Carro-Appraisal-Secondhand-Car

“การตีราคารถ” หรือ “การประเมินราคารถ” นี่ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่คนอยากขายรถควรรู้ไว้ เพื่อที่คุณจะได้ตั้งราคารถได้ หากเวลาต้องการขายรถ เนื่องจากถ้าคุณตั้งราคาได้อย่างสมเหตุสมผล นอกจากคุณจะขายรถได้ไวแล้ว ยังได้มูลค่าที่เหมาะสมกับราคาประเมินในเวลานั้นอีกด้วย

แต่ก็ยังมีคำถามมากมายเข้ามาอยู่เรื่อย ว่า ทำไมรถผมตั้งราคาแบบนี้ ถึงขายไม่ออกสักที? หรือทำไมเต็นท์รถ ดีลเลอร์รถมือสอง ถึงไม่ให้ราคาตามที่ใกล้เคียงกับที่เขาขาย?

MR.CARRO จะมาแนะนำการประเมินราคาง่ายๆ ให้สำหรับคนที่กำลังต้องการขายรถ ทำอย่างไรให้ขายรถได้ไว ได้ราคาดี จะได้มีไว้เป็นเกณฑ์ในการตั้งราคาครับ

ร้อนเงิน! อยากขายรถ จบด่วน! CARRO ช่วยคุณได้ รับซื้อทุกรุ่นทุกยี่ห้อ

Carro-Appraisal-Secondhand-Car

1. หาราคากลางของตลาด

ก่อนคุณจะขายรถสักรุ่นใดรุ่นหนึ่ง ลองเปรียบเทียบกับราคากลางในตลาดดูก่อน ว่ารถยี่ห้อ-รุ่น ปีเดียวกับรถคุณ ราคาประมาณเท่าไหร่? เพราะรถมือสอง ช่วง 1-2 ปีแรก ราคาจะตกไวมาก ถ้าไม่ใช่รถที่เป็นแบรนด์ยอดนิยม ราคาก็จะยิ่งตกมากกว่ารถแบรนด์ตลาด หรือแบรนด์ญี่ปุ่น โดยมาแล้ว รถมือสองอายุ 4-5 ปี ราคาจะตกไปประมาณครึ่งหนึ่ง ของมูลค่าตอนออกป้ายแดง

ถ้าหากเป็นรถอายุมากกว่า 10 ปีขึ้นไป ราคาก็จะตกเริ่มค่อยๆ น้อยลงเรื่อยๆ 5-10% จนไปถึงจุดที่ค่อนข้างคงที่แล้ว ในรถที่อายุมากกว่า 20 ปีขึ้นไป

ส่วนประเภทรถ … มีผลครับ รถแบบ Eco-Car, Sub-Compact Car และ Compact Car ราคาจะตกน้อยกว่ารถเก๋งประเภท Mid-Size Car หรือ Full-Size Car ส่วนรถ MPV และ SUV (บางรุ่น) ราคาจะตกมากกว่ารถกระบะ ถ้าเป็นรถคลาสสิค รถซูเปอร์คาร์ ราคากลางนั้นอาจจะไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจระหว่างผู้ซื้อ-ผู้ขาย มากกว่า

กรณีถ้ารีบ ร้อนเงิน ช่วงนี้จำเป็นต้องใช้เงินด่วน ก็ตั้งราคาให้ต่ำกว่าราคาตลาดหน่อย เพื่อที่จะได้ดึงดูดใจผู้ซื้อ และสามารถปล่อยรถออกได้ไว

กรณีไม่รีบร้อน อาจจะขายรถด้วยเหตุที่ไม่ใช่เรื่องร้อนเงิน ก็อาจจะตั้งราคาไม่พอๆ กับราคากลางในเวลานั้นก็ได้ แต่ถ้ามั่นใจว่าสภาพรถดีจริง มีประวัติครบๆ รวมถึง Book Service เช็คศูนย์ครบทุกครั้งจากศูนย์บริการ สามารถตรวจสอบประวัติรถย้อนหลังได้ ก็ตั้งราคาไว้สูงหน่อยได้

