หลายคนอาจตกใจ เมื่อเห็นหัวข้อของบทความนี้ ทำไมตั้งซะดูโหดร้ายจังเลย โดยเฉพาะคนรักสุนัข คนรักสัตว์

แต่ก็เป็นที่ทราบกันดี เพราะปัญหาสุนัขจรจัด (หรือ หมาจรจัด) ก็ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก และเป็นปัญหาที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน จากคนที่ไร้ความรับผิดชอบ หรือเลี้ยงไม่ไหว ก็มักจะแอบไปปล่อยตามวัด หรือตามซอยต่างๆ จนออกลูกหลานเต็มไปหมด

Human-and-Dog

คุณอาจจะเคยเห็นหมาที่นั่งๆ นอนๆ ตามหน้าร้านสะดวกซื้อ หรือตามสถานที่ต่างๆ ที่คนรักสัตว์ มักจะเอ็นดู ชื่นชอบและสงสาร คอยให้อาหารกันอยู่เป็นประจำ

แต่ในขณะเดียวกัน สุนัขเองก็มีไปสร้างความเดือดร้อน (ที่เวลาไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ก็จะหาคนที่มารับผิดชอบได้ยาก หรือไม่มี) เช่น การขับถ่าย ขี้-เยี่ยว เรี่ยราด หรือไล่กัดชาวบ้านที่เดินไปมา บางทีจู่ๆ กัดกันเอง หรือตกใจเสียงดังอะไรสักอย่าง วิ่งเตลิดออกทำคนตกใจไปทั่วก็มี

Family-Driving

สมมติว่าคุณขับรถไปบนถนนเส้นหนึ่ง ด้วยความเร็วพอประมาณ อยู่ๆ ก็มีหมาที่วิ่งออกมาจากไหนก็ไม่รู้ ตัดหน้ารถกะทันหัน ถ้าเป็นคุณจะทำอย่างไร?

ในกรณีที่คุณตัดสินใจ “หักหลบเข้าข้างทาง” นั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ “แต่” ก็ต้องมี “สติ” และดูสถานการณ์รอบข้างด้วย ว่าไม่มีสิ่งกีดขวางอะไรใดๆ รอบด้าน หรือรถวิ่งสวนมาในมุมที่คุณจะหักหลบไป และดูความเร็วที่ใช้มาด้วย เพราะการหักหลบ อาจกลายเป็นเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ก่อให้เกิดเรื่องมากกว่าที่คิด ไม่งั้น คุณอาจจะเจ็บตัวแทนหมาที่วิ่งตัดหน้ารถคุณแทน

แต่ถ้าหากคุณตัดสินใจ “ชนหมาทันที” นั้น ต้องเป็นเฉพาะเข้ามากระชั้นชิดจริงๆ แบบที่ไม่มีทางหลบได้แล้ว

เพราะการชนหมา ก็ทำให้รถคุณเกิดความเสียหายขึ้นแน่นอน และต้องจ่ายซ่อมรถเอง ยกเว้นว่ารถประกันภัยชั้น 1 ก็จะได้รับความคุ้มครองและดูแลความเสียหายเกี่ยวกับรถยนต์ และทรัพย์สินของบุคคลภายนอกตามที่ระบุไว้ตามกรมธรรม์

Car-Warning-System

แต่ถ้าคุณตัดสินใจ “เบรกอย่างรุนแรง” (หรือกระทืบเบรก) ถ้าคุณมองกระจกมองหลัง กระจกมองข้างในเสี้ยววินาทีแล้วว่า ไม่มีรถ หรือมอเตอร์ไซค์วิ่งตามหลังมา ก็เบรกได้เลย แต่คุณก็ต้องประคองรถให้ดีๆ ถึงแม้ว่ารถรุ่นใหม่ๆ แทบทุกรุ่น จะมีติดตั้งระบบเบรก ABS ป้องกันล้อล็อคตาย หรือระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ มาให้ก็ตาม

แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ถ้าคุณขับรถผ่านในที่ชุมชน อย่าขับเร็วมาก (ใช้ความเร็วประมาณ 30-50 กม./ชม. ก็เพียงพอแล้ว) และหมั่นสังเกตสองข้างทาง จะมีหมา (หรือคน) มีท่าทีจะวิ่งออกมาตัดหน้ารถเราหรือเปล่า กดแตรเตือนไปก่อน (ไม่ต้องกดแตรถี่ๆ เดี๋ยวจะกลายหมาเป็นตกใจขึ้นมาแทน) ก็ช่วยชีวิตมันได้แล้ว เพราะสัตว์ไม่เข้าใจ หรือกะในเรื่องความเร็วรถที่วิ่งมาได้หรอกครับ

เพราะหมามันก็รักชีวิต เท่ากับเราเหมือนกัน

Car-Accident

กรณีที่หมามีเจ้าของ แล้วเกิดเรื่องแบบนี้ ใครจะต้องรับผิดชอบ?

ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 111 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดขี่ จูง ไล่ต้อนหรือปล่อยสัตว์ไปบนทางในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรและไม่มีผู้ควบคุมเพียงพอ

เมื่อเจ้าของหมา ดูแลหมาไม่ได้ ก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย และ พรบ. ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ฯ

ซึ่ง พ.ร.บ. ป้องกันทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ มาตรา 23 กล่าวว่า ด้วยการห้ามมิให้เจ้าของสัตว์ปล่อย ละทิ้ง หรือกระทําการใดๆ ให้สัตว์พ้นจากการดูแลของตนโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท

เจ้าของสัตว์จึงต้องรับผิด เว้นแต่คนขับรถจะขับรถประมาท ก็ต้องรับผิดตามสัดส่วน ว่าใครประมาท มากกว่ากัน

ส่วนใครที่อยากขายรถ หรือมีเพื่อนฝูงกำลังหาที่ขายรถอยู่ CARRO เรารับซื้อรถของคุณ สามารถเข้าไปเช็กราคา ตีราคาขายรถก่อนได้ โดยใส่ข้อมูลรถของคุณที่นี่เลย กับ CARRO Express > https://th.carro.co/sell-car/express หรือโทร. 02-508-8425

หรือใครจะ Inbox มาสอบถามก็ได้เช่นกัน ที่ Facebook CARRO Thailand หรือสะดวก Add Line ก็ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

ขอขอบคุณข้อมูลกฏหมายจาก

  • ทนายเกิดผล แก้วเกิด
Carro-Driving-On-Road-Shoulder

ปัญหาที่แก้ไม่ได้ของสังคมไทย คือ การขับรถที่ไร้ระเบียบวินัย

Driving-On-Road-Shoulder

เวลาคุณขับรถบนทางด่วนช่วงเวลาเร่งด่วน ขับรถออกต่างจังหวัดช่วงเทศกาล คุณเคยสังเกตไหมครับว่า ที่ไหล่ทาง มักจะมีรถยนต์จำนวนมาก วิ่งคร่อมไหล่ทางบ้าง วิ่งในไหล่ทางบ้างล่ะ เพื่อที่จะไปปาด เบียดข้างหน้า หรือแซงข้างหน้า เป็นประจำ ทำให้รถติดมากขึ้น หรือเกะกะกีดขวางการจราจรของรถกู้ภัย หรือรถพยาบาล

ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่า ประเทศเรา หย่อนยานและละเลยในการปฏิบัติตามกฎจราจรมากๆ เป็นปัญหาที่ชาตินี้ ไม่มีทางแก้ไขและปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมได้ซะที

ซึ่งก็ก่อให้เกิดอุบัติเหตุมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว (ซึ่งไม่กี่วันก่อน ก็เพิ่งเกิดบนทางด่วนมาหมาดๆ) ก่อให้เกิดความสูญเสียในชีวิต และทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก

Driving-On-Road-Shoulder

แก้ปัญหาไม่ได้ ก็วางแบริเออร์น้ำ ซะเลย …

พ.ร.บ. จราจรทางบกฯ พ.ศ. 2522 มาตรา 103 ระบุว่า ทางใดที่มีทางเท้า หรือไหล่ทาง อยู่ข้างทางเดินรถ ให้คนเดินเท้าเดินบนทางเท้าหรือไหล่ทาง ถ้าทางนั้นไม่มีทางเท้าอยู่ข้างทางเดินรถ ให้เดินริมทางด้านขวาของตน

