CARRO แนะนำแต่ละอาชีพ ต้องเตรียมเอกสารไฟแนนซ์อะไรบ้าง เมื่อต้องการซื้อรถมือสอง

ในปัจจุบัน การซื้อรถมือสองนั้นถือเป็นทางเลือกที่ดีในยุคเศรษฐกิจซบเซา ต้องใช้เงินให้คุ้มค่าที่สุด ซึ่งสอดรับกับบรรดาดีลเลอร์ หรือเต็นท์รถมือสอง ต่างก็คัดสรรรถยนต์คุณภาพดีมาจำหน่ายมากมาย

บางที่มีการันตีผ่านการตรวจสภาพจากบริษัทรับตรวจสภาพรถ หรือยืนยันได้ว่าไม่เคยชนหนัก ไม่เคยโดนน้ำท่วม ฯลฯ พร้อมรับประกันหลังการขาย ซึ่งถือว่าน่าใช้ไม่แพ้รถป้ายแดงหลายรุ่นที่ยังมีขายอยู่ในท้องตลาด อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่า และได้รถคันใหญ่กว่า แถมสมรรถนะดีกว่าอีกด้วย

แต่การจัดไฟแนนซ์รถมือสองให้ผ่านได้นั้น หลายคนอาจมองว่ายาก เพราะทางบริษัทไฟแนนซ์หรือสถาบันการเงินต่างๆ จะทำการประเมินจากปัจจัยหลายๆ อย่าง ควบคู่กัน เช่น เอกสาร ฐานเงินเดือน รายรับรายจ่าย และอื่นๆ ของผู้ขอจัดไฟแนนซ์ เป็นต้น

แต่มีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่ต่างกันคือ “อาชีพ” ของผู้ขอจัดไฟแนนซ์ เนื่องจากอาชีพเป็นตัวบ่งบอกถึงที่มาของรายได้ และเป็นสิ่งที่จะช่วยการันตีได้ว่า ผู้กู้ มีความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ได้นั่นเอง

โดย CARRO จะมาแนะนำขั้นตอนของการเตรียมเอกสารในการยื่นขอจัดไฟแนนซ์รถมือสองของแต่ละอาชีพ ซึ่งมีความแตกต่างกันออกไป แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้ครับ

CARRO แนะนำแต่ละอาชีพ ต้องเตรียมเอกสารไฟแนนซ์อะไรบ้าง เมื่อต้องการซื้อรถมือสอง

1. พนักงานประจำ

พนักงานประจำ คือ คนทำงานที่มีเงินเดือนประจำคงที่ หรือมีรายรับที่เข้ามาอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ เดือน เช่น พนักงานบริษัทเอกชน, ข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น โดยส่วนใหญ่เงินเดือนมักจะถูกโอนเข้าบัญชีผ่านทางสถาบันการเงิน และมีสลิปเงินเดือนยืนยันชัดเจน สามารถตรวจสอบได้จาก Statement ย้อนหลัง โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

 1.1พนักงานเงินเดือนประจำคงที่ : คือ ผู้ที่ไม่มีรายได้อื่นนอกเหนือไปจากเงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือน จำนวนรายรับจึงเป็นจำนวนเดิมทุกเดือน ไม่เปลี่ยนแปลง

1.2 พนักงานเงินเดือนประจำที่มีรายรับอื่นๆ : คือ ผู้ที่มีค่าล่วงเวลา (OT) ค่าคอมมิชชั่น ค่าเข้าเวร ค่าที่พัก และอื่นๆ รวมถึงผู้ที่มีอาชีพเสริมและมีรายรับเพิ่มเข้ามาด้วย

CARRO แนะนำแต่ละอาชีพ ต้องเตรียมเอกสารไฟแนนซ์อะไรบ้าง เมื่อต้องการซื้อรถมือสอง

เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับอาชีพพนักงานประจำ

  • Statement ย้อนหลัง 3-6 เดือน
  • สลิปเงินเดือน (เป็นแบบคาร์บอน) หรือหนังสือรับรองเงินเดือน
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • แผนที่บ้าน และแผนที่ทำงาน

ไม่ว่าจะมีรายรับ หรือมีรายรับพิเศษต่อเดือนเท่าไหร่ ก็ควรที่จะเก็บสลิปเงินเดือน หรือหลักฐานที่สามารถยืนยันได้ถึงยอดเงินจำนวนนั้นๆ เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการตัดสินใจให้บริษัทไฟแนนซ์อนุมัติสินเชื่อให้ได้ง่ายขึ้น

CARRO แนะนำแต่ละอาชีพ ต้องเตรียมเอกสารไฟแนนซ์อะไรบ้าง เมื่อต้องการซื้อรถมือสอง

2. บุคคลที่ประกอบอาชีพอิสระ

ผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ คือ ผู้ที่มีรายรับต่อเดือนไม่แน่นอนและไม่คงที่ รวมถึงการไม่มีสลิปเงินเดือนที่ชัดเจน เช่น นักร้อง นักแสดง ผู้ประกอบอาชีพค้าขาย ผู้รับเหมาก่อสร้าง เกษตรกร และเจ้าของกิจการส่วนตัว เป็นต้น ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะต้องเตรียมเอกสารมากกว่าผู้ที่มีเงินเดือนประจำ เพื่อใช้ยืนยันและชี้แจงที่มาของรายได้ประกอบกับช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับบริษัทไฟแนนซ์นั่นเอง โดยสามารถแบ่งอาชีพอิสระและเอกสารที่ต้องเตรียมออกเป็น 4 กลุ่มหลักๆ ดังนี้

CARRO แนะนำแต่ละอาชีพ ต้องเตรียมเอกสารไฟแนนซ์อะไรบ้าง เมื่อต้องการซื้อรถมือสอง

2.1 ผู้ประกอบอาชีพค้าขาย : ไม่ว่าจะเป็นขายสินค้าออนไลน์ ขายอาหาร หรือ ขายของตามตลาดทั่วๆ ไป สิ่งที่ต้องเตรียม คือ

–  สร้างรายรับให้ตนเองอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเงินไปเข้าบัญชีให้เกิดความสม่ำเสมอ
– หากมีสถานที่ประกอบกิจการเป็นหลักแหล่ง ให้นำหลักฐาน เช่น ใบเสร็จค่าเช่าที่ หรือถ้าประกอบกิจการที่บ้านตนเอง ให้ใช้หนังสือทะเบียนบ้านเป็นหลักฐาน
– กรณีที่ไม่มีสถานที่ในการประกอบกิจการเป็นหลักแหล่ง ให้เก็บใบเสร็จที่ใช้ในการซื้อของเพื่อนำมาขายไว้ทั้งหมด เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันและใช้ตรวจสอบเงินหมุนในธุรกิจ รวมทั้งสต๊อกสินค้าเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการเตรียมของไปขายจริง

CARRO แนะนำแต่ละอาชีพ ต้องเตรียมเอกสารไฟแนนซ์อะไรบ้าง เมื่อต้องการซื้อรถมือสอง

2.2 ผู้ประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้าง : สำหรับอาชีพรับเหมาก่อสร้าง สิ่งที่ต้องเตรียม คือ

– ถ่ายรูปหน้างาน หรืองานที่กำลังทำอยู่ เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการทำงาน
– เงินที่ได้อาจได้เป็นก้อน หรือได้หลังจากงานเสร็จ ให้เก็บสัญญาจ้าง หรือใบเสนอราคาไว้เพื่อยืนยันว่ามีงานรับเหมาจากผู้จ้างจริง
– สิ่งสำคัญที่สุดคือ Statement  ย้อนหลัง เพื่อที่บริษัทไฟแนนซ์จะสามารถตรวจสอบได้ว่ามีรายรับที่สม่ำเสมอหรือไม่

CARRO แนะนำแต่ละอาชีพ ต้องเตรียมเอกสารไฟแนนซ์อะไรบ้าง เมื่อต้องการซื้อรถมือสอง

2.3 ผู้ประกอบอาชีพรับจ้างอิสระ : ไม่ว่าจะเป็น นักร้อง นักแสดง หรือช่างภาพอิสระ สิ่งที่ต้องเตรียม คือ

– สร้างรายรับให้ตนเองอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเงินไปเข้าบัญชีให้เกิดความสม่ำเสมอ
– ถ้าสามารถขอหนังสือรับรองจากผู้จ้างได้จะถือว่าดีมาก

CARRO แนะนำแต่ละอาชีพ ต้องเตรียมเอกสารไฟแนนซ์อะไรบ้าง เมื่อต้องการซื้อรถมือสอง

2.4 ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกร : ไม่ว่าจะเป็นทำไร่ ทำสวน หรือเลี้ยงสัตว์ สิ่งที่ต้องเตรียม คือ

– ใบเสร็จยืนยันการ ซื้อ-ขาย ผลผลิตกับผู้ซื้อ นายทุน หรือพ่อค้าคนกลาง รวมทั้งใบเสร็จค่าใช้จ่ายต่างๆในการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จค่าปุ๋ย ค่ายากำจัดวัชพืช ค่าอุปกรณ์การเกษตร รวมถึงค่าบำรุงรักษาเครื่องมือทางการเกษตรเล็กๆน้อยๆ
– สิ่งสำคัญที่สุดคือ สมุดทะเบียนเกษตรกร เพราะในสมุดเล่มนี้มีข้อมูลการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตร เพื่อเป็นหลักฐานในการยืนยันจำนวนการถือครองที่ดินเพื่อการเกษตร และมีการทำการเกษตรจริง
– หากขายผลผลิตได้เป็นรายปี ทุกๆ 6 เดือน หรือตามฤดูกาล สามารถนำเงินก้อนนั้นๆไปฝากเข้าบัญชี เพื่อสร้างรายรับที่สามารถนำมาหารเป็นรายเดือนได้

CARRO แนะนำแต่ละอาชีพ ต้องเตรียมเอกสารไฟแนนซ์อะไรบ้าง เมื่อต้องการซื้อรถมือสอง

เอกสารที่ต้องเตรียมสำหรับอาชีพอิสระ

  • Statement ย้อนหลัง 6 เดือน
  • เอกสารรับรองรายได้โดยมีผู้ค้ำประกัน (กรณีเงินดาวน์ต่ำ)
  • รูปถ่ายกิจการ หรือร้านค้าที่คุณเป็นเจ้าของ รวมถึงภาพถ่ายสต๊อกสินค้า, สินค้าที่ทำการซื้อ-ขาย, บิล-ใบเสร็จต่างๆ, ใบเสนอราคา (ถ้ามี)
  • แผนที่บ้าน และแผนที่ทำงาน
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน

ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไร สิ่งสำคัญที่สุดคือความพร้อมของเอกสารในแต่ละอาชีพนั้นๆ เพื่อยืนยันและชี้แจงที่มาของรายได้กับบริษัทไฟแนนซ์ เพียงเท่านี้การจัดไฟแนนซ์รถมือสองให้ผ่านก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ใช้เวลาเพียงแค่ 3-7 วัน ก็ดำเนินการเสร็จเรียบร้อย คุณก็รับรถไปขับได้เลยทันที!

Carro Automall / คาร์โร ออโต้มอลล์

ถ้าใครที่กำลังมองหารถคันใหม่ในตอนนี้ CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ เราพร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น! พร้อมคำนวณสินเชื่อและค่างวด ได้ภายในเว็บไซต์ทันที!

ซึ่งรถทุกคันของ CARRO Automall คุณไม่ต้องกังวลเลยในเรื่องของรถจมน้ำ รถน้ำท่วม หรือรถจมบาดาล เพราะเราไม่นำรถที่ถูกน้ำท่วมมาขายโดยเด็ดขาด และรถทุกคันยังผ่านการตรวจสภาพอย่างละเอียดแบบ Double Check มากกว่า 200 จุด อีกด้วย

อีกทั้งยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดในการดูรถเสมือนจริงผ่านระบบออนไลน์ เป็นรายแรกของธุรกิจรถมือสองในประเทศไทย คุณสามารถดูรูปรถทั้งภายนอก ภายใน กันได้แบบ 360 องศา รวมถึงยังสามารถฟังเสียงเครื่องยนต์จากรถคันที่คุณสนใจได้อีกด้วย!