แต่ถ้าจะขายรถแบบผ่อนไม่หมด ผ่อนไม่ไหว (ยิ่งช่วงนี้หาเงินลำบาก กรณีผ่อนรถไม่ไหวมีเยอะมาก) ก็อาจจะต้องยอมขายแบบขาดทุน เข้าเนื้อ ด้วยการขายดาวน์ และนำสัญญาผ่อนไปทำการรีไฟแนนซ์ ให้คนที่ซื้อไปเป็นคนจัดการไปผ่อนต่อแทน

หรือกรณีในที่นำรถไปตีราคาที่เต็นท์รถ หรือดีลเลอร์รถ มัก “เสนอราคา” มาให้คุณเท่านี้ๆ แล้ว (ซึ่งอาจจะต่ำกว่าราคากลาง 10-30% เพราะการทำธุรกิจก็ต้องมีค่าใช้จ่าย และกำไรเพื่อความอยู่รอด รถที่ขายได้ไว ดอกเบี้ยก็จ่ายน้อย แต่ถ้ารถคนไม่นิยม ใช้เวลานานกว่าจะขายออก ดอกเบี้ยเดินตลอด ต้องแบกต้นทุนสูง ราคารถก็จะถูกกดมากขึ้น) ถ้าคุณไม่พึงพอใจ ก็อาจจะขอเพิ่มก็ได้ หรือถ้าไม่พึงพอใจอีก ก็ต้องตระเวนนำรถไปตีราคากลางหลายๆ ที่ จนกว่าจะพอใจ

ร้อนเงิน! อยากขายรถ จบด่วน! CARRO ช่วยคุณได้ รับซื้อทุกรุ่นทุกยี่ห้อ

Carro-Appraisal-Secondhand-Car

2. คำนวณราคารถด้วยตัวเอง

ถ้าเกิดราคารถมือสองที่ทางเต็นท์รถ หรือดีลเลอร์รถ เสนอมาให้คุณแล้วรู้สึกไม่ถูกใจ ไม่พึงพอใจ ก็ลองคำนวณราคารถด้วยตัวเองกันก่อน ตามข้อมูลด้านล่างนี้

การคำนวณราคารถด้วยตัวเอง ราคาขึ้นอยู่กับการจัดของไฟแนนซ์ช่วงนั้นๆ เช่น …

ราคาไฟแนนซ์เสนอมา X 0.7 (รถสวยสภาพเยี่ยม คุณด้วย 0.7) ก็จะตีราคาได้สูงขึ้นมาหน่อย

ตอนนี้ ราคาไฟแนนซ์มา X 0.6 (ตอนนี้ คูณด้วย 0.6)

กรณีที่คุณต้องการขายรถคันเดิม สมมติ ราคารถตอนซื้อมาป้ายแเดง 1 ล้านบาท

หักค่าเสื่อมราคา 25% ก็จะเหลือ 750,000 บาท ภาษี VAT 7% ประมาณ 52,500 บาท รวมก็ 825,000 บาท

ถ้าคุณต้องการขายแบบได้ส่วนต่างเพิ่มประมาณ 10% หรือ 82,500 บาท ก็จะตั้งขาย 900,000 บาท บวกลบ ซึ่งขึ้นอยู่กับปีรถ ยี่ห้อรถ รุ่นรถ และสภาพรถด้วย เพราะบางทีถ้าตั้งราคานี้ ก็อาจจะขายออกได้ช้า ในช่วงสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ หรือความนิยมในรถรุ่นที่คุณใช้ นิยมกันมากหรือน้อย

การคำนวณยังมีแบบอื่นๆ แบ่งออกได้เป็น 3 แบบ

1. แบบทางบัญชีทั่วไป คิด ลดลงเท่ากันทุกปี จนปีสุดท้ายเหลือมูลค่า 1 บาท เป็นราคาซาก

เช่น รถ ราคา 5 แสนบาท มีอายุใช้งาน 5 ปี

ค่าเสื่อม ปีที่ 1 = 100,000 // ปีที่ 2 = 100,000 // ปีที่ 3 = 100,000 // ปีที่ 4 = 100,000 // ปีที่ 5 = 99,999 เหลือค่าทางบัญชี 1 บาท

ถ้าขายได้มากกว่า 1 บาท ถือเป็นกำไร

2. คิดแบบเชิงบัญชีบริหาร จะคิดโดยอ้างอิงราคาตลาด หรือ Flat Rate ก็ได้ แต่มูลค่าสุดท้ายจะเท่ากับมูลค่าที่คาดว่าจะขายได้