… แสดงให้เห็นว่า บนถนนทั่วไป กฎหมายกำหนดให้ไหล่ทาง เป็นทางสำหรับคนเดินเท้า หรือสำหรับจักรยานปั่น ไม่ใช่ให้รถวิ่ง แต่บางที เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ก็เรียกรถให้ไปวิ่งไหล่ในทางเพื่อระบายรถได้ ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าใครก็ตาม จะเปิดเลนพิเศษเข้าไปวิ่งในไหล่ทางได้ตามอำเภอใจ

แม้จะมีตำรวจ โบกให้รถเข้าไปวิ่งในไหล่ทาง ในช่วงเวลาเร่งด่วน ก็ต้องระมัดระวังรถที่จอดอยู่ จักรยานที่ปั่นอยู่ หรือคนที่เดินสัญจรไปมา เพราะหากเกิดอุบัติเหตุขึ้น รถที่วิ่งไหล่ทางย่อมเป็นฝ่ายผิด เพราะฝ่าฝืนกฎจราจรเข้าวิ่งช่องทางที่ไม่ได้จัดไว้สำหรับเป็นทางเดินรถ แม้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจโบกให้เข้าใช้ได้ก็ตาม

และสำหรับบนทางด่วน จะตีเส้นทึบไหล่ทางตลอดแนวห้ามรถเข้าไปวิ่ง ยกเว้นกรณีรถจอดเสีย หรือเกิดอุบัติเหตุ อนุญาตให้นำรถเข้าไปจอดชั่วคราวได้เพื่อความปลอดภัยและไม่ให้กีดขวางการจราจร … แต่ตำรวจทางด่วน ก็โบกรถให้รถสามารถเข้าไปวิ่งในไหล่ทางได้ ในช่วงเวลาเร่งด่วนด้วยเช่นกัน

Driving-On-Road-Shoulder

ภาพจาก Fanpage ลิงรู้เรื่อง

ด้าน พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รอง ผบช.น. ได้ชี้แจงว่า ไหล่ทางไม่ใช่ช่องทางเดินรถ แต่เป็นช่องทางสำหรับจอดรถกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่ว่ารถเสีย รถชน หรือเป็นช่องทางสำหรับรถพยาบาล รถฉุกเฉินที่จะนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล แต่ปัจจุบันกลับพบว่ามีประชาชนที่ใช้ทางด่วนเข้าไปวิ่งไหล่ทางเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุกับรถที่จอดเสียบ่อยครั้ง

จน บช.น. ต้องหารือกับ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เพื่อกำหนดมาตรการดูแลและป้องกันอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ฝ่าฝืนวิ่งบนไหล่ทาง เพราะตามกฎหมายจราจรระบุ ไว้ชัดเจนว่า ห้ามรถเข้าไปวิ่งไหล่ทาง หากฝ่าฝืนเข้าไปวิ่งจะถือเป็นการกระทำความผิดฝ่าฝืนเครื่องหมายบนพื้นที่ มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก

4-วิธีเอาตัวรอดจากอุบัติเหตุ-“รถตกเขา

ขับรถบนเขาให้ปลอดภัยได้ด้วยวีธีเหล่านี้

หากย้อนกลับไปเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เราจะนึกถึงข่าวที่ 2 นักศึกษาไทยขับรถตกเขาที่สหรัฐอเมริกาจนเสียชีวิต ซึ่งแน่นอนว่าข่าวนี้ได้สร้างความสะเทือนใจเป็นอย่างมาก แต่ก็นั่นแหละค่ะ ถ้ามองในแง่ความเป็นจริงแล้วก็รอดยาก หรือหากมีผู้รอดชีวิตจริง ก็คงจะมีแค่ 1 ใน 10 เท่านั้น

วันนี้ คาร์โร จึงอยากมาให้ความรู้เรื่องการเอาตัวรอด เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถตกเขาเพื่อให้เป็นข้อมูลที่คุณสามารถนำไปใช้ได้ในยามฉุกเฉินค่ะ

4 วิธีเอาตัวรอดจากอุบัติเหตุ “รถตกเขา”

อะไรที่เป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ“รถตกเขา”

เมื่อพบเจอ หรือเกิดอุบัติเหตุ คนส่วนใหญ่ก็มักจะถามหาสาเหตุว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุรถตกเขา มีทั้งหมด 4 ประการด้วยกัน คือ สภาพรถยนต์ ความเร็ว เส้นทางที่ไม่คุ้นเคย และทัศนวิสัย