เพราะเรามั่นใจในคุณของรถยนต์ทุกคัน เราจึงกล้ารับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Thailand โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

วิธีดูรถมือสอง กับ 7 อุปกรณ์พื้นฐานที่ผู้ซื้อควรรู้

เมื่อผู้ซื้อไปดูรถจริงแล้วต้องมีจุดที่ต้องพิจารณาเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจรถ บทความนี้ทาง CARRO จะนำเสนอในส่วนของอุปกรณ์พื้นฐานสำคัญ

ในการใช้งานรถ ซึ่งถ้าจะซื้อมือสองดีๆ มาใช้สัก 1 คัน อุปกรณ์พื้นฐานเหล่านี้ต้องใช้งานได้ดี เพื่อให้ผู้ที่ซื้อนำรถไปใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น ไม่ต้องไปเสียเวลาเก็บงานภายหลัง หรือไปเสียกลางทางซะก่อนครับ

วิธีดูรถมือสอง กับ 7 อุปกรณ์พื้นฐานที่ผู้ซื้อควรรู้

1. ไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต้องติดครบ

ไฟหน้า ไฟเลี้ยว ไฟเบรค และไฟแจ้งเตือนต่างๆ ภายในรถ เป็นสิ่งสำคัญในเวลาขับขี่รถยนต์ ซึ่งไฟหน้า ไฟเลี้ยว และไฟเบรค จำเป็นมาก สำหรับการขับขี่ส่วนไฟแจ้งเตือนต่างๆ ภายในรถ เป็นการแจ้งเตือนเพื่อบอกผู้ขับขี่ถึงสถานะของตัวรถ ว่ามีอะไรที่ผิดปกติในส่วนของเครื่องยนต์ หรือตัวรถหรือไม่

Tips :: ไฟเตือนต่างๆ โดยเฉพาะเตือนความร้อนเครื่องยนต์สำคัญมาก (โดยเฉพาะรถรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่มีมาตรวัดความร้อน) ถ้าใช้งานไม่ได้ อาจส่งผลรุนแรงต่อเครื่องยนต์ อาจทำให้เจ้าของรถต้องเสียเงินค่าถึงขั้นยกเครื่องใหม่ได้

2. ยางรถยนต์ต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน

ลักษณะยางรถยนต์ ที่ควรอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน ดอกยางต้องลึก หน้ายางต้องไม่มีรอยบาดบวมแตกตำ ดูปีผลิตไม่ให้เก่าเกินอายุการใช้งาน โดยอายุการใช้งานของยาง ดีที่สุดไม่ควรเกิน 2 ปี เพราะฉะนั้น ก่อนตัดสินใจเปลี่ยนยางใหม่ ควรดูสภาพยางเดิมก่อนนำรถไปใช้งาน

Tips :: ยางรถยนต์ เป็นสิ่งที่ควรอยู่ในลำดับต้นๆ ของรายการสิ่งที่ควรจะเปลี่ยน หลังจากซื้อรถมาแล้ว กรณีที่หน้ายางเริ่มบางมาก จนถึงจุดวัดสามเหลี่ยม หรือเริ่มมีเนื้อยางล่อน มีอาการยางบวมให้เห็น ก็ควรรีบไปเปลี่ยนยางใหม่ดีกว่า เพราะถ้าเจอพื้นถนนลื่นๆ อาจต้องใช้ท้ายรถคันหน้าเป็นที่หยุดรถแทน

วิธีดูรถมือสอง กับ 7 อุปกรณ์พื้นฐานที่ผู้ซื้อควรรู้

3. แอร์ต้องเย็น!!

ใช้รถในเมืองไทย เครื่องปรับอากาศ หรือแอร์ติดรถยนต์ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ลองทดสอบเปิดแอร์ และดูว่า “เย็นฉ่ำ” หรือไม่ย้ำว่าต้อง “เย็นฉ่ำ” และแรงลมต้องแรง ใช้งานได้ทุกระดับ เป็นไปด้วยควรเช็คไปถึงระบบแอร์ เช่น ตู้แอร์ คอมเพรสเซอร์แอร์ คอยล์ร้อน ท่อทางเดินน้ำยาแอร์ พัดลมแอร์ ฯลฯ สภาพต้องพร้อมใช้งาน ไม่มีรั่ว ซึม หรือกำลังอัดตก

Tip :: เมื่อดูรถมือสอง ลองสตาร์ทรถและเปิดแอร์ เปิดที่ระดับแรงสุด ของแอร์เพื่อดูการทำงาน เอามืออังที่ช่องลม ว่ามีลมแอร์ออกปกติหรือไม่ หรือมีกลิ่นหรือเปล่า ยิ่งถ้าซื้อรถมือสองอายุมากๆ หรือรถมือสองสภาพแย่ๆ หน่อย ส่วนมากระบบแอร์มักจะมีปัญหา

4. พวงมาลัยจะช่วยบอกทุกอย่าง

พวงมาลัย เป็นอุปกรณ์ที่เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างคนขับและช่วงล่างของรถ เมื่อได้ทดลองขับไม่ต้องขับเร็ว ให้ค่อยๆ ขับ เพื่อให้สามารถสังเกตุพฤติกรรมของรถได้ หามีเสียง ก๊อกแก๊กจากช่วงล่างนั้นแสดงว่าช่วงล่างอาจหลวม ทำให้สะท้านมาถึงพวงมาลัยได้ หรือเลี้ยงซ้าย-ขวาสุด แล้วมีเสียงดังแต๊กๆ นั่นก็อาจมีอาการที่เพลาขับรั่วซึม หรือยางหุ้มเพลาขับขาดได้เช่นกัน

Tips :: เวลาลองรถ อย่าลองโดยการขับเร็ว เพราะไม่รู้เลยว่ารถที่ลองขับนั้น อยู่ในสภาพสมบูรณ์มากแค่ไหน อาจเป็นอันตรายได้

วิธีดูรถมือสอง กับ 7 อุปกรณ์พื้นฐานที่ผู้ซื้อควรรู้

5. ลองเข้าเกียร์

สำหรับรถเกียร์ธรรมดา ลองเข้าเกียร์และสังเกตให้ดีจังหวะที่รถเริ่มเคลื่อนที่ ว่ารถมีอาการสั่น กระตุกหรือไม่ หรือว่าเวลาเปลี่ยนเกียร์ นั้นเข้าเกียร์ยากนั้น แสดงว่าเกียร์เริ่มจะมีปัญหาแล้ว

ถ้าเป็นเกียร์ออโต้ วิธีสังเกตง่ายๆ คือ อาการของรถเมื่อเหยียบเบรกและเข้าเกียร์ D ไว้ถ้ารถมีอาการกระตุกเหมือนจะดับ หรือสั่นๆ หรือต้องรอสักพักถึงจะออกตัวได้ นั้นแสดงว่าเกียร์เริ่มจะมีปัญหาแล้วแหละ

Tips :: ส่วนของเกียร์เป็นส่วนสำคัญและแพง!! ถ้าได้รถที่มีปัญหาเรื่องเกียร์มา อาจต้องเตรียมเงินไว้ซ่อมที่แพงกว่าอะไหล่ส่วนอื่นๆ เพราะฉะนั้น ทดสอบเรื่องเกียร์ให้ดีก่อนตัดสินใจซื้อ

6. ทดสอบระบบเบรก

อุปกรณ์ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของรถยนต์ คือระบบเบรกของรถ ที่จะซื้อควรมีการทดสอบการทำงานของเบรกว่าใช้งานได้ปกติหรือไม่ โดยการทดลองขับ ช้าๆ และลองย้ำเบรกเบาๆ ถ้าเบรกอยู่ หยุดสนิทก็แสดงว่าเบรกยังอยู่ในสภาพดี แต่ถ้าเยรกแล้วมีเสียงดังเอี้ยดอ๊าด นั่นหมายถึงจานเบรกเริ่มสึกเป็นรอยมาก หรือผ้าเบรกเริ่มหมด จนเหมือนกับเหล็กสีกัน ถ้ามีก็ต้องเตรียมงบไว้เจียรจานเบรก เปลี่ยนจานเบรก หรือเปลี่ยนผ้าเบรกใหม่

นอกจากนี้ควรจะก้มดูที่ระบบเบรกที่ล้อทั้งสี่ล้อด้วย ว่าความหนาของผ้าเบรกเหลือเท่าไหร่ (ในกรณีของดรัมเบรกล้อหลัง เช็คยากหน่อย เพราะต้องถอดล้อแกะดุมออกมาดู) มีรอยรั่วซึมของน้ำมันเบรกตามท่ออ่อนหรือไม่ เพราะถ้ามีก็แสดงว่าเบรกมีปัญหา

Tips :: ราคาเบรกรถยนต์ ราคาอะไหล่ อาจจะไม่สูงเท่าราคาอุปกรณ์อื่นๆ แต่การเลือกรถที่มีระบบเบรกที่สมบูรณ์มากที่สุดด้วยวิธีการตรวจสอบง่ายๆ จะเป็นวิธีที่ดีที่สุด

วิธีดูรถมือสอง กับ 7 อุปกรณ์พื้นฐานที่ผู้ซื้อควรรู้

7. สตาร์ทติดง่ายๆ และเครื่องยนต์ต้องนิ่งเงียบ

การสตาร์ทเครื่องเพื่อดูสิ่งผิดปกติต่างๆ ของอุปกรณ์ ในรถแต่ละกัน แค่บิดกุญแจสตาร์ททีเดียว แล้วเครื่องยนต์สามารถติดได้ทันที น้้นแสดงว่าระบบไฟที่ถูกจ่ายมาจากแบตเตอรี่ มายังไดสตาร์ทเพื่อสตาร์ท ยังอยู่ในสภาพที่ดีใช้งานได้

ไม่ต้องบิดกุญแจลากยาวๆ กว่าจะติด เมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วก็ให้ไปดูที่เครื่องยนต์ขณะทำงานอยู่ ว่าเครื่องยนต์เดินเรียบนิ่งหรือไม่ มีอาการสะดุด มีรอบเครื่องไม่นิ่ง ตอนติดเครื่องไว้หรือเปล่า

Tips :: เครื่องยนต์อาจมีบางอย่างผิดปกติ อาจต้องมีการซ่อมแก้ไขภายหลังจากซื้อไปแล้ว เพราะฉะนั้นเลือกรถที่อยู่ในสภาพสมบูรณ์ เครื่องยนต์เดินเรียบ นิ่ง ดีที่สุด อย่าเสี่ยงที่จะซื้อรถแล้วไปซ่อมดีกว่า เว้นเสียแต่ว่าคุณเป็นสายนักปั้นรถเก่า ฮ่า ฮ่า

ทั้งหมดนี้เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งของ วิธีการเลือกซื้อรถมือสอง เพื่อให้ได้รถมือสองคุณภาพ อุปกรณ์พื้นฐานในการขับขี่ เพื่อการใช้งานอย่างปลอดภัย และไม่ต้องซ่อมนู่นนี่กันอยู่เรื่อย เมื่อตัดสินใจซื้อรถมาแล้ว

แต่ส่วนสำคัญของการซื้อรถมือสองอีกอย่างคือการ ตรวจสภาพรถ ที่โครงสร้างว่าเคยมีการชนหนักมาหรือไม่ ตรงส่วนนี้อาจจำเป็นต้องพึ่งผู้เชี่ยวชาญที่มีให้บริการ ตรวจสภาพรถยนต์ เพราะช่างผู้เชี่ยวชาญ จะทราบว่า ตรวจสภาพรถ ตรวจอะไรบ้าง ที่สำคัญและจะช่วยให้ท่านได้รถมือสองคุณภาพดี

แต่ทุกปัญหาเหล่านี้ ถ้าคุณไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญรถยนต์ แต่อยากซื่้อรถมือสองสักคัน ไม่ต้องห่วงเลย เพราะ “CARRO Automall” แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยมผ่านระบบออนไลน์ พร้อมตอบโจทย์คุณด้วยคอนเซปต์ “click.buy.drive.” คุณสามารถจองรถออนไลน์ ได้ในเวลาเพียง 1 นาทีเท่านั้น!

รถทุกคันผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check และยังมีเทคโนโลยี “360 View & Sound Engine Analysis” ให้คุณเลือกชมรถยนต์เสมือนจริงออนไลน์รายแรกในไทย ทั้งภาพและเสียงในรูปแบบ 360 องศา พร้อมรับประกันคุณภาพรถนานถึง 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร! อีกทั้งยังการันตีความพึงพอใจ คืนเงินได้ภายใน 5 วันอีกด้วย! เรามีรถให้คุณเลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน ซื้อรถคุณภาพเยี่ยม ต้องที่ CARRO Automall สิ!

หรือถ้าหากสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ เรายินดีหาให้! เพียงแค่กรอกเบอร์โทรศัพท์ ชื่อยี่ห้อ / รุ่นรถ ที่คุณต้องการก็ได้เช่นกันครับ อีกทั้งยังสามารถ Inbox เข้ามาสอบถามรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Automall Official โทร. 02-508-8690 หรือทาง Line @carroautomall ครับ

ส่วนใครที่อยากขายรถคันเดิม ไปซื้อรถคันใหม่ มาขายรถคันเดิมกับ CARRO Express สิ! Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

10 รุ่น รถมือสองน่าใช้ โฉมเดียวกับงาน มอเตอร์โชว์ 2016 | Carro

จากที่ทาง CARRO เคยนำเสนอเรื่องรถโฉมเดียวกับงาน Motor Expo 2015 เป็นแนวทางในการช่วยให้ผู้ที่จะซื้อรถ ได้เห็นถึงราคารถมือสองที่ถูกกว่ารถป้ายแดงได้อย่างชัดเจน เป็นแสน!!

