หน้าร้อนนี้ อย่าละเลย หรือลืมสิ่งของเหล่านี้ไว้ในรถ
อันตรายถึงชีวิต

หลายคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องจอดรถทิ้งไว้กลางแดดเป็นประจำ เพราะแค่หาที่จอดรถก็จะยากแสนยากแล้ว ซึ่งปกติแล้วการจอดรถไว้กลางแดดโดยปิดกระจกทุกบาน ความร้อนภายในรถจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หากจอดรถกลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัดทะลุ 37 °C อุณหภูมิภายในรถอาจสูงถึง 60 °C เลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นระดับความร้อนแม้แต่คนยังไม่สามารถทนได้

ดังนั้น สิ่งของอันตราย หากจัดเก็บไม่ถูกวิธี เมื่อได้รับความร้อนอาจทำให้เกิดระเบิด หรือเพลิงไหม้ ก่อให้เกิดอันตรายได้ เพื่อความปลอดภัย คาร์โร จึงรวบรวม 6 สิ่งที่ไม่ควรเก็บไว้ในรถขณะจอดกลางแดด เพื่อป้องกันไม่ให้รถเกิดความเสียหาย ซึ่งมีอะไรบ้าง? ไปดูกันเลย

1. ไฟแช็ก

สิ่งของอันตราย

หากวางไว้บนคอนโซลรถและถูกแสงแดดที่มีความร้อนสูงกระทบเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการระเบิด ซึ่งจะส่งผลให้กระจกรถยนต์แตกร้าว หรืออาจเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ได้

 

2. กระป๋องสเปรย์สิ่งของอันตราย

เมื่อถูกความร้อนจะทำให้วัตถุ สารเคมี และแก๊สในกระป๋องขยายตัว จึงเกิดประกายไฟหรือระเบิดได้

 

3. แบตเตอรี่สำรองสิ่งของอันตราย

สารลิเธียมในแบตเตอรี่สำรองเป็นโลหะที่ไวต่อปฏิกิริยาทางเคมี เมื่อได้รับความร้อน อาจทำให้เกิดการลัดวงจร ส่งผลให้เกิดการระเบิดได้

 

4. โทรศัพท์มือถือสิ่งของอันตราย

ความร้อนทำให้วงจรภายในโทรศัพท์ได้รับความเสียหาย และแบตเตอรี่โทรศัพท์เกิดการระเบิด โดยเฉพาะหากเปิดใช้งาน จะทำให้ความร้อนสูงขึ้น จึงเสี่ยงต่อการระเบิดได้

 

5. น้ำแข็งแห้ง

สิ่งของอันตราย

เมื่อน้ำแข็งแห้งระเบิดจะกลายเป็นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องโดยสารหมดสติ เพื่อความปลอดภัย ควรเก็บไว้ในภาชนะที่มีช่องระบายอากาศ แยกจากห้องโดยสาร หากเก็บในห้องโดยสาร ควรเปิดกระจกรถ เพื่อระบายอากาศออกสู่ภายนอก

 

6. แผ่นยางกันลื่น

แผ่นยางกันลื่นสำหรับวางโทรศัพท์ ที่มักวางไว้เหนือแผงคอนโซล แม้ว่าจะไม่เกิดการระเบิดเหมือนข้ออื่นๆที่ผ่านมา แต่อาจละลายติดไปกับคอนโซลได้ หากได้รับความร้อนเป็นเวลานาน

 

เชื่อว่าหลายคนอาจนึกไม่ถึงว่าสิ่งของเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดความเสียหายได้ และนอกจากจะทำให้สิ่งของเสียหายแล้ว ยังทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องโดยสารเสี่ยงต่อการได้รับอันตรายอีกด้วย

10-Intersection-Traffic-Bad-In-Bangkok

แยกไฟแดงนรก เพราะตำรวจปล่อยรถไม่สัมพันธ์กัน ผนวกกับรถยนต์บนถนนที่มากขึ้นเรื่อยๆ

จากสภาวะของกรุงเทพฯ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่รถติดเป็นอันดับ 1 ของโลก ณ ขณะนี้ รวมไปถึงที่ประเทศ ปัญหาอุบัติเหตุที่มากเป็นอันดับ 1 ของโลก และปัญหาของมลพิษที่มากติดอันดับโลก เนื่องจากจำนวนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่มีในกรุงเทพฯ นับล้านคันบนถนน และระบบขนส่งมวลชน เช่น รถเมล์ ที่มีสภาพย่ำแย่มาก ที่รวมกันสร้างปัญหารถติด และปัญหามลพิษ

อีกทั้งผังเมืองที่ไม่ได้วางอย่างเป็นระบบระเบียบ ถนนไม่มีการเชื่อมต่อกันอย่างเป็นระบบ ทำให้เกิดปัญหาในการปล่อยรถตามแยกต่างๆ ที่บางแยกได้ชื่อเป็นแยกที่มีรถติดนานมากๆ ในช่วงเวลาเร่งด่วน

Carro ขอรวบรวมข้อมูล 10 แยกไฟแดงรถติดนรกที่สุด ติดได้ ติดดี ติดทุกวัน มาให้ทุกท่านได้ชมกันครับ.

แยกอโศก-สุขุมวิท

Asoke-Sukhumvit

จัดเป็นแยกที่รถติดนรกอันดับต้นๆ ของกรุงเทพฯ เลยก็ว่าได้ เป็นย่านที่มีแต่ความสับสนวุ่นสาย และไร้ระเบียบมาก เนื่องจากปริมาณรถบนถนนสุขุมวิท และถนนรัชดาภิเษก ที่มากจนเกินจะรับไหว ทำให้ตำรวจต้องกักรถอีกฝั่ง เพื่อที่จะปล่อยรถอีกฝั่งให้นานกว่าปกติเป็นการระบายรถ จนทำให้ฝั่งที่ติดไฟแดง รถจะติดกันอย่างมาก แทบทั้งวันในทุกวัน

แยกประตูน้ำ

Pratunam

แยกนี้ ก็ถือเป็นอีกแยกหนึ่งที่เรียกได้ว่ารถติดหนักมากที่สุดในกรุงเทพฯ เลยก็ว่าได้ โดยติดกันแทบทั้งวันทั้งคืน ไม่ว่าจะเป็นรถที่มาจากทางถนนราชดำริ ถนนเพชรบุรี ถนนราชปรารภ และยังเป็นย่านที่มีนักท่องเที่ยวขยันข้ามถนน มีรถตุ๊กๆ กับรถแท็กซี่ ที่จอดเกะกะอยู่หน้าห้างสรรพสินค้าเพื่อรอผู้โดยสาร ทำให้เสียช่องทางจราจรไป 1 ช่อง โดยที่ตำรวจไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ และตำรวจมักปล่อยรถเฉพาะฝั่งถนนราชดำริมากกว่า เลยทำให้ถนนเพชรบุรี และ ราชปรารภ มีรถติดกันยาวมาก