  • สภาพรถยนต์

โดยเฉพาะรถใหญ่อย่างรถบรรทุก หรือรถโดยสารประจำทางที่ต้องตรวจสภาพเบรกให้พร้อมเสมอ เพราะน้ำหนักที่บรรทุกมาจะเกิดความหน่วงเวลาที่เบรก หรือเลี้ยวโค้งได้

  • ความเร็ว

ความเร็วที่ใช้ในการขับขี่เป็นสิ่งสำคัญที่ห้ามละเลย เพราะยิ่งเราขับเร็วขึ้นเท่าไหร่ เราก็จะมีเวลาในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าน้อยลงเท่านั้น

  • เส้นทางที่ไม่คุ้นเคย

การขับรถไปในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคยก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ เพราะบางที Google map ก็ไม่ได้พาเราไปถึงจุดหมาย แต่พาเราไปไหนต่อไหนก็ไม่รู้

  • ทัศนวิสัย

อาทิ การขับรถตอนฝนตกหนัก ถนนลื่น หรือทางข้างหน้ามีการซ่อมแซมพื้นผิวถนนโดยที่คุณไม่รู้มาก่อน เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ นับเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุได้ทั้งสิ้น

อุบัติเหตุไม่เลือกสถานที่ ไม่เลือกเวลา ไม่เลือกบุคคล และไม่บอกกล่าวก่อนล่วงหน้า เราจึงไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่  ฉะนั้น 4 สิ่งที่คุณควรตระหนัก และทำตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้คุณปลอดภัย และรอดชีวิตจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้
4 วิธีเอาตัวรอดจากอุบัติเหตุ “รถตกเขา”

  • คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งก่อนขับรถ

อย่าชะล่าใจ คิดว่ามีถุงลมนิรภัยแล้วจะทำอะไรก็ได้ เพราะถุงลมนิรภัยจะมีเฉพาะบริเวณด้านหน้าเท่านั้น อีกทั้งถุงลมนิรภัยยังถูกออกแบบมาเพื่อลดแรงกระแทก แล้วยุบตัวลงทันที เพื่อกันไม่ให้เราถูกอัดจนหายใจไม่ออก

ดังนั้น การคาดเข็มขัดนิรภัยจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ควรทำ เพราะมันจะช่วยดึงรั้งตัวเราไม่ไห้ไปกระแทกกับกระจกหน้ารถ

  • สำรวจการบาดเจ็บเมื่อรถหยุด หรือนิ่งแล้ว

เมื่อรถหยุด หรือนิ่งแล้ว หากคุณยังพอมีสติ และเคลื่อนไหวได้ คุณควรสำรวจตัวเอง และคนที่นั่งไปด้วยว่าได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า หรือมีช่องทางที่เราจะออกจากรถได้หรือไม่ แล้วค่อยออกมาขอความช่วยเหลือ

  • ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ

หากคุณเกิดเคลื่อนไหวไม่ได้ หรือออกจากรถไม่ได้ ก็ให้คุณตะโกนขอความช่วยเหลือ หรือหาวัสดุมาเคาะให้เกิดเสียงดัง เป็นไปได้ให้พยายามเคาะตลอดเวลา เพราะเราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่า จะมีคนมาได้ยินคุณเคาะเวลาไหน

  • ติดต่อบริษัทประกันภัย เพื่อช่วยดูแลค่ารักษา และค่าซ่อมรถ

เมื่อคุณได้รับการช่วยเหลือแล้ว ก็ให้คุณติดต่อทั้งบริษัทประกันภัยรถยนต์ และบริษัทประกันชีวิต เพื่อให้ทั้ง 2 บริษัทช่วยดูแลคุณในเรื่องค่ารักษาพยาบาล และค่าซ่อมแซมรถยนต์

ทั้งนี้ สิ่งที่คุณควรทำมากที่สุดไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแล้ว ก็นับว่าเป็นความสูญเสียทั้งสิ้น

อาจไม่ได้สูญเสียบุคคลที่เรารัก แต่เป็นการสูญเสียทรัพย์สินเงินทองที่คุณต้องหมดไปกับค่ารักษาพยาบาล และค่าซ่อมแซมรถยนต์ ดังนั้น คุณจึงควรดูแลสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ และสภาพรถยนต์ให้พร้อมก่อนเดินทางนะคะ

 

ขับรถอย่าเล่นมือถือ

ขับรถอย่าเล่นมือถือ !!