มาในตอนนี้กับงานแสดงรถยนต์สุดยิ่งใหญ่ประจำปีใน บางกอก มอเตอร์โชว์ 2016 และก็เหมือนเช่นเคยเราจะนำรถรุ่นที่น่าใช้และโฉมเดียวกับที่แสดงในมาให้ท่านเห็นว่าถ้า ซื้อรถมือสอง จะช่วยประหยัดเงินให้ท่านได้มากแค่ไหน (บางรุ่นต้องบอกว่า เป็นแสน!!)

1. Toyota Vios 

ราคารถมือสอง เริ่มต้น 389,000 บาท
ราคารถป้ายแดง เริ่มต้น 599,000 บาท
รถมือสองประหยัดกว่า 210,000 บาท โตโยต้า วีออส มือสอง

เปิดตัวไมเนอร์เชนจ์ไปสดๆ ร้อนๆ กับเครื่องยนต์ที่รองรับ E85 ออฟชั่นช่วยในการขับขี่และความปลอดภัย แต่ภายนอกโดยรวมไม่มีได้มีอะไรที่ปลี่ยนแปลงมากนัก รุ่นนี้เป็นรุ่นยอดนิยมสำหรับสาวกโตโยต้าเลยก็ว่าได้ รถมือสองในโฉมเดียวกันนี้ก็ใช่ว่าจะขี่เหล่ซะที่ไหน เพียงแต่เครื่องยนต์ ไม่ใหม่เท่า แต่อย่าลืมนะ ว่าเครื่องยนต์ของรุ่นก่อนหน้าทาง Toyota นำมาใช้นานหลายรุ่นแล้วทั้ง Vios และ Yaris รุ่นก่อนจะปรับเป็นเครื่อง 1.2L เพราะฉะนั้นรุ่น Vios มือสองที่เป็นเครื่องยนต์ก่อนรุ่นที่เปิดตัวใหม่นี้อะไหล่มือสองมีมากรองรับแน่นอน อีกทั้งเรื่องราคากับรถป้ายแดง เริ่มต้นที่ 599,000 บาทแต่ในเว็ป Trusteecar.com รถมือสอง Vios โฉมเดียวกันราคาเริ่มต้นเพียง 389,000 บาท

2. Honda City 

ราคารถมือสอง เริ่มต้น 458,000 บาท
ราคารถป้ายแดง เริ่มต้น 559,000 บาท

รถมือสองประหยัดกว่า 101,000 บาท ฮอนด้า ซีตี้มือสอง

City Car จาก Honda ที่คู่แข่งกับ Vios โดยตรงและแน่นอนรุ่นนี้ก็เป็นรุ่นที่นิยมจากค่าย Honda อีกเช่นกัน แม้อาจจะไม่ดังเปี้ยงป้างเท่า Honda Jazz แต่ยอดขายไม่ได้เงียบนะจ้ะ กับเครื่องยนต์ตัวเดียวกับ Honda Jazz และโรงสร้างรถมีพื้นฐานเดียวกันแต่ Honda City ได้ออกมาเพื่อตอบโจทย์คนที่ชอบ City Car แต่อยากได้แบบ Sedan ซึ่งรุ่นนี้เพิ่งมีการ เปิดตัวไปไม่นาน และในงาน motorshow 2016 ปีนี้จึงไม่ได้มีการปรับปรุงเสริมแต่งอะไรกับ Honda City สำหรับคนที่กำลังสนใจรุ่นนี้ลองมองหาเป็น Honda City มือสอง จาก Carro โฉมเดียวกันกับที่แสดงในงาน Motorshow2016 ราคาเริ่มต้นจะถูกกว่า ป้ายแดงเป็นแสน ลองพิจารณาดูรถมือสอง ใช้งานแค่ปีเดียวแต่ประหยัดเงินเป็นแสน น่าสนใจมาก

3. Toyota Altis

ราคารถมือสอง เริ่มต้น 639,000 บาท
ราคารถป้ายแดง เริ่มต้น 769,000 บาท

รถมือสองประหยัดกว่า 130,000 บาท โตโยต้า อัลติส มือสอง

อัลติส เจ้าตลาดรถ Sedan ขนาดกลางเมืองไทย รวมไปถึง (Taxi) ที่เพิ่งไมเนอร์เชนจ์ไปเมื่อไม่นาน ดีไซน์การออกแบบต้องยอมรับว่าสวยมากในอัลติสรุ่นนี้ ไม่ได้ด้อยไปกว่าคู่แข่งอย่าง Honda Civic แต่อย่างใด ฟังก์ชั่นการทำงานที่อำนวยความสะดวกและมีความทันสมัยครบครัน รถ Toyota Altis มือสองในตลาดสำหรับโฉมปัจจุบันมีให้เลือกหลายคัน และราคาก็ถูกกว่ารถป้ายแดงมาก หลายแสนบาทเลย  ยิ่งเมื่อมีการเปิดตัวไมเนอร์เชนจ์ ทำให้รถมือสองราคายิ่งตกลงมา อีกทั้งส่งผลดีกับผู้ที่กำลังมองรหารถรุ่นที่ ที่รับรองว่า คุ้มค่าทั้งดีไซน์สวย อะไหล่หาง่าย (มาก) และราคาไม่แพง

4. Mazda 3

ราคารถมือสอง เริ่มต้น 719,000บาท
ราคารถป้ายแดง เริ่มต้น 838,000 บาท
รถมือสองประหยัดกว่า 119,000 บาท มาสด้า 3 มือสอง

รถ ซีดาน ขนาด C-Segment ที่ยอดขายก็ไม่น้อยหน้าเจ้าตลาดอย่าง Toyota Altis และ Honda Civic ด้วยการออกแบบที่ทันสมัยตามแบบฉบับ “kodo” concept ที่มาสด้าตั้งใจนำมาเป็นรูปแบบการออกแบบของรถในทุกรุ่นของมาสด้า ภายในการออกแบบและเทคโนโลยีที่ให้มากับรถต้องยอมรับเลยว่าไม่น้อยหน้ารถจากฝั่งยุโรปเจ้าอื่นๆ เลยนั่นคือเหตุผลว่าทำไมมาสด้า 3 จึงเป็นรถที่ขายดีในรถประเภทนี้ ถ้ามองในตลาดรถมือสอง ส่วนของรถมือสองของโฉมปัจจุบันที่มีจำหน่ายอยู่นี้ มีให้เลือกหลายราคาแต่สำคัญที่สุดคือราคานั้นจะถูกกว่า “หลักแสน” และสภาพรถค่อนข้างใหม่มากไม่ต่างกับรถป้ายแดงเลย เชื่อว่าการซื้อ Mazda 3 โฉมปัจจุบันมือสองจะเป็นทางเลือกที่ดีและคุ้มค่า

5. Toyota Camry

ราคารถมือสอง เริ่มต้น 695,000 บาท
ราคารถป้ายแดง เริ่มต้น 1,319,000 บาท

รถมือสองประหยัดกว่า ** 624,000 บาท  โตโยต้า คัมรี่ มือสอง

ประหยัดไปครึ่งล้านกับรถมือสอง Toyota Camry โฉมปัจจุบัน ทำไมจะไม่น่าเลือกซื้อกับรถขนาด D-Segment อันดับต้นๆ ของเมืองไทยจาก Toyota โดยรถที่เป็น Sedan ขนาดใหญ่ในตลาดรถเมืองไทยแค่ชื่อ Camry ก็ต้องรู้แล้วถึงเทคโนโลยีที่ดีที่สุด ( เท่าที่โตโยต้ามีและให้ได้ ) จะนำมาใส่ในรถรุ่นนี้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีเครื่องยนต์แบบ Hybrid เป็นทางเลือกอีก 1 ทางที่เริ่มจะเป็นที่ยอมรับแก่ผู้ใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ และถ้ามองหา Camry  แบบรถมือสองโฉมเดียวกับที่มีขายในงานมอเตอร์โชว์ มีให้เลือกมากทั้งในแบบเครื่องยนต์ปกติและ Hybrid ซึ่งราคาเริ่มต้นของมือสองต่างกับราคาเริ่มต้นป้ายแดงกว่า “ครึ่งล้าน” แล้วทำไม Toyota Camry มือสอง จะไม่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนที่สนใจในรถ Sedan ขนาดใหญ่นี้

6. Honda Accord 

ราคารถมือสอง เริ่มต้น 890,000 บาท
ราคารถป้ายแดง เริ่มต้น 1,385,000 บาท
รถมือสองประหยัดกว่า  ** 495,000 บาท  ฮอนด้า แอคคอร์ด มือสอง

ในงาน มอเตอร์โชว์ 2016 ที่จะถึงนี้ Honda Accord มีการนำตัวไมเนอร์เชนจ์ที่เพิ่งเปิดตัวมาจำหน่ายซึ่งมีเพียงออฟชั่นเสริมในด้านต่างๆ เท่านั้น กับไฟหน้าที่มี Daytime Running Light (ซึ่งรุ่นเก่าสามารถซื้อมาใส่เพิ่มได้) ในตลาดรถ Sedan ขนาด D-Segment Honda Accord ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Toyota Camry แต่ Accord จะมีจุดเด่นที่มีออฟชั่นการใช้งานต่างๆ ที่ให้มาแบบได้น้ำได้เนื้อกว่าคู่แข่งรถ Honda Accord มือสองโฉมเดียวกับมอเตอร์โชว 2016 นี้มีให้เลือกมากในตลาดรถมือสอง และราคาเริ่มต้นถูกกว่าป้ายแดงเกือบครึ่งล้าน Honda Accord มือสองจึงเป็นทางเลือกของรถซีดานที่น่าสนใจอีกรุ่นหนึ่ง

. Isuzu D-Max

ราคารถมือสอง เริ่มต้น 365,000 บาท
ราคารถป้ายแดง เริ่มต้น 526,000 บาท
รถมือสองประหยัดกว่า ** 161,000 บาท อีซูซุ ดี-แม็คซ์ มือสอง

Isuzu D-Max โฉมปัจจุบันเปิดตัวมานานพอสมควรแต่ด้วยมีการปรับแต่ง ไมเนอร์เชนจ์หลายรอบทำให้ D-Max ยังดูไม่เก่าเลย และยิ่งล่าสุด Isuzu เปิดตัวเครื่องยนต์ 1.9L ขนาดเล็กมาใหม่เพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่อาจจะยังไม่ถูกใจคนที่ชอบรถกระบะเครื่องใหญ่ๆ มากนัก แต่ Isuzu D-Max มือสองเครื่องยนต์ ขนาด 2.5L, 3.0L ยังมีให้เลือกในตลาดรถมือสอง ที่สำคัญเรื่องอะไหล่ ก็จะมีให้เลือกมากกว่ารุ่นเครื่องปัจจุบันแน่นอน

. Ford Ranger 

ราคารถมือสอง เริ่มต้น 349,000 บาท
ราคารถป้ายแดง เริ่มต้น  529,000 บาท

รถมือสองประหยัดกว่า ** 180,000 บาท  ฟอร์ด เรนเจอร์ มือสอง

สร้างความฮือฮากับการออกแบบใหม่จาก model ก่อนหน้าแล้วเพิ่งมีการไมเนอร์เชนจ์ไปเมื่อสิ้นปีที่แล้ว กับกระบะสายพันธ์ุอเมริกันทำยอดขายได้ดี ติดอันดับ Top4 ของยอดขายกระบะในเมืองไทย ในส่วนของรถมือสอง Ford Ranger ในส่วนของตลาดรถมือสอง Ranger มีให้เลือกมากมาย อีกทั้งราคารถมือสองของรุ่นนี้และสภาพยังใหม่ ต่างกับป้ายแดงที่แสดงในงาน มอเตอร์โชว์หลายบาท การเลือกรถมือสองรุ่นนี้รับรองว่าคุ้มแน่นอน

9. Honda Cr-v

ราคารถมือสอง เริ่มต้น 829,000 บาท
ราคารถป้ายแดง เริ่มต้น 1,250,000 บาท

รถมือสองประหยัดกว่า  ** 421,000 บาท  ฮอนด้า ซีอาร์-วี มือสอง

รถ SUV แท้ๆ ยอดขายอันดับ 1 ของไทย Honda CR-V กับเครื่องยนต์ตัวเดียวกับ Honda Accord แต่ได้อารมณ์ ความเป็นรถ SUV พร้อมลุยทุกสภาพถนนแต่ถ้าอยากจะหรูหรา Honda CR-V ก็ไปได้ไม่อายใคร ในส่วนของ CR-V มือสองโฉมเดียวกับที่แสดงในงานมอเตอร์โชว์ 2016 ครั้งนี้ ราคาในตลาดรถมือสองถูกกว่าหลายแสน สำหรับคนที่มองหารถ SUV ที่สามารถใช้งานได้ในทุกโอกาส Honda CR-V มือสอง คือคำตอบที่ดีที่สุดในตอนนี้

