ข้อมูลความรู้คลังความรู้

ติดฟิล์มรถยนต์ 40% 60% 80% แบบไหน … ดีสุด?

Carro จะมาบอกหลักการเลือกติดฟิล์มรถยนต์ยังไงให้ตรงใจคุณมากที่สุด สำหรับผู้ที่ซื้อรถมือสอง หรือถอยรถป้ายแดงคันใหม่ ก็สามารถนำหลักการนี้ไปใช้ได้เหมือนกัน

เพราะไม่ว่ารถจะเป็นรถประเภท ซีดาน กระบะ หรือรถตู้ สิ่งที่สำคัญอันดับแรกๆ คือ การเลือกติดฟิล์มรถยนต์นั่นเอง เพราะว่าฟิล์มรถยนต์ในสมัยนี้ ได้มีการพัฒนาให้มีคุณสมบัติพิเศษมากมาย ทั้งการกันแสงรังสีอินฟาเรด การสะท้อนคลื่นความร้อน หรือแม้แต่ฟิล์มนิรภัย ที่มีความปลอดภัย จะช่วยดูดซับ และลดแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี

Window-Tinted-Car

อันดับแรกสิ่งที่ต้องดูเลย ก็คือ …

ประเภทของฟิล์ม

1. ฟิล์มธรรมดา ที่ว่าธรรมดาในที่นี้หมายถึงฟิล์มที่ไม่ผ่านการเคลือบโลหะ ซึ่งหลายคนอาจจะเรียกว่าฟิล์มดำ ฟิล์มใส หรือฟิล์มย้อมสีก็แล้วแต่ โดยฟิล์มชนิดนี้จะไม่มีการเคลือบ หรือผสมโลหะเข้าไปในชั้นแผ่นฟิล์ม ทำให้สามารถกรองความร้อน และแสงได้น้อย – ปานกลาง ซึ่งถึงแม้จะเลือกฟิล์มที่ความทึบมากที่สุด แต่ถ้าหากไม่สามารถกรองรังสีความร้อนได้ เวลาติดฟิล์มไป ภายในรถก็ยังจะร้อนอยู่ดี

2. ฟิล์มปรอท หรือฟิล์มเคลือบโลหะ สำหรับฟิล์มชนิดนี้ เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะมันสามารถกรองความร้อนได้ดี ถึงแม้จะเป็นฟิล์มที่มีความใสมาก แต่ถ้าเคลือบ หรือผสมโลหะเข้าไป ก็จะช่วยไม่ทำให้ร้อน แต่เนื่องด้วยมีโลหะผสมอยู่ในฟิล์มจึงค่อนข้างมีแสงสะท้อนเวลาขับรถ ทำให้หลายคนไม่ชอบ ส่วนข้อเสียอีกอย่างคือฟิล์มประเภทนี้มักจะมีราคาแพงกว่า

TIPS: ถ้าหากใครแยกประเภทของฟิล์มไม่ออก ก็ให้ดูที่แสงสะท้อน ฟิล์มชนิดที่ผสมปรอท หรือโลหะ จะมีแสงสะท้อนมากกว่าฟิล์มธรรมดา

CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน

ความหนาของฟิล์ม

ความหนา หรือความทึบของฟิล์มจะแล้วแต่ยี่ห้อ บางยี่ห้อจะมีให้เลือกมากมาย แต่ที่เด่นๆ และเข้าใจง่าย จะมีอยู่ 3 ระดับคือ

1. เข้ม 40% หมายความว่าฟิล์มชนิดนี้จะมีความทึบ 40% แสงส่องผ่านได้ประมาณ 60% ใครชอบฟิล์มใสๆ แนะนำความทึบประมาณนี้

2. เข้ม 60% หมายความว่าฟิล์มชนิดนี้จะมีความทึบ 60% แสงส่องผ่านได้ประมาณ 40% คนนิยมติดฟิล์มที่ระดับความเข้มนี้กันมาก เพราะว่ามันทึบกำลังพอดี มองเห็นได้ดีทั้งกลางวัน และกลางคืน ไม่มืดเกินไป