ช่น รถ ราคา 5 แสนบาท มีอายุใช้งาน 5 ปี เมื่อสิ้นปีที่ 5 จะขายซากได้ในราคา 30% ของราคาที่ซื้อในปีแรก

ดังนั้น ค่าเสื่อมระหว่างปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 = ราคาซื้อ – ราคาขายซาก = 500,000 – (500,000 * 30%) = 350,000 บาท

คิดค่าเสื่อม แบบเส้นตรง 5 ปี

ค่าเสื่อม ปีที่ 1 = 70,000 // ปีที่ 2 = 70,000 // ปีที่ 3 = 70,000 // ปีที่ 4 = 70,000 // ปีที่ 5 = 70,000 เหลือค่าซาก 150,000 บาท

แบบที่ 3 คิดตามราคาตลาด

เช่นจากข้อมูลทางสถิติ พบว่า ราคาขายต่อรถยนต์เมื่อสิ้นปีที่ 1 – 5 เมื่อเทียบกับราคารถใหม่ พบว่ามีมูลค่า 70%, 65%, 50%, 40%, 30% ของราคารถที่ซื้อในปีปัจจุบันตามลำดับ

ดังนั้น ค่าซากในปีที่ i = ราคาค่าซากเมื่อสิ้นปีก่อนหน้า – ราคาค่าซากเมื่อสิ้นปีปัจจุบัน
ราคาค่าซากเมื่อสิ้นปีที่ 1, 2, 3, 4, 5 = 350,000 // 325,000 // 250,000 // 200,000 // 150,000

ดังนั้น ค่าเสื่อม ปีที่ 1 = 150,000 // ปีที่ 2 = 25,000 // ปีที่ 3 = 75,000 // ปีที่ 4 = 50,000 // ปีที่ 5 = 50,000 เหลือค่าซาก 150,000 บาท

แต่ต้องจำไว้ว่า ค่าเสื่อมราคา ในรถแต่ละยี่ห้อ และรุ่น ก็ต่างกันไปนะครับ

Carro-Appraisal-Secondhand-Car

3. เช็กราคากับ CARRO

อีกวิธีการตรวจเช็กราคาที่ง่าย สะดวกสบาย เชื่อถือได้ ต้อง “CARRO” เพราะถ้าหากคุณนึกตัดสินใจอยากขายรถคันเดิมเมื่อไหร่ สามารถกรอกชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรติดต่อได้ รูปรถ รายละเอียดต่างๆ และเลขไมล์ของรถของคุณ และราคาที่คุณต้องการ มาเช็กราคารถได้ที่ CARRO ได้เลย ตาม Link นี้ https://th.carro.co/sell-car/express/check-car-price เราพร้อมให้บริการ

เมื่อคุณกรอกรายละเอียดไม่ครบ เจ้าหน้าที่จากคาร์โร ก็จะติดต่อกลับมาหาคุณภายใน 24 ชม. เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หลังจากนั้นเราจะเสนอราคารถของคุณโดยคร่าวๆ ถ้าหากคุณตกลง เราก็จะนัดคุณเพื่อทำการPrivacyตรวจสภาพรถทั่วประเทศ ก่อนจะตกลงราคาสุดท้ายกันอีกครั้ง

เมื่อตกลงราคากันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็เซ็นสัญญาซื้อขาย พร้อมปิดการขาย คุณสามารถรับเงินสดกลับบ้านไปได้เลย!

สำหรับใครที่มีคำถาม หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการตีราคารถ หรือประเมินราคารถ สามารถโทรสอบถามได้กับทาง CARRO เบอร์โทร 02-508-8425 หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือจะ Add Line มาที่ @Carrothailand ก็ได้เช่นกันครับ —> เพิ่มเพื่อน

สูตรคำนวณราคารถจาก:

ร้อนเงิน! อยากขายรถ จบด่วน! CARRO ช่วยคุณได้ รับซื้อทุกรุ่นทุกยี่ห้อ

Leave a Reply

Your email address will not be published.

You may use these <abbr title="HyperText Markup Language">html</abbr> tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <s> <strike> <strong>

*