10. Chevrolet Captiva

ราคารถมือสอง เริ่มต้น 718,000 บาท
ราคารถป้ายแดง เริ่มต้น 998,000 บาท

รถมือสองประหยัดกว่า ** 280,000 บาท  เชฟโรเล็ต แคปติว่า มือสอง

นอกจาก Trailbrazer ของ Chevrolet ที่เป็น SUV แบบ PPV ที่มาจากกระบะดัดแปลง Chevrolet Colorado แต่สำหรับคนที่ชอบรถ SUV ในอารมณ์รถเก๋งแท้ๆ ก็ต้องเลือก Captiva จะดีที่สุด เพราะ Captiva โฉมปัจจุบันเปิดตัวมาตั้งแต่ช่วงปี 2012 แต่ด้วยรูปทรงที่ดูหรูหราน่าใช้ ก็สามารถทำให้ขายได้มาตลอดและยังไม่ได้มีการเปลี่ยนโฉม รถ Chevrolet Captiva มือสองในตลาดรถมือสองปัจจุบันมีให้เลือกหลายมาก ด้วยความที่ผู้ซื้อออกใหม่ป้ายแดง ตั้งใจนำมาใช้ในเมืองเป็นหลักทำให้รถไม่ได้ถูกใช้งานเยอะ รถมือสองที่สภาพดีจึงมีให้เลือกมาก แต่ถ้าใครจะเลือก SUV สวยหรูและน่าใช้งานสักคัน Chevrolet Captiva เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย

ทั้งสิบรุ่นที่นำเสนอไปนี้ จะเห็นว่า แต่ละคันเมื่ออยู่ในงานยังสวย งดงามมากแค่ไหน ลองไปเดินเลือกดูในงาน มอเตอร์โชว์ 2016 ครั้งนี้ดู แล้วกลับมาหาเลือกซื้อรถมือสองคุณภาพดีๆ ใน CARRO ของเราจะที่มีรถให้เลือกมากมาย รวมถึงรถทั้งสิบรุ่นนี้ด้วย ช่วยให้คุณประหยัดเงินได้เป็นแสน!! อย่างแน่นอน

รถมือสอง, เงินดาวน์, ดาวน์รถ

ใครที่กำลังอยากได้รถยนต์มือสอง คงรู้เรื่องการดาวน์รถมาก่อนบ้างอยู่แล้วแน่ๆ แต่อาจจะยังไม่ได้เข้าใจเรื่องหลักการวางเงินดาวน์ รวมถึงการผ่อนชำระเงินส่วนที่เหลือให้กับไฟแนนซ์อย่างลึกซึ้ง

วันนี้ CARRO จะมาเคลียร์ทุกข้อข้องใจ! เงินดาวน์ต้องเตรียมไว้เท่าไหร่? ดาวน์ต่ำจะออกรถได้ไหม? ฟรีดาวน์มีจริงหรือไม่? อ่านแล้วเคลียร์ทุกปัญหาแน่นอน!

 

Q1: เงินดาวน์คืออะไร? ทำไมต้องดาวน์?

A: เงินดาวน์ ก็คือ เงินสด ส่วนที่คุณต้องชำระเมื่อทำสัญญากู้ยืม โดยมีการตกลงกับไฟแนนซ์ไว้ว่า คุณจะทำการผ่อนชำระส่วนที่เหลือเป็นงวดๆ ตามจำนวนงวดที่ตกลงกับไฟแนนซ์ไว้ เงินดาวน์จะถูกกำหนดไว้เป็นเปอร์เซ็นต์จากราคารถ เช่น 10% 15% หรือ 20% จากราคารถ เป็นต้น

 

Q2: สนใจรถมือสองราคา XXX,XXX ต้องมีเงินดาวน์เท่าไหร่?

A: ปกติแล้ว เงินดาวน์รถทั่วไป (รถตลาด) จะอยู่ที่ประมาณ 10% จากราคารถ แต่จำนวนมาก – น้อยของเงินดาวน์ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงจากมุมมองของไฟแนนซ์ด้วย

รถมือสองประเภทที่ไฟแนนซ์มองว่ามีความเสี่ยงสูงก็ได้แก่ รถที่มีอายุการใช้งานเกิน 7  ปีขึ้นไป รถยุโรปแพงๆ ที่นำเข้ามา รถที่คนเล่นน้อย รถติดแก๊ส ฯลฯ เป็นต้น

ซึ่งพอไฟแนนซ์มองว่ามีความเสี่ยงสูงปุ๊บ สิ่งที่บริษัทหรือสถาบันการเงินที่รับจัดไฟแนนซ์จะทำได้ก็มีอยู่ 2 ทาง คือ 1. ไม่อนุมัติสินเชื่อ หรือ 2. ให้วางเงินดาวน์สูงๆ และกำหนดจำนวนงวดในการผ่อนชำระไว้น้อยๆ (เพื่อจะได้มียอดจัดน้อยๆ และให้ลูกค้าผ่อนให้จบไปไวๆ เพื่อลดความเสี่ยงของไฟแนนซ์นั้นเอง)

เงินดาวน์

Q3: ฟรีดาวน์คืออะไร?

A: หลายคนน่าจะเคยได้ยินคำว่า “ฟรีดาวน์” จากเต้นท์ หรือจากบริษัทที่รับจัดไฟแนนซ์บางแห่งมาก่อน คำว่า “ฟรีดาวน์” ในที่นี้ อธิบายง่ายๆ ก็คือ คุณไม่ต้องวางเงินดาวน์ให้ไฟแนนซ์ เพราะไฟแนนซ์ให้คุณกู้ได้เต็มวงเงิน

นั้นแปลว่า คุณไม่ต้องหาเงินสดไว้ให้ไฟแนนซ์ แต่คุณก็จะมีจำนวนงวด/ยอดผ่อนต่องวดสูงกว่าปกติ และเสียดอกเบี้ยให้ไฟแนนซ์มากกว่า (เงินต้นสูงกว่า/ผ่อนชำระนานกว่า ดอกเบี้ยก็ย่อมแพงกว่า)

ฟรีดาวน์ ถือว่าเป็นโปรโมชั่นที่ดีทีเดียวสำหรับคนที่ไม่พร้อมจ่ายเงินก้อน เพราะในบางกรณี คนซื้อสามารถไปตัวเปล่าแล้วขับรถกลับบ้านได้เลยด้วยซ้ำ แต่ถามว่าทุกกรณีหรือไม่ที่ไฟแนนซ์จะให้กู้เต็มวงเงิน? คำตอบคือ “ไม่” คนที่จะได้ฟรีดาวน์จริงๆ ก็คือคนที่มีประวัติทางการเงินดี และรถคันที่ซื้อก็ต้องไม่ใช่รถที่ไฟแนนซ์มองว่ามีความเสี่ยงสูงดังที่อธิบายไว้ข้างต้นด้วย

Q4: มีเงินดาวน์น้อย / มีเงินเดือนน้อย จะจัดไฟแนนซ์ผ่านไหม?

A: ปกติแล้ว ไฟแนนซ์แต่ละแห่งก็จะมีเรทการวางเงินดาวน์ที่ตั้งไว้เป็นมาตรฐาน แต่ก็จะมีบางกรณีที่ไฟแนนซ์จะยอมอนุมัติสินเชื่อให้ผู้ที่มีเงินดาวน์ไม่มาก และมีเงินเดือนน้อย เช่น

– ผู้ขอสินเชื่อมีเงินเดือนเป็น 2 เท่าของค่างวด เช่น ค่างวดเดือนละ 10,000 บาท ผู้ขอสินเชื่อมีเงินเดือน 20,000 บาทขึ้นไป เป็นต้น
แต่ หากผู้ขอสินเชื่อมีหนี้สินอื่นๆ เช่น ต้องผ่อนบ้านเดือนละ 8,000 ไฟแนนซ์จะเอาภาระการเงินส่วนนี้ไปหักลบเงินเดือนของผู้ขอสินเชื่อด้วย เช่น นาย A เงินเดือน 20,000 ต้องผ่อนบ้านเดือนละ 8,000 เงินเดือนที่แท้จริงของนาย A ก็คือ 12,000 บาท ซึ่งน้อยเกินไปมากๆ สำหรับการจ่ายค่างวดรถมือสองต่อเดือน

– กู้ร่วม การกู้ร่วมเป็นทางออกที่ดีสำหรับคนที่มีรายรับต่อเดือนไม่มาก และไม่มีเงินก้อนใหญ่ไปวางดาวน์เยอะๆ
ตัวอย่าง นาย B เงินเดือน 15,000 บาท หากไปขอสินเชื่อรถมือสอง อาจขอได้ยากเพราะไฟแนนซ์มองว่าอาจรับภาระทางการเงินไม่ไหว แต่หากนาย B ยื่นกู้ร่วมกับ นาง D ผู้เป็นภรรยา ซึ่งมีเงินเดือน 20,000 บาท และมีประวัติทางการเงินดี โอกาสที่ไฟแนนซ์จะอนุมัติก็จะสูงขึ้นมาก

เงินดาวน์

Q5: มีรายได้ xx,xxx ต่อเดือนจะผ่อนรถราคา xxx,xxx ได้หรือ

ไม่?

A: นี่คือคำถามคลาสสิกของการจัดไฟแนนซ์เลยทีเดียว การผ่อนได้หรือไม่ได้ (อีกนัยหนึ่งคือไหวหรือไม่ไหว) นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจัดไฟแนนซ์ผ่าน หรือมีเงินพอสำหรับการวางดาวน์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของคุณในการรับภาระในการจ่ายค่างวดแต่ละเดือนด้วย เล่าให้ฟังเฉยๆ อาจไม่เห็นภาพ TC จึงขอยกตัวอย่างดังนี้

ตัวอย่าง
นาย A เป็นพนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง มีรายรับต่อเดือน 20,000 บาท นาย A สนใจอยากซื้อรถ Honda Civic มือสองซึ่งประกาศขายในราคา 500,000 บาท นาย A จึงวางเงินดาวน์ขั้นต่ำคือ 10% และตกลงจัดไฟแนนซ์ในส่วนที่เหลือ (450,000 บาท) เป็นจำนวน 60 งวด (5 ปี) ซึ่งในการขอสินเชื่อจัดไฟแนนซ์ของนาย A ทางบริษัทที่รับจัดไฟแนนซ์คิดดอกเบี้ย 5% ต่อปี

Q6: จะซื้อรถมือสอง ต้องวางดาวน์เท่าไหร่จึงจะดีที่สุด?

A: การวางดาวน์ที่ดีที่สุดก็คือ วางดาวน์ด้วยเงินจำนวนสูงสุดที่จ่ายออกไปแล้วคุณไม่เดือดร้อน

ข้อดีของการวางดาวน์สูงที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ คุณจะขอจัดไฟแนนซ์ได้ง่ายกว่ามาก เพราะคุณจะกลายเป็นลูกค้าที่เครดิตดีในสายตาไฟแนนซ์ และข้อต่อมาที่จะเป็นประโยชน์ต่อคุณอย่างยิ่งก็คือ ยิ่งวางดาวน์มากก็จะยิ่งผ่อนน้อย ยิ่งผ่อนน้อยและผ่อนระยะสั้น ก็จะเสียดอกเบี้ยและ VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) น้อย ดังที่จะเห็นจากการคำนวณค่างวดต่อเดือนข้างต้นไปแล้วว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รถมือสองถูกหรือแพงก็คือ ระยะเวลาที่ผ่อน และจำนวนเงินต้นที่ขอกู้ หากสามารถทำให้ 2 ปัจจัยนี้ลดน้อยลงได้ การซื้อรถของคุณก็จะยิ่งคุ้มค่า

จบไปแล้วสำหรับความรู้เรื่องการดาวน์รถมือสอง หากอ่านแล้วมีข้อสงสัย หรืออยากทราบข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่เพจ FB: carrothailand หรือที่ Line: carrothailand เลย!