3. เข้ม 80% ฟิล์มตัวนี้จะมีความเข้มที่สุด แสงจะส่องผ่านได้ประมาณ 20% เท่านั้น บางคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมาก ก็นิยมติดรอบคัน หรือติดเฉพาะห้องโดยสารฝั่งคนนั่ง ไม่นิยมติดด้านหน้า เพราะจะทำให้ขับรถลำบาก มองเห็นไม่ชัดในเวลากลางคืน

การเลือกติดตั้งฟิล์มรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นแบบ 40%, 60% หรือ 80% ไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับความชอบของเจ้าของรถ ล้วนมีทั้งข้อดี และข้อเสีย แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพสายตาของแต่ละคน เพราะการมองเห็น ย่อมส่งผลต่อการขับขี่ รวมไปถึงภูมิประเทศในการใช้รถ เป็นต้น

ถ้าขับรถกลางวัน เจอแดดแรงๆ แสงจ้า บ่อยกว่าขับรถกลางคืน ควรเลือกความเข้มบานหน้า 60% รอบคัน 80% เป็นต้น คนนั่งหลังสบายสุดๆ เพราะไม่ร้อนเลย แต่ภายในรถแสงจะเข้าได้น้อย จนรู้สึกมืด คนไม่ชินอาจไม่ชอบ

ถ้าขับรถกลางคืน บ่อยกว่าขับรถกลางวัน ควรเลือกความเข้มบานหน้า 40% รอบคัน 60% เพื่อขับรถตอนกลางคืนง่ายขึ้น มองเห็นทัศนวิสัยสองข้างทางได้ชัดขึ้น แต่ขับตอนกลางวันอาจจะร้อนหน่อย เป็นต้น

ติดฟิล์มกรองแสง

ยี่ห้อของฟิล์ม

หลายคนที่กำลังเลือกซื้อฟิล์มอาจจะกำลังสับสนว่าควรจะต้องซื้อยี่ห้อไหนดี ซึ่งจริงๆ ต้องบอกก่อนว่าฟิล์มกรองแสงของแต่ละยี่ห้อนั้นมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ดังนั้นคุณควรจะเลือกฟิล์มที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และการใช้งานของคุณเป็นหลัก ในประเทศไทยจะมียี่ห้อที่คนทั่วไปรู้จัก คือ

1. 3M เป็นยี่ห้อขายฟิล์มที่คนรู้จักกันทั่วไป มีข้อดีคือจะมีประเภทฟิล์มให้เลือกอย่างหลากหลาย แต่ถ้าใครที่ชอบติดฟิล์มใส และอยากให้กันความร้อนได้ด้วย แนะนำรุ่น Crystalline คนส่วนใหญ่ชอบเลือกติดฟิล์มยี่ห้อนี้เพราะราคาไม่สูง คุณภาพดีสมกับราคา แถมติดแล้วยังรับส่งสัญญาณ GPS และ คลื่นวิทยุได้ดี

2. Lamina ฟิล์มติดรถยนต์อีกหนึ่งยี่ห้อที่คนไทยรู้จักกันดี เพราะคุณภาพดี ราคาปานกลาง ไม่ถึงกับแพงมาก แถมยังมีให้เลือกหลายสี ทั้งสีใส สีเทาเข้ม สีเขียว ทำให้เวลามองออกไปจะสบายตามาก ซึ่งเมื่อเทียบราคากับคุณภาพก็ถือว่าสมเหตุสมผล

3. Hi-Kool ฟิล์มยี่ห้อนี้โดดเด่นในด้านการนำโลหะมาเคลือบลงไปในเนื้อฟิล์ม หรือที่เรียกกันว่า ‘สปัทเตอร์ฟิล์ม (Sputter-Films) ข้อดีของยี่ห้อนี้คือเป็นฟิล์มปรอทที่ราคาไม่สูง และช่วยกรองความร้อนได้ดี สีฟิล์มจะซีดช้า