แยกชิดลม

Chidlom

เนื่องจากปัญหาของแยกประตูน้ำ ที่ส่งผลกระทบมายังถนนเพลินจิตด้วย ในช่วงเวลาเร่งด่วน แยกชิดลมรถนี่ก็ถือว่ารถติดหนักทีเดียว แต่ช่วงดึกๆ ไป ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ ซึ่งตำรวจประจำป้อม จะปล่อยรถทางถนนเพลินจิต และถนนชิดลมอย่างสม่ำเสมอก็ตาม แต่ปัญหาที่เกิดจากแยกอื่น และจากรถของผู้ปกครองที่ชอบจอดหน้าโรงเรียนแห่งหนึ่ง ตามมาเป็นลูกโซ่ และรถที่หนีจากถนนเพชรบุรีมาเข้าถนนชิดลมจำนวนมาก บางทีไฟแดงนาน หรือฝนตกหนัก จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีรถติดหนัก

แยกพระโขนง

Phrakhanong

ปัญหาที่เกิดจากการตัดถนนพระรามที่ 4 (ส่วนต่อขยาย) จากคลองเตยมายังพระโขนง บรรจบกับถนนสุขุมวิท ตั้งแต่เมื่อประมาณ 70 ปีที่แล้ว ที่ถนนไม่ได้ไปบรรจบกับซอยสุขุมวิท 71 ที่ต่อมาคือ ถนนพระโขนง-คลองตัน (หรือชื่อปัจจุบันคือ ถนน ปรีดี พนมยงค์) ทำให้การปล่อยรถ ตำรวจชอบปล่อยรถทางถนนสุขุมวิทที่มีรถติดหนักอยู่แล้ว มากกว่าฝั่งถนนพระรามที่ 4 และถนนสุขุมวิท 71 จึงทำให้แยกพระโขนงนี้ มีรถติดหนักมาก บางทีเปิดไฟเขียว 30 วินาที แต่ให้ไฟแดงเกือบ 10 นาทีก็มี

แยกนานา

Nana

อีกแยกหนึ่งที่มีรถติดสุดๆ ในกรุงเทพฯ นั่นคือ แยกนานา คือแยกที่ซอยสุขุมวิท 3 (นานาเหนือ) ตัดกับซอยสุขุมวิท 4 (นานาใต้) เป็นแยกที่ค่อนข้างจอแจที่สุดอีกแห่งหนึ่ง และมีทั้งรถแท็กซี่ รถตุ๊กๆ หาบเร่แผงลอย นักท่องเที่ยวที่เดินกันเยอะ กินพื้นที่ถนนบางช่วงหายไป 1 เลน โดยรถที่มาจากทางด่วนและมาจากทางราชปรารภ มักชอบเข้ามาในซอยนานา เพื่อลัดไปออกทางถนนวิทยุ รถจึงค่อนข้างติดมาก และตำรวจที่เน้นปล่อยรถถนนสุขุมวิทมากกว่า จึงทำให้แยกนานารถติดหนัก

แยกซังฮี้

Sang-Hi

แยกนี้ เมื่อคุณขับรถมาจากทางถนนราชวิถี ถ้าเป็นช่วงเวลาปิดเทอม รถก็จะไม่ติดเท่าไหร่ แต่พอเวลาเปิดเทอมของโรงเรียนดัง และมหาวิทยาลัยชื่อดังในย่านนั้นแล้วล่ะก็ รถติดนรกเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นรถที่มาจากทางถนนสามเสน ที่มากอยู่แล้ว กับจำนวนรถที่ลงมาจากทางสะพานกรุงธนเพิ่มอีก จึกให้แยกซังฮี้ โดยเฉพาะเส้นถนนราชวิถี ต้องรับรถติดไปเต็มๆ

แยกรัชดา-ลาดพร้าว

Ratchada-Ladphrao

แยกรถติดนรกแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ แมหว่าถนนรัชดาภิเษก จะมีสะพานข้ามแยกก็ตาม แต่รถที่มาจากทางถนนรัชดาภิเษก ที่ต้องการเลี้ยวไปยังถนนลาดพร้าว และรถจากถนนลาดพร้าว จะเลี้ยวไปยังถนนรัชดาภิเษก มีมากเหลือเกิน จึงทำให้ตำรวจต้องเฉลี่ยปล่อยรถในแต่ละฝั่ง แต่รถมีจำนวนมาก และช่วงปากซอยลาดพร้าว 23 ที่มีรถชอบเลี้ยวเข้า-ออก เป็นประจำ ทำให้กีดขวางทางจราจรเข้าไปอีก

แยกรัชดา-ราชพฤกษ์

Ratchada-Ratchapruek

เป็นแยกหนึ่งในย่านฝั่งธนบุรี ที่มีรถติดมากนับตั้งแต่มีถนนราชพฤกษ์เกิดขึ้นมา โดยรถที่มาจากทางถนนจริญสนิทวงศ์ มักจะมากองรวมกันอยู่บริเวณนี้ และใกล้แยกนี้ยังมีย่านตึกแถว ตลาดนัด ป้ายรถเมล์ที่รถเมล์ชอบจอดแช่ และมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ทำให้มีรถเข้า-ออก กันตลอดเวลา จึงทำให้แยกนี้เลี่ยงรถติดได้ยาก

แยกลำสาลี

Lam-Sali

หลายคนถึงกับเปลี่ยนชื่อแยกนี้ให้เป็นแยก “ลำสาหัส” เลยทีเดียว เป็นแยกที่ถนนรามคำแหง ตัดกับถนนศรีนครินทร์ แม้ว่าจะมีสะพานลอยข้ามแยก แต่จำนวนรถที่มาจากทางถนนลาดพร้าว ถนนนวมินทร์ ถนนเสรีไทย ส่วนใหญ่มักจะมากองรวมกันอยู่บรเวณบางกะปิ แยกนี้จึงต้องรับรถไปเต็มๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าตำรวจจะปล่อยรถแต่ละฝั่งเป็นเวลาที่นานขึ้นก็ตาม

แยกแคราย

Khae-Rai

แยกรถติดสุดโหดของชาวนนทบุรี เพราะติดกันแทบทั้งวันทั้งคืน ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นแค่เพียงสามแยกแคราย ของถนนงามวงศ์วาน ตัดกับถนนติวานนท์ ภายหลังจากการตัดถนนรัตนาธิเบศร์ บวกกับจำนวนรถที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนของคนที่ย้ายออกไปซื้อบ้านอยู่ชานเมือง แล้วเข้ามาทำงานในเมือง ถึงจะมีรถไฟฟ้าสายสีม่วงแล้ว ก็ยังไม่สามารถช่วยให้แยกนี้รถติดน้อยลงได้ บางวัน รถติดจากแยกแครายยาวไปจนถึงอุโมงค์เกษตร เลยทีเดียวครับ

จริงๆ แล้ว แยกที่รถติดสุดโหด ยังมีมากกว่านี้ เชื่อได้ว่าหากใครที่ไม่จำเป็นแล้วล่ะก็ อย่าขับรถไปตามแยกเหล่านี้เลยครับ …

Nostalgic2Days-2018

รวมรถ Retro รถย้อนยุค ของแต่งรถ Retro ในงาน “Nostalgic2Days”

Nostalgic2Days-2018

ประมวลภาพรถยนต์ Retro รถย้อนยุค รถดัังในอดีต และอื่นๆ ในงาน Nostalgic2Days งานแสดงรถ Retro ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น จัดต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2008 ถึงปัจจุบัน เป็นการจัดงานในครั้งที่ 10 …

โดยงานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 18 กุมภาพันธ์ 2561 ณ Pacifico Yokohama เมืองโยโกฮาม่า ประเทศญี่ปุ่น … ทาง Carro ขอเก็บตกภาพบรรยากาศ พร้อมรถ Retro รถย้อนยุค สวยๆ มาให้ชมกันครับ

Nostalgic2Days-2018

มุม Isuzu

Nostalgic2Days-2018

Datsun Skyline Coupe C10

Nostalgic2Days-2018

Datsun Bluebird

Nostalgic2Days-2018

Hino Contessa

Nostalgic2Days-2018

Mazda RX-7

Nostalgic2Days-2018

Datsun Skyline C10

Nostalgic2Days-2018

Subaru SVX

Nostalgic2Days-2018

Nissan Fairlady 240Z

Nostalgic2Days-2018

มุม Porsche

Nostalgic2Days-2018

มุม Nissan และ Dome Zero

Nostalgic2Days-2018

มุม Nissan

Nostalgic2Days-2018

Event Show

Nostalgic2Days-2018

Toyota Sprinter Trueno (AE86)

ขอบคุณภาพจาก Nostalgic2Days Fanpage

ขอไฟแนนซ์รถมือสอง

ขอไฟแนนซ์รถมือสองไม่ยาก ดำเนินการเพียงไม่กี่ขั้นตอน

“ไฟแนนซ์รถมือสอง” คือ ธนาคารหรือสถาบันทางการเงินที่ให้กู้เงินเพื่อซื้อรถมือสอง โดยเงื่อนไขรายละเอียดของการขอไฟแนนซ์จะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับการกำหนดเงื่อนไขของแต่ละสถาบัน ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดของการกู้คือ ‘ดอกเบี้ย’

ขอไฟแนนซ์รถมือสอง

ปีรถยิ่งเก่าเป็นหนึ่งปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้น

 

ดังนั้น ถ้าคุณคิดจะซื้อรถมือสองสักคัน แต่งบประมาณมีไม่เพียงพอที่จะซื้อด้วยเงินสด การจัดไฟแนนซ์รถมือสองสามารถช่วยคุณได้ ซึ่งการขอสินเชื่อรถมือสองจะมาจากไฟแนนซ์ 2 ประเภท

1. ไฟแนนซ์ที่มีให้บริการจากเต็นท์รถ

ถ้ารถที่ซื้อเป็นรถที่ซื้อจากเต็นท์รถ หรือผู้ประกอบการรถยนต์ใช้แล้ว แต่ละเต็นท์จะมีไฟแนนซ์ หรือสถาบันทางการเงินที่ทางเต็นท์ใช้บริการเป็นประจำ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ซื้อทางเต็นท์ก็จะช่วยดำเนินการประสานงานให้กับคุณ ไม่ว่าจะเรื่องเอกสารไปจนถึงการช่วยคุยให้กับไฟแนนซ์เพื่อให้การขอสินเชื่อของคุณได้อนุมัติ

2. ไฟแนนซ์รถบ้าน เจ้าของขายเอง

คือ การซื้อรถโดยตรงจากเจ้าของรถ หรือซื้อรถต่อจากคนรู้จัก ในกรณีนี้ถ้าหากผู้ซื้อจะทำการขอกู้ไฟแนนซ์ก็จะต้องติดต่อไฟแนนซ์ด้วยตัวเอง

 

การดำเนินการขอไฟแนนซ์มี 5 ขั้นตอนการขอไฟแนนซ์ ดังนี้

  1. ติดต่อไฟแนนซ์ : ผู้ซื้อต้องติดต่อไฟแนนซ์เพื่อทำการขอสินเชื่อ
  2. เก็บข้อมูลและเอกสาร : ทำการนัดเจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์เพื่อส่งมอบเอกสาร + ข้อมูลรถที่จะนำไปประเมินสินเชื่อ
  3. พิจารณาสินเชื่อ : ไฟแนนซ์ทำการประเมินสินเชื่อถึงความเป็นไปได้ในการอนุมัติสินเชื่อว่า ผ่าน – ไม่ผ่าน
  4. นัดโอน : ถ้าสินเชื่ออนุมัติผ่าน ทางไฟแนนซ์จะนัดผู้ขาย และผู้ซื้อให้นำเอกสารไปทำเรื่องเล่มทะเบียน
  5. ผู้ขายได้รับเงิน : ผู้ขายจะได้รับเงินหลังจาก การนัดโอนเล่ม เรียบร้อยแล้วเท่านั้น

ขอไฟแนนซ์รถมือสอง

เรื่องของการเตรียมเอกสาร ได้แก่

1. สำเนาบัตรประชาชน
2. สำเนาทะเบียนบ้าน
3. ใบคู่มือจดทะเบียน
4. เอกสารประวัติทางการเงิน เช่น สลิปเงินเดือน เป็นต้น
5. สัญญาชื้อ-ขาย สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี้ สัญญาซื้อ-ขาย

Parked-Car-Disorderly

จอดรถเกะกะ นอกจากจะโดนคนด่าแล้ว ยังโดนทุบรถอีกด้วย

Parked-Car-Disorderly

จากคลิปข่าว กรณี มีป้า 2 คน ใช้ขวานและพลั่วทุบทำลายรถยนต์คันหนึ่ง เพราะความไม่พอใจที่รถยนต์คันดังกล่าว มาจอดขวางทางเข้า-ออก หน้าบ้านของตน

เจ้าของบ้านเปิดใจ กรณีทุบรถคนจอดขวางทางเข้า-ออก

สด!! เจ้าของบ้านเปิดใจ กรณีทุบรถคนจอดขวางทางเข้า-ออก http://pptv36.news/nNFชมคลิปอื่นเพิ่มเติม : www.facebook.com/PPTVHD36/videos/2112578685426566/#PPTVHD36 #จอดรถขวางทางเข้าออก #จอดรถกีดขวาง #ทำลายทรัพย์สิน #ป้าทุบรถ

Posted by PPTV HD 36 on Monday, February 19, 2018

การที่รถยนต์คันดังกล่าว มาจอดขวางทางเข้าออก รบกวนการใช้ประโยชน์ในทางเพื่อเข้าออกบ้าน แม้ถนนนั้นจะเป็นทางสาธารณะ ซึ่งใครก็มีสิทธิจอดหรือใช้ประโยชน์ได้ก็ตาม แต่การใช้สิทธิ์ทุกอย่าง ต้องบนพื้นฐานของกฎหมาย และไม่รบกวนสิทธิของคนอื่นเช่นเดียวกัน

Parked-Car-Disorderly

ภาพจาก Drama-addict

การจอดรถขวางประตูบ้านของผู้อื่น หรือแม้แต่การจอดขวางทางคนอื่นในลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า ซึ่งถือว่า เป็นที่สาธารณะสถาน ถือว่า เป็นการกระทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนรำคาญ เพราะไม่สามารถนำรถเข้าหรือออกจากบ้าน หรือออกจากลานจอดไม่ได้

ข้ออ้างว่าถนนหน้าบ้านเป็นที่สาธารณะ.หรือ เจ้าของบ้านไม่ควรใช้รถเมื่อเขาจอดรถบนถนนหน้าบ้าน ใช้อ้างไม่ได้และไร้สาระ เนื่องจากเจ้าของรถใช้สิทธิไปก่อความเดือดร้อนของผู้อื่นทั้งที่รู้แก่ใจถึงความเสียหายนั้นเยี่ยงวิญญูชนพึงรู้กัน จึงถือว่า กระทำความผิดฐานก่อความเดือดร้อนรำคาญใจตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 397