เชื่อเถอะว่า หลายๆโครงการในประเทศไทยพยายามรณรงค์เรื่องนี้ และพูดอะไรทำนองมานานแล้ว แต่ก็ยังมีคนจำนวนมากที่เล่นมือถือไปขับรถไป เพราะประมาท และย่ามใจว่าคงไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นกับตัวเองแน่ๆ CARRO ไม่ขอพูดอะไรซ้ำซาก แต่จะขอหยิบยก 5 กรณีตัวอย่างนี้ เพื่อให้เหตุผล 5 ข้อกับคุณ มาเริ่มกันเลย

เล่นมือถือ ขับรถ ผิดกฎหมาย

1. Selfie อาจเปลี่ยนชีวิต!

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่รัฐเท็กซัส ขณะที่สาวน้อยวัย 19 ปีกำลัง Selfie เพื่อส่งรูปถ่าย Sexy ของตัวเองให้แฟนหนุ่ม รถของเธอก็ชนท้ายรถตำรวจเข้าอย่างจัง!

ความพีคของเรื่องนี้คือขณะที่เกิดอุบัติเหตุ เธอกำลัง Selfie แบบ Topless (เปลือยท่อนบน) อยู่!

หลังจากตำรวจ (ซึ่งเป็นคู่กรณี) ลงจากรถมาสอบถามก็ต้องตะลึงกับสภาพเปลือยครึ่งท่อนของสาวคนขับ แถมยังพบว่าเบาะข้างคนขับมีไวน์ที่เปิดขวดแล้ววางอยู่ โดยสาวคนขับได้ให้การว่า เธอกำลัง Selfie และส่งรูปถ่ายลับๆ ให้กับหนุ่มคนรักขณะที่ีรถติดไฟแดง แต่พลาดอย่างไรก็ไม่ทราบ รถได้เลื่อนไปชนท้ายรถตำรวจซึ่งจอดติดไฟแดงอยู่ข้างหน้าอย่างเต็มเปา!

สุดท้ายสาวน้อยนางนี้ก็ถูกปรับด้วยข้อหาเมาแล้วขับ เป็นเงินจำนวน 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นเงินไทยราว 70,000 บาท) แถมยังเป็นที่กล่าวขานในสังคมออนไลน์ไปอีกนาน

เล่นมือถือ ขับรถ ผิดกฎหมาย

2. เปลี่ยนเพลง 1 ที ฆ่า 4 ศพ!

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อคนขับรถบรรทุกก้มมองสมาร์ทโฟนของตัวเองเป็นเวลา 45 วินาทีเพื่อเลื่อนเปลี่ยนเพลง จากนั้นรถของเขาก็ชนเข้ากับรถ SUV ของคุณแม่ลูกสามอย่างรุนแรง!

อุบัติเหตุนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เทรซี่ คุณแม่ซึ่งกำลังขับรถเสียชีวิตทันทีเท่านั้น แต่ยังทำให้อีธาน จอช และเอมี่ ลูกทั้ง 3 ของเทรซี่เสียชีวิตหมดทุกคน!

ภาพจากกล้องวงจรปิดและกล้องที่ติดตั้งอยู่หน้ารถได้แสดงให้เห็นว่า ชายขับรถบรรทุกทำความผิดจริงด้วยการก้มหน้าก้มตาเลือกเพลงจากสมาร์ทโฟน จนต้องละสายตาจากถนนนานเกือบหนึ่งนาที และ 0.75 วินาทีหลังจากการชนเกิดขึ้น กล้องได้จับสีหน้าตื่นตกใจสุดชีวิตของเขาเอาไว้ได้ แต่ขณะนั้นมันสายเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว

ล่าสุดคนขับรถบรรทุกถูกตัดสินจำคุก 10 ปี ส่วนสามีของคุณแม่ที่เสียชีวิต (คุณพ่อของเด็กๆ) ต้องจัดงานศพให้กับสมาชิกครอบครัวที่จากไปพร้อมกันถึง 4 คน

เล่นมือถือ-ขับรถ-ผิดกฎหมาย

3. รถพังยับเพราะรีบกดรับอั่งเปา

ถือเป็นเรื่องซวยรับวันตรุษจีนเลยทีเดียว เมื่อหนุ่มชาวจีนมัวแต่รีบกดชิงอั่งเปาจากแอพฯ Wechat รู้ตัวอีกทีรถก็วิ่งเลยไปถึงสี่แยกและประสานงาเข้ากับรถอีกคันอย่างจัง!

อั่งเปาที่ว่านี้เป็นอั่งเปาออนไลน์ที่แจกกันในห้องสนทนากลุ่มของ Wechat ซึ่งอำนวยความสะดวกให้บรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ไม่ต้องแจกอั่งเปาเป็นกระดาษในวันตรุษจีนอีกต่อไป แถมยังมีกติกา “มาก่อนได้ก่อน” ให้ลูกหลานได้สนุกสนานจากการแย่งชิงอั่งเปากันอีกด้วย

แต่การรีบกดรับอั่งเปาขณะขับรถก็ส่งผลน่ากลัวแบบนี้เอง แม้จะไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ แต่รถของหนุ่มชาวจีนผู้โชคร้ายก็ได้รับการประเมินค่าเสียหายราว 10,000 หยวน (ราวๆ 50,000 บาท) ซึ่งไม่รู้ว่าจะคุ้มกับเงินอั่งเปาที่ได้มาหรือไม่

เล่นมือถือ ขับรถ ผิดกฎหมาย

4. แค่คุยโทรศัพท์ทำรถชนยับ 10 คันรวด!

สาว 17 คุยโทรศัพท์ขณะขับรถแล้วเสียสมาธิจนเผลอขับรถฝ่าไฟแดง ส่งผลให้รถชนกัน 10 คันรวดบริเวณ 4 แยก!โชคดีที่เหตุการณ์นี้ไม่ได้ทำให้ใครต้องบาดเจ็บสาหัส แม้ว่าเรื่องราวจะแสนอลหม่านและเลอะเทอะเปรอะเปื้อน เพราะรถของเด็กสาวไปตัดหน้ารถขนดิน ทำให้รถขนดินพลิกคว่ำจนดินกองท่วมถนน อีกทั้งยังทำให้การจราจรติดขัดยาวเหยียด!

ผลจากเหตุการณ์นี้ทำให้เด็กสาวที่คุยโทรศัพท์ขณะขับรถถูกปรับเป็นเงิน 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 17,500 บาท) ด้วยข้อหาฝ่าสัญญาณไฟจราจร และใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ

เล่นมือถือ ขับรถ ผิดกฎหมาย

5. เล่นมือถือมือซ้าย ขี่มอเตอร์ไซค์มือขวา ชนท้ายรถข้างหน้าเต็มๆ!

เหตุการณ์ท้ายสุดนี้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยของเรานี่เอง เมื่อหนุ่มเมืองนครศรีธรรมราชเล่นมือถือไปขับมอเตอร์ไซค์ไปจนลืมดูทาง แล้วชนเข้ากับรถปิคอัพซึ่งจอดอยู่ข้างทางอย่างจัง!

แม้ว่าเหตุการณ์นี้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหนัก และไม่มีความเสียหายมากนัก แต่มันก็ทำให้ทั้งคนขับมอเตอร์ไซค์และเจ้าของรถปิคอัพเสียอารมณ์ไปตามๆ กัน!

นี่คือ 5 ตัวอย่างที่คุณไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง! และเป็น 5 เหตุผลที่ชัดเจนมากที่ควรจะเลิกเล่นมือถือขณะขับรถ จะเห็นได้ว่าไม่มีข้อไหนที่มีจุดจบอย่างสวยงามเลย แถมยังนำมาซึ่งการสูญเสีย ตั้งแต่ความรู้สึก ทรัพย์สินเงินทอง ไปจนถึงชีวิต

และอย่าลืมว่า การใช้โทรศัพท์มือถือขณะขับขี่ยานพาหนะใดๆ โดยไม่มีอุปกรณ์เสริมช่วยในการสนทนา ตามกฎหมายถือว่ามีโทษปรับถึง 400 – 1,000 บาท ต่อให้ไม่เกิดอุบัติเหตุใดๆ มันก็ยังผิดกฎหมายอยู่ดี !

เอาเป็นว่าควรขับขี่อย่างไม่ประมาท ไม่เล่นโทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์ใดๆ ขณะขับรถ เชื่อ CARRO เถอะ! เราจะได้อยู่ด้วยกันไปอีกนานๆ

มารยาทในการขับรถ

มารยาทในการขับรถบนท้องถนน

ปัจจุบันการคมนาคมมีหลายรูปแบบให้เลือกมากขึ้น แต่การเดินทางด้วยรถยนต์ถือเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกสบายที่สุดในการเดินทางบนถนนสาธารณะ โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วนที่ผู้ใช้รถใช้ถนนมักขับรถด้วยความเร่งรีบ และอาจขาดความระมัดระวัง จึงกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัทย์สิน หรืออาจเกิดการทะเลาะวิวาทบนท้องถนน


ที่เรามักพบเห็นจากวีดิโอที่ถ่ายโดยบุคคล การนำเสนอข่าว หรือการตั้งกระทู้ต่างๆ ยกตัวอย่างกระทู้จากพันทิปเช่น 
นอกจากขับช้าแช่ขวา ที่ทำให้หงุดหงิด ก็ยังมีขับทิ้งช่วงห่างระหว่างคันหน้า ที่ทำให้หงุดหงิดเหมือนกัน” , “ผิดถึงกับต้องทำร้ายร่างกายกันเลยเหรอ แค่ขี่ช้ามาอยู่ข้างหน้า แล้วคุณขี่เร็วกว่า” เป็นต้น


จึงทำให้รู้ว่ามารยาทในการขับรถบนท้องถนนควรเป็นเรื่องที่ต้องร่วมกันรณรงค์ ไม่ใช่แค่ปฏิบัติตามกฏจราจรเท่านั้น เพราะฉะนั้นทาง Carro ขอเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ ด้วยการนำเสนอมารยาทในการขับรถเบื้องต้นที่ผู้ใช้รถใช้ถนนสามารถปฏิบัติได้ดังนี้

 

มารยาทในการขับรถ

 

ไม่ขับแช่ขวา

แม้ว่าเราจะขับรถตามความเร็วที่กฏหมายกำหนด แต่เราไม่ควรขับรถแช่เลนทางขวา เพราะหลายครั้งที่บนท้องถนนมีสภาพการจราจรติดขัด เคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ อาจเป็นเพราะมีรถที่ขับแช่เลนขวาด้วยความเร็วคงที่ ทำให้รถด้านหลังไม่สามารถไปก่อนได้ ซึ่งสามารถสังเกตุได้ว่า หากคุณขับรถวิ่งเลนขวา และมีรถมาจ่อท้ายเมื่อไหร่ นั่นแสดงว่าคุณขับรถช้าไป โดยมารยาทแล้วคุณต้องเปิดไฟเลี้ยวซ้าย และหลบให้ทางรถที่มาข้างหลัง เพื่อให้รถที่มีความเร็วสูงกว่ารถของคุณแซงขึ้นไปอย่างปลอดภัย

ไม่ขับจี้ท้ายรถ หรือขับทิ้งช่วงห่างระหว่างคันหน้า

ความพอดี ไม่น้อยเกินไป ไม่มากเกินไป จนต้องเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เป็นคำกล่าวที่สามารถใช้ได้กับทุกเรื่อง และในเรื่องขับรถก็เช่นเดียวกัน เพราะการเกิดอุบัติเหตุชนท้ายในบ้านเรา ส่วนมากเกิดครั้งละหลายคันติดกัน และมักพบได้บ่อยครั้ง ดังนั้น การขับรถตามหลังควรต้องเว้นระยะห่างจากคันหน้า ให้เพียงพอที่จะหยุดได้อย่างปลอดภัย หากคันหน้าเกิดอุบัติเหตุ หรือหยุดกระทันหัน

นอกจากขับแช่ขวาแล้วนี่เป็นอีกเรื่องที่ทำให้คันหลังอาจเกิดหงุดหงิดจนถึงขั้นมีเรื่องของการวิวาทบนท้องถนนได้ เพราะด้วยการขับทิ้งช่วงห่างระหว่างคันหน้า ยกตัวอย่างเช่น ในกรุงเทพมักมีวินาทีไฟเขียวที่เร็วกว่าวินาทีไฟแดง ถ้าหากคุณทิ้งระยะห่างมากเกินไปจะทำให้คันหลังไม่สามารถขับต่อไปได้ ทำให้อาจติดไฟแดงอีกครั้ง ซึ่งกลายเป็นเรื่องที่เสียเวลามาก  

 

มารยาทในการขับรถบนท้องถนน

การขับรถแซง

ผู้ขับควรให้สัญญาณไฟก่อนแซง และเร่งความเร็วรถเพื่อที่จะแซงขึ้นไป อีกทั้งต้องเว้นระยะห่างก่อนให้สัญญาณไฟเพื่อที่จะขอกลับเข้าช่องจราจรเดิม นอกจากนี้ควรเร่งความเร็วให้เหมาะสมกับรถคันที่อยู่ด้านหน้า การแซงรถคันหน้าได้แล้วปาดหน้าชิดซ้ายทันที เป็นการแซงที่ไม่ปลอดภัยและแสดงถึงความไม่มีมารยาทของผู้ขับขี่รถ ส่วนอีกหนึ่งการแซงที่แสดงถึงการไร้มารยาท คือ แซงขวาในเลนที่รถวิ่งสวนมาอีกทาง เป็นการกระทำที่ไม่ควรทำอย่างมาก อีกทั้งยังผิดกฏจราจรอีกด้วย

 

รักษาเลนของตัวเองเวลาเลี้ยว

ปัญหาเหล่านี้มักพบบ่อยครั้ง เช่น บางครั้งเราขับรถอยู่ในเลนขวาสุด เมื่อเราต้องการเลี้ยวขวาแล้วก็ต้องรักษาช่องทางขวาเอาไว้ แต่ถ้าคุณมาเลนที่สองจากขวา เมื่อเริ่มเลี้ยวก็ต้องรักษาช่องทางเดิม จนเลี้ยวขวาเสร็จก็ต้องรักษาเลนที่สองจากขวาไว้ ซึ่งหลายครั้งเจอคนที่ไม่รู้ หลังจากเลี้ยวเสร็จไม่รักษาเลนของตัวเองไว้ เช่น จากเลนที่สองจากขวาเมื่อเลี้ยวแล้วก็ปาดมาขวาสุดทันใด ทำให้เกิดการเบียดเสียดกลางแยก รถไปได้ช้า หลายครั้งก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุด้วย และที่สำคัญก่อนเลี้ยวควรเปิดไฟเลี้ยวทิ้งไว้ก่อนเลี้ยวสักระยะหนึ่ง ไม่ควรเปิดก่อนเลี้ยวแบบทันที

มารยาทในการขับรถบนท้องถนน

ไม่ควรเปิดไฟสูงขณะรถสวนกัน

หรือเวลาขับตามหลังรถคันอื่นไม่ควรเปิดไฟเพื่อไล่รถคันหน้า เพราะการกระทำแบบนี้จะทำให้ไฟส่องเข้าตาผู้ขับคันหน้า เกิดการมองไม่เห็นถนน หรืออาจตกใจขับรถเปลี่ยนเลน หรือเร่งเครื่องหนี ซึ่งอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ ส่วนการใช้ไฟสูงที่ถูกต้องและไม่เสียมารยาท ควรเปิดไฟสูงเพื่อตรวจสอบสภาพถนนและริมถนน เฉพาะเส้นทางที่มืดมาก และไม่มีรถวิ่งอยู่ด้านหน้าหรือสวนทาง หลังจากนั้นให้ปิดไฟสูงทันที

 

หยุดรถทางม้าลาย

เมื่อเห็นคนยืนบนทางเท้า และมีการแสดงท่าทีที่จะเดินข้ามถนนตรงทางม้าลาย ผู้ขับรถควรแตะเบรกเตือนหรือเปิดไฟขอทาง เพื่อให้รถคันหลังเห็นสัญญาณไฟ และรู้ว่าคุณกำลังหยุดรถตรงทางม้าลาย จนกระทั่งคนข้ามถนนเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงค่อยออกตัวรถ และขับต่อไป

มารยาทในการขับรถบนท้องถนน

 

ทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของมารยาททางสังคมในการขับรถบนท้องถนนที่ผู้ใช้รถใช้ถนนควรยึดมั่นเท่านั้น ซึ่งนอกจากกฎระเบียบและมารยาท ผู้ขับขี่ทุกท่าน ควรมีสติ ไม่ใจร้อน รู้จักใจเย็น ปล่อยวาง และให้อภัยซึ่งกันและกัน จะได้สามารถคิด แก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี และอย่างน้อยก็เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นจากการไม่มีมารยาทของผู้ขับขี่

 

Source :
car.kapook.com
kaijeaw.com