4. V-Kool สำหรับยี่ห้อนี้มีจุดเด่นเรื่องคุณภาพฟิล์มที่สูง โดดเด่นเรื่องฟิล์มที่ผสมโลหะลงไปในเนื้อฟิล์มหลายชั้น ทำให้ฟิล์มยี่ห้อนี้สามารถกันความร้อนได้ดี แต่ก็มีราคาสูงเช่นกัน แต่ถ้าหากคุณอยากได้ความคุ้มค่า ฟิล์มยี่ห้อนี้คือหนึ่งตัวเลือกที่ดี

แต่สำหรับผู้ซื้อรถทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรถมือสองที่ซื้อต่อจากคนอืื่นมาอีกที หรือคนที่มีรถอยู่แล้วและต้องการเปลี่ยนฟิล์มใหม่ นั้นจะรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อไหร่ที่ถึงเวลาต้องเปลี่ยนฟิล์มสักที

ซึ่งจะมีหลักให้สังเกตุ 5 ข้อง่ายๆ เท่านั้น


1. เมื่อฟิล์มเปลี่ยนสี หลังจากที่ใช้ฟิล์มไปนานๆ คุณจะสามารถสังเกตุได้ว่าฟิล์มหมดอายุ หรือถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยน เมื่อนั้นฟิล์มจะเริ่มเปลี่ยนสี ไม่เหมือนสีเดิม ซึ่งส่วนใหญ่ฟิล์มอาจจะเริ่มไม่ทึบ หรือเปลี่ยนเป็นมีม่วง เป็นต้น


2. ฟองอากาศ ส่วนใหญ่ฟิล์มที่เริ่มหมดสภาพแล้ว จะเริ่มมีฟองอากาศแทรกเข้ามา ให้ลองสังเกตุดูว่าฟิล์มกรองแสงของคุณนั้นเริ่มมีฟองอากาศแล้วหรือไม่ ถ้าหากว่ามีแสดงว่าถึงเวลาที่ควรเปลี่ยนได้แล้ว

3. เกิดรอยย่น อีกหนึ่งข้อสังเกตุที่เห็นได้ง่ายสุดคือ ฟิล์มนั้นจะเริ่มเกิดรอยย่น หรือมีลักษณะเหมือนคลื่นน้ำ ไม่เรียบเหมือนตอนแรกๆ

4. อาจเกิดภาพซ้อน หรือมัว ฟิล์มที่มีคุณภาพดี และยังไม่เสื่อมสภาพ นั้นจะต้องเป็นฟิล์มที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน แต่ถ้าหากฟิล์มที่คุณติดอยู่มันเกิดมองเห็นมาเป็นภาพซ้อน หรือว่ามองแล้วไม่ชัด ก็แปลว่ามันอาจจะเสื่อมสภาพ

5. กลิ่นเหม็น ถ้าหากสามข้อแรกยังไม่ทำให้คุณตัดสินใจไม่ได้ว่าจะต้องเปลี่ยนฟิล์มแล้วหรือยัง แนะนำให้ลองดมดู เพราะว่าส่วนใหญ่ 90% ฟิล์มกรองแสงที่เริ่มจะเสื่อมสภาพ มักจะมีกลิ่นเหม็นที่รุนแรง

Window-Tinted-Car

ถ้าหากคุณมั่นใจว่าฟิล์มที่ใช้อยู่นั้นหมดสภาพแล้ว หรือใครที่ต้องการเปลี่ยนฟิล์มใหม่ให้ตรงกับความต้องการ รวมถึงผู้ที่ถอยรถคันใหม่ที่กำลังเลือกฟิล์มติดรถยนต์ ก็สามารถนำหลักการเหล่านี้ไปใช้ได้เลย

สำหรับผู้ที่สนใจมองหารถมือสอง หรือยังไม่รู้ว่า จะขายรถคันเก่าที่ไหนดี ให้ Carro เป็นผู้ช่วยมืออาชีพของคุณ “ซื้อ ขาย รีไฟแนนซ์ รถยนต์อย่างมืออาชีพกับ Carro Thailand” หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มได้ใน Fanpage “Carro Thailand” ครับผม

Related Articles

Back to top button