Parked-Car-Disorderly

ศาลฎีกาเคยพิพากษาในประเด็นดังกล่าวไว้ว่า

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2518 จำเลยจอดรถขวางกั้นไม่ให้โจทก์ถอยรถออกไปจากซอยที่เกิดเหตุ เป็นเพียงขัดขวางไม่ให้โจทก์นำรถออกไปได้เท่านั้น ส่วนตัวโจทก์มีอิสระที่จะออกไปจากซอยได้ การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310

Parked-Car-Disorderly

(ภาพจาก New TV)

แต่เป็นการรังแกข่มเหงทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ แม้ซอยนั้นจะอยู่ในที่ดินของผู้มีชื่อซึ่งแบ่งให้ผู้อื่นเช่าปลูกบ้าน แต่ประชาชนก็ชอบที่จะเข้าออกไปติดต่อกับผู้ที่อยู่ในซอยนั้นได้ ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำในที่สาธารณสถาน จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397

Parked-Car-Disorderly

(ภาพจาก New TV)

แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าของบ้านก็ไม่มีสิทธิใช้กำลังทำลายทรัพย์สินของบุคคลอื่นโดยพลการ และหากกระทำก็ย่อมมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ตามกฎหมายอาญา เช่นกัน

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Facebook ทนายเกิดผล แก้วเกิด

Speed-Limit-8-Road-In-Bangkok

ห้ามขับรถเร็วเกิน 50 กม./ชม. ในถนน 8 สาย ของกรุงเทพฯ

Bangkok-Road

ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ข้อบังคับเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการกำหนดอัตราความเร็วของรถ พ.ศ. 2561 โดยมีสาระสำคัญ คือ การกำหนดความเร็วของรถไม่เกิน 50 กม./ชม. ใน 8 ถนนหลัก มีผลบังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ (ประกาศ 14 ก.พ. มีผล 15 ก.พ.) เพื่อลดอุบัติเหตุในพื้นที่แหล่งชุมชน มีสถานศึกษา และสถานที่สำคัญที่มีนักท่องเที่ยวเข้าชมจำนวนมาก

ทั้งนี้ 8 ถนนหลัก ที่ห้ามขับรถเร็วเกิน 50 กม./ชม. มีดังนี้

1. ถ.นครราชสีมา ตั้งแต่แยกสวนรื่น ถึงแยกวังแดง

2. ถ.ราชวิถี ตั้งแต่แยกอภัยเจษฎุทิศ ถึงแยกเชิงสะพานกรุงธน

3. ถ.สามเสน ตั้งแต่แยกบางกระบือ ถึงแยกสี่เสาเทเวศน์

4. ถ.อู่ทองนอก ตั้งแต่แยกอู่ทองนอก ถึงแยกท่าวาสุกรี

5. ถ.สุโขทัย ต้ังแต่แยกสวนรื่น ถึงแยกสุโขทัย

6. ถ.ศรีอยุธยา ตั้งแต่แยกกองพลที่ 1 ถึงแยกเสาวนีย์

7. ถ.พระราม 5 ตั้งแต่แยกพาณิชย์ ถึงแยกสุโขทัย

8. ถ.สวรรคโลก ตั้งแต่แยกยมราช ถึงแยกสวรรคโลก

รถมือสอง, วิธี, เช็กรถ, คุณภาพดี

ดูอย่างไรให้ได้ “รถมือสอง” คุณภาพดี!

อันดับแรกของคนส่วนใหญ่จะเลือกซื้อรถมือสอง ก็เริ่มหาจากแหล่งที่ลงประกาศขายรถมือสองก่อน ซึ่งจะจำแนกได้เป็น 2 แบบสำหรับผู้ประกาศขาย คือ รถเต็นท์ และ รถบ้าน ซึ่งถ้าหลายคนคุ้นเคยกับการเลือกซื้อรถยนต์ผ่านอินเตอร์เน็ตคงรู้จัก ‘ตลาดรถ’ อีกทั้งในปัจจุบันก็ได้รับความนิยมอย่างมาก เพราะสะดวก รวดเร็ว

แต่ถ้าหากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบซื้อรถบ้าน Carro ก็ได้ทำการรวบรวมรถบ้านมือสองเอาไว้หลากหลายรุ่น ตั้งแต่ Toyota, Nissan, BMW ไปจนถึง Mercedes-benz เลยก็มี

เลือกซื้อรถมือสอง

และในวันนี้ Carro ก็มีบทความเกี่ยวกับการเลือกซื้อรถมาฝากสำหรับมือใหม่ หรือใครที่กำลังจะซื้อรถบ้าน ที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจของคุณได้อีกระดับหนึ่ง งั้นไปดูกันเลยดีกว่า ว่าคุณจะต้องเลือกซื้ออย่างไรบ้าง

    1. ตรวจสอบสีรถคันที่คุณต้องการซื้อว่าได้ถูกทำสีมาหรือไม่ โดยสังเกตุด้วยลองใช้มือเคาะดู เพราะถ้าหากรถได้ผ่านการทำสีมาทั้งคัน อาจเป็นเพราะรถเคยถูกชนหนักมาก่อน ซึ่งถ้าหากคุณไม่แน่ใจ ก็สามารถเลือกซื้อรถที่ผ่านการตรวจสภาพ จาก Carro เพื่อความสบายใจ
    2. อีกอย่างที่ต้องให้ความสำคัญ คือ เลขไมล์ จริงอยู่ว่าเลขไมล์สามารถปรับเปลี่ยนได้ แต่ถ้ายึดตามหลักความเป็นจริงแล้ว รถคันหนึ่งจะมีเลขไมล์ที่เพิ่มขึ้นโดยประมาณ 25,000 – 35,000 ต่อหนึ่งปี ซึ่งคุณต้องคำนวนอายุของรถควบคู่กับเลขไมล์ดูว่ามันสมเหตุสมผลกันหรือไม่
    3. ตรวจสอบเครื่องยนต์ หรืออุปกรณ์ต่างๆ ของรถ เริ่มจากยกฝากระโปรงขึ้นมาดู ว่าเครื่องยนต์นั้นมีความเสียหายหรือไหม หรือว่ามีสนิมจับหรือเปล่า นอกจากนั้น อย่าลืม ตรวจสอบตัวถัง และเลขเครื่อง เพราะถ้าหากเครื่องยนต์เสียหาย นั้นอาจแปลได้ว่ารถเคยเกิดอุบัติเหตุการชนหนักมา
    4. ควรตรวจสอบเครื่องยนต์ภายใต้ท้องรถด้วย เพราะจะได้มั่นใจได้ว่าเครื่องยนต์ไม่ผิดปกติ หรือว่ามีส่วนใดที่เสียหาย เพราะถ้าหากมีส่วนใดที่เสียหาย ก็จะได้ซ่อมได้อย่างทันทวงที หรืออาจหมายถึงว่ารถยนต์คันนั้นเคยถูกน้ำท่วมมา
    5. สุดท้ายที่ห้ามลืมเด็ดขาดสำหรับคนที่ซื้อรถบ้าน ก็คือ การตรวจเอกสารนั่นเอง เพราะว่าคุณจะต้องขอเอกสารทุกอย่างให้ครบถ้วนสำหรับการไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งควรที่จะขอดูสมุดเล่มทะเบียนรถว่าชื่อของผู้ขาย นั้นได้ตรงกับชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันนั้นเป็นคนสุดท้ายหรือเปล่า

 

Carro-Mazda2-Sport

Zoom-Zoom ขับสนุก สมรรถนะดี ตามสไตล์มาสด้า

Mazda2

รถที่ถือได้ว่า เป็นรุ่นยอดนิยมที่สุดอีกรุ่นหนึ่งของมาสด้า นับตั้งแต่โฉมแรกที่เปิดตัว (แต่เป็นรถรุ่นที่ขายในตลาดโลกมานานแล้ว) เปิดตัว (โฉมไมเนอร์เชนจ์) ครั้งแรกในโลกที่เมืองไทย ก็สร้างยอดขายอย่างถล่มทลายทันที

อีกทั้งได้พรีเซนเตอร์ที่เป็นนักร้องชื่อดัง เจาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยเพิ่งเริ่มทำงานได้เต็มเปา บวกกับแบรนด์ที่ตัวรถเน้นความเป็นสปอร์ต สมรรถนะดี ทำให้เป็นที่ดึงดูดใจของรถอยากซื้อรถเป็นอย่างมาก

ใช่ครับ … ผมกำลังหมายถึง “Mazda2” (มาสด้า2)

Mazda-121

Mazda2 หรือเดิมนั้นชื่อ Mazda 121 เป็นรถ Sub-Compact ที่ประสบความสำเร็จอยู่พอสมควร ซึ่ง Mazda 121 โฉมแรก (DA) ถือกำเนิดขึ้นในปี 1988 โดยใช้ตัวรถร่วมกับ Ford Festiva

Mazda-121

Mazda 121 (DB) หรือ Mazda Autozam Revue ในตลาดญี่ปุ่น ออกจำหน่ายในปี 1991-1996 เคยถูกนำเข้ามาในบ้านเราในชื่อ “Mazda 121” โดยบริษัท กมลสุโกศล จำกัด อดีตตัวแทนผลิตและจำหน่ายรถยนต์มาสด้าในไทย และได้ฉายาจากเต็นท์รถมือสองว่ารุ่น “การ์ตูน”

Mazda-Demio-Aletta Mazda-Demio-Sport

พอถึงในปี 1996-ปัจจุบัน Mazda ได้พัฒนารถรุ่นในชื่อใหม่ว่า “Demio” (เดมิโอ้) ในตลาดญี่ปุ่น และในตลาดโลกยังคงใช้ “121” เช่นเดิม จนเปลี่ยนมาเป็น “Mazda2”

การเกิดของ Mazda2 ในไทย

Mazda2-Design

ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 มาสด้า 2 ใหม่ (โฉมไมเนอร์เชนจ์) เปิดตัวอย่างเป็นทางการแห่งแรกในโลกที่ประเทศไทย โดยเปิดตัวในรุ่น Hatchback 5 ประตูก่อน ในต้นปี 2553 จึงตามมาด้วยรุ่น 4 ประตู Sedan

Mazda2-Interior-Design

Ryoichi Kishimoto (เรียวอิจิ คิชิโมโตะ) ผู้จัดการโครงการ Mazda2 ของ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เผยว่า “กลุ่มเป้าหมายเป็นคนหนุ่มสาวอายุไม่เกินกว่า 30 ปี ที่มีความเป็นตัวของตัวเอง และทันสมัย”

Mazda2

Ikuo Maeda (อิคูโอะ มาเอดะ) ผู้จัดการทั่วฝ่ายออกแบบของ มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “Mazda RX-8 เปรียบเสมือนเป็นลูกของผม เพราะได้ดูแลควบคุมการออกแบบโดยตรง”

Mazda2

ด้าน Akira Tamatani (อาคิระ ทามาทานิ) หัวหน้าทีมออกแบบ Mazda2 ลูกศิษย์ที่ร่วมหัวจมท้ายกับมาเอดะมาถึง 20 ปีในมาสด้า กล่าวว่า เราเริ่มจากการศึกษาตลาดก่อน โดยสำรวจจากประเทศตะวันออก และยุโรป ซึ่งพบว่าชาวญี่ปุ่น จะชอบรถยนต์ที่รูปทรงกลมๆ แต่ยุโรปจะเน้นความเป็นสปอร์ตมากกว่า ฉะนั้นเราจะต้องนำความแตกต่างกันนี้ มาผสมผสานให้ลงตัว ซึ่งก็เป็นดังเช่น Mazda2 ปัจจุบัน

Mazda2-Presenter

จึงทำให้ทาง Mazda เลือกใช้นักร้องชื่อดัง เป้-อารักษ์ อมรศุภสิริ มาเป็นพรีเซนเตอร์ของรถรุ่นนี้ … แม้จะเป็นเพียงรถ City Car แต่ก็ได้รับการถ่ายทอดความสปอร์ตจากสปอร์ตรุ่นใหญ่ อย่าง Mazda RX-8, Mazda MX-5 และ Mazda3 ทำให้ Mazda2 ได้รับเลือกให้เป็น “รถยนต์ยอดเยี่ยมของโลก” ในปี 2551 และในปีเดียวกัน ยังเป็น 1 ใน 3 ที่เข้ารอบสุดท้ายของการมอบรางวัลการออกแบบยนตรกรรมยอดเยี่ยมของโลกเช่นกัน โดยผผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 47 คน จากนิตยสารรถยนต์ชั้นนำทั่วโลกจากทวีปเอเชีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ

Mazda2-Presenter

การออกแบบด้านหน้าสไตล์สปอร์ต กระจังหน้าแบบสปอร์ต ไฟหน้าสวยคม เส้นสายด้านข้างตัวรถ ลากจากล่างขึ้นบนไฟยังชุดไฟท้าย ดูมีเอกลักษณ์ ช่วงล่างหน้าแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง หลังแบบทอร์ชั่น บีม พร้อมเทลลิ่งอาร์ม

มิติตัวถังยาว 3,903 มม. (รุ่น Groove), 3,913 มม. กว้าง 1,695 มม. สูง 1,485 มม. (รุ่น Groove), 1,478 มม. ระยะฐานล้อ 2,490 มม.

Mazda2-Interiorห้องโดยสารภายในรถ เพื่อความเพลิดเพลินในการขับขี่ที่สนุก ตำแหน่งของเบาะนั่งคนขับและพวงมาลัย รวมไปถึงตำแหน่งคันเกียร์ และปุ่มควบคุมต่างๆ บนแผงคอนโซลหน้า ถูกจัดวางให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งสำหรับผู้ขับและผู้โดยสาร เบาะนั่งถูกออกแบบตามหลักสรีระสัมพันธ์ แม้ผู้ขับขี่ตัวสูงใหญ่ก็สามารถนั่งได้สบาย โดยไม่อึดอัดหรือเมื่อยล้า รองรับสรีระของผู้ขับขี่ที่มีความสูงได้ถึง 185 ซม. สำหรับที่นั่งผู้โดยสารทั้งด้านหน้า และด้านหลัง ออกแบบให้นั่งสบาย และผ่อนคลายหากต้องเดินทางไกล

Mazda2-Interior

วิศวกรมาสด้า นำเทคโนโลยีการออกแบบรถสปอร์ต “Light Weighted Technology” มาใช้กับ Mazda2 นั่นคือ การออกแบบเพื่อลดน้ำหนักส่วนเกินที่ไม่จำเป็นของรถลง จนสามารถลดน้ำหนักส่วนเกินที่ไม่จำเป็นลงไปได้กว่า 100 กิโลกรัม ส่งผลให้อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักดีขึ้น ตอบสนองได้รวดเร็วและว่องไวทันใจแบบ Linear Response แบบรถสปอร์ต ให้สมรรถนะการขับขี่ที่แรงพอตัว

Mazda2-Engine

เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ที่อยู่ใน Mazda2 รหัส MZR แบบ 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผัน S-VT และ TSCV ให้แรงม้าสูงสุด 103 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 135 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบ/นาที รองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด

Mazda2-Sports-Equipments Mazda2-Sports-Equipments

โฉมแรก มีให้เลือกใน 4 รุ่นย่อย ได้แก่ Groove Sports MT, Groove Sports AT, Spirits Sports AT และ Maxx Sports AT

Mazda2-Navi

ในเดือนพฤศจิกายน 2553 Mazda ได้เพิ่มรุ่นพิเศษอย่าง Mazda2 Navi Limited Edition ให้เป็นทางเลือกสำหรับคนที่อยากได้ชุดเครื่องเล่น DVD/MP3 และระบบนำทางติดรถแบบ Built-In พร้อมฟังก์ชั่น AUX.USB/SD Card และ Bluetooth พร้อมอุปกรณ์แต่งย่อยต่างๆ ซึ่งมีเฉพาะรุ่นย่อย Spirits Sports AT และ Maxx Sports AT เท่านั้น … ทำให้ปี 2553 Mazda2 สามารถกวาดยอดขายได้มากถึง 23,000 คันเลยทีเดียว

Mazda2-2011

ในวันที่ 15 สิงหาคม 2554 Mazda ได้ปรับโฉมเล็กน้อยให้กับ Mazda2 Sports ใหม่ มาพร้อมกับ Concept การตลาดใหม่ โดยรุ่นแฮตช์แบ็ก 5 ประตู จะใช้ชื่อรุ่นว่า “Mazda2 Sports” พร้อมสโลแกน “สตาร์ทชีวิตอิสระ…กับตัวตนที่ท้าทาย” มาพร้อมกระจังหน้า และกันชนหน้าใหม่ พร้อมไฟตัดหมอก และยังเสริมหล่อด้วยชุดแต่งสปอร์ตรอบคัน ทั้งกระจังหน้าและกันชนหน้าใหม่ สเกิร์ตข้าง สปอยเลอร์หลัง และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ในรุ่นรองท็อป พร้อมเปลี่ยนเป็นล้ออัลลอยพร้อมยางขอบ 15 นิ้ว ในรุ่นล่างทั้งสองรุ่น

Mazda2-2011

กระจกมองข้าง ปรับและพับด้วยไฟฟ้าทุกรุ่น เสริมความปลอดภัยมากยิ่งด้วยเบรก ABS และถุงลมนิรภัยคู่หน้าทุกรุ่น พร้อมกุญแจรีโมทแบบพับเก็บได้ทุกรุ่น มีเครื่องเล่น DVD/CD/MP3 ระบบสัมผัส ด้วยจอขนาดใหญ่ 7 นิ้ว พร้อมเชื่อมโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth เชื่อมต่อ USB และ SD Card

Mazda2-2011

มีให้เลือกใน 4 รุ่นย่อย เช่นเดิม ได้แก่ Groove Sports MT, Groove Sports AT, Spirits Sports AT และ Maxx Sports AT

Mazda-2-2012

ในเดือนพฤษภาคม 2555 Mazda2 ปรับโฉมนิดๆ (อีกแล้ว) เพิ่มออฟชั่นให้เหนือกว่าแบบ Best in Class ทั้งเรื่องของดีไซน์ภายใน – ภายนอก ตั้งแต่ ไฟหน้าฮาโลเจน แบบ 4-Beam โปรเจคเตอร์ ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว ไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้าง มาตรวัดดีไซน์ใหม่สีดำ เบาะและแผงประตูหุ้มหนัง เบาะผ้าลายใหม่ วิทยุ CD MP3 ตกแต่งด้วยวัสดุ Piano Black แผงสวิตช์ควบคุมที่พวงมาลัยดีไซน์ใหม่ พอร์ท USB/AUX พร้อมเฉดสีใหม่ สีฟ้า Aquatic Blue และสีขาว Arctic White ระบบความปลอดภัยรอบคัน ทั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรก 4W-ABS และรับกระจายแรงเบรก EBD ทุกรุ่น

มีให้เลือกใน 4 รุ่นย่อย เหมือนเดิม ได้แก่ Groove Sports MT, Groove Sports AT, Spirits Sports AT และ Maxx Sports AT

Mazda2-Racing-Series-2012

ในเดือนตุลาคม 2555 มาสด้า ออกรุ่นพิเศษอย่าง Mazda2 Racing Series จำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันเท่านั้น (Hatchback 500 คัน และ Sedan 500 คัน)

มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งของแท้จากโรงงาน เน้นสปอร์ต ด้วยชุดสเกิร์ตหน้าและกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ สเกิร์ตหลังดีไซน์ใหม่ตกแต่งพร้อม ดิฟิวเซอร์ หลังคา Sport Black ด้วยสติ๊กเกอร์แบบเงาพร้อมเสาอากาศแบบสั้นดีไซน์เฉพาะรุ่น มาพร้อมสปอร์ตเลอร์หลังคา ล้ออัลลอยด์ขอบ 16 นิ้ว สีพิเศษ Gun Metallic พร้อมยางซีรี่ส์ต่ำ ปลายท่อไอเสียสเตนเลส กับสติ๊กเกอร์ Racing Series พร้อมกราฟฟิกออกแบบพิเศษลายสปอร์ต สัญลักษณ์ Signature เฉพาะรุ่นพิเศษ พร้อมความบันเทิงเต็มรูปแบบด้วยวิทยุ FM/AM พร้อมเครื่องเล่น CD/MP3 แบบ 2DIN พร้อมรีโมทคอนโทรล และมัลติฟังก์ชั่นการควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย

สำหรับรุ่นพิเศษ มาพร้อมกับเฉดสีใหม่พิเศษเฉพาะรุ่นนี้ คือ สีเงิน อลูมินั่ม เมทัลลิก และยังมีสปอร์ตอย่างสีแดง ทรูเรด และสีขาว อาคติคไวท์

Mazda2-Limited-Edition-2013

ในเดือนมีนาคม 2556 มาสด้า เปิดตัว Mazda2 รุ่น Limited Edition ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษ มาพร้อมชุดแต่งและอุปกรณ์ความเป็นสปอร์ตรอบคัน ในจำนวนจำกัดเพียง 1,000 คันเท่านั้น

ในเดือนพฤษภาคม 2556 มาสด้า ฉลองยอดขาย Mazda2 ครบ 100,000 คัน

Mazda2-James-Mars

ในเดือนตุลาคม 2556 มาสด้า เอา เจมส์ มาร์ เป็นพรีเซ็นเตอร์ Mazda2 แฮทช์แบค คนใหม่ล่าสุด ร่วมกับ ณเดชน์ คูกิมิยะ เพื่อเสริมภาพลักษณ์ของ มาสด้า ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น

Mazda2 แฮทช์แบค Sports โฉมใหม่สไตล์เรซซิ่ง New Look ปรับโฉมใหม่ทั้งภายในและภายนอก สเกิร์ตหน้า-หลังดีไซน์ใหม่ ไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ ล้ออัลลอยสีใหม่ขนาด 16 นิ้ว ภายในติดตั้งเครื่องเล่น DVD จอทัชสกรีนขนาด 7 นิ้ว พร้อมรีโมทคอนโทรล เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนด้วย Bluetooth เชื่อมต่อ iPhone/iPod และเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาด้วยพอร์ท AUX/USB พร้อมสวิทซ์ควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย ทุกรุ่นมีถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบเบรก ABS อิสระ 4 ล้อ ระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ EBD

มีให้เลือกใน 4 รุ่นย่อย เหมือนเดิม ได้แก่ Groove Sports MT, Groove Sports AT, Spirits Sports AT และ Maxx Sports AT

บทสรุป … Mazda2 Sports เป็นรถมือสองที่ยังคงความน่าซื้อน่าใช้ ขับสนุก รูปทรงสวย ประหยัดน้ำมันพอตัว ช่วงล่างเกาะถนนหนึบ ภายในวัสดุดูดีสมราคาตัวรถ เบาะนั่งขนาดใหญ่นั่งสบายมาก มีฟังก์ชั่นต่างๆ ให้เลือกเล่นและใช้งานเพียบ ราคามือสอง (ในปี 2562) อยู่ที่ประมาณ 240,000-330,000 บาท (ขึ้นอยู่กับปี รุ่นย่อย และสภาพตัวรถ)

และสำหรับใครที่กำลังสนใจรถ Mazda2 Sports สามารถคลิกเข้าไปสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://th.carro.co/ ได้เลยครับผม

(สงวนลิขสิทธิ์)

เช็กรถ

มั่นตรวจสภาพรถ เพื่อความปลอดภัย และยืดอายุการใช้งาน

หลายคนทำงานจนอาจไม่มีเวลาเช็กสภาพรถที่ใช้งานอยู่ทุกวัน หรือบางคนอาจละเลยจนมองข้ามไป ทำให้วันนี้ คาร์โร เลยอยากขอแนะนำ 7 สิ่งที่คนมีรถ ควรเช็กให้เป็นนิสัย ซึ่งนอกจากจะยืดอายุการใช้งานแล้ว ยังช่วยให้คุณประหยัดเงินค่าบำรุงรักษา และเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนได้อีกด้วย

1. ก่อนออกรถเช็กสัญญาณเตือนหน้าปัด

สังเกตไหมว่า ทุกครั้งที่เราสตาร์ทรถจะมีเครื่องหมายสัญลักษณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องยนต์ เข็มขัดนิรภัย น้ำมันเครื่อง ระดับความร้อน และระดับน้ำมัน ซึ่งแต่ละสัญลักษณ์ก็มีสีที่แตกต่าง คือ สีเขียวแปลว่าใช้งานได้ปกติ, สีเหลืองเป็นการเตือนแต่ยังสามารถใช้ได้อยู่ สีแดงบอกถึงอันตรายให้หยุดใช้รถและรีบตรวจสอบความผิดปกติ

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องพื้นฐานก็จริง แต่ก็เป็นเรื่องพื้นฐานที่บางคนมองข้าม และรู้ตัวเอาอีกทีก็ตอนที่เกิดความเสียหายแล้ว

เช็กรถ

2. ตรวจสอบของเหลวภายในรถ

เช่นน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันเบรค น้ำกลั่น น้ำหล่อเย็น เป็นต้น เราต้องหมั่นตรวจเช็คของเหลวเหล่านี้ให้เป็นนิสัย เพราะทุกสิ่งที่กล่าวมามีความสำคัญ และส่งผลถึงทุกการทำงานของรถที่คุณรัก เสียเวลาเช็กเล็กน้อย ดีกว่าต้องมาเสียเงินซ่อมรถที่หลังนะคะ

3. เปิดไฟทุกครั้ง

ทุกครั้งเวลาขับรถควรเช็กว่าสัญญาณไฟต่างๆ เช่นไฟหน้า ไฟหลัง ไฟเลี้ยว ไฟเบรก เปิดหรือไม่ เพราะบางครั้งมักละเลยว่าไฟเหล่านี้ยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ อาจเป็นจุดกำเนิดของอุบัติเหตุบนท้องถนน และอุบัติเหตุก็เป็นตัวการที่ทำให้อายุการใช้งานของรถสั้นกว่าที่ควรจะเป็นด้วย

4. ตรวจเช็กลมยางให้เป็นประจำ

ควรตรวจเช็คลมยางสัปดาห์ละครั้งก็ยังดี ซึ่งนอกจากนี้ควรเช็คดอกยางด้วยว่าหายไปเยอะแค่ไหน และยางมีสิ่งผิดปกติติดอยู่บางหรือไม่ หรือกำหนดไปเลยก็ได้ว่าถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจริงๆ ควรต้องเปลี่ยนทุกๆ 2 ปี เพื่อความปลอดภัย

เช็กลมยางรถ

5. แอร์เย็นเป็นปกติหรือเปล่า

ด้วยสภาพอากาศในบ้านเราที่แสงแดดแผดเผากันทุกฤดูขนาดนี้ ถ้าวันใดเกิดแอร์ของรถเสียขึ้นมาคงบันเทิงแน่ๆ เพราะฉะนั้นระวังอย่าให้น้ำยาแอร์หมด เพราะนอกจากคุณต้องทนอากาศร้อนแล้ว ยังส่งผลให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักขึ้น และสุดท้ายก็อาจพังก่อนเวลาอันควร

6. ดูเลขไมล์

นอกจากจะนับว่าซื้อรถมาปีไหนแล้ว ยังต้องดูที่อายุการใช้งานของรถด้วยว่าเราใช้ไปกี่กิโลเมตร เพื่อที่เราจะนำรถไปตรวจสภาพได้ถูกต้อง ตรงตามกำหนด เป็นการยืดอายุการใช้งานของรถ และลดภาระรายจ่ายค่าซ่อมรถได้อีกทางหนึ่ง ที่สำคัญ ถ้าคุณมีแผนจะขายรถต่อ อย่าลืมว่าราคาของรถมือสองส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับอายุการใช้งานนี่ล่ะ ซึ่งถ้าคุณสนใจอยากขายรถ คลิก

7. ราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมันมีผลต่อชีวิตประจำอย่างมาก เพราะค่าใช้จ่ายของใช้รถหลัก ๆ ก็เป็นคงค่าน้ำมัน และนอกจากดูเรื่องราคาแล้ว ก็อย่าลืมเช็กให้แน่ใจว่าประเภทของน้ำมันที่ใช้อยู่นั้นเหมาะสมกับรถของเราด้วย ซึ่งคุณสามารถติดตามราคาน้ำมันได้ ที่นี้ 

Driver-License-2018

ปรับเงื่อนไขในการขอใบขับขี่ใหม่ เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนมากขึ้น

Driving-License

กรมการขนส่งทางบก บังคับใช้ “ใบรับรองแพทย์” แบบ 2 ท่อน ให้ผู้ขอลงนามร่วมกับแพทย์ เวลาขอทำใบขับขี่ เริ่ม 1 มี.ค. นี้ พร้อมกำหนด 5 โรคต้องห้าม โรคเท้าช้าง วัณโรค โรคเรื้อน พิษสุราเรื้อรัง และโรคติดยาเสพติดให้โทษ ด้านรองเลขาธิการแพทยสภา ระบุ ออกแบบและบังคับใช้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เพื่อความเป็นธรรม แต่บางแห่งยังไม่มีผู้ป่วยรับรองตนเอง

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า แพทยสภาได้กำหนดแบบมาตรฐานของใบรับรองแพทย์ สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ออกให้กับผู้ขอรับบริการตรวจสุขภาพ เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. นี้ เนื่องจากแต่เดิมไม่มีมาตรฐานเดียวกัน แต่ได้กำหนด 5 โรคต้องห้าม ได้แก่ โรคเท้าช้าง วัณโรค โรคเรื้อน พิษสุราเรื้อรัง และโรคติดยาเสพติดให้โทษ

Driving-License

โดยรายละเอียดใบรับรองแพทย์แบบมาตรฐานใหม่แบ่งเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 ของผู้ขอรับใบรับรองสุขภาพกรอกประวัติโรคประจำตัว ประวัติอุบัติเหตุและการเข้ารับการผ่าตัด ประวัติเคยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตามความจริง

ส่วนที่ 2 ของแพทย์รับรองผู้ขอรับบริการตรวจสุขภาพ ว่า ไม่เป็นผู้มีร่างกายทุพพลภาพจนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไม่ปรากฏอาการของโรคจิต หรือจิตฟั่นเฟือน หรือปัญญาอ่อน ไม่ปรากฏอาการของการติดยาเสพติดให้โทษ และอาการของโรคพิษสุราเรื้อรัง และไม่ปรากฏอาการและอาการแสดงของโรคเรื้อนในระยะติดต่อหรือในระยะปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม วัณโรคในระยะอันตราย โรคเท้าช้างในระยะปรากฏอาการเป็นที่รังเกียจแก่สังคม

Driving-License

ส่วนกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถหรือใบอนุญาตเป็นผู้ประจำรถใช้ใบรับรองแพทย์ไม่เป็นไปตามแบบมาตรฐานดังกล่าว ให้นายทะเบียนแจ้งผู้ยื่นคำขอไปดำเนินการขอใบรับรองแพทย์ใหม่ให้ถูกต้องก่อนรับดำเนินการ รวมทั้งให้สำนักงานขนส่งจังหวัดประสานสถานพยาบาลในพื้นที่ให้ออกใบรับรองแพทย์ตามแบบที่ถูกต้องเพื่อการคัดกรองผู้ขับรถที่มีความรู้และทักษะการขับรถได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และไม่เป็นภัยอันตรายต่อผู้ใช้รถใช้ถนนรายอื่น

สำหรับโรคประจำตัวบางกลุ่ม แม้ตามกฎหมายจะยังไม่กำหนดให้เป็นโรคต้องห้ามที่เป็นอุปสรรคต่อการขับรถ เช่น โรคลมชัก โรคความดันโลหิตสูง แต่กรณีผู้ได้รับใบอนุญาตขับรถไปแล้วอาการของโรคกำเริบขณะขับรถจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง นายทะเบียนอาจพิจารณาเพิกถอนใบอนุญาตขับรถได้เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนนส่วนรวม

Driving-License

ส่วนความคืบหน้าการปรับปรุงร่างกฎกระทรวงขณะนี้อยู่ในระหว่างหารือร่วมกับแพทยสภาเพื่อกำหนดรายละเอียดของใบรับรองแพทย์ให้สามารถกลั่นกรองผู้ที่มีโรคในกลุ่มเสี่ยงที่อาจเป็นอันตรายต่อการขับรถเพิ่มเติม เช่น โรคเบาหวานระยะที่ต้องฉีดอินซูลิน โรคความดันโลหิตสูง โรคลมบ้าหมูหรือลมชัก ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดทางสมอง ผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายที่ผ่านการผ่าตัดหัวใจ หรือขยายเส้นเลือดหัวใจ ซึ่งแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าเป็นอุปสรรคต่อการขับรถ และอาจพิจารณาให้มีการตรวจรับรองโรคเป็นระยะ สำหรับผู้ที่ได้รับใบอนุญาตขับรถตลอดชีพ ก่อนที่กรมการขนส่งทางบกจะประกาศยกเลิกการออกใบอนุญาตขับรถตลอดชีพเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2546 เพื่อคุ้มครองผู้ใช้รถใช้ถนนให้มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ใบรับรองแพทย์

ตัวอย่างใบรับรองแพทย์แบบใหม่

ด้าน พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา ชี้แจงว่า แพทยสภาได้รับรองใบรับรองแพทย์ ชนิดที่มี 2 ท่อน เพื่อแก้ปัญหาข้อกฎหมาย โดยให้คนไข้รับรองตนเอง ในโรคที่แพทย์ไม่มีทางทราบได้จากการตรวจปกติ ในท่อนแรก คู่ขนานกับการที่แพทย์รับรองเฉพาะโรคที่ตรวจได้และระบุตามกฎหมาย ในท่อนที่ 2 เพื่อไม่ต้องรับผิดชอบ ในส่วนที่ตนเองไม่สามารถทราบได้จากการตรวจปกติมานานแล้ว โดยเพิ่มข้อมูลสัญญานชีพ เลขที่บัตรประชาชน ประวัติต่างๆ ที่แพทย์อาจพลาดถ้าคนไข้ไม่บอก และให้คนไข้รับรองประวัติตนเอง ไม่ใช่แพทย์รับรอง เพราะไม่มีทางรู้ แพทย์รับรองเฉพาะที่ตรวจที่เห็นเท่านั้น เพื่อความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

ทั้งนี้ ใบรับรองแพทย์รูปแบบดังกล่าว ออกประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. 2551 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตามมติการประชุมกรรมการแพทยสภา ครั้งที่ 8/2551 วันที่ 14 ส.ค. 2551 โดยได้แจ้งให้มีการปรับใหม่ ลงจดหมายข่าวแพทยสภา และประกาศทางเว็บไซต์ เพื่อให้ สถานพยาบาลทุกแห่งนำมาใช้ให้เข้าเกณฑ์ตามข้อกฎหมาย และ ให้ดาวน์โหลดได้ที่ เว็บไซต์แพทยสภา เพื่อเป็นต้นแบบ

“สถานพยาบาลส่วนใหญ่ได้นำไปใช้แล้ว แต่ยังพบว่าบางสถานพยาบาลยังคงใช้แบบท่อนเดียว โดยไม่มีผู้ป่วยรับรองตนเอง ซึ่งอาจเกิดความเสี่ยงในการรับรองสุขภาพ จึงขอแจ้งมาอีกครั้งให้พิจารณาปรับปรุงเป็นใบรับรองแพทย์ 2 ท่อน ที่แพทยสภารับรองแล้ว เพื่อลดความเสี่ยงของสถานพยาบาล และให้สอดคล้องกฎหมายต่อไป โดยทางกรมขนส่งทางบกจะใช้ฟอร์มนี้ตั้งแต่ 1 มี.ค. 2561 เป็นต้นไป” พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าว

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวจาก MGR Online