Car-Finance-Interest-Used-Car

ถ้าคุณต้องการซื้อรถมือสอง และต้องการจัดไฟแนนซ์ ไม่ว่าจะเป็นเต็นท์รถ หรือซื้อรถบ้าน “ดอกเบี้ย” เป็นปัจจัยที่ผู้ซื้อ ต้องดูให้ดีๆ

สำหรับอัตราดอกเบี้ยของรถมือสอง จะแตกต่างหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสถาบันทางการเงินหรือไฟแนนซ์ ดอกเบี้ย รถมือสอง ส่วนใหญ่ อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 4% แล้วแต่ปี รุ่นรถ และไฟแนนซ์กำหนด โดยปัจจัยหลักที่ทำให้อัตราการคิดดอกเบี้ยรถมือสองแตกต่างกันไป ได้แก่

– ประเภทรถ 

ประเภทรถเก๋ง Sedanรถกระบะรถตู้ และขนาดเครื่องยนต์ส่งผลให้ดอกเบี้ยแตกต่างกัน

** ตัวอย่างอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรถมือสองประเภทรถต่างกัน อัตราดอกเบี้ยก็ต่างกัน **

– ปีจดทะเบียนรถ

รถยิ่งปีเก่า อัตราดอกเบี้ยจะแพงกว่ารถที่เพิ่งออกมาใหม่ เช่น ถ้าขอกู้ไฟแนนซ์ Toyota Vios 2008 ​อัตราดอกเบี้ยจะสูงกว่า Toyota Vios 2012 เป็นต้น

** ตัวอย่างอัตราดอกเบี้ยเมื่อปีต่างกัน อัตราดอกเบี้ยก็จะต่างกัน **

รถใช้งานมามาก อายุรถหลายปี ดอกเบี้ยไฟแนนซ์ยิ่งสูง เพราะตัวรถไม่เหลือค่าเสื่อมราคา เหลือแต่ราคาซาก ราคารถลดลงทุกวัน เป็นสาเหตุให้อัตราดอกเบี้ยสูง เพื่อลดความเสี่ยงของไฟแนนซ์เอง

– จำนวนปีที่จัดไฟแนนซ์

เลือกระยะเวลาในการขอสินเชื่อที่น้อยปีที่สุด เพราะถ้าระยะยิ่งมาก อัตราดอกเบี้ยยิ่งสูง ยิ่งในปัจจุบัน ไฟแนนซ์ส่วนใหญ่ จะให้ระยะเวลาในการผ่อนมากสุดที่ 4 ปี เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงของไฟแนนซ์เอง แต่ปัจจุบันก็มีบางเจ้าที่ให้มากกว่านั้น (ถึง 7 ปี ก็มี)

Tips::
– อัตราดอกเบี้ยรถมือสองนั้นไม่ได้สูงอย่างที่คิด เพราะถ้าหากรถของคุณเป็นปีที่ไม่เก่ามาก ก็จะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำลงไปด้วย ทำให้อัตราดอกเบี้ยจะไม่ต่างกับรถมือหนึ่งมากนัก
– ถ้ารถมือสองที่กำลังจะซื้อ ปีไม่เก่ามาก ให้เลือกผ่อนระยะสั้นแค่ 3-4 ปี เพราะจะทำให้ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูง และราคาดอกเบี้ย

ตัวอย่างการคำนวณค่างวดไฟแนนซ์และเช่าซื้อ

หากราคารถมือสองที่ต้องการจะซื้ออยู่ที่             200,000 บาท

ผู้ซื้อมีเงินดาวน์ 20% ของราคารถนั่นคือ คือ       40,000 บาท

เพราะฉะนั้นเหลือต้องกู้ไฟแนนซ์                         160,000 บาท

ดอกเบี้ย 5% ต่อปี (แล้วแต่สถาบันการเงินหรือไฟแนนซ์)

จำนวนงวดที่ผ่อน 48 เดือน

ค่างวดก่อนภาษีมูลค่าเพิ่มจะเท่ากับ ((160,000 X 5% X 4) + 160,000) / 48

**160,000 ยอดกู้ที่ต้องการ

**5% อัตราดอกเบี้ยที่ไฟแนนซ์กำหนด

**4 จำนวนปีที่ผ่อนทั้งหมด 12×4 = 48 เดือน

ซึ่งจะเท่ากับ 4,000 บาท

รวมภาษี 7% 280 บาท

เป็นค่างวด 4,280 บาท ทั้งหมด 48 งวด

Powered by Carro.co

ตัวอย่างเครื่องคำนวนสินเชื่อบน Website Carro : https://th.carro.co/loan-calculator

Tips :

-อัตราดอกเบี้ยที่น้อยที่สุด ควรจะตรวจสอบไฟแนนซ์หลายๆ สถาบันเพื่อเป็นการเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ย เพราะว่าบางสถาบันดอกเบี้ยถูก บางสถาบันแพง
-รถมือสองอัตราดอกเบี้ยไม่ได้เกี่ยวข้องกับเงินดาวน์เหมือนรถป้ายแดง แม้จะดาวน์สูงก็ไม่มีผลต่ออัตราดอกเบี้ยถูกลง
-เลือกปีผ่อนให้น้อยเพื่อให้เสียอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุด

ศึกษาข้อมูลดอกเบี้ยรถมือสองกันไปแล้ว สำหรับใครที่อยากขายรถเดิม เพื่อจะเปลี่ยนรถใหม่ ก็สามารถขายกับทาง Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

การโอนรถ โอนตรง โอนลอย คืออะไร

“โอนรถ” หลายคนอาจจะไม่เข้าใจ แต่หลังจากนี้คุณจะไม่ต้องงงอีกต่อไป เพราะบทความนี้ CARRO จะพาทุกคนไปรู้จักกับการโอนรถให้มากกว่าเดิม …

“การโอนกรรมสิทธิ์รถ คืออะไร?” คำถามที่หลายคนอาจจะยังสงสัยว่า ทำไมต้องโอนรถ? แล้วถ้าไม่โอนรถจะได้ไหม? เรามาหาคำตอบกันเลยดีกว่า …

การโอนรถ โอนตรง โอนลอย คืออะไร

การโอนกรรมสิทธิ์รถ คือ การโอนทะเบียนรถเพื่อเปลี่ยนเจ้าของ โดยที่ ผู้ซื้อ-ผู้ขายรถ จะต้องแจ้งต่อนายทะเบียนหลังจากที่มีการโอนรถ (วันที่ที่ระบุในใบคำขอโอนและรับโอน) ไม่เกิน 15 วัน เพราะถ้าหากว่าเกินวันที่กำหนดก็จะโดนปรับนั่นเอง

ดังนั้น การโอนกรรมสิทธิ์รถจึงสำคัญมากสำหรับทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะการซื้อขายรถมือสอง เพราะถ้าหากยังไม่มีการโอนรถ ผู้ซื้อก็จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถคันนั้นโดยสมบูรณ์ ซึ่งหมายความว่า ผู้ซื้อก็จะยังไม่ได้ครอบครองเป็นเจ้าของรถคันนั้นโดยสมบูรณ์ หรือถ้าหากรถคันนั้นเกิดติดคดีความ ชื่อของผู้ถือกรรมสิทธิ์รถคนสุดท้าย ก็อาจจะต้องถูกตรวจสอบ

การโอนรถ โอนตรง โอนลอย คืออะไร

ประเภทของการโอนกรรมสิทธิ์รถ

การโอนกรรมสิทธิ์รถนั้นมีหลากหลาย อาทิ การโอนโดยตรง โอนโดยคำสั่งของศาล หรือแม้กระทั่งการโอนรถจากการได้รับมรดก เป็นต้น

แต่ในบทความนี้ CARRO จะพูดถึงการโอนหลักๆ แค่ 2 ประเภท ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุดในการ ซื้อ-ขาย รถยนต์มือสอง คือ การโอนตรง และ การโอนลอย

Review-Transfer-LPG-Powered-Car

การโอนตรง

คือ การที่ผู้ขาย และผู้ซื้อ สามารถไปทำการโอนกรรมสิทธิ์โดยตรงต่อหน้านายทะเบียน ณ สำนักงานขนส่งที่รถคันนั้นจดทะเบียนแจ้งใช้อยู่

TIPS: ในกรณีที่ผู้ขายไม่สามารถไปทำการโอนได้ ผู้ขายสามารถเซ็นใบมอบอำนาจให้ผู้ซื้อไปดำเนินการเองได้ ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดได้ใน ขั้นตอนการเตรียมเอกสาร

การโอนรถ โอนตรง โอนลอย คืออะไร

การโอนลอย

คือ การที่เจ้าของรถได้ทำการโอนรถโดยไม่ได้ระบุชื่อของผู้รับโอน และยังไม่ได้ไปทำการโอนกรรมสิทธิ์รถโดยตรงต่อหน้านายทะเบียน แต่เมื่อผู้ขายได้รับเอกสารแล้ว ก็ต้องทำการไปโอนกรรมสิทธิ์รถด้วยตัวเอง ซึ่งการโอนลอยส่วนใหญ่ มักจะเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการรถมือสอง เพราะว่าถ้าหากคุณขายรถให้กับเต็นท์รถ หรือโชว์รูม จะต้องทำการเซ็นเอกสารโอนลอย เพราะผู้ขายจะยังไม่ทราบชื่อของผู้ซื้อ แต่ผู้ขายควรระวัง ในกรณีที่เซ็นเอกสารโอนลอย ถ้าหากมีคนนำรถไปทำอะไรที่ไม่ดี คนที่จะถูกตรวจสอบคนแรก คือ ผู้ถือกรรมสิทธิ์รถคนสุดท้ายนั่นเอง

TIPS: ควรตรวจสอบชื่อของผู้ขายในเอกสารทั้งหมดให้ดี ว่าถูกต้องตรงกันทั้งหมด และชื่อของผู้ขายจะต้องเป็นชื่อของผู้มีกรรมสิทธิ์รถคันนั้นเป็นคนสุดท้าย ซึ่งมีข้อควรระวังหลายอย่างสำหรับการโอนลอย สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ การโอน

ชุดโอน

ขั้นตอนในการโอนรถ

หลายคนอาจจะเข้าใจผิดมาตลอดว่า การโอนกรรมสิทธิ์รถ นั้นยุ่งยาก แต่ที่จริงแล้วมันไม่ยากอย่างที่คิด เพราะว่ามีแค่ 4 ขั้นตอนตามนี้เท่านั้น ซึ่งกระบวนการทั้งหมดนี้จะใช้เวลาประมาณครึ่งวัน หรืออาจจะใช้เวลาเกือบทั้งวัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการเตรียมเอกสารของคุณ เพราะถ้าคุณเตรียมเอกสารครบ ก็อาจจะใช้เวลาไม่นาน

  1. กรอกแบบฟอร์มคำขอและรับโอน ที่ส่วนงานทะเบียนสำนักงานขนส่ง
  2. เราต้องนำรถเพื่อรับการตรวจสภาพรถ ที่งานตรวจสภาพรถยนต์ที่สำนักงานขนส่งจังหวัด
  3. เมื่อตรวจสภาพรถเสร็จ ยื่นเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ และชำระค่าธรรมเนียมที่งานทะเบียนรถ
  4. รับคู่มือจดทะเบียนรถ ใบเสร็จ เครื่องหมายเสียภาษีประจำปี หรือแผ่นป้ายทะเบียนรถ

TIPS: อย่าลืมที่จะทำการตรวจสอบว่ารถคันนั้นมีสมุดใบคู่มือทะเบียนรถยนต์ (เล่มรถสีฟ้า) หรือไม่ เพราะถ้าหากไม่มี ก็ไม่ควรเสี่ยงที่จะซื้อ เพราะนั้นอาจจะเท่ากับว่ารถคันนั้นผิดกฎหมาย หรือเป็นรถหนีไฟแนนซ์ ซึ่งมันอาจจะเกิดเป็นปัญหาตามมาที่หลังได้

การโอนรถ โอนตรง โอนลอย คืออะไร

ถ้าใครอยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ!  มาขายรถกับ CARRO Express สิ! หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

อยากขายรถติดไฟแนนซ์

หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่ผู้ขายรถส่วนใหญ่อยากรู้ สำหรับเศรษฐกิจยุคนี้ เสียงส่วนใหญ่ของคนใช้รถคือ “ผ่อนรถไม่ไหว” และโทรมาปรึกษากันบ่อยมากๆ ถ้าหากคุณผ่อนรถต่อไม่ไหว และรถคันนั้นยังอยู่ในไฟแนนซ์ จะขายเป็นรถมือสองได้ไหม? ในบทความนี้ CARRO มีคำตอบ

อันดับแรก สิ่งที่ผู้ขายทุกคนควรทราบเอาไว้ ว่าถ้าหากคุณได้ทำการกู้สินเชื่อรถยนต์ผ่านไฟแนนซ์ และอยากจะทำการขายรถ โดยที่คุณยังผ่อนไม่ครบงวด ชื่อผู้มีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของรถยนต์คันนั้น ยังเป็นชื่อของไฟแนนซ์อยู่ นั่นเท่ากับว่าคุณมีฐานะเป็นแค่ “ผู้เช่าซื้อรถยนต์” เท่านั้น

ซึ่งถ้าหากคุณตัดสินใจแล้วว่าต้องการขายรถยนต์ เราขอแนะนำให้ปฎิบัติตามขั้นตอนเหล่านี้

Know-10-Thai-Words-About-Used-Car

1. สิ่งที่ควรทำก่อนการซื้อขายรถยนต์

หลังจากที่มีคนสนใจมาซื้อรถคุณแล้ว หรือตกลงกับทางดีลเลอร์รถมือสองเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ควรทำต่อไปก็คือ

1.1 นำเงินไปปิดไฟแนนซ์

วิธีแรก คือ การนำเงินไปปิดไฟแนนซ์ที่เหลือให้หมด ซึ่งวิธีการนี้ผู้ซื้อและผู้ขาย ควรตกลงกันก่อน ว่าจะนำเงินของฝ่ายใดไปปิดไฟแนนซ์ เพราะหลังจากที่คุณนำเงินไปปิดไฟแนนซ์เรียบร้อยแล้ว สมุดคู่มือทะเบียนรถ รวมถึงกรรมสิทธิ์การเป็นเจ้าของรถ จะถูกโอนมาเป็นของผู้ขาย จากนั้นผู้ขาย จึงทำการโอนให้ผู้ซื้ออีกทีหนึง

TIPS: ส่วนใหญ่ถ้านำเงินไปปิดไฟแนนซ์ จะมีข้อดี ตรงที่ได้ส่วนลดค่าดอกเบี้ย จากทางบริษัทไฟแนนซ์

1.2 เปลี่ยนชื่อผู้เช่าซื้อ (คนผ่อนรถ) ให้เป็นชื่อผู้ซื้อ

ถ้าหากผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่สามารถตกลงกันได้ว่าจะใช้เงินใครไปปิดไฟแนนซ์ แนะนำว่าให้ไปที่บริษัทไฟแนนซ์ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถคันนั้น และให้โอนชื่อจากผู้ขาย ไปเป็นชื่อผู้ซื้อ ให้ผู้ซื้อเป็นคนจ่ายค่างวดผ่อนรถต่อแทน แต่อาจจะต้องมีการจ่ายค่ารถด้วยในกรณีที่ผู้ขาย ต้องการค่ารถทั้งหมดที่เคยผ่อนมา ผู้ขายย่อมไม่ต้องการเสียผลประโยชน์ จีงเป็นที่มาของคำว่า “ขายดาวน์”

TIPS: ข้อดีของการโอนชื่อผู้เช่าซื้อ คือคุณไม่ต้องกังวล ในกรณีที่ไม่มีการส่งค่างวดไฟแนนซ์ต่อ เพราะถือว่าผู้ขายได้โอนกรรมสิทธิ์ผู้เช่าซื้อให้ผู้ซื้อที่ซื้อรถต่อจากคุณเรียบร้อยแล้ว

Toyota-Vios-Carro-Express

2. เลือกว่าจะขายรถให้ใคร

2.1 ขายให้ดีลเลอร์รถมือสอง (เต็นท์รถมือสอง)

ข้อดีของการขายรถให้ “ดีลเลอร์รถมือสอง” คือ สะดวก รวดเร็ว ได้เงินทันใจ เพราะถ้าหากคุณรีบใช้เงินจริง ทางเต็นท์รถอาจจะสามารถนำเงินไปปิดไฟแนนซ์ให้คุณได้เลย แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการตกลง ของทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมไปถึงราคารับซื้อ ที่อาจไม่ถูกใจคุณนัก

2.2 ขายให้กับ CARRO (คาร์โร)

ข้อดีจะคล้ายกับขายให้ดีลเลอร์รถมือสอง (เต็นท์รถมือสอง) แต่ข้อแตกต่างคือ มีความรวดเร็วกว่า และสะดวกกว่าต้องที่ไม่ต้องออกเดินทางไปโชว์รูมเอง แค่กรอกข้อมูล กับจำนวนเงินที่ต้องการ หลังจากนั้น คาร์โร จะดำเนินการให้ จนสามารถขายรถได้ในระยะเวลาอันสั้น และได้ราคาที่ดีที่สุดแน่นอน

TIPS: ซึ่งถ้าหากคุณอยากขายรถแบบด่วนๆ สามารถใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express (หรือคลิกที่รูปก็ได้) หรือโทร. 02-508-8425

Carro-Express

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ แล้วเราจะติดต่อกลับโดยด่วนที่สุด—> เพิ่มเพื่อน

วิธีการขายก็ง่ายนิดเดียว เพียงแค่กรอกข้อมูล ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ ที่สามารถติดต่อได้ รวมไปถึงรายละเอียดต่างๆ ของรถคุณ พร้อมราคารถที่คุณต้องการขาย และอย่าลืม! รูปภาพรถหลายๆ มุม ทั้งภายนอกและภายใน

พอเจ้าหน้าที่ของ CARRO ตรวจสอบข้อมูลเสร็จ ก็จะติดต่อกลับมาหาคุณภายใน 24 ชั่วโมง ถ้าข้อมูลมีไม่เพียงพอ แต่ถ้ามีข้อมูลครบถ้วน ก็จะนัดตกลงราคา ตรวจสภาพรถของคุณ พร้อมเซ็นสัญญาซื้อขาย และปิดการขายได้ทันที รับเงินสดกลับบ้านได้เลยจ้า

Carro-Express-Instruction

2.3 ขายรถเองไม่ผ่านคนกลาง

หรือถ้าหากใครไม่รีบร้อน ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้ โดยการไปประกาศขายรถด้วยตัวเอง แบบไม่ผ่านคนกลาง แต่ก็จะมีข้อเสียคือ อาจจะต้องรอจนกว่าจะมีผู้ซื้อสนใจมาดูรถ ซึ่งอาจจะช้าหรือเร็วก็ได้ แต่การขายด้วยวิธีนี้ คุณจะต้องมั่นใจว่า คนที่ซื้อต่อรถคุณไป เขาจะไปเปลี่ยนสัญญาผ่อนต่อ หรือไปปิดไฟแนนซ์จริงๆ ไม่อย่างนั้นก็จะมีคดีแพ่งที่คุณต้องมาตามล้างตามเช็ด จ่ายหนี้แบบไม่ได้ใช้รถต่ออีก

และต้องระวังเรื่อง “สัญญาซื้อขาย” เพราะจะเป็นหลักฐานในกรณีที่คุณนำรถไปขายเอง เพราะคุณต้องรู้ว่า รถติดไฟแนนซ์ เป็นทรัพย์สินในสัญญาเงินกู้ คุณยังไม่ได้เป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์ หากคนซื้อเกิดเบี้ยวขึ้นมา ทางไฟแนนซ์สามารถฟ้องได้ทั้งคดีแพ่ง และคดีอาญา (ฐานยักยอกทรัพย์) นะครับ

TIPS: ซึ่งถ้าหากคุณอยากขายรถแบบไม่รีบร้อน สามารถไปโพสต์ประกาศขาย “โพสต์ขายออนไลน์” ได้ฟรี! บนเว็บไซต์ของ CARRO เพียงแค่คุณลงทะเบียนเบอร์ OTP สำเร็จ ก็สามารถใช้งานได้ทันที!

Carro-Express

3. ทำการซื้อ-ขาย รถยนต์ และไปโอนกรรมสิทธิ์รถ

หลังจากที่คุณได้จัดการเรื่องไฟแนนซ์เรียบร้อยแล้ว คุณก็สามารถไปซื้อ-ขาย รถยนต์ และไปทำการโอนกรรมสิทธิ์ได้

– ซึ่งถ้าหากคุณได้นำเงินไปปิดไฟแนนซ์แล้ว คุณจะได้เล่มสมุดคู่มือทะเบียนรถมา และสามารถไปโอนได้ที่กรมการขนส่ง *สามารถดูรายละเอียดการเตรียมเอกสารได้ ที่นี่

– แต่ถ้าหากคุณได้เลือกวิธีที่สอง คือการโอนชื่อผู้เช่าซื้อ สมุดคู่มือทะเบียนรถ และกรรมสิทธิ์รถคันนั้นจะยังเป็นของไฟแนนซ์ ซึ่งผู้ขายต้องจัดเตรียมเอกสารของรถคันนั้นทั้งหมด เพื่อส่งต่อให้ผู้ซื้อไปดำเนินการเอง เมื่อส่งค่างวดไฟแนนซ์ครบเรียบร้อย

Beware-While-Transfer-Car

ข้อควรระวัง: ถ้าหากคุณต้องการขายรถที่ติดไฟแนนซ์ ไม่แนะนำให้ขายรถไปทั้งๆ ที่ยังไม่ปิดไฟแนนซ์ หรือชื่อผู้เช่าซื้อรถยนต์ยังเป็นชื่อผู้ขายอยู่ เพราะตามกฎหมายแล้ว ผู้เช่าซื้อมีสิทธิครอบครองเท่านั้น ไม่มีสิทธินำไปขายต่อให้ผู้อื่น มิฉะนั้นจะมีความผิดตามกฎหมายอาญา ไม่ว่าจะเป็นการขายให้เต็นท์ หรือขายเอง

สรุปว่า หากคุณทำตามขั้นตอนในบทความนี้ รถที่ยังติดไฟแนนซ์ของคุณ ก็จะสามารถขายต่อได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย และยังเป็นการป้องกันการโดนโกงได้อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือขั้นตอนง่ายๆ ที่คุณสามารถนำไปเลือกใช้

และสำหรับใครที่ยังนึกไม่ออกว่า ขายรถที่ไหนดี? หรือขายรถติดไฟแนนซ์ได้ที่ไหน ก็อย่าลืมนึกถึง CARRO นะครับ เรายินดีรับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425 หรือจะ Inbox มาสอบถามก็ได้ ที่ Facebook CARRO Thailand

รถมือหนึ่ง-VS-รถมือสอง

รถมือสองซื้อไปก็ไม่คุ้ม … จริงหรือไม่?

นี่เป็นคำพูดในแง่ลบเกี่ยวกับรถมือสองที่หลายคนน่าจะเคยได้ยินได้ฟังมาก่อน แต่ก่อนจะเชื่อคำพูดเหล่านี้ มาดูสิ่งที่ Carro กำลังจะเปรียบเทียบให้คุณเห็นก่อน แล้วลองคิดดูอีกทีว่าคำพูดเหล่านี้ถูกต้องแล้วหรือยัง!

ก่อนอื่น… ลองนึกภาพคุณมีเงินอยู่ในมือ 500,000 บาท เป็นเงินที่คุณกำลังจะนำไปซื้อรถยนต์สักคัน Carro จะแสดงให้คุณเห็นว่า ด้วยงบประมาณที่เท่ากัน การซื้อรถมือหนึ่งกับรถมือสอง แบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน!

เงิน 500,000 ซื้อรถมือหนึ่ง คุณจะได้อะไร?

นี่คือตัวอย่างรถยนต์ป้ายแดงที่คุณจะสามารถถอยออกมาจากศูนย์ได้ทันทีด้วยเงิน 500,000 บาท

ซื้อรถมือหนึ่ง VS ซื้อรถมือสองข้อดี ของรถมือหนึ่งที่คุณหาได้ในงบประมาณไม่เกิน 500,000 บาท คือ

– มีความใหม่ ทันสมัย ในกรณีที่ซื้อรุ่นล่าสุดของโมเดลนั้นๆ

– ดูใหม่ สะอาด อุปกรณ์ทุกอย่างอยู่ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด เพราะรถยังไม่เคยผ่านการใช้งานมาก่อน

 มีประกันศูนย์ 3 ปี และโปรโมชั่นต่างๆ ที่ทางผู้ผลิตรถมอบให้ (เช่น ฟรีประกันชั้นหนึ่ง 1 ปี เป็นต้น)

ข้อด้อย ของรถมือหนึ่งที่คุณหาได้ในงบประมาณไม่เกิน 500,000 บาท คือ

– ส่วนใหญ่รถมือหนึ่งที่ราคาไม่เกิน 500,000 บาท ก็คือ รถ Eco Car ซึ่งเป็นรถที่ประหยัดก็จริง แต่ไม่ตอบโจทย์ในด้านการขับขี่ระยะไกล จุคนหรือสัมภาระจำนวนมากไม่ได้ ความเร็วความแรงจำกัดเพราะเครื่องยนต์ไม่เกิน 1.5 ลิตร

– ส่วนรถกระบะ ที่ราคาไม่เกิน 500,000 บาทก็จะเป็นรถรุ่นพื้นฐาน ซึ่งเป็นกระบะตอนเดียว 2 ประตู (2 ที่นั่ง ไม่มีแค็บ) เหมาะสำหรับใช้ในการบรรทุกขนส่ง การประกอบอาชีพ แต่ห้องโดยสารไม่สะดวกสบายนักจึงไม่เหมาะกับการใช้ขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน

– มูลค่าของรถตกลงรวดเร็วมาก คุณถอยออกมาจากศูนย์ปุ๊บ รถกลายเป็นรถมือสองแล้ว ใช้ไป 1 ปี ราคาอาจจะตกลง 30 – 50%

 

เงิน 500,000 ซื้อรถมือสอง คุณจะได้อะไร?

ซื้อรถมือหนึ่ง VS ซื้อรถมือสอง

นี่คือตัวอย่างรถยนต์มือสองที่คุณจะสามารถซื้อจากเว็บไซต์ทรัสตี้คาร์ได้ด้วยเงิน 500,000 บาท

รถหรู > ดูรถ BenzBMW

SUV หรือ กระบะดัดแปลง > ดูรถ SUV (มือสอง)

ปิคอัพ 4 ประตู > ดู รถกระบะทั้งหมด

ข้อดี ของรถมือสองที่คุณหาได้ในงบประมาณไม่เกิน 500,000 บาท คือ

– เมื่อเทียบกับรถโมเดลเดียวกันแล้วประหยัดกว่ามือหนึ่งมาก บางรุ่นประหยัดไปครึ่งต่อครึ่งหรือมากกว่า เมื่อประหยัดกว่า ภาระทางการเงินของผู้ซื้อก็ลดลง เซฟเงินไว้ไปทำอย่างอื่นได้อีกมาก

– ตอบโจทย์ชีวิตคุณได้ชัดเจนกว่า และให้ทางเลือกที่มากกว่า เพราะเงิน 500,000 ซื้อรถมือหนึ่งจะได้ Eco Car ซึ่งถ้าคุณกำลังมองหารถครอบครัวอยู่ Eco Car ไม่ตอบโจทย์แน่ๆ แต่พอมาซื้อรถมือสองด้วยงบประมาณเท่ากันปุ๊บ คุณจะซื้อ PPV (กระบะดัดแปลง) ก็ได้ หรือซื้อรถเก๋ง Segment ใหญ่ๆ ก็ได้

– มีโอกาสสัมผัสความหรูหราได้ในราคาที่คุณเอื้อมถึง! เพราะเงิน 500,000 บาทก็เพียงพอแล้วสำหรับการซื้อ Mercedes Benz หรือ BMW มือสองบางรุ่น

ข้อด้อย ของรถมือสองที่คุณหาได้ในงบประมาณไม่เกิน 500,000 บาท คือ

– รถไม่ได้ใหม่กิ๊ก ต่อให้เจ้าของเดิมดูแลดีขนาดไหน รถมือสองก็ไม่สมบูรณ์เท่ารถที่เพิ่งถอยออกมาจากศูนย์ คุณจะไม่ได้ฟีลลิ่งของการเป็นเจ้าของคนแรกที่ได้ถอดพลาสติกต่างๆ ออกเอง กลิ่นของความใหม่อาจจะไม่มีแล้วสำหรับคันที่อายุมากหน่อย

– มักไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุดของโมเดลนั้นๆ เช่น ถ้ารถออกมาในปี 2011 คุณอาจจะได้ขับมือสองในปี 2015  ในขณะที่โฉมปัจจุบันของรถโมเดลดังกล่าวอาจเปลี่ยนไปแล้ว (แน่นอนว่ามีรถประเภทที่ถอยป้ายแดงในปี 2011 และนำมาขายมือสองในปี 2011 จริงๆ แต่ว่าราคาก็จะสูงขึ้นตามความใหม่และสภาพรถ)- ไม่มีประกันศูนย์ให้แบบรถมือหนึ่ง (ในที่นี้หมายถึง Warranty 3 ปีที่คนออกรถป้ายแดงจะได้) แต่อาจมีโปรโมชั่นบางอย่างที่ดีลเลอร์หรือผู้ขายรถมอบให้ เช่น ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง/สอง/สาม เป็นต้น

– อาจมีการซ่อมแซมตามมา เพราะอุปกรณ์บางชิ้นชำรุดไปตามกาลเวลา (กรณีที่รถเก่ามาก) แต่รถใหม่ที่ผ่านการตรวจสภาพแล้วมักไม่ค่อยมีปัญหามากนัก ในส่วนของการซ่อมบำรุงทั่วไปนั้น ผู้ขับขี่ควรจะต้องเช็คตามระยะอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่งหรือรถมือสอง

ซื้อรถมือหนึ่ง VS ซื้อรถมือสอง

คงได้เห็นกันแล้วว่า ซื้อรถมือหนึ่งกับรถมือสองด้วยเงิน 500,000 บาท ผลลัพธ์ที่ได้ต่างกันขนาดไหน!

หากใครกังวลว่าซื้อรถมือสองแล้วจะมีค่าซ่อมตามมาไม่จบ Carro ขอแนะนำให้คุณตรวจสภาพรถก่อนซื้อ เพื่อที่จะได้รู้ว่าสภาพรถจริงๆ เป็นอย่างไร มีส่วนที่ต้องซ่อมแซมหรือไม่ และหากตัดสินใจซื้อแล้ว รถที่ได้มาจะยังคุ้มค่ากับเงินของคุณอยู่หรือเปล่า

ซึ่งในส่วนนี้ Carro ก็มีบริการตรวจสอบทั้งโครงสร้างรถ และสมรรถนะของรถยนต์มือสองให้กับลูกค้า โดยมีการใช้อุปกรณ์มาตรฐานสากล และช่างที่ชำนาญอย่างสูง สามารถรับรองความคุ้มค่าของรถมือสองให้คุณได้อย่างแน่นอน!

หากต้องการสอบถามเพิ่มเติม หรือมีข้อสงสัยใดๆ เข้ามาถาม Carro ได้เลยที่ เพจ FB: carrothai หรือ Line: @carrothailand

3 ขั้นตอนการโอนรถ (เอกสาร ค่าธรรมเนียม สถานที่โอนรถ)

หลังจากที่คุณได้ทำการซื้อ – ขายรถมือสองเรียบร้อยแล้ว นี่คือ 3 ขั้นตอนต่อไป !

ข้อมูลในบทความนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และถือเป็นหัวใจหลักของการโอนรถเลยก็ว่าได้ เพราะถ้าหากคุณได้เตรียมขั้นตอนเหล่านี้ครบทั้งหมดแล้ว ก็สามารถเตรียมตัวไปดำเนินการโอนได้ทันที

ซึ่งสำหรับทั้งมือเก่าและมือใหม่หัดขับทุกคน รวมไปถึงผู้ซื้อ – ขายรถมือสอง ทุกคน ที่ยังคงสับสนเรื่องการเตรียมเอกสาร หรือการเตรียมตัวสำหรับการไปโอนกรรมสิทธิ์รถ แนะนำว่าให้ลองทำตาม 3 ขั้นตอนนี้ แล้วรับรองว่าการโอนกรรมสิทธิ์รถที่ใครว่ายากนั้น จะกลายเป็นเรื่องง่ายไปเลย ประกอบไปด้วย

การโอนรถ โอนตรง โอนลอย คืออะไร

ขั้นตอนแรก คือ “เตรียมเอกสาร”

เอกสารนั้นสำคัญไฉน ? ต้องขอบอกเลยว่า สำคัญมาก เพราะถ้าหากเอกสารไม่ครบ ก็จะไม่สามารถไปดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ได้นั่นเอง ซึ่งเอกสารหลักๆ จะประกอบไปด้วย

  • สำเนาบัตรประชาชน พร้อมเซ็นสำเนาถูกต้อง
  • สำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมเซ็นสำเนาถูกต้อง
  • เอกสารแบบคำขอโอน และรับโอน
  • หนังสือมอบอำนาจ ในกรณีโอนลอย และผู้ขายไม่ได้มาทำการโอนกรรมสิทธิ์ด้วยตนเอง
  • สัญญาซื้อขาย
  • สมุดคู่มือจดทะเบียนรถ (เล่มทะเบียนรถสีฟ้า)
  • หนังสือจดทะเบียนนิติบุคคล

TIPS: ถ้าหากผู้ขายได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เอกสารทุกอย่างที่มีลายเซ็นจำเป็นต้องมีตราประทับบริษัทอยู่ด้วย

แต่สำหรับรถที่ยังติดไฟแนนซ์ ผู้ขาย หรือเจ้าของรถ จะต้องนำเงินไปปิดไฟแนนซ์ก่อนเป็นอันดับแรก โดยจะใช้เงินใครปิดนั้น เป็นข้อตกลงระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย จากนั้นให้ไฟแนนซ์โอนกรรมสิทธิ์ให้กับผู้ขาย และผู้ขายจึงโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้ออีกที

TIPS: ก่อนที่จะทำการซื้อรถ ผู้ซื้อต้องตรวจสอบเอกสารให้ดี เพราะถ้าหากผู้ขายไม่มีเจ้าของเล่มทะเบียนจดทะเบียน แล้วนำรถมาขายให้คุณในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาด ให้ระวังจะเป็นรถหนีไฟแนนซ์

เลือกซื้อรถ

ขั้นตอนการเตรียมเอกสารสำหรับผู้ซื้อ-ขาย

เช็ก List เอกสารที่จะต้องเตรียม

  • สำหรับผู้ซื้อ-ขาย แบบโอนตรง
  • สำหรับผู้ซื้อ-ขาย แบบโอนลอย

ดาวน์โหลดเอกสาร: แบบคำขอโอนและรับโอนรถยนต์ / หนังสือมอบอำนาจ / สัญญาซื้อ-ขาย

ชุดโอน

ขั้นตอนที่ 2 คือ “เตรียมค่าธรรมเนียมโอนรถ”

หลังจากที่คุณได้เตรียมเอกสารที่จะนำไปทำการโอนรถเรียบร้อยแล้ว การเตรียมเงินไปให้พอจ่ายค่าธรรมเนียมก็เป็นข้อสำคัญอีกสิ่งหนึ่ง เพราะถ้าหากคุณเตรียมเงินไปไม่พอ ก็อาจจะทำให้เสียเวลาได้ ดังนั้นเราจะจึงได้เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับค่าธรรมเนียมมาให้คุณอย่างคร่าวๆ

  • ค่าคำขออื่นๆ 5 บาท
  • ค่าธรรมเนียมคำขอโอนรถ 5 บาท
  • ค่าโอนรถ 100 บาท

ค่าอากรซื้อขาย ร้อยละ 0.5 บาท ซึ่งเทียบได้กับ 100,000 ละ 500 บาท โดยทางกรมการขนส่งทางบก จะมีการประเมินราคารถของคุณ ซึ่งมีหลักเกณฑ์จาก

  • ปีที่รถคันนั้นจดทะเบียน
  • ราคากลางทั่วไปที่ซื้อ-ขาย รถ
  • สภาพรถ

*แต่ในกรณีที่มีการโอนปิดบัญชีเพื่อเช่าซื้อ หรือการนำเงินไปปิดไฟแนซ์เพื่อโอนชื่อรถมาเป็นของตน ไม่ต้องมีการเสียค่าอากรซื้อขาย เนื่องจากได้คิดรวมกับยอดเงินสุทธิที่ต้องจ่ายไปแล้ว

3 ขั้นตอนการโอนรถ (เอกสาร ค่าธรรมเนียม สถานที่โอนรถ)

ขั้นตอนสุดท้าย คือ “การตรวจสอบสถานที่โอนกรรมสิทธิ์รถ”

หลังจากที่คุณเตรียมพร้อมที่จะไปทำการโอนกรรมสิทธิ์รถแล้วนั้น แนะนำให้เปิดดูที่หน้า 18-19 ในคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ เพื่อดูว่ามีการแจ้งขอใช้พื้นที่ในเขตใดจังหวัดใด สำหรับการโอนรถ เนื่องจากคุณไม่สามารถไปโอนรถได้ในทุกเขตขนส่ง หรือถ้าหากคุณไม่แน่ใจ ก็สามารถตรวจสอบได้ที่ เว็บไซต์สำนักงานขนส่งจังหวัดต่างๆ

3 ขั้นตอนการโอนรถ (เอกสาร ค่าธรรมเนียม สถานที่โอนรถ)

สำหรับในกรุงเทพฯ โอนรถที่ไหน …

  • กรมการขนส่งทางบก, สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 5

1032 ถ.พหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. 02-272-3100

รับผิดชอบในเขตพื้นที่ ป้อมปราบศัตรูพ่าย ปทุมวัน ดุสิต บางซื่อ บางเขน ดินแดง จตุจักร ลาดพร้าว สายไหม สัมพันธวงศ์ บางรัก พญาไท ห้วยขวาง บางกะปิ ดอนเมือง ราชเทวี หลักสี่ และวังทองหลาง

  • สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1

1005 ถ.บางขุนเทียน-ชายทะเล แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ 10150 โทร. 02-415-7337

รับผิดชอบในเขตพื้นที่ เขตบางขุนเทียน บางคอแหลม จอมทอง ธนบุรี ราษฎร์บูรณะ คลองสาน สาทร ทุ่งครุ บางบอน และยานนาวา

  • สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2

51 ถ.สวนผัก แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170 โทร. 02-882-1620-35

รับผิดชอบในเขตพื้นที่ เขตตลิ่งชัน บางพลัด บางกอกน้อย บางกอกใหญ่ ภาษีเจริญ หนองแขม พระนคร บางแค และทวีวัฒนา

  • สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 3

2479 ถ.สุขุมวิท (ตรงข้าม ซ.สุขุมวิท 62/1) แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ 10260 โทร. 02-332-9688-91

รับผิดชอบในเขตพื้นที่ เขตพระโขนง ประเวศ สวนหลวง คลองเตย บางนา วัฒนา และบางจาก

  • สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 4

34 หมู่ 6 ถ.ร่วมพัฒนา แขวงลำต้อยติ่ง เขตหนองจอก กรุงเทพฯ 10530 โทร. 02-543-5500-2

รับผิดชอบในเขตพื้นที่ เขตมีนบุรี หนองจอก ลาดกระบัง บึงกุ่ม สะพานสูง คันนายาว และคลองสามวา

3 ขั้นตอนการโอนรถ (เอกสาร ค่าธรรมเนียม สถานที่โอนรถ)

ถ้าใครอยากขายรถตอนนี้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ!  มาขายรถกับ CARRO Express สิ! หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook -> CARRO Thailand และ Add Line สอบถามรายละเอียดได้เช่นกัน ที่ @carrothai

และอีกหนึ่งบริการใหม่! CARRO Automall แหล่งรวมรถมือสองคุณภาพเยี่ยม ผ่านการตรวจสภาพแบบ Double Check รับประกันพร้อมโอนทุกคัน ฟรี! ค่าจัดโอน มีให้เลือกชมเพียบ เปิดบริการทุกวัน อยากซื้อรถคุณภาพเยี่ยม มาซื้อกับ CARRO Automall สิ!

หรือสนใจรถรุ่นไหนอยู่ แต่หาไม่ได้ สามารถสั่งตามออเดอร์ได้ที่นี้ > https://th.carro.co/buy-car หรือโทร. 02-508-8690 อีกทั้งยัง Inbox เข้ามาสอบถามก็ได้เช่นกันได้ที่ Facebook -> CARRO Automall – รถบ้านมือสอง หรือทาง Line เชิญเลยครับที่ @carroautomall

Easy-Buy-Secondhand-Car

ทุกวันนี้ การตัดสินใจเลือกซื้อรถมือสองสักคันของผู้บริโภค ย่อมมีความต้องการที่แตกต่างกันไป เช่น งบประมาณที่มี ความชอบในรูปร่างหน้าตาของตัวรถ สมรรถนะเครื่องยนต์ ราคาขายต่อ วัตถุประสงค์การใช้งานต่างๆ เป็นต้น ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจของผู้ซื้อ

มุมมองของคนที่ซื้อรถมือสอง มีความคิดเห็นว่า ตลาดรถมือสองยังตอบสนองผู้ที่ต้องการใช้รถได้ดี แม้ในภาวะเศรษฐกิจไม่ดีขณะนี้ เพราะรถมือสองอายุไม่กี่ปีที่เป็นที่นิยมในท้องตลาด ยังมีคุณภาพดีและน่าใช้ไม่แพ้รถใหม่มือหนึ่ง และมีราคาถูกกว่ารถมือหนึ่งถึงหลายแสนบาทในบางรุ่น แถมสามารถลดภาระค่างวดได้อีกมาก เมื่อเทียบกับการผ่อนรถยนต์ใหม่ป้ายแดง

ถ้าจะบอกว่า อยู่ในกรุงเทพฯ หาดูรถมือสองได้ง่าย เพราะมีหลายย่านที่เป็นแหล่งรวมรถมือสองจำนวนมาก แต่ในต่างจังหวัดก็อาจจะหาดูรถมือสองลำบากหน่อย ในกรณีที่อยากดูรถคันจริงๆ ไม่ใช่ดูในออนไลน์ เพราะส่วนมากจะอยู่กระจายกัน ไม่ค่อยรวมกันเป็นย่านแบบในจังหวัดใหญ่ๆ หรือในกรุงเทพฯ

แล้วเขาทำธุรกิจกันอย่างไรล่ะ? ทั้งในมุมคนซื้อ และในมุมคนขาย MR.CARRO จะเล่าให้ฟัง

Carro-Sell-Car-In-Hatyai

ตลาดรถยนต์มือสองหลักๆ ของรถเต็นท์ในต่างจังหวัด ประมาณ 80% ยังเป็นกลุ่มลูกค้าเกษตรกร ที่ใช้รถกระบะเพื่อบรรทุกสินค้าทางด้านเกษตร และการเดินทางที่เน้นประหยัดน้ำมัน เน้นขนคนนั่งได้เยอะๆ ส่วนตลาดรถเก๋ง 20% เป็นลูกค้ากลุ่มข้าราชการ และคนทำงานในบริษัทท้องถิ่นนั้น

รถมือสองในตลาดต่างจังหวัด โดยมากแล้วมักจะเป็นรถที่ตัดมาจากเต็นท์รถใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ ที่อาจจะขายมานานแล้วแต่ขายไม่ได้สักที หรือว่าเป็นรถที่ทางเต็นท์ต่างจังหวัดต้องการ เลยมาขอตัดไป

อีกส่วนหนึ่ง เป็นรถที่มาจากลานประมูลต่างๆ หรือไฟแนนซ์ต่างๆ ขายทอดตลาดในกรุงเทพฯ อาจจะซื้อมาขายไปบวกกำไรต่อ

และรถรุ่นปีเก่าๆ หน่อย อาจจะซื้อมาจากรถบ้าน รถที่ลูกค้ามาเทิร์นที่เต็นท์ หรือผู้ใช้งานในจังหวัดนั้นๆ นำมาขาย และเป็นรถที่คนเมืองส่วนมากมักไม่นิยมกัน แต่ในต่างจังหวัดยังเป็นที่นิยม เนื่องจากมีราคาที่ย่อมเยาว์ ซื้อเงินสดได้เลยไม่ต้องผ่อน และบางผู้ประกอบการอาจใจดีให้ผ่อนเป็นกรณีพีเศษด้วย

รถแบบไหนที่ขาย? ส่วนมากก็จะเป็นรถราคาตามสภาพ บางเต็นท์ก็อาจจะมีเก็บงานให้นิดๆ หน่อยๆ หรือซ่อมเฉพาะในส่วนที่เสียหนักๆ ให้ใช้การได้ เพราะตลาดต่างจังหวัด ผู้คนส่วนมากรายได้อาจไม่สูงนัก ทำให้รถราคาหลักหมื่นยังเป็นที่ต้องการมาก แต่ด้วยราคาที่ถูก รถแทบทั้งหมดจึงเป็นรถตามสภาพ มีเสีย มีซ่อม เปลี่ยนนู่นนี่เป็นเรื่องปกติ ว่าแต่คุณรับได้หรือเปล่าล่ะ?

แต่ก็ไม่ใช่ว่า ต่างจังหวัด ตามเต็นท์รถจะมีแต่รถเก่าเสมอไป รถมือสองราคาหลักแสน หลักล้าน ก็ขอบอกได้ว่า มีอยู่เยอะเช่นกันครับ

Easy-Buy-Secondhand-Car

เคล็ดลับควรรู้ ในการเลือกซื้อรถมือสอง

ควรดูรถในที่กลางแจ้ง มีแสงสว่างหรือแดดจ้า เส้นสายตัวถังตัวรถ กับทรงของรถต้องเรียบเดิม ไม่เบี้ยวหรือยับ หรือผุมาก สภาพสีต้องสม่ำเสมอกันทั้งคัน ดูรอยอาร์ค ตะเข็บตามจุดต่างๆ น็อตต่างๆ ต้องเรียบร้อย ไม่มีรอยบาก รอยงัด รอยถอดออกมา ควรตรวจเช็คระบบไฟทั้งภายนอกและภายในรถ ภายในเครื่องยนต์ ว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์หรือไม่ ระบบสายพานต่างๆ ระบบแอร์ ท่อยาง วาล์ว หัวเทียน การทำงานของเครื่องยนต์ เป็นต้น ทางที่ดี ควรเลือกรถที่เดิมๆ หรือสภาพใกล้เคียงที่สุดจากโรงงาน

ภายในห้องโดยสาร ตรวจดูสภาพขององค์ประกอบต่างๆ ภายในทั้งหมด ว่ามีจุดใดกรอบแตก หรือหมดสภาพแล้วหรือไม่ เบาะนั่งที่ดีควรแข็ง นิ่ม ไม่ยวบยาบหรือขาด ดูระบบทำงานภายในรถทั้งหมด ที่ปัดน้ำฝน ไฟสัญญาณต่างๆ กระจกไฟฟ้า วิทยุ ฯลฯ มีตรงไหนใช้ไม่ได้หรือเปล่า และมีกลิ่นเหม็นๆ กลิ่นอับ ภายในรถหรือไม่

จากนั้นก็ลองทดสอบขับ เสียงเครื่องยนต์เป็นอย่างไรเวลาเร่งเครื่อง ตอนเลี้ยวซ้าย-ขวา ถอยหลัง มีเสียงก๊อกๆ แก๊กๆ จากตัวรถหรือไม่ สภาพช่วงล่าง โช็คอัพ วิ่งแล้วมียวบยาบ สะดุด หรือมีเสียงดังหรือไม่ ก่อนจะตรวจดูใต้ท้องรถด้วย มีหยดน้ำมันหรือของเหลว รั่วออกมาจากส่วนต่างๆ หรือไม่

Easy-Buy-Secondhand-Car

การซื้อเลือกสักคันนั้น ควรเลือกให้ตรงกับความต้องการของตัวเอง เช่น

รถอีโคคาร์ (Eco-Car) เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก มีเครื่องยนต์ประมาณ 1.0 – 1.2 ลิตร ประหยัดน้ำมัน เหมาะสำหรับขับในเมือง เช่น Toyota Yaris, Nissan March, Mitsubishi Mirage หรือ Suzuki Swift เป็นต้น

รถเก๋ง 4 ประตู หรือที่เรียกว่ารถซีดาน มีในตลาดหลายแบบ เช่น แบบ Sub-Compact (เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร), แบบ Compact (เครื่องยนต์ 1.6 – 2.0 ลิตร) และแบบ Mid-Size (เครื่องยนต์ 2.0 – 2.5 ลิตร) เหมาะที่จะขับในเมืองหรือนอกเมือง ให้กำลังมาก เช่น Toyota Altis, Honda Civic, Mazda3 หรือ Nissan Sylphy เป็นต้น

รถ SUV หรือรถ PPV (แบบที่คนไทยเรียก Toyota Fortuner, Isuzu MU-X, Chevrolet Trailblazer หรือ Mitsubishi Pajero Sport เป็นต้น) เป็นรถนั่งอเนกประสงค์ขนาด 7-8 ที่นั่ง มีทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ ใช้งานในเมืองก็ได้ หรือขับลุยทางลูกรังในต่างจังหวัดก็ได้

รถ MPV เป็นรถอเนกประสงค์ขนาด 7-13 ที่นั่ง เน้นกลุ่มครอบครัวใหญ่ สำหรับใช้งานหรือในเมือง หรือใช้งานในต่างจังหวัด พอลุยได้บ้างนิดหน่อย เช่น Toyota Innova, Honda Freed, Suzuki Ertiga หรือ Mitsubishi Space Wagon เป็นต้น

รถกระบะ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องใช้บรรทุกของจำนวนมาก ลุยป่าฝ่าดง หรือใช้ในกิจการขนส่งต่างๆ และธุรกิจต่างๆ เช่น Toyota Hilux, Nissan Navara, Mitsubishi Triton, Mazda BT-50, Isuzu D-Max หรือ Chevrolet Colorado เป็นต้น

Easy-Buy-Secondhand-Car

ความสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อรถมือสอง ถ้าคุณไม่ได้ซื้อรถมือสองด้วยเงินสด คุณจะต้องผ่อนรถทุกเดือนต่อเนื่องกันเป็นปี และยังต้องมีค่าซ่อมบำรุงรถต่างๆ (ที่จำเป็นต้องจ่ายประจำทุกปีอยู่แล้ว) อาทิ ค่าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ค่าเปลี่ยนผ้าเบรก ค่าช่วงล่าง ค่าปรับจูนเครื่องยนต์ ฯลฯ รวมถึงค่าน้ำมันในระหว่างเดือนอีกด้วย เพราะฉะนั้น วางแผนการเงินของคุณให้รอบคอบ ทั้งเงินดาวน์ ยอดผ่อน รวมถึงค่าจิปาถะต่างๆ และยังต้องกันงบไว้ส่วนนึงไว้ สำหรับซ่อมแซม หรือดูแลรักษารถ

หากคุณสนใจที่จะขายรถมือสองในช่วงเวลานี้ แต่อาจจะพักอาศัย หรือทำงานในต่างจังหวัด CARRO เรามีบริการรับซื้อรถยนต์ของคุณถึงที่ โดยที่คุณจะไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อดำเนินการเรื่องขายรถยนต์ สามารถมาขายได้ที่ CARRO Express คลิกที่นี่ https://th.carro.co/sell-car/express หรือจะ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook CARRO Thailand

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน