “โฟล์คตู้” นี่ก็จากรถธรรมดาๆ กลายเป็นรถตู้ในตำนานอีกหนึ่งรุ่นเหมือนกัน รุ่นที่ฮิตๆ ในบ้านเราก็จะมีอย่างเช่น “T1” ในฉายา “ตู้หน้าวี” และ “T2” ในฉายา “หัวแตงโม” … 2 รุ่นนี้ล่ะครับ จัดเป็นรถโฟล์คตู้ ยอดนิยมตลอดกาล

สำหรับราคาในตลาดรถมือสอง ก็เริ่มต้นตั้งแต่หลักหมื่นปลายๆ ในสภาพที่แบบวิ่งได้พร้อมใช้งาน ทะยานไปจนถึงหลักล้าน ก็มีให้เลือกซื้อเลือกสะสมกัน

Porsche 911

Porsche-911

Porsche 911 (ปอร์เช่ 911) รถสปอร์ตในตำนานอีกหนึ่งรุ่น สืบต่อความสำเร็จจากรุ่น 356 กลายเป็นรุ่น 911 โดยเริ่มผลิตจริงๆ จังๆ ตั้งแต่ปี 1964 มาจนถึงปัจจุบัน ถือว่านานมาก! ที่มีไว้แล้ว ราคาซื้อ-ขาย มือสองไม่ค่อยตกนัก สำหรับรุ่นที่คนเล่นกันก็จะมีตั้งแต่แบบ 911 โฉมแรก, 930, 964, 993, 996 (รุ่นนี้คนจะเล่นกันน้อยหน่อย เพราะฉีกจากเอกลักษณ์เดิมมากเกินไป), 997, 991 และ 991.2 เป็นต้น

ฉายาที่รู้จักกันดีอย่าง “เจ้าชายกบ” หรือ “ค่อมทรงพลัง” นั้น ก็มาจากรูปแบบของตัวรถนั่นเอง เครื่องยนต์แบบ Boxer วางท้าย เอกลักษณ์อันโดดเด่น และรุ่นที่โดดเด่นอย่าง Targa, Speedster หรือ GT ยิ่งน่าเก็บสะสมนัก! ในตลาดรถมือสองรุ่นนี้มักเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 1 ล้านบาทขึ้นไป ยิ่งถ้าเป็นรุ่นที่แต่งโดย RUF, TechArt, KTW Tuning หรือ RWB (RAUH-Welt BEGRIFF) ราคาซื้อ-ขาย แพงกว่านี้แน่นอน

Mr.Carro คาดว่ารถ 10 รุ่น ที่ยกมาให้ชมกันในวันนี้นั้น น่าจะมีรุ่นใดรุ่นหนึ่ง ที่ถูกใจคุณผู้อ่านบ้างนะครับ

และสำหรับใครที่อยากขายรถกับทาง Carro ก็สามารถขายด่วนๆ ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

Nostalgic2Days-2019

รวมรถ Retro รถย้อนยุค ของแต่งรถ Retro ในงาน “Nostalgic2Days”

Nostalgic2Days-2019

ประมวลภาพรถยนต์ Retro รถย้อนยุค รถดัังในอดีต และอื่นๆ ในงาน Nostalgic2Days งานแสดงรถ Retro ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2008 ถึงปัจจุบัน เป็นการจัดงานในครั้งที่ 11 …

โดยงานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 24 กุมภาพันธ์ 2562 ณ Pacifico Yokohama เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น … ทาง Carro ขอเก็บตกภาพบรรยากาศ พร้อมรถ Retro รถย้อนยุค สวยๆ มาให้ชมกันครับ

Nostalgic2Days-2019

Toyota Celica และ Honda Beat

Nostalgic2Days-2019

Nissan Skyline GT-R C110

Nostalgic2Days-2019

Mazda Porter

Nostalgic2Days-2019

Nissan Prairie

Nostalgic2Days-2019

Porsche 911

Nostalgic2Days-2019

Datsun Fairlady, Toyota Soarer และ Jaguar E-Type

Nostalgic2Days-2019

Austin Mini

Nostalgic2Days-2019

Fiat 500 & 500

Nostalgic2Days-2019

Ford Escort

Nostalgic2Days-2019

รวมพล Nissan Skyline (R31)

Nostalgic2Days-2019

รวมพล Nissan Skyline (R31)

Nostalgic2Days-2019

Mazda Savanna RX-7 (FD3S)

Nostalgic2Days-2019

Nissan Gloria (Y30)

Nostalgic2Days-2019

รวมพลรถหรูในอดีต

ขอบคุณภาพจาก Nostalgic2Days Fanpage

IphoneXs-Xr-VS-UsedCar

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ 10 รถมือสอง ที่ราคาเท่า “iPhone Xr, Xs และ Xs Max

เป็นที่ทราบกันแล้วนะครับว่า สำหรับ iPhone Xr / iPhone Xs และ iPhone Xs Max ที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ไปใน USA ตั้งแต่เมื่อคืนของวันที่ 13 กันยายน 2561 (ตามเวลาในประเทศไทย) ซึ่งมีคุณสมบัติและฟังก์ชั่นต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้น จอใหญ่ขึ้น ขยายความจุเป็น 512GB! (ถูกใจสาวก Apple กับ iPhone หรือเปล่า ไม่แน่ใจนะ?)

iPhone-XR-Thai-Price

iPhone-XS-Thai-Price

iPhone-XS-Max-Thai-Price

ภาพจาก IPhoneMod.net

และแน่นอนอยู่แล้วว่าราคาของ iPhone Xr / iPhone Xs และ iPhone Xs Max ต้องปรับสูงขึ้นกว่ารุ่นเดิมแน่นอน ทำให้สาวก iPhone ต้องคิดแล้วล่ะว่า ตีราคาออกมาเป็นเงินไทย สูงมากเลยทีเดียว (รุ่น Top สุด ราคาเหยียบครึ่งแสนเข้าไปแล้ว! เราจะย้อนกลับไปใช้โทรศัพท์มือถือ ราคาครึ่งแสน เหมือนเมื่อ 10 กว่าปีแล้วหรือเนี่ย!)

เอาเงินนี้ ไปซื้ออย่างอื่นดีกว่าหรือเปล่า? ซื้อรถมือสองดีมั้ย?

Carro ขอแนะนำ 10 รถมือสอง ที่คุณสามารถซื้อได้ในราคาของ iPhone Xr / iPhone Xs และ iPhone Xs Max ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง ว่ามือถือรุ่น Top ราคาจะสามารถซื้อรถมือสองได้ 1 คัน!

Carro จึงขอนำเสนอรถยนต์มือสอง ในช่วงประมาณยุค 90 ที่มีราคาตั้งแต่ 3 – 5 หมื่นบาท ที่มีความทนทาน ดูแลง่าย อะไหล่พอหาได้เยอะหน่อย จะมีรุ่นใดบ้าง … เชิญอ่านได้เลยครับ

Toyota Corolla 1.3 / 1.6 (EE100/AE101)

Toyota-Corolla-AE101

Toyota Corolla (โตโยต้า โคโรลล่า) เป็น Corolla “สามห่วง” รุ่นที่ถือว่าสร้างตำนานในบ้านเราอีกรุ่นหนึ่งก็ว่าได้ ถือเป็นรุ่นแรกที่ใช้ Logo “Toyota” แบบใหม่ที่เป็นสามห่วง เปิดตัวในไทยเมื่อ 13 มีนาคม 2535 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร รหัส 2E (และ 4E-FE ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์) และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ (แค่พอวิ่งได้) ประมาณ 2 หมื่นกว่าบาท ก็มีคนลงขายแล้วครับ แต่ถ้าจะเอาแบบสภาพดีๆ หน่อย ก็ต้องเพิ่มงบไปอยู่ที่ประมาณ 5 – 6 หมื่นบาทครับ …

Toyota Corona 1.6 (AT191/ST191)

Toyota-Corona-ST191

Toyota Corona (โตโยต้า โคโรน่า) รุ่น “ท้ายโด่ง” “ท้ายแยก” ยอดนิยมอีกหนึ่งรุ่น และถือเป็นโคโรน่ารุ่นสุดท้ายที่ขายในไทย โฉมนี้เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2536 มาพร้อมรูปทรงอ้วนกลมน่ารัก ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4A-FE, เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 3S-FE ก่อนจะปรับโฉมกันอีกครั้ง ในภายหลังเพิ่มรุ่น Exsior ชูจุดเด่นด้านความปลอดภัย พร้อมกับเปลี่ยนชุดแผงคอนโซลภายในใหม่

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงินประมาณ 4 หมื่นบาท ก็สามารถหารุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร (หรือรุ่นเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร สภาพโทรมๆ บางคัน) มาขับได้แล้ว แต่ถ้าอยากได้ดีกว่านี้ ก็ต้องจ่ายแพงเพิ่มขึ้นกว่านั้น

Honda Civic 1.5 / 1.6 (EG)

Honda-Civic-EG

Honda Civic (ฮอนด้า ซีวิค) รุ่นนี้เปิดตัวเมื่อปี 2535 โดยเป็นรุ่น 4 ประตูมาก่อน พอในปี 2536 ถึงจะเป็นตัวแฮทช์แบค 3 ประตู เปิดตัวตามมาทีหลัง สร้างยอดจองถล่มทลาย 10,000 คัน หลังจากเปิดตัวไปใน 7 วัน

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร คาร์บูเรเตอร์ 91 แรงม้า, 1.6 ลิตร หัวฉีด 120 แรงม้า และ 1.6 ลิตร VTEC 130 แรงม้า ที่ตามมาในภายหลัง และยังมีรุ่น 4 ประตู VTi นำเข้าจากญี่ปุ่นอีกด้วย มีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ราคาในตลาด มีเงินแค่ 3 หมื่นบาทกลางๆ ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้ 4 ประตู (ถ้าตัว 3 ประตู อาจต้องเพิ่มเงินอีกนิดนึง) มาขับได้แล้ว แต่ก็ตามสภาพนะครับ

Honda Accord 2.0 (CB)

Honda-Accord-CB

Honda Accord (ฮอนด้า แอคคอร์ด) รุ่นนี้มีฉายาว่า “ตาเพชร” ซึ่งก็ถือเป็นรถรุ่นแรกๆ ในไทย ที่ใช้ไฟหน้าแบบ “มัลติรีเฟล็กเตอร์” (Multi-Reflector) ที่ให้ความสว่างกว่าไฟหน้าโคมแก้วทั่วไป จนกลายมาเป็นฉายาของรุ่นนี้ โดยเปิดตัวเมื่อปี 2533 ในยุคนั้นถือว่าขายดีมาก ตั้งแต่เป็นรถครอบครัว ไปยันเป็นรถระดับผู้บริหารใช้ …

ใช้เครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร คาร์บูเรเตอร์ 112 แรงม้า และ 2.0 ลิตร หัวฉีด 135 แรงม้า มีให้เลือกทั้งแบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีเงินประมาณ 3 หมื่นบาทปลายๆ ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับเท่ๆ (กับซ่อมไปด้วย) ได้แล้ว!

Nissan Sunny 1.5 / 1.6 (B14)

Nissan-Sunny-B14

Nissan Sunny (นิสสัน ซันนี่) อีก 1 รถยอดนิยมจากค่ายสยามกลการในอดีต สำหรับ นิสสัน ซันนี่ B14 เปิดตัวในปี 2537 ออกมาในหลายโฉมมาก ขายมาจนถึงช่วงปี 2543

มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส GA15DE 105 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส GA16DE 120 แรงม้า ต่อมาปรับปรุงใหม่เป็นรหัส GA16DNE 110 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ราคาในตลาด แบบตามสภาพ มีให้เลือกเยอะแยะ ตั้งแต่ราคาประมาณ 3 หมื่นกว่าบาท ไปจนถึง 5 หมื่นบาท

Nissan Bluebird 2.0 SSS (U13)

Nissan-Bluebird-SSS-U13

Nissan Bluebird (นิสสัน บลูเบิร์ด) “SSS” เป็น Bluebird รุ่นสุดท้ายที่ขายในบ้านเรา โดยการนำเข้าจากญี่ปุ่นของ สยามกลการ สมัยนั้น ถ้าใครที่ชอบรถนำเข้ารูปทรงสวย ดูไม่ล้าสมัย ออพชั่นเพียบ เครื่องแรง ก็ลองหาตัวนี้มาเล่นกันดูครับ (แต่ก็หาสภาพดีๆ ยากหน่อยนึง)

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส SR20DE 145 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ราคาในตลาด เอาแบบรถเน่าๆ เลยนะ 2 หมื่นกว่าบาท ก็มีคนขายให้เห็นมาแล้ว ส่วนตามสภาพ มีเงิน 3 – 4 หมื่นบาท ก็สามารถหาซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้แล้ว

Mitsubishi Galant Ultima

Mitsubishi-Galant-Ultima

Mitsubishi Galant Ultima (มิตซูบิชิ กาแลนท์ อัลติม่า) ถือเป็น Galant รุ่นสุดท้าย ที่ประกอบขายในบ้านเรา ในปัจจุบันก็ยังได้รับความนิยมจากคนชอบแต่งรถบ้าง เปิดตัวในปี 2537 ขายลากยาวกันมาจนถึงช่วงปี 2541 ได้ มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร รหัส 4G63 140 แรงม้า และเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร V6 รหัส 6A12 155 แรงม้า

ราคาในตลาด แบบตามสภาพนะ มีเงิน 3 หมื่นกว่าบาท ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้แล้ว ถือเป็นรถรุ่นใหญ่น่าใช้ ในราคามือสองที่ขายกันถูกมากๆ

Mazda 323 (BH) / 323 Astina 1.8 (BH)

Mazda-323

Mazda-323-Astina

Mazda 323 (มาสด้า 323) และ Mazda 323 Astina (มาสด้า 323 แอสติน่า) ถือเป็นรุ่นสุดท้ายที่มี Astina ขายพ่วงด้วย และอยู่ภายใต้การจำหน่ายของกมลสุโกศล เปิดตัวในไทยเมื่อปี 2537 และขายมาเรื่อยๆ จนถึงประมาณปี 2541 ก่อนที่ มาสด้า กมลสุโกศล จะโดนบริษัทแม่เข้ามาควบรวมกิจการไปในปี 2542

มาสด้า 323 ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส B6 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ส่วนในรุ่น Astina ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร รหัส BPD 125 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

ราคาในตลาด มีเงิน 3 หมื่นปลายๆ ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้แบบตามสภาพมาขับได้แล้ว ส่วน Astina อาจจะต้องเพิ่มเงินนิดๆ แต่จริงๆ แล้ว แค่ 4 หมื่น ก็พอหารถแบบตามสภาพได้แล้วครับ

อันสุดท้าย เผื่อคนอยากได้รถยุโรป … BMW 520i / 525i (E34)

BMW-Series-5-E34

BMW ซีรี่ส์ 5 โฉม E34 ในยุคที่บริษัท ยนตรกิจ จำกัด เป็นผู้จำหน่าย เริ่มเผยโฉมในไทยเมื่อปี 2532 มีให้เลือกทั้งรุ่น 520i, 525i, 520iS และยังมีรุ่นแวกอน นำเข้ามาตามสั่งอีกด้วย ตัวรถภายนอกดูสปอร์ต เท่ ภายในหรูหรา ถูกใจวัยรุ่นวัยเฒ่าทั้งหลาย ที่ชอบรถหรูๆ แนวผู้บริหารใช้ ในราคาที่สมัยก่อนตอนออกใหม่ซื้อไม่ไหว …

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 150 แรงม้า, เครื่องยนต์ขนาด 2.5 ลิตร 192 แรงม้า … รุ่นนี้ได้ขายเรื่อยๆ ในบ้านเรา จนถึงปลายปี 2539 แล้วลากขายรถในสต๊อกจนถึงปี 2540

ราคาในตลาดยุคนี้ มีรถมือสองรุ่นนี้ โผล่มาแบบถูกอย่างเหลือเชื่อ ถ้าแบบเน่าๆ เลยนะ มีเงิน 3 หมื่นปลายๆ ก็สามารถซื้อรถรุ่นนี้มาขับได้แล้ว! สุดยอดจริงๆ! (แต่ค่าซ่อม ไม่รู้ต้องเตรียมไว้เท่าไหร่นะ …) ถ้าจะให้ดี หารุ่นนี้ราคาประมาณ 6 – 7 หมื่นบาท หรือหลักแสนดีกว่า ได้สภาพรถที่ดีกว่าด้วยครับ …

(สงวนลิขสิทธิ์)

Disuse-Taxi-Meter-Registration-Plate

รถแท็กซี่หมดอายุ จะยกเลิกการใช้งาน เปลี่ยนป้ายเป็นรถบ้าน มีวิธีการง่ายๆ ไม่ยาก!

Disuse-Taxi-Meter-Registration-Plate

ปัจจุบันแท็กซี่บ้านเรา ภาครัฐกำหนดอายุการใช้งานไว้ที่ 9 ปี นับตั้งแต่วันจดทะเบียนครั้งแรก หากหมดอายุเมื่อไหร่ รถก็หมดสภาพหาเงินได้ไปโดยปริยาย ไม่สามารถนำมาใช้เป็นรถสาธารณะต่อได้ แล้วก็ต่อภาษีประจำปีไม่ได้

แต่ที่ผ่านมาก็เคยมีข่าว แท็กซี่หมดอายุ ออกมาวิ่งรับส่งผู้โดยสาร แล้วก่อเรื่อง จนกรมการขนส่งทางบกก็ต้องออกมาเชือดที แล้วก็หายไปในสายลม …

Carro ขอแนะนำวิธีปลดป้ายแท็กซี่ เพื่อเอาไปทำเป็นรถบ้าน ครับ.

Disuse-Taxi-Meter-Registration-Plate

ใบคู่มือจดทะเบียน ของ รถแท็กซี่ปลดป้ายแล้ว

รถแท็กซี่เขียว-เหลือง ควรทำสีให้เสร็จ ถอดอุปกรณ์ติดตั้งที่แสดงว่าเป็นรถแท็กซี่ออกทั้งหมดก่อน เพราะต้องนำรถไปตรวจสภาพด้วย (แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าจะปลดป้ายแท็กซี่ เขาจะจัดเอกสารมาให้)

กรณีที่ใบคู่มือจดทะเบียนรถ เป็นชื่อสหกรณ์ สหกรณ์ต้องมีหนังสือมอบให้คุณดำเนินการเท่านั้น (คนซื้อรถ ต้องไปสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์ แล้วก็ไปเปลี่ยนสัญญากับสหกรณ์จากเจ้าเดิม เป็นเจ้าของใหม่) แต่ถ้าสมุดคู่มือจดทะเบียนเป็นชื่อของคุณ สามารถดำเนินการได้เลย

Disuse-Taxi-Meter-Registration-Plate

รถแท็กซี่ปลดป้ายแล้ว จะมีประทับตราจากเจ้าหน้าที่

หลักฐานที่ใช้

1. ใบคู่มือจดทะเบียนรถ
2. สำเนาทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน กรณีเป็นนิติบุคคล ใช้หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
3. แผ่นป้ายทะเบียนรถ
4. แบบคำขอแจ้งไม่ใช้รถ ซึ่งกรอกรายการและลงลายมือชื่อเจ้าของรถเรียบร้อยแล้ว
5. กรณีมอบอำนาจให้ผู้อื่นมาดำเนินการแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจพร้อมบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับมองอำนาจมาแสดงด้วย
6. ใบตรวจสภาพระบบแก๊ส LPG หรือ NGV

Disuse-Taxi-Meter-Registration-Plate

บริเวณหน้าสลักหลัง ที่ทำให้เราทราบว่า รถคันนี้เป็นแท็กซี่มาก่อน

กรณีมาเดินเรื่องที่ กรมการขนส่งทางบก จตุจักร

– ไปยกเลิกประกอบการที่อาคาร 3 ชั้น 3
– ไปที่อาคาร 2 ชั้น 5 ยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ ตรวจเอกสาร รอเอกสาร (ใบเสร็จทำสีรถ ต้องมีจด VAT 7% ด้วย ยื่นที่นี่)
– ลงไปชั้น 1 ซื้อ พรบ. (600 บาท) แล้วขึ้นไปชั้น 2 ยื่นเอกสารให้ประชาสัมพันธ์ เซ็นเอกสาร รับบัตรคิว นั่งรอชั้นเดียวกัน
– จ่ายเงินค่าธรรมเนียมจดทะเบียนรถใหม่ 315 บาท ค่าป้ายทะเบียนใหม่ (ป้ายดำ) ป้ายละ 100 บาท ค่าธรรมเนียมอัตราภาษีประจำปีของรถแต่ละประเภท และค่าตรวจสภาพ รถยนต์ 50 บาท
– เอาใบเสร็จลงไปรับป้ายทะเบียนใหม่ที่ชั้น 1 (ด้านซ้ายสุด) พร้อมคืนป้ายทะเบียนเก่า (ป้ายเหลือง) ที่นี่ เสร็จเรียบร้อย

Disuse-Taxi-Meter-Registration-Plate

โดยป้ายทะเบียนรถแท็กซี่ กรณีรถแท็กซี่นิติบุคคล หมวดที่ครบอายุการใช้งานแล้ว (ในปี 2562) ประกอบด้วย ทฉ, ทต, ทท, ทธ, ทน, ทพ, ทม, ทย, ทร, ทล, ทว และ ทศ บางส่วน กรณีรถแท็กซี่ส่วนบุคคลสีเขียวเหลือง หมวดที่ครบอายุการใช้งานแล้ว ประกอบด้วย ทจ, มก, มข, มค, มง, มจ และ มฉ บางส่วน

จะเห็นได้ว่า มีขั้นตอนไม่มาก เสียเวลาอย่างมากประมาณครึ่งวัน ก็สามารถจดทะเบียนรถปลดป้ายแท็กซี่ ให้คุณเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ได้แล้วครับ

ถ้าคุณเกิดร้อนเงิน อยากขายรถคันเดิม เพื่อรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

  • กรมการขนส่งทางบก
  • สมาชิกในกลุ่ม Facebook ซื้อขายแท็กซี่เท่านั้น
Purchase-Old-Taxi-Meter

จะซื้อรถแท็กซี่ปลดป้าย คุ้มค่าหรือไม่! น่าใช้หรือเปล่า! ต้องศึกษาดู!

Purchase-Old-Taxi-Meter

“รถแท็กซี่” ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นรถที่ไว้รับ-ส่ง ผู้โดยสาร ไปยังจุดต่างๆ ที่ต้องการ เป็นรถที่ไว้ใช้หาเงิน ก็ย่อมถูกใช้งานหนักมากในแต่ละวัน ปัจจุบันแท็กซี่บ้านเรา ภาครัฐกำหนดอายุการใช้งานไว้ที่ 9 ปี โดยรถแท็กซี่วันๆ หนึ่ง วิ่งกันอย่างน้อย 200-300 กิโลเมตรได้ ต่อให้มีการดูแลรักษาที่ดีขนาดไหน ทุกส่วนของรถ ก็ย่อมเสื่อมสภาพเร็วกว่ารถบ้าน

รถแท็กซี่ที่ปลดระวางแล้ว โดยเฉพาะรุ่นยอดนิยมอย่าง Toyota Limo (โตโยต้า ลิโม่) หรือ Toyota Corolla Altis (โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส) ที่มีออกมาขายกันเป็นจำนวนมาก มีทั้งแบบยังไม่ปลดป้ายทะเบียน และแบบปลดป้ายทะเบียนแล้ว รถทั้งหมดวิ่งกันมานับล้านกิโลเมตร ราคามือสองที่ค่อนข้างถูกมาก เฉลี่ยคันละ 2-7 หมื่นบาท ก็มีให้เลือกมากมายนับไม่ถ้วนแล้ว

Carro ขอแนะนำวิธีการเลือกซื้อ “รถแท็กซี่ปลดป้าย” ให้คุ้มค่าเงินในกระเป๋าคุณครับ.

Purchase-Old-Taxi-Meter

แน่นอนว่า ซื้อรถแพง ก็ซ่อมถูก ซื้อรถถูก ก็ซ่อมแพง มันเป็นเรื่องธรรมดาโลก ซึ่งคนที่ขาย ก็มีทั้งรถที่ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว กับรถที่ต้องไปปลดป้ายทะเบียนแท็กซี่เอง (ซึ่งจะยุ่งยากหน่อย และต้องเสียค่าใช้จ่ายหลักหมื่นบาทได้) …

หากคุณมีความรู้ด้านเชิงช่าง รถแท็กซี่ปลดป้าย ก็น่าเล่นครับ ได้รถปีไม่เก่ามาก (แต่สภาพเก่า) เราขอแนะนำให้เลือกรถแท็กซี่เขียว-เหลือง มากกว่ารถแท็กซี่สหกรณ์ครับ เพราะรถแท็กซี่ส่วนบุคคล หลายคันเป็นรถบ้าน เจ้าของขับเองคนเดียวหรือสองคน มีการบำรุงรักษาที่พอจะเช็คจากเจ้าของรถได้

ต่างจากรถสหกรณ์ สารพัดสีลูกกวาด ซึ่งขับกันไม่รู้กี่มือ แต่ละคนก็ขับรถไม่เหมือนกัน บางคันก็ยำมาจนเละ หรือขับจนพังคาเท้าก็มี

Purchase-Old-Taxi-Meter

กรณีซื้อรถมาทำเอง ต้องลงทุนจ่าย “ค่าแรกเข้า” หนักหน่อย (หลายหมื่นบาทได้ อาจจะมากกว่าราคาตัวรถด้วยซ้ำไป) แต่ได้รถใช้งานไปได้อีกหลายปี ราคาถูกกว่ารถบ้านมือสองปีเดียวกัน ก็ถือว่าคุ้ม

การดูสภาพรถ ก็หลักการเดียวกับดูรถมือสองทั่วไป อาทิเช่น ดูตามรอยตะเข็บต่างๆ เม็ดอาร์ค เส้นสายรอบคัน โครงสร้างตัวรถ มีชนหนักเบาหรือไม่ ดูหลังคามีน้ำรั่วหรือเปล่า ช่วงล่าง ใต้ท้องรถ ฯลฯ แต่เชื่อเถอะ รถแท็กซี่ ต้องมีชนมาบ้างทุกคันอยู่แล้ว ไม่มากก็น้อย หลายคันที่ขาย “ถ้า” วางเครื่องใหม่ เกียร์ใหม่ ทำช่วงล่างมาใหม่ ทำสีใหม่ ตกแต่งภายในใหม่ เปลี่ยนยางใหม่ โครงรถยังดี ก็ถือว่าน่าสนใจ

Purchase-Old-Taxi-Meter

ส่วนสีไม่ต้องพูดถึง ต้องทำใหม่อยู่แล้ว เลขไมล์ หมุนจนกลับรอบมาแล้วมั้ง สภาพเครื่องยนต์ หลวมหรือมีเสียงวาล์วเขก รั่ว เดินไม่เต็มสูบหรือยัง แต่เชื่อเถอะครับ แท็กซี่หลายคัน ใช้งานยังไม่ทันหมดอายุ เครื่องยนต์หมดอายุไปซะก่อน

สภาพถังแก๊ส LPG/NGV หมดอายุหรือยัง ห้องโดยสารภายใน สภาพเบาะ เพดาน สายเข็มขัดนิรภัย เปื่อยมากน้อยแค่ไหน

Purchase-Old-Taxi-Meter

ขั้นตอนต่อไปก็คือการทดลองขับ ฟังเสียงดู ตรงไหนมีเอี้ยดอ๊าด กุกกักหรือเปล่า สภาพช่วงล่าง ขับไปแล้วมีส่าย สะบัด เป๋ พวงมาลัยสั่นหรือเปล่า เพราะรถแท็กซี่ ส่วนใหญ่ก็ซ่อมแบบให้พอใช้งานได้ ไม่ได้เน้นความสมบูรณ์นัก

อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคุณแล้วล่ะครับ ว่าอยากได้หรือไม่ คำนวณงบประมาณที่มีแล้วคุ้มค่าแค่ไหน เพราะบางคัน ทำแล้วจบ เก็บงานน้อย ก็ถือว่าดี แต่บางคัน เก็บแล้วไม่จบ ต้องซ่อมนู่นนี่นั่นอยู่เรื่อยๆ จนบางทีอดคิดไม่ได้ว่า เพิ่มเงินอีกหน่อย แล้วไปซื้อรถบ้านดีกว่า …

ถ้าคุณเกิดร้อนเงิน อยากขายรถคันเดิม เพื่อรับเงินก้อนไปใช้